ถ้าข้าร้าย ท่านก็อย่ามารัก

    ตอนที่ 4 ไม่เห็นความผิดของตน

    ตำหนักของท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลง

       "เจ้าว่าอย่างไรนะ!!"

    อ๋องเจ็ดที่ได้รับรายงานจากขันทีคนสนิท ถึงขั้นตวาดเสียงดังทั้งตำหนักหน้าตาซีดเผือกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

       "เรียนท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีราชโองการถอนหมั้นท่านกับคุณหนูเฟิ่งพะยะค่ะ" ขันทีคนสนิทของอ๋องเจ็ดที่กำลังรายงานเรื่องที่ได้ยินมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

       "ไม่จริง จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร ทำไมข้าไม่เห็นรู้เรื่องการถอนหมั้นเลย"

    ขันที "....."

       "ไปเตรียมเกี้ยวให้ข้า ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อตอนนี้"

    ขันทีได้รับคำสั่งก็เดินออกไปจากห้องหนังสือเพื่อที่จะไปเตรียมเกี้ยวให้อ๋องเจ็ดตามคำสั่งที่ได้รับ

       "นางนะรึจะกล้าถอนหมั้นข้า ต้องมีผู้ใดไปเป่าพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่"

       ฟู่อวิ้นหลงไม่เชื่อว่าเฟิ่งอวี่เหิงจะขอถอนหมั้นกับตน เพราะเขารู้ว่าเฟิ่งอวี่เหิงทุ่มเทให้กับเขาเพียงใด ตนชี้นกก็เป็นนกชี้ไม้ก็เป็นไม้ แล้วอยู่ๆจะมีราชโองการถอนหมั้นได้อย่างไร ต้องมีอะไรผิดพลาดเป็นแน่ ฟู่อวิ้นหลงที่กำลังคิดเรื่องการถอนหมั้นของตน ลืมกระทั่งเรื่องที่จะทูลขอสมรสพระราชทานตนเองกับอี้หลิงฟางไปทันที


    ณ ห้องทรงงานของฮ่องเต้

      "ถวายบังคมเสด็จพ่อพะยะค่ะ" ชายผู้สูงศักดิ์ในชุดสีทองที่กำลังอ่านฎีกาอยู่นั้น ก็ไม่ได้สนใจผู้มาเยือนตนแต่อย่างใด สนใจแต่ฎีกาอยู่อยู่ตรงหน้าตนเองเท่านั้น

       "ว่าเรื่องของเจ้ามา"

       "เสด็จพ่อทรงออกราชโองการถอนหมั้นของข้ากับเฟิ่งอวี่เหิงได้อย่างไรกัน เหตุใดเสด็จพ่อไม่เรียกข้ามาถามก่อน"

     "หึ"  ฮ่องเต้ฟู่เหวยหมิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็แค่นเสียงออกมา นึกไว้ไม่มีผิดว่าหลังจากที่ออกราชโองการถอนหมั้น เจ้าเจ็ดต้องรีบมาหาตนเป็นแน่ ฮ่องเต้ที่กำลังนึกขำอยู่ในใจ แต่ภายนอกคงมีภาพลักษณ์นิ่งสงบก็ได้กล่าวขึ้นมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย

       "ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการแบบนี้รึ"

       "ไม่....ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ต้องการถอนหมั้นกับนาง"

       "แล้วที่เจ้าไปกับสตรีผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่หมั้นของตนหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่เจ้าชอบพอกับคุณหนูอี้หรอกรึ"

       ฟู่อวิ้นหลงถึงกับชะงักเม้มริมฝีปากอย่างอดไม่ได้ แสดงว่าเสด็จพ่อทรงทราบเรื่องของตนแล้ว แต่แล้วยังไงตนไม่ได้อยากถอนหมั้นกับนาง เพราะไม่ว่าอย่างไรตนก็ตั้งใจแต่งตั้งเฟิ่งอวี่เหิงเป็นพระชายาเอกเพื่อให้มีเกียรติให้สมกับฐานะของนางอยู่แล้ว และจะแต่งอี้หลิงฟางให้มาเป็นชายารองตามที่ตนคาดหวังไว้

       "แต่ข้าก็ให้นางเป็นชายาเอกนะเสด็จพ่อ"

      ฮ่องเต้ได้ยินที่อ๋องเจ็ดกล่าวออกมาถึงกับหัวเสีย ไอ้บุตรชายสมองหมูคนนี้ยังคิดไม่ได้อีกรึว่าเพราะเหตุใดคุณหนูเฟิ่งถึงขอถอนหมั้นด้วย

       "ฟู่อวิ้นหลง สตรีบางคนไม่ได้สนใจในฐานะชื่อเสียงไม่ ตอนที่เจ้าขอหมั้นหมายนาง เจ้าก็เป็นคนรับปากกับนางเองไม่ใช่รึว่าจะมีแค่นางเป็นสตรีข้างกายเพียงผู้เดียว"

    ครั้นได้ยินแบบนั้นฟู่อวิ้นหลงก็นึกถึงวันที่ตนเอ่ยคำมั่นสัญญาให้กับเฟิ่งอวี่เหิงก่อนที่จะได้หมั้นหมายกัน


       "ท่านอ๋อง ท่านสัญญากับหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะว่าจะมีหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว เพราะหม่อมฉันเติบโตมาจากความรักที่ท่านพ่อมีแค่ท่านแม่เป็นคู่ชีวิต ไม่มีแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียง หากท่านอ๋องรับปากหม่อมฉันก็จะยอมหมั้นด้วยเพคะ"

       "ได้ เปิ่นหวางรับปาก แล้วเจ้าเล่าจะมีแต่เปิ่นหวางผู้เดียวใช่หรือไม่"

       "หม่อมฉันสัญญา ว่าจะมีท่านอ๋องแต่เพียงผู้เดียวเช่นกันเพคะ..."


       "เสด็จพ่อ เสด็จพ่อก็ทรงทราบว่าตำแหน่งของข้าจะมีแค่ชายาเดียวไปได้อย่างไร นางเป็นถึงว่าที่พระชายาเอกจะจิตใจแคบเพราะเรื่องนี้ไม่ได้ จวนไหนๆก็ต่างมีหลายเมียทั้งนั้น"

       "แต่ไม่ใช่ที่จวนตระกูลเฟิ่งและกับฟู่เฟยเทียนขนาดข้าจะพระราชทานสมรสให้ เจ้านั้นยังปฎิเสธข้าอย่างไม่ใยดี ทำเหมือนว่าข้าไม่ใช่ฮ่องเต้เลยสักนิด ฟู่อวิ้นหลงพ่อจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าเอง แคว้นเราเป็นแคว้นใหญ่และแข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวผู้ใด ถึงขั้นที่จะต้องยอมรับการสมรสจากต่างแคว้นหรือจากเหล่าขุนนางเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ทุกอย่างหากบรรดาบุตรข้าไม่ยิมยอม ข้าผู้เป็นบิดาก็ไม่บังคับจิตใจ เจ้าก็รู้ว่าข้าพระราชทานสมรสให้นั้นทั้งคู่ต้องยินยอมต่อกัน ไม่ใช่บังคับเพื่อแก่งแย่งอำนาจกันทางการเมือง บิดาคงบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ เจ้ากลับไปเถิดข้าจะอ่านฎีกาต่อ เสียเวลากับเจ้ามามากแล้ว"

       ฟู่อวิ้นหลงได้ฟังที่บิดากล่าวก็นิ่งไปยืนเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณทำอะไรไม่ถูก ฮ่องเต้ฟู่เหวยหมิงสัมผัสได้ถึงความนิ่งเงียบของบุตรชายตน สงสัยวิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้แบบนั้นก็หาเรื่องกล่าวเพื่อที่จะดึงวิญญาณของบุตรตนกลับเข้าร่างโดยเร็ว


       "อ๋อออ ข้าลืมเล่าให้เจ้าฟัง เหล่าบรรดาพี่น้องของเจ้าที่ได้รู้ข่าวการถอนหมั้นของเจ้ากับคุณหนูเฟิ่งต่างพากันมาแย่งขอสมรสพระราชทานจากข้า หากข้าไม่ได้ออกราชโองการให้นางเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ข้าคงจะวุ่นวายทั้งวันเป็นแน่ เฮ่อออ คุณหนูเฟิ่งช่างมากวาสนาเสียจริง มีแต่คนอยากแต่งเข้าจวนตัวเอง"

       ฮ่องเต้แสร้งทำท่าทีกล่าวคำออกมาอย่างเหนื่อยใจ ฟู่อวิ้นหลงที่ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีทันทีถึงกับกำหมัดเข้าหากันจนเล็บแทบจิกเนื้อตนเอง

       "ไม่ ข้าไม่ยินยอมให้เฟิ่งอวี่เหิงแต่งกับผู้ใด นางต้องเป็นชายาเอกของข้าคนเดียวเท่านั้น" 

    นั้นปะไรวิญญาณกลับเข้าร่างโดยเร็วทันที จากตอนแรกที่นิ่งตอนนี้เจ้าเจ็ดก็ตื่นตัวแล้ว 

       "คุณหนูเฟิ่งจะเป็นได้อย่างไร อย่าลืมสิว่าเจ้ากับนางถอนหมั้นกันแล้วและอีกอย่างข้าได้ออกราชโองการให้นางเลือกคู่ครองได้ด้วยตนเอง หึ เจ้าจะทำเช่นไรเล่า เจ้าบุตรชายข้า"

       "ยังไงข้าก็ไม่ยอม ข้าจะให้นางมาเป็นชายาเอกของข้าให้จนได้"

       จบเรื่องที่จะพูดคุยต่อแล้วฟู่อวิ้นหลงก็ทูลลาเสด็จพ่อคนตนเอง จนลืมเรื่องที่จะทูลขอสมรสพระราชทานแต่งอี้หลิงฟาง ฮ่องเต้มองคนที่เดินออกไปจากห้องแล้วก็สรวลออกมาอย่างพอใจ 

    ฉินกงกง "....."

       "ฝ่าบาทจะทำสิ่งใดต่อไปหรือพะยะค่ะ"

       "ข้ารึ ข้าไม่ทำสิ่งใดหรอกแค่อ่านฎีกาข้าก็ปวดหัวแล้ว เฮ่อออ ข้าอยากพักสัก 1 ชั่วยาม อย่าให้มีผู้ใดมารบกวนตอนข้าพักเข้าใจหรือไม่"

       "พะยะค่ะ"


    จวนตระกูลเฟิ่ง

       หลังจากที่ส่งฉินกงกงกลับวังกู่ม่านชิงก็ขอตัวกลับจวนตนเอง เสนาบดีเฟิ่งจินหยวนกับเฟิ่งฮูหยินก็ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เหลือเพียงเฟิ่งอวี่เหิงที่ไม่มีอะไรให้ทำก็ปักผ้าอยู่ที่ศาลาเพียงลำพัง สักพักเห็นสาวใช้ตนหนึ่งวิ่งมาหาตน

       "คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู แฮ่กๆๆ"

       "ใจเย็นๆ ชินชิน มีเหตุอะไรทำไมถึงได้ร้อนรนถึงเพียงนี้"

    เฟิ่งอวี่เหิงกำลังปักผ้าอยู่ ก็อดดุกับท่าทีสาวใช้ของตนไม่ได้

       "ท่านอ๋องเจ็ดเสด็จมาเจ้าค่ะ ตอนนี้รอคุณหนูอยู่ที่โถงรับรองแล้วเจ้าค่ะ"

    เฟิ่งอวี่เหิงกำลังปักถึงกับชะงักกับคำที่สาวใช้คนตนมาบอก

       "เจ้าว่าอย่างไรนะ ชินชิน"

       "ท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลงมาที่จวนต้องการมาพบคุณหนูเจ้าค่ะ"

    เมื่อเฟิ่งอวี่เหิงที่ได้ยินคำย้ำจากสาวใช้ตนก็นิ่งไป ท่านจะมาหาข้าทำไมกัน ทั้งที่ตอนนี้เราสองคนไม่ต่างจากคนแปลกหน้าต่อกันแล้ว ชินชินเห็นคุณหนูตนเองนิ่งไปก็อดเป็นกังวลไม่ได้

        "คุณหนู..."

        "ข้าไม่เป็นไร เจ้าไปเตรียมน้ำชากับของว่างให้เรียบร้อย"


       "เฟิ่งอวี่เหิงถวายพระพรท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลงเพคะ"

    คำพูดที่ห่างเหินจากปากเรียวงามของสตรีตรงหน้า พลันทำให้รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที เพราะเหตุใดกันแต่ก่อนนางเรียกก็ไม่เห็นว่าจะมีรู้สึกเช่นนี้เลย

       "เหิงเหิง ไม่ต้องมากพิธีกับข้าถึงเพียงนั้นเจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่เถิด"


    ...เหิงเหิงรึ ให้เรียกท่านพี่รึ หึ น่าขันสิ้นดี พอถูกถอนหมั้นก็เรียกชื่อแบบสนิทสนมขึ้นมาเสียอย่างนั้น เฟิ่งอวี่เหิงไม่ได้ยินดีกับคำที่อดีตคู่หมั้นของตนเรียกอย่างสนิทสนมเลยแม้แต่น้อย นางกล่าวออกไปด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เย็นชา

       "หม่อมฉันเรียกอย่างนั้นได้ไม่เพคะ พระองค์เป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ตัวหม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชน จะไปตีเสมอท่านอ๋องได้เช่นไร อีกอย่างหม่อมฉันก็เรียกพระองค์แบบนี้มาตั้งนานแล้วเพคะ"

       "เหิงเหิง...."

       "หากไม่เป็นการล่วงเกินพระองค์ พระองค์เรียกหม่อมฉันว่าเฟิ่งอวี่เหิงเช่นเดิมเถิดเพคะหรือเรียกหม่อมฉันว่าคุณหนูเฟิ่งอย่างที่ผู้เรียกอื่นเรียกกันจะดีกว่า เพราะตอนนี้หม่อมฉันไม่ได้เป็นคู่หมั้นของพระองค์แล้วเราต่างเปรียบเสมือนกับคนแปลกหน้าต่อกัน"

       ได้ยินคำพูดที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ในใจฟู่อวิ้นหลงหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนไม่สามารถกล่าวสิ่งที่ตนตั้งใจว่าหากเจอหน้ากัน ตนจะทำดีกับนาง จะคุยกับนางอย่างสนิทสนมเหมือนดั่งที่นางเคยต้องการ แต่พอมาเจอท่าทีที่เย็นชาพร้อมกับสายตาของนางที่จ้องมองเขา มันไม่เหมือนกับที่ตนเคยได้ในอดีต สายตาในอดีตที่เฟิ่งอวี่เหิงมองมา เป็นสายตาที่เหมือนว่าเขาคือทุกอย่างของนาง แต่สายตาที่ตนได้รับตอนนี้มันทำให้ใจเจ็บยิ่งนัก เป็นสายตาเย็นชาที่ตนไม่เคยได้รับจากสตรีตรงหน้าเลยสักครั้ง เพราะเหตุใดกัน....

       เฟิ่งอวี่เหิงเห็นคนตรงหน้าเงียบไป ไม่ได้คิดจะสนใจเลยแม้แต่น้อย ตัวนางมีเพียงความเย็นชาเท่านั้นที่มอบให้

       "พระองค์มีเรื่องอะไรกับหม่อมฉันหรือเพคะ"

    เป็นเฟิ่งอวี่เหิงที่ถามขึ้นมาทำลายบรรยากาศความเงียบ

       "เหิงเหิง เหตุใดเจ้าจึงถอนหมั้นกับข้าเป็นเพราะข้าไม่สนใจเจ้า เพราะข้าไม่มีเวลาให้เจ้าหรือเป็นเพราะข้าไปเฝ้าฟางเอ๋อร์เมื่อวานนี้ เจ้าโกรธข้าเพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่ ถ้าข้าขอโทษเจ้าแล้วเรามาเริ่มกันใหม่ เราเริ่มกันใหม่ดีหรือไม่เหิงเหิง เรามาทำเหมือนยามที่เรารู้จักกันในตอนแรกข้าจะ......"

       "ไม่มีความหมายแล้วเพคะ"

    ไม่รอให้อ๋องเจ็ดพูดจบ เฟิ่งอวี่เหิงก็กล่าวตัดบทสนทนาขึ้นมาทันที 

       "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

       "หม่อมฉันหมายความว่าเปล่าประโยชน์เพคะ"

      ฟู่อวิ้นหลงได้ยินเช่นนั้นถึงกับมีใบหน้าที่ซีดเผือก ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปหาสตรีตรงหน้า เฟิ่งอวี่เหิงกลับเดินถอยหลังตามก้าวที่ฟู่อวิ้นหลงเดินเข้ามาหาเพื่อรักษาระยะห่างกับเขาอย่างเห็นได้ชัด

       "เพราะเหตุใด..."

       "....."  เฟิ่งอวี่เหิง

       "เจ้าสัญญากับข้าแล้วไม่ใช่รึ ว่าเจ้าจะแต่งกับข้า"

      เฟิ่งอวี่เหิงได้ยินเช่นนั้นก็มีท่าทีบึ้งตึงขึ้นมาทันที กล้ามากล่าวคำสัญญากับนางได้อย่างไร ไม่ใช่เพราะท่านหรืออย่างไรที่เป็นผู้ผิดสัญญากับข้าก่อน มากล่าวหาเหมือนกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของนางได้เช่นไร เฟิ่งอวี่เหิงกล่าวถ้อยคำเย็นชายิ่งกว่าเดิมออกไป