ดวงอาทิตย์ขึ้นเด่นเป็สง่ายามอู่ (11:00 -12:59 น.) ความร้อนของแสงแดดทำให้แม้แต่คนที่นั่งสร้างธนูใต้ร่มไม้ใหญ่ต้องเหงื่อไหลซึม
นับั้แ่จ้าวหยางจื่อสร้างธนูไม้ไผ่เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยาม ซึ่งระหว่างรอให้ไม้เข้ารูปเขาก็สร้างลูกธนูด้วยเช่นกัน
การสร้างธนูคันแรกของเขานั้นก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แม้ว่าธนูคันนี้จะดูด้อยกว่าธนูของหานมิ่ง ทว่ามันก็ดูดีมากแล้วสำหรับเขา
พอสร้างเสร็จจ้าวหยางจื่อก็ตื่นเต้นและฮึกเหิมอยากจะลองของใหม่ เขาคว้าลูกธนูที่ทำไว้ก่อนที่จะวิ่งไปที่บ้าน เพื่อบอกกล่าวกับน้องทั้งสองคนว่าจะไปทำอะไร
เมื่อเขาพบเจอหานเอ๋อร์กำลังนั่งจัดการกระต่ายป้า เขาก็บอกกล่าวว่าจะไปทำอะไรแล้ววิ่งข้ามแม่น้ำด้วยสะพานไม้เข้าป่าไป
ที่ขอบป่าดิบชื้นตีนเขา จ้าวหยางจื่อใช้ที่ตรงนี้ลองฝึกซ้อมดูก่อน ตอนใช้งานจริงจะไม่ไม่มีอะไรผิดพลาด
ฟุ่บ!
ครั้งแรกจ้าวหยางจื่อยิงโดยไม่มีเป้าหมายตายตัว เพื่อดูว่าธนูคันนี้ยิงได้ไกลแค่ไหน
ด้วยการยิงครั้งแรกสรุปได้ว่าระยะการยิงมากกว่า20จั้ง(66.6 เมตร)เลยทีเดียว นับว่าเป็ระยะการยิงได้ไกลมาก
ทว่าธนูที่เขาทำขึ้นเองนี้ถ้าพวกทหารเข้ามาเห็นคงต้องเรียกว่าขยะดีๆ นี่เอง เพราะธนูที่สามารถเข้าประจำการในค่ายทหารได้ย่อมยิงได้ไกลถึงห้าสอบจั้งเป็อย่างต่ำ (166 เมตร)
แม้ว่าธนูที่จ้าวหยางจื่อสร้างขึ้นจะยิงได้ไกลถึง20จั้ง แต่ว่านั่นคือระยะการยิงไม่ใช่ระยะหวังผล เอาเข้าจริงระยะที่แม่นยำที่สุดไม่ถึงสิบจั้งเสียด้วยซ้ำ
พอรับรู้ระยะของธนูได้แล้ว ต่อไปจ้าวหยางจื่อก็จะฝึกซ้อมยิงเป้า จัดเตรียมทุกอย่างพร้อมก็ใช้เวลานานถึงหนึ่งก้านธูป
เวลานี้จ้าวหยางจื่อยืนห่างจากเป้าธนูแค่สิบจั้งหรือก็คือระยะหวังผลของธนู เขายืนทำสมาธิอยู่ตรงนั้น ขณะเดียวกันในมือก็ถือคันธนูบรรจุลูกเตรียมพร้อมเอาไว้
ทันทีที่จ้าวหยางจื่อสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด เขาก็รู้สึกถึงเืลมพลุ่งพล่านมีสมาธิจดจ่อมากขึ้นอย่างน่าฉงน ไม่รู้สาเหตุมาจากอะไร
ผ่านไปหลายลมหายใจ แต่ถึงอย่างนั้นสมาธิของเขาก็ไม่สลาย เขายกธนูขึ้นอย่างช้าๆ ตั้งท่าพร้อมยิง แม้สายธนูจะตึงมากแต่เขาก็ดึงมันได้อย่างง่ายดาย
ขณะเดียวกันที่จ้าวหยางจื่อยกธนูค้างเล็งเอาไว้ โลกรอบตัวสลายไปเหลือเพียงเขาและเป้าหมายที่อยู่ไกลเพียงสิบจั้งเท่านั้น (ประมาณ30เมตร)
เมื่อศูนย์เล็งตรงกับเป้า ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็ถอนหายใจยาว พร้อมกับปล่อยลูกธนู...
ฟุ่บ!
ทันใดนั้นลูกธนูบินออกไปผ่านอากาศด้วยความรวดเร็ว
ปั๊ก! ฉุ่บ!
เสี้ยวลมหายใจเสียงของลูกธนูสะท้อนกับเป้าหมายดังก้องกังวานออกมา และลูกธนูทะลุเป้าหมายเข้าไปกว่าครึ่ง! นับได้ว่าประสิทธิภาพรุนแรงนัก!
จ้าวหยางจื่อเห็นว่ายิงเข้าเป้าั้แ่ครั้งแรก เขาก็พลางคลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ พลางวิเคราะห์กับตนเอง
‘ความรู้สึกตอนที่ข้ายิงธนู ช่างต่างกับตอนถือมีดลิบลับ หรือว่าข้าจะมีพร์ทางด้านธนู..ใช่สิ บิดาข้ามีชื่อเสียงอย่างมากในการยิงธนู สงสัยข้าจะได้สืบทอดมาจากเขา..’ แม้ตอนนั้นจะยังเด็ก แต่เขาก็รู้ถึงชื่อเสียงผู้เป็บิดาไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการยิงธนูจะเป็ที่น่าพอใจ แต่จ้าวหยางจื่อก็ยังฝึกซ้อมต่อไป เพื่อเพิ่มความชำนาญ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เขาฝึกซ้อมการยิงธนูซ้ำๆ จนลูกธนูทั้งหมดใช้การไม่ได้
หลังจากฝึกซ้อมเสร็จจ้าวหยางจื่อรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเขามีสมาธิมากขึ้น ที่สำคัญทักษะการยิงธนูของเขาก็เพิ่มขึ้นด้วย
ในตอนนี้ระยะไม่เกินสิบจั้ง เขาไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน! แม้ว่าเป้าหมายจะเล็กเท่าลูกไก่ก็ตาม
จากนั้นจ้าวหยางจื่อเข้าไปพักในมิติย่อยในเวลาต่อมา
ไม่ปล่อยให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ จ้าวหยางจื่อรีบดื่มน้ำพุแล้วก็ทำสมาธิ เพื่อฝึกปราณปฐมบท เขาต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น ถึงจะเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ได้
ขณะที่จ้าวหยางจื่อนั่งสมาธิแล้วหลับตา เขาก็รู้สึกถึงความสงบอันคุ้นเคย เริ่มจดจ่อลมหายใจ และซึมซับปราณรอบตัวได้มากขึ้น
เขาค่อยๆ ชักนำปราณมารวมกันที่ท้องน้อย ทว่ากระบวนการนี้ช่างยากเย็นนัก หนึ่งชั่วยามเขาสะสมได้น้อยกว่าขนาดหนึ่งหยดน้ำเสียอีก ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่าต้องสะสมปราณถึงหนึ่งร้อยหยดถึงจะสามารถกระตุ้นจุดตันเถียนได้ เส้นทางการบำเพ็ญช่างยาวไกลโดยแท้
จ้าวหยางจื่อถูกขับออกจากมิติ เมื่อครบเวลาที่กำหนดหนึ่งชั่วยาม
‘ข้ารู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้นมาก ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้หายเป็ปลิดทิ้ง’
จ้าวหยางจื่อครุ่นคิดในใจระหว่างเดินทางกลับบ้าน ขณะเดียวกันเขาก็วางแผนไปด้วยว่าจะใช้ประโยชน์จากมิติย่อยขนาดหนึ่งหมู่ (1ไร่) นี้อย่างไรดี
แน่นอนว่าจ้าวหยางจื่อจะต้องปลูกพืชอยู่แล้ว ทว่าพืชที่จะใช้ปลูกต้องเป็พืชที่พิเศษหรือสมุนไพร ใช่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็ได้
ระหว่างที่คิด ทันใดนั้นเอง ต้นโพธิ์สูงใหญ่ก็อยู่ในครรลองสายตาของจ้าวหยางจื่อ ไม่ต้องคิดให้มากความ เขาพุ่งเข้าไปหามันในทันทีเพื่อค้นหาต้นกล้าแล้วนำไปปลูกในมิติย่อย
ตำนานเล่าขานสำหรับต้นโพธิ์นั้นมีมากมาย มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ตำนานของพระพุทธเ้าที่บำเพ็ญใต้ต้นโพธิ์ บางทีถ้าเขานำต้นโพธิ์ไปปลูกในมิติย่อยสักต้น การฝึกปราณของเขาอาจรวดเร็วขึ้นก็เป็ได้!
ค้นหาไม่นานนัก จ้าวหยางจื่อก็ได้พบต้นกล้าใต้ต้นโพธิ์ที่สูงใหญ่ เขาค่อยๆ ขุดมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ไม่ให้รากของมันได้รับการเสียหาย ก่อนที่จะนำมันเข้าไปเก็บในมิติย่อย
ซึ่งจ้าวหยางจื่อไม่กลัวต้นกล้าจะตายเลยแม้แต่น้อย เพราะในมิติย่อยย่อมอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว แม้แต่ในอากาศก็มีพลังปราณอันบริสุทธิ์แฝงอยู่เลย เขามีอะไรต้องกลัว
พอกลับถึงบ้าน เขาเห็นสภาพบ้านอีกครั้งจ้าวหยางจื่อก็ถอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ สภาพของมันช่างเหมือนเล้าไก่เสียจริงๆ แต่เอาเถอะ! รอให้ทุกอย่างลงตัวก่อนเขาจะรีบแก้ไขโดยด่วน
ทันใดนั้นซีซวนก็วิ่งออกมาต้อนรับ พร้อมกับคล้องแขนเขาอย่างดีใจ กล่าวขึ้น
“พี่ใหญ่ ข้าจัดการกระต่ายเสร็จแล้วเ้าค่ะ”
“ดีมาก!” จ้าวหยางจื่อลูบผมของซีซวนด้วยความเอ็นดู เขารักน้องทั้งสองคนอย่างมากแม้จะไม่มีสายเืเดียวกันก็ตาม
“พี่ใหญ่ ผมหนูยุ่งหมดแล้ว” ถึงจะพูดอย่างนั้น ซีซวนก็ไม่เบี่ยงตัวหลบแต่อย่างใด เธอยอมรับอย่างมีความสุข กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ไปทานอาหารกันเถอะเ้าค่ะ ข้าเตรียมไว้พร้อมแล้ว”
“ได้! หลังจากทานอาหารเสร็จ พี่จะสอนน้องคำนวณเลขต่อเลย”
“เ้าค่ะ..”
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel