หลังมื้อกลางวันสิ้นสุดลง ทริสตันเปิดโอกาสให้เบียทริซออกไปเที่ยวชมเมืองได้ หญิงสาวพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี เพราะภาพบ้านเมืองที่เห็นผ่านหน้าต่างรถม้าเมื่อตอนขามานั้นช่างรางเลือนและรวดเร็วเกินกว่าจะซึมซับได้ทั่วถึง ครั้งนี้เธอจึงออกเดินชมเมืองด้วยความตั้งใจ โดยมีกลุ่มสาวใช้และทหารองครักษ์ติดตามดูแลความปลอดภัยไม่ห่างกาย
เบียทริซทอดน่องผ่านย่านต่าง ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ภาพฝูงชนที่สัญจรกันอย่างคึกคักและร่องรอยการก่อสร้างที่แทรกตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมืองจุดประกายความสงสัยจนเธอต้องเอ่ยปากถามผู้คนแถวนั้น เมื่อได้รับรู้เรื่องราว หญิงสาวก็ฉายแววความสนใจเปี่ยมล้นพลางซักไซ้ต่อว่า “สิ่งเหล่านี้คือดำริของท่านผู้ครองเมืองคนปัจจุบันใช่หรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้ชายที่อ้างตนว่าเป็นชาวเมืองมานานกว่าสองทศวรรษถึงกับชะงัก ดวงตาของเขาเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาก่อนจะไหลรินนองหน้า เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าที่แต่งตัวสูงศักดิ์ พร้อมทหารคุ้มกันจำนวนมาก พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่ไม่อาจควบคุม
“ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ ท่านคงเพิ่งเคยมาเยือนที่นี่สินะ...” ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าน้อยขอบอกท่านตามตรงว่า ก่อนที่ท่านผู้ปกครองคนนี้จะก้าวเข้ามา สภาพที่นี่ไม่ต่างอะไรจากนรกบนดิน ไร้กฎเกณฑ์ ไร้ระเบียบ โจรผู้ร้ายชุกชุมจนไม่มีใครกล้าหลับตาลง บ้านเมืองเหม็นคลุ้งไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูล ผู้คนล้มตายด้วยโรคระบาดราวกับใบไม้ร่วงจนกลายเป็นเรื่องชินตา ถนนหนทางหรือก็ย่ำแย่เกินกว่าจะเรียกว่าทางเดิน ไม่ได้เป็นสัดส่วนสวยงามอย่างที่ท่านเห็นในตอนนี้”
เขายกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา พลางกวาดตามองไปยังอาคารที่กำลังก่อสร้าง “สิ่งที่ท่านเห็น ทั้งที่เสร็จแล้วและกำลังสร้างอยู่ ทุกหย่อมหญ้าที่เปลี่ยนไป... ทั้งหมดเกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อและปัญญาของท่านผู้ปกครองทั้งสิ้น” แม้ใบหน้าจะเปื้อนน้ำตา แต่แววตาของเขากลับเปล่งประกายด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า ราวกับว่าผู้ปกครองคนนี้คือพระผู้มาโปรดในชีวิตของเขา
หญิงสาวมองความเลื่อมใสในดวงตาของชาวเมืองตรงหน้าพลางครุ่นคิด ชายหนุ่มผู้นั้นได้รับการยกย่องราวกับพระผู้มาโปรดให้รอดก็ไม่ปาน และหากสภาพบ้านเมืองในอดีตนั้นโหดร้ายและมืดมนอย่างที่ชายผู้นี้พูดไว้จริง เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมเขาจากใจจริง เมื่อกวาดสายตามองความเจริญรอบกายในปัจจุบันเทียบกับภาพนรกบนดินในวันวานที่อีกกล่าวเอ่ยถึง ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นช่าง... น่าเหลือเชื่อจนเกินกว่าจะจินตนาการได้ว่าเขาต้องใช้ความพยายามไปมากเพียงใด
เบียทริซยัดเงินรางวัลใส่มือชาวบ้านคนนั้นแม้เขาจะพยายามปฏิเสธ ทว่าเมื่อเดินต่อมาถึงโซนที่เรียกขานกันว่า ตลาดใหญ่ ดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง พื้นที่อันกว้างขวางสุดสายตาถูกเติมเต็มด้วยแผงขายนับร้อยที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เสียงเชิญชวนซื้อสินค้าของพ่อค้าแม่ค้าดังก้องไปทั่วทุกสารทิศประสานกับเสียงฝีเท้าของผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ท่ามกลางกระแสธารของผู้คนที่เดินจับจ่ายกันจนละลานตา มีทหารองครักษ์คอยยืนประจำการดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มแข็ง บรรยากาศอันคึกคักนั้นช่างเย้ายวนจนหญิงสาวนึกสนุก เธอไม่รอช้าที่จะพาตัวเบียดเสียดเข้าไปในกลุ่มฝูงชนเพื่อร่วมวงจับจ่ายในทันที
สินค้าที่วางเรียงรายมีหลากหลายละลานตาจนเลือกไม่ถูก พ่อค้ากลุ่มใหญ่ที่เธอเห็นตรงหน้าประตูเมืองก่อนเข้าเมืองคงเป็นพวกคาราวานต่างถิ่นที่ขนสินค้าเข้ามาเติมสต็อกให้ทันความต้องการของผู้คน
แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้เบียทริซมากที่สุดคือความชาญฉลาดในการวางผังร้านค้า ที่นี่มีการจัดกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกันให้อยู่รวมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งยังแบ่งพื้นที่ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่สลับกันไปอย่างมีชั้นเชิง ทุกตารางนิ้วดูเป็นสัดส่วนและมีระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ จนเธออดชื่นชมผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบอันแยบยลนี้ไม่ได้
ทว่าในส่วนของอาหารการกินนั้น กลับยังไม่มีเมนูใดที่ดูแปลกใหม่เหมือนกับรสชาติที่เธอได้ลิ้มลองเมื่อมื้อเที่ยง คงจะเป็นอย่างที่ชายผู้นั้นบอก... ว่าเขายังไม่ได้เปิดตัวมันต่อสาธารณชน หากถึงวันที่สูตรลับเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไป บรรยากาศการค้าขายของที่นี่คงจะคึกคักขึ้นอีกหลายเท่าตัวด้วยเมนูอาหารที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีก หญิงสาวลอบยิ้มพลางนึกสนุกขณะเลือกซื้อของติดไม้ติดมือไปหลายอย่าง
แต่เมื่อกลับถึงที่พักที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ เบียทริซก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าทหารติดตามของเธอจำนวนมากกลับต้องแยกย้ายไปหาโรงแรมในเมืองพักแรมกันเอง “นี่มัน... การหาเงินเข้ากระเป๋าที่... ฉลาดเป็นบ้า” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงกึ่งหมั่นไส้กึ่งขัดใจ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มอย่างพึงใจในเล่ห์เหลี่ยมของเขา
ความตื่นตาตื่นใจในตัวเมืองถูกแทนที่ด้วยความเพลียรุมเร้าจนเธอต้องขอกลับมาพักผ่อนที่เรือนรับรอง เมื่อพละกำลังเริ่มฟื้นคืน เบียทริซจึงตัดสินใจไปพบทริสตันที่ห้องทำงานของเขา เธอถูกนำทางผ่านโถงทางเดินจนถึงห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษ บนโต๊ะทำงานกว้างพะเนินไปด้วยกองเอกสารที่วางเรียงรายราวกับปราการกั้นกลาง ทริสตันที่กำลังขะมักเขม้นกับการอ่านเอกสารในมือกำลังดูเคร่งเครียด ทว่าทันทีที่เขารู้สึกถึงการมาของเธอ ทริสตันก็ละมือจากงานตรงหน้าแล้วคลี่รอยยิ้มละมุนให้หญิงสาวตรงหน้า
“เบียทริซ ยังมีธุระอะไรด่วนอีกหรือเปล่าถึงมาหาเราถึงที่นี่”
หญิงสาวที่ได้ยินคำถามนั้นถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพ่นลมหายใจด้วยความขุ่นเคือง “ทำไม! ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร ฉันจะมาหานายไม่ได้เลยหรือไง?”
ทริสตันถึงกับหัวเราะไม่ออกได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ พลางนึกในใจว่าแม่คุณคนนี้จะมาไม้ไหนอีก เขาถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเอ็นดูในท่าทางเอาแต่ใจนั้น
เมื่อเห็นท่าทีอ่อนใจของอีกฝ่าย หญิงสาวก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกสนุก “วันนี้ฉันไปเดินสำรวจมาจนทั่วเมืองแล้วนะ... และมันก็น่าทึ่งมากจริง ๆ” เธอเว้นจังหวะพลางทอดสายตามองเขาด้วยความนับถือ
“คิดไม่ถึงเลยว่านายจะเนรมิตความเปลี่ยนแปลงให้ที่นี่ได้มากมายถึงเพียงนี้” พูดจบเธอก็ระบายยิ้มละมุน พลางจับจ้องชายหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจอย่างปิดไม่มิด
ชายหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่น
“เราก็แค่ทำในสิ่งที่คนเป็นผู้ปกครองพึงกระทำเท่านั้นแหละ... เพราะเมื่อประชาชนมีความสุขและบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ผลลัพธ์ที่งดงามเหล่านั้นย่อมสะท้อนกลับมาเป็นความมั่นคงของเราเองด้วยเช่นกัน”
เบียทริซอดที่จะพยักหน้าเห็นพ้องกับความคิดนั้นไม่ได้ ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นตั้งเอกสารพะเนินเทินทึกที่เขายังต้องจัดการ ความชื่นชมก็แปรเปลี่ยนเป็นความนึกเป็นห่วงขึ้นมาจับใจ
“ทริสตัน... นายจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารกองโตขนาดนี้ไว้คนเดียวเลยเหรอ?” หญิงสาวเอ่ยถามพลางทอดสายตามองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมนายไม่แบ่งงานไปให้คนอื่นช่วยทำบ้างล่ะ อย่างท่านพ่อของฉันน่ะ ท่านไม่เคยต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งอ่านเอกสารทุกแผ่นแบบนี้หรอก ท่านจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ช่วยจัดการ แล้วค่อยให้คนเหล่านั้นสรุปเฉพาะประเด็นที่สำคัญจริง ๆ มาให้ท่านพ่อตัดสินใจในตอนท้ายก็พอ”
“เบียทริซ... ที่นี่เราคงทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” ทริสตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพลางสบตาเธออย่างจริงจัง
“เมืองที่เคยพังพินาศมานานขนาดนี้ ทั้งระบบระเบียบและผู้คนที่มีความสามารถยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น หากเราไม่คอยกำกับดูแลด้วยตัวเองทุกฝีก้าว งานที่ควรจะดีก็อาจจะพังครืนลงมาได้” เขาเว้นจังหวะพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ
“ส่วนราชาเวสตันนั้น ท่านปกครองดินแดนที่มีรากฐานแข็งแกร่งและมีขุนนางเก่งกาจรายล้อมอยู่แล้วจึงเบาแรงได้มากกว่า แต่ใครจะไปรู้... ในยามที่ลับสายตาคนอื่น ท่านพ่อของเธอก็อาจทำงานหนักไม่ต่างอะไรจากเราก็ได้?”
เบียทริซนิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าสวยครุ่นคิดตามถ้อยคำของเขา ก่อนจะพยักหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง “ที่นายพูดมา... มันก็อาจจะจริงก็ได้”
ทริสตันมองท่าทางยอมจำนนต่อเหตุผลนั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เขาปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงขณะเอ่ยชวน “เอาเถอะเบียทริซ ตอนนี้ใกล้จะได้เวลาอาหารค่ำแล้ว มื้อนี้เธอก็มาทานด้วยกันกับเราแล้วกันนะ”
ชายหนุ่มสำทับด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ายังไม่มีเมนูแปลกใหม่ต่างจากตอนมื้อเที่ยงหรอกนะ ทว่าในอนาคตอันใกล้... รับรองว่ามีแน่” เขาขยับลุกขึ้นเดินตรงไปเปิดประตูห้องทำงานค้างไว้ เพื่อรอให้หญิงสาวก้าวออกไปพร้อมกันมุ่งหน้าสู่ห้องอาหาร
“อืม เอาสิ ฉันเองก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้วเหมือนกัน” หญิงสาวตอบรับด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มยินดีขณะลุกขึ้นก้าวเดินไปพร้อมกับเขา
แม้เมนูบนโต๊ะอาหารมื้อนี้จะยังคงเป็นจานเดิมที่เสิร์ฟเมื่อตอนกลางวัน แต่เบียทริซกลับไม่นึกเบื่อเลยสักนิด เพราะรสชาติอันละเมียดละไมของอาหารทั้งสามอย่างนั้นยังคงยอดเยี่ยมจนเธออยากมาทานซ้ำอยู่แล้ว
ทั้งคู่ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารและบทสนทนาที่ไหลลื่น แลกเปลี่ยนเรื่องราวสัพเพเหระกันอย่างเพลิดเพลินจนล่วงเลยเข้าสู่ยามดึก เมื่อถึงเวลาอันสมควร ทริสตันจึงกำชับให้ทหารองครักษ์ดูแลไปส่งเธอถึงที่พักอย่างปลอดภัย
ก่อนที่จะไป เบียทริซมองอีกฝ่าย มีสีหน้าลังเลไม่รู้ว่าจะพูดออกมาดีไหม แต่สุดท้ายก็พูดออกมาเสียงเบา…
“นี่... ทริสตัน วันต่อ ๆ ไปฉันขอมาทานอาหารพร้อมกับนายแบบนี้อีกได้ไหม?” เสียงของเธอแผ่วเบาลงราวกับจะกระซิบ ทว่าในความเงียบสงัดนั้นกลับดังชัดเจนในโสตประสาทของชายหนุ่ม
ทริสตันหยุดชะงักพลางคลี่ยิ้มกว้าง เขาโน้มตัวลงคำนับหญิงสาวอย่างสุภาพบุรุษ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน “ทริสตันผู้นี้ ย่อมปรารถนาจะร่วมโต๊ะกับคู่หมั้นสาวสวยอย่างท่านในทุกมื้ออยู่แล้ว” พูดจบเขาก็ลอบยกยิ้มที่มุมปากพลางยักคิ้วให้เธออย่างเจ้าเล่ห์ ทิ้งท้ายความนัยที่ทำให้คนฟังต้องหน้าร้อนผ่าว
คำหยอดทิ้งท้ายกับท่าทางเจ้าเล่ห์นั่นทำให้เบียทริซหน้าร้อนวูบจนแดงก่ำถึงใบหู เธอเผลอเอื้อมมือไปตีไหล่เขาเบา ๆ แก้เขินพลางเอ่ยงึมงำในลำคอ “นายนี่มัน... ร้ายกาจนัก ฉันไม่คุยด้วยแล้ว!” พูดจบเธอก็รีบสะบัดหน้าหนี จ้ำอ้าวเดินออกไปพร้อมกับเหล่าทหารองครักษ์เพื่อกลับที่พักทันที ทิ้งให้ความเงียบของราตรีอบอวลไปด้วยร่องรอยของความขัดเขิน
ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังที่รีบเดินหนีไปด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เสียงหัวเราะของเขาดังกังวานไปทั่วโถงทางเดินที่เงียบสงัด เขาหยัดกายตรงพลางสูดหายใจเข้าลึกราวกับได้รับพลังงานบางอย่างมาเติมเต็ม จากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่ห้องทำงาน เพื่อจัดการกับกองเอกสารพะเนินที่ยังรอคอยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของเขาอยู่