“นุ๊ก กลุ่มเราขาดอีกคน เอาใครเข้าดี เอาแม่กิ่งแก้วคนนั้นมั้ย” พลางบุ้ยปากไปยังเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบอยู่หลังชั้นเรียน
วิชาภาษาไทยวันนี้ ครูให้แบ่งกลุ่มทำรายงาน โดยแบ่งกลุ่มละห้าคนตามความสมัครใจ ต่างฝ่ายต่างเลือกจับกลุ่มกับเพื่อนสนิทของตน โดยอนงค์กานต์เองก็จับกันในกลุ่มเพื่อนได้สี่คนแล้ว กำลังเล็งหาอีกคนให้ครบห้า
“อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะยัยอาย เรียนก็ไม่เก่ง ครูถามอะไรก็ตอบไม่ได้ นั่งหน้าซีดหน้าเหลือง หาวนอนทั้งวันเหมือนคนติดยา ฉันไม่อยากเอามาแบกเป็นภาระจนหลังแอ่นหรอก” นุ๊กพูดบอกปัดเสียงดังไปถึงหลังห้อง อนงค์กานต์เหลียวไปมองก็เห็นหลังของกิ่งแก้วสั่นเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะก้มหน้าต่ำลงไปอีก คงจะรู้สึกทั้งเสียใจและอับอายอยู่แน่ ๆ ที่ได้ยินคนพูดดูถูกด้วยเสียงอันดังแบบนั้น อนงค์กานต์จึงส่งสายตาไม่พอใจไปทางผู้หญิงที่ชื่อนุ๊กทันที
โรงเรียนสหวิทย์แม้จะได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่มีคนฐานะดีเรียนอยู่มาก แต่ก็ไม่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งมีฐานะปานกลางซึ่งพ่อและแม่ยังพอมีความสามารถที่จะส่งลูกเรียนได้ และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นนักเรียนฐานะยากจนแต่เรียนดีจึงสอบชิงทุนสนับสนุนได้ ซึ่งกิ่งแก้วเป็นหนึ่งในคนที่รับทุนเรียนดี อืม..เรียนดี ได้ยินไม่ผิด กิ่งแก้วสอบชิงทุนเรียนดีได้คะแนนสูงลิบ เห็นว่ากันว่าตอนชั้น ม.ต้นเธอเรียนได้เกรดสี่ทุกเทอม แต่พอได้เข้ามาเรียน ม.ปลายที่โรงเรียนสหวิทย์แล้ว การเรียนของกิ่งแก้วกลับต่างออกไปแบบฟ้ากับเหว เธอมักจะมาโรงเรียนด้วยสภาพที่นอนไม่เต็มอิ่ม การบ้านที่ครูสั่งเธอก็จะมานั่งทำในตอนเช้าของอีกวันที่มาถึงโรงเรียน จึงทำไม่เคยเสร็จทันส่งครูช่วงเช้า เลยโดนลงโทษให้ยืนหน้าชั้นอยู่บ่อยครั้ง
การสอบย่อยที่ผ่านมาทั้งสองครั้งกิ่งแก้วสอบตกทั้งหมด ซึ่งทำให้ครูประจำชั้นเป็นกังวลมาก เรียกเข้าพบและพูดคุยอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่ได้ผล กิ่งแก้วเอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบน้ำตาซึมไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ เพื่อนในห้องก็เริ่มถอยห่าง ไม่อยากคบค้าสมาคม กิ่งแก้วจึงอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดไม่มีเพื่อนฝูงให้คบหา
อนงค์กานต์มองและให้ความสนใจกิ่งแก้วอยู่บ่อยครั้ง เพราะกิ่งแก้วทำให้เธอนึกถึงตัวเองในชาติก่อน เธอก็เคยมีบุคลิกลักษณะคล้ายกิ่งแก้ว แต่เธอจะดีกว่าหน่อยตรงพลังงานชีวิตของเธอดูเหมือนจะมีมากกว่ากิ่งแก้ว ท่าทางของกิ่งแก้วในตอนนี้ดูเหมือนคนสิ้นหวังทุกอย่างในชีวิตไปแล้ว
“มองอะไรแม่อนงค์กานต์ ฉันพูดอะไรผิด”
“ฉันไม่ได้มองเธอ มองฝนด้านหลัง” ตอนนี้ฝนตกพอดี มีข้อแก้ตัว ยัยนี่พักหออนงค์กานต์ ท่องไว้ เงินย่อมสำคัญที่สุด
นุ๊กสะบัดหน้าคุยกับอายต่อ ไม่อยากเข้าไปข้องแวะกับอนงค์กานต์ เพราะอาจทำให้ติดอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ตัวเองต้องอับอายเหมือนชนิดาห้อง 1 คนนั้น แม้เธอจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็มีเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยกันให้ได้ยิน ซึ่งเธอก็ไม่กล้าไปเล่าต่อด้วยไม่อยากให้คนที่เล่าให้เธอฟังเดือดร้อน
“เอาไงนิด ชวนกิ่งแก้วมาเข้ากลุ่มมั้ย สงสาร” ตามภาภรณ์ถามความเห็น
“ฟ้ากับนภาว่าไง ไหวมั้ย” อนงค์กานต์หันไปถามคนที่เรียนเก่งสุดในกลุ่ม เพราะถ้ารับกิ่งแก้วมา สองคนนี้อาจต้องทำงานส่วนของกิ่งแก้วเพิ่ม
“ไหว ฟ้าว่าไง”
“รับมาเถอะ แค่ภาษาไทยเอง ไม่หนักหนาหรอก” คนเก่งภาษาไทยสุดในกลุ่มอนุมัติ
เมื่อทุกคนเห็นพ้อง ตามภาภรณ์ผู้เป็นมิตรก็เดินไปสะกิดกิ่งแก้วที่หลังห้อง กิ่งแก้วเงยหน้าขึ้นมองและทำสีหน้าเหลือเชื่อเมื่อได้ยิน แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธคำชวนนั้น พร้อมกับเดินก้มหน้าตามหลังมาหาอีกสามคนที่นั่งรออยู่ เพื่อนร่วมห้องต่างเหลียวมองเหตุการณ์ด้วยความแปลกใจไปตาม ๆ กัน
หลังจากนั่งมอบหมายงานกลุ่มกันอยู่ครึ่งชั่วโมง ทั้งสี่สาวก็เห็นเรื่องติดขัดของกิ่งแก้วได้อย่างชัดเจน กิ่งแก้วไม่สามารถนำงานไปทำหลังเลิกเรียนได้และเธอก็ไม่สามารถมานั่งทำงานกลุ่มในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้ด้วย เสียงกริ่งดังในใจอนงค์กานต์ไม่หยุด เธอรู้สึกว่ากิ่งแก้วน่าจะตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายเธอในชาติก่อน แล้วเธอก็ได้รับรู้เรื่องที่สงสัยในช่วงเวลาหลังจากนี้อีกไม่นาน
สัปดาห์หน้าจะมีกีฬาสีโรงเรียน แต่ละสีเลยมีกิจกรรมพิเศษหลังเลิกเรียน อนงค์กานต์ ตามภาภรณ์และชากรเลยเข้ามานอนที่หอในเมือง กานต์ให้ชากรไปนอนที่บ้านพักด้านหลังหอ แต่นอนคนเดียวดูจะน่ากลัวไปนิด เขาเลยเลือกไปนอนกับปราการและเก่งกล้าแทน ซึ่งสามารถนอนพักได้อย่างสบาย เก่งกล้ากับปราการนอนที่เตียง ส่วนเขานอนที่โซฟาตัวโตหน้าโทรทัศน์
หลังจากหมดกิจกรรมในตอนเย็น สามหนุ่มและสี่สาวก็นัดแนะชวนกันไปเดินหาอะไรทานที่ตลาดโต้รุ่ง เมื่อเลือกได้ร้านที่ถูกใจพวกเขาก็เข้าไปนั่ง ระหว่างรออาหาร พวกเขาก็ได้ยินเสียงด่าทอหยาบคายดังลอยเข้ามา เสียงด่าทอเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมทั้งเสียงตบตีและเสียงร้องไห้ที่มีมาเป็นระยะ อนงค์กานต์ฟังเสียงด่า เสียงตบแล้วก็ขนลุกขึ้นมาอยู่เนือง ๆ เธอไม่ชอบเสียงการทะเลาะตบตีแบบนี้เลยให้ตายเถอะ
“เอาอีกแล้ว นังไพตีหลานอีกแล้ว ทุกวี่ทุกวันสิน่า ทำไมไม่พูดไม่คุยกับหลานมันดี ๆ น่าสงสารนังหนูนั่นว่ะ ข้าเห็นมันซึมลงทุกวัน ๆ” เถ้าแก่ร้านอาหารหันไปบ่นกับภรรยาระหว่างยืนผัดกับข้าวไปด้วย
“นั่นสิพ่อ ไอ้เราจะเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ โดนมันด่ากลับมาอีกน่าเวทนานังหนูมันจริง ๆ”
ปราการผู้เป็นมิตรกับคนทั่วหล้าฝ่ายชาย เอียงหูฟังด้วยความสนใจ แล้วก็ทนไม่ไหว หันไปถามเรื่องราวจากเถ้าแก่ร้าน
“นังหนูนั่นเป็นหลานของเจ้าของร้านข้าง ๆ พอพ่อนังหนูนั่นตาย แม่ที่อยู่บ้านนอกก็เอาลูกมาฝากไว้ที่นี่ เห็นว่าเรียนเก่งสอบรับทุนเข้าโรงเรียนสหวิทย์ได้ แต่ไม่มีที่อยู่ในเมือง หอพักก็แพง เลยฝากลูกมาขออาศัยอยู่ที่นี่ด้วย พอนังหนูมาอยู่วันแรกก็เริ่มเลยไอ้หนุ่มเอ๊ย ใช้ทำงานทั้งวัน ล้างถ้วย หั่นผัก เสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำให้แขก ทำความสะอาดร้าน บังคับให้ทำหมด กว่าจะได้นอนก็เลยเที่ยงคืนแล้ว ไม่พอยังต้องตื่นตั้งแต่ตีสาม ไปซื้อผัก ซื้อของเข้าร้านอีก ทีลูกพวกเขาสองคนเลี้ยงยังกับเทวดา แล้วผลักภาระมาให้หลานหมด ข้าวก็ได้กินไม่เต็มอิ่ม บางวันลุงไปเห็นนังหนูนั่นนั่งกินข้าวพร้อมกับเช็ดน้ำตาป้อย ๆ เห็นแล้วมันจุกอก”
ทั้งกลุ่มได้ฟังแล้วต่างรู้สึกสะเทือนใจกันไม่น้อย แล้วคนนั้นยังเรียนที่เดียวกับพวกเขาด้วย ปราการทนความอยากรู้ไม่ไหวลุกขึ้นแบบแอบดูสถานการณ์ที่ร้านข้าง ๆ อยู่ชั่วครู่ก่อนเดินทำหน้าแปลก ๆ มาที่โต๊ะ
“รู้สึกคุ้น ๆ หน้านักเรียนหญิงคนนั้นนะ” พลางนึกอยู่ชั่วครู่
“เออ..ใช่ คนนี้นั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกับเราทั้งสี่คน ในห้องสมุด ตอนเช้าเมื่อวาน” ปราการหันหน้ามาบอกกับทั้งสี่สาว