ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 24 สิทธิ์เข้าร่วม

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ไปเยี่ยมเยือนคนในตระกูลเสิ่นจำนวนไม่น้อยในสองวันที่ผ่านมา

            เป็นเพราะซือหม่าหว่านเอ๋อร์มีฐานะพิเศษทั้งยังมีสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลเสิ่น ทำให้หลายๆ คนเคารพนางและตระกูลซือหม่าก็มาจากเมืองหลวง ครอบครองทรัพยากรมากกว่าตระกูลเสิ่นไม่รู้เท่าไร

            “ให้เข้ามาได้!”

            เสิ่นเสวียนนั่งอยู่ที่ตำแหน่งผู้นำตระกูลกล่าวเสียงเรียบ

            เมื่อวานเขาเปิดโปงและขับไล่นางไปแล้ววันนี้นางยังกล้ากลับมาอีก เขาอยากรู้ว่านางจะทำอะไร

            “แล้วเจ้าจะยืนบื้ออยู่ตรงนี้ทำไมยังไม่รีบไปอีก”

            เสิ่นเสวียนปรายตามองเสิ่นเหวินเทาพลางกล่าว

            “ขอรับ”

            เสิ่นเหวินเทายืนตัวตรงหันหลังแล้วเดินออกไปทันที

            เมื่อหนึ่งเค่อก่อนยังเป็นผู้ดูแลใหญ่ตระกูลเสิ่นเป็นรองเพียงผู้อาวุโสใหญ่อยู่เลย พริบตาเดียวกลับกลายเป็นนักโทษไปแล้วในโลกที่เคารพยกย่องผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ สามารถตีความคำว่าอำนาจได้อย่างแจ่มแจ้ง

            เสิ่นเหวินเทาเพิ่งเดินออกไปขบวนเกี้ยวของซือหม่าหว่านเอ๋อร์ก็มาถึงด้านหน้าหอประชุมพอดี

            วันนี้นางสวมชุดคลุมขนนกสีขาวราวกับหิมะเส้นผมดำขลับประดับด้วยผ้าผูกสีขาว ราวกับนางเป็นเซียนบนสรวงสวรรค์ทำให้บรรดาหนุ่มสาวในตระกูลเสิ่นต่างมองนางไม่วางตา

            เติบโตได้อย่างงดงามพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง มีฐานะที่สูงส่ง ไม่รู้ว่าเป็นเทพธิดาในใจของใครบ้าง

            “หว่านเอ๋อร์คารวะผู้อาวุโสทุกท่าน”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ไม่ได้เข้ามาในหอประชุมทว่าแสดงคารวะต่อผู้อาวุโสตระกูลเสิ่นทั้งหลายทั้งที่ยังนั่งอยู่บนเกี้ยวดูเหมือนมีมารยาทงาม

            “สวัสดีหลานหว่านเอ๋อร์”

            เสิ่นล่างเป็นตัวแทนของเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเสิ่นกล่าวกับซือหม่าหว่านเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มคนอื่นๆ ยังไม่รู้เรื่องระหว่างซือหม่าหว่านเอ๋อร์กับเสิ่นเสวียน

            “หว่านเอ๋อร์เป็นตัวแทนของท่านพ่อท่านแม่มาเยี่ยมเยียนผู้อาวุโสทุกท่านพวกเขามีกิจธุระ มิอาจปลีกตัวมาที่นี่ด้วยตนเองได้หวังว่าผู้อาวุโสทุกท่านจะไม่ถือโทษโกรธเคือง”

            ขณะที่กล่าวข้ารับใช้มากมายเดินออกมาจากด้านหลังพร้อมหีบหลายใบหีบแต่ละใบต้องใช้ข้ารับใช้สองคนถึงจะแบกเข้ามาได้ หีบทุกใบถูกเปิดฝาออกใบหนึ่งเต็มไปด้วยวัตถุดิบหายาก อีกใบหนึ่งคือศาสตรามารขั้นสูงและยังมีใบหนึ่งเต็มไปด้วยยาสมุนไพร! ยาเหล่านั้นบรรจุอยู่ในขวดสีขาวอย่างดีที่ขวดเขียนไว้ว่า ‘ยาเรียกลมปราณ’

            “ยาเรียกลมปราณ!”

            คนตระกูลเสิ่นมองยาเรียกลมปราณเหล่านี้พลางอ้าปากค้างเพราะความตกใจอีกฝ่ายหน้าใหญ่ใจโตยิ่งนัก!

            ยาเรียกลมปราณหาใช่ยาขั้นสูงแต่ก็เป็นถึงยาเสริมร่างกายระดับสอง ทั่วทั้งเมืองอวี่ฮว่าผู้ที่สามารถปรุงยาเรียกลมปราณระดับสองขึ้นมาได้มีเพียงนักปรุงยาระดับสองผู้นั้นจากตระกูลหานที่ทำให้พวกเขาตกใจก็คือ ในหีบใบนี้มีขวดยาอยู่อย่างน้อยสามสิบใบ เพียงพอที่จะทำให้คนรุ่นเยาว์ในตระกูลเสิ่นกลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นปรมาจารย์ได้อีกหลายคนเลยทีเดียวส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินเงินทอง

            ของเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าห้าล้านเหรียญทองเทียบเท่ากับรายได้ตลอดปีของตระกูลเสิ่น

            “ตระกูลซือหม่าของพวกเจ้าใจกว้างยิ่งนัก!”

            เสิ่นเสวียนมองหีบเหล่านั้นแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

            “แค่ของขวัญเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ผู้นำตระกูลเสิ่นไม่ชอบหรือ” ซือหม่าหว่านเอ๋อร์นั่งบนเกี้ยวอยู่ในระดับเดียวกับเสิ่นเสวียนพอดี ทำให้ทั้งสองได้สบตากัน

            “ชอบสิต้องชอบอยู่แล้ว เจ้ามาที่นี่เพื่อส่งของขวัญอย่างนั้นหรือ”

            “ฮ่าๆสิ่งของเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของตระกูลซือหม่า แต่นี่มิใช่จุดประสงค์หลักข้ามาที่นี่เพราะต้องการคัดเลือกคนในตระกูลที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเพื่อผลักดันเข้าสู่สถาบันชิงหยุน”

            “สถาบันชิงหยุน!จริงหรือ!”

            เมื่อได้ยินคำว่าสถาบันชิงหยุนทุกคนในตระกูลเสิ่นต่างหันมองหน้ากันไปมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ

            สถาบันชิงหยุนคือสถาบันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นชิงหยุนสามอำนาจสูงแห่งแคว้นชิงหยุนแบ่งออกเป็น สำนักกระบี่ สำนักดาบ และสถาบันชิงหยุนอีกทั้งสถาบันชิงหยุนยังขึ้นกับแคว้นชิงหยุนโดยตรง มีอำนาจแคว้นอยู่เบื้องหลังและยังมีพลังแข็งแกร่งมากด้วย หากใครได้เข้าฝึกฝนในสถาบันชิงหยุนนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่วงศ์ตระกูล

            ตั้งแต่เมืองอวี่ฮว่าก่อตั้งขึ้นผู้ที่ได้เข้าฝึกฝนในสถาบันชิงหยุนจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งแคว้น

            ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงแต่มิอาจเอื้อม

            ทว่าซือหม่าหว่านเอ๋อร์กลับนำสิทธิ์การเข้าร่วมมามากกว่าหนึ่งสิทธิ์

            เมื่อเห็นท่าทางของทุกคนแล้วซือหม่าหว่านเอ๋อร์พลันส่งเสียงเหยียดหยันออกมาในใจคิดว่าคนเหล่านี้เหมือนกบในกะลา ไม่เคยได้เห็นโลกภายนอกอย่างแท้จริง

            สิทธิ์การเข้าร่วมสถาบันเสิ่นเสวียนเคยได้ยินเสิ่นว่านซื่อกล่าวถึงมาก่อนทว่าเขาไม่ได้สนใจสถาบันชิงหยุนอะไรนั่นเลย

            “หลานสาวเจ้านำสิทธิ์มาทั้งหมดกี่สิทธิ์หรือ”

            เสิ่นล่างกล่าวกับซือหม่าหว่านเอ๋อร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของตระกูลเสิ่น เขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญเขาสามารถล่วงเกินสำนักกระบี่ได้แต่เขาไม่อยากพลาดโอกาสที่จะทำให้ตระกูลแข็งแกร่งขึ้นครั้งนี้ไป

            “สามสิทธิ์”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ

            ทันทีที่กล่าวออกไปทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างมีสีหน้าคาดหวัง โอกาสเช่นนี้ทุกคนอยากจะคว้าเอาไว้แต่พวกเขาก็รู้ว่าคนที่เหมาะสมที่สุดในตระกูลเสิ่นตอนนี้คือเสิ่นเสวียนพวกเขาทำได้เพียงแย่งชิงอีกสองสิทธิ์ที่เหลืออยู่เท่านั้น

            “มีเงื่อนไขอะไรไหม”

            เสิ่นล่างถามซือหม่าหว่านเอ๋อร์อีกครั้งแม้อีกฝ่ายจะมีสายเลือดตระกูลเสิ่นไหลเวียนอยู่ภายในร่างแต่เขารู้สึกได้ว่านางไม่น่าเชื่อถือ คนที่เขาต้องการให้เข้าร่วมก็คือเสิ่นเสวียนด้วยพรสวรรค์ของเสิ่นเสวียนแล้วหากได้เข้าฝึกฝนในสถาบันชิงหยุนจะต้องมีอนาคตที่รุ่งเรืองไร้ขอบเขตหรือกระทั่งทำให้ตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลแนวหน้าเลยก็ได้

            “เงื่อนไข?”ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย

            “เงื่อนไขก็คือข้าเป็นคนเลือกเอง”

            “ข้าเสิ่นล่างขอแนะนำผู้นำตระกูลเสิ่นเสวียนเข้าฝึกฝนในสถาบันชิงหยุน”

            เสิ่นเสวียนได้ยินดังนั้นก็คิดจะห้ามไว้แต่เสิ่นล่างกลับกล่าวออกไปแล้ว เขาจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาจากที่เขารู้จักซือหม่าหว่านเอ๋อร์แล้ว อีกฝ่ายต้องอยากทำให้ตนอับอายอย่างแน่นอน

            แล้วก็เป็นอย่างที่คาด

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ได้ยินคำของเสิ่นล่างกลับส่ายหัวเบาๆ

            “ข้าคิดว่าไม่เหมาะสมครั้งก่อนที่เขาสู้กับหานเฟิงข้าได้ดูแล้ว เขาเป็นคนอารมณ์รุนแรงไม่เหมาะสมกับสถาบันชิงหยุน”

            “เอ๋?”

            เสิ่นล่างได้ยินดังนั้นมุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อยอีกฝ่ายปฏิเสธเขาหน้าตาเฉย อีกทั้งไม่มีใครเหมาะสมยิ่งกว่าเสิ่นเสวียนแล้วอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร เขาได้ยินมาว่าสองวันที่เสิ่นเสวียนหมดสติไปนางเข้าไปเยี่ยมเสิ่นเสวียนอยู่ตลอด กล่าวกันตามตรงนางไม่น่าปฏิเสธ

            คนอื่นๆในตระกูลเสิ่นต่างมองหน้ากันเห็นได้ชัดว่าระหว่างเสิ่นเสวียนและซือหม่าหว่านเอ๋อร์จะต้องมีความบาดหมางต่อกันอย่างแน่นอน

            “ผู้อาวุโสทุกท่านพวกท่านเองก็รู้ว่าแม้ข้ากับตระกูลเสิ่นจะเป็นญาติกัน ทว่าหากไม่ได้ตระกูลหานช่วยชีวิตไว้ในครานั้นก็คงไม่มีท่านพ่อข้าในวันนี้ดังนั้นข้าจึงมอบสองสิทธิ์ให้ตระกูลหานไปแล้ว ส่วนสิทธิ์สุดท้ายนั้น ข้าอยากให้...”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์กวาดตามองไปรอบๆก่อนกล่าวเสียงเรียบ

            “เสิ่นว่านซื่อ”

            “พวกท่านน่าจะไม่มีปัญหาใช่ไหม!”

            เสิ่นว่านซื่ออยู่ในหอประชุมด้วยเช่นกันแต่เพราะเขามิอาจฝึกฝนได้จึงต้องนั่งอยู่ในมุมหนึ่งที่ด้านล่างเขาถูกซือหม่าหว่านเอ๋อร์กล่าวถึงเช่นนี้ทำให้ทุกคนหันไปมองเขาเป็นตาเดียวและตัวเขาเองยังนั่งตกตะลึงอยู่ตรงนั้น

            เขามิอาจฝึกฝนได้ส่วนสถาบันชิงหยุนคือสถานที่ชี้แนะสำหรับผู้ฝึกฝนต่อให้เขาไปที่นั่นก็ไม่มีความหมายอะไร

            “นี่...”

            คนตระกูลเสิ่นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกเสิ่นว่านซื่อและแน่นอน พวกเขาคิดเชื่อมโยงได้ว่าอีกฝ่ายต้องการทำให้เสิ่นเสวียนอับอายต่อให้ต้องส่งคนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนเข้าไปก็ไม่มีวันให้เสิ่นเสวียนได้สิทธิ์นั้นไปจุดประสงค์ของนางชัดเจนมาก

            “สถาบันชิงหยุนมิได้เป็นสถาบันสำหรับผู้ฝึกฝนเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีสาขาวิชาอื่นๆ อีกมากมายหากท่านพี่ได้ไปที่นั่นจะต้องได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายอย่างแน่นอน”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์มองทุกคนในตระกูลเสิ่นด้วยท่าทางโอหังสำหรับนางแล้ว นางคือเทพที่ครอบครองชะตาชีวิตของคนเหล่านี้เอาไว้อยากให้ใครโบยบินคนนั้นก็จะได้โบยบินนางเคยบอกไว้แล้วว่าจะทำให้เสิ่นเสวียนต้องเสียใจ และนางก็จะทำให้ได้

            “ข้าไม่ไป”

            เสิ่นว่านซื่อที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของหอประชุมกล่าวขึ้นเบาๆอย่างไม่คาดคิด

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน