บทที่29การสอบคัดเลือกมือปราบเปิดฉาก
เฮือก
จางอู่จี้รู้สึกเย็นเยียบไปจนถึงกระดูกดำนัยน์ตาของขยะผู้นี้เหตุใดมันถึงมีแต่ความอาฆาตแค้นและรังสีการฆ่าฟันที่อัดแน่นมากมายนักหากมิใช่ว่ามันมีพลังลมปราณที่สามัญธรรมดา ด้วยจิตสังหารของมันที่ปลดปล่อยออกมา ตนคงฉี่ราดกางเกงแลตัวสั่นงันงกไปแล้ว
จางอู่จี้วางมือจากผ้าพันคอ แล้วกล่าวเสียงเข้ม
“น้ำหน้าอย่างเจ้าคิดว่ามีปัญญาจะทำได้หรือวันนี้หากไม่ติดว่าอยู่ในสำนักมือปราบ ข้าจะเอาเลือดอันโสโครกของเจ้าลูบไล้ใต้ฝ่าเท้าของข้าฮึฮึฮึ!”
อวิ๋นเซ่อหาได้สนใจคนทั้งสอง หรือคำขู่ของจางอู่จี้อีกมันก้าวเดินถือใบสมัครสอบเข้าหามือปราบนายนั้นทันที ในใจก็ครุ่นคิด
“เหตุใดข้าถึงต้องเจอแต่คนประเภทนี้หรือพวกมันคิดเพียงแต่จะเบ่งใส่คนที่คิดว่าอ่อนแอกว่าตน ข้าในตอนนี้คงจัดอยู่ในกลุ่มมดปลวกอันอ่อนแอในสายตาผู้อื่นสินะ…..”
“อวิ๋นเซ่อ เมืองเกงฉาน เขตเหนือบูรพา"มือปราบนายหนึ่งอ่านใบสมัครสอบ พร้อมพินิจมองอวิ๋นเซ่อ ก่อนมันจะหยิบพู่กันเขียนชื่อของชายหนุ่มลงในกระดาษแผ่นใหญ่ที่มีชื่อของอีกหลายคนที่มายืนยันตัวตนก่อนหน้าไล่เรียงลำดับลงมาเสร็จสรรพมันจึงกล่าวต่อ
“เจ้ามีเลขลำดับนั่งสอบคือ ลำดับที่หนึ่งพันเจ็ดจงเดินไปตามธงทิวสีเขียว ห้องสอบคัดเลือกของพวกเจ้าจะอยู่ที่นั่น”
กล่าวจบมือปราบนายดังกล่าวก็ทำการประทับตราสำนักมือปราบด้วยหมึกสีแดงชาดลงบนใบสมัครแลข้อมือของอวิ๋นเซ่อมือปราบเก็บใบสมัครไว้ ส่วนอวิ๋นเซ่อก็ประสานมือให้แก่มัน แล้วก้าวเดินไปตามธงทิวสีเขียวทันที
ตลอดรายทางมันก็เอาแต่จับจ้องสถานที่อันโอ่อ่าใหญ่โตมีตึกสีดำที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีตจำนวนหลายหลัง มีเหล่ามือปราบที่ดูแข็งขันเที่ยงธรรมยืนชมดูเหล่าผู้มาสอบคัดเลือกอยู่เป็นจำนวนมาก
“จื่อลู่ สถานที่ที่พวกเราต่างตั้งปณิธานไว้ช่างเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมแลดูเที่ยงธรรมยิ่งข้าอยากให้เจ้าได้มาเห็นด้วยตานัก"
เดินมาจนถึงสุดทางที่มีธงทิวสีเขียว ตรงหน้าของอวิ๋นเซ่อก็ปรากฏห้องโถงที่มีขนาดใหญ่ใหญ่จนคนนับหลายร้อยคนเข้าไปรวมอยู่ในนั้นได้
มือปราบที่ยืนรออยู่ปากประตูอาคารห้องโถงกล่าว
“ที่นี่คือห้องสอบที่สี่ ห้องสอบของผู้ที่มีหมายเลขลำดับสอบตั้งแต่ลำดับที่เก้าร้อยหนึ่งถึงหนึ่งพันสองร้อย ผู้ที่มาแล้วจงเข้าไปนั่งประจำโต๊ะที่สอบที่นั่นจะมีหมายเลขกำกับไว้ให้แต่ละคนตามลำดับ”
อวิ๋นเซ่อก้าวขาเข้าสู่ห้องโถง พบโต๊ะชนิดที่นั่งกับพื้นวางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบจำนวนสามร้อยโต๊ะ โดยแต่ละโต๊ะก็มีผู้คนมานั่งจวนจะเต็มหมดแล้ว อวิ๋นเซ่อไล่เรียงหาเลขลำดับของตนเองเมื่อพบเจอคนค่อยวางสิ่งของแลนั่งลงทันใด นั่งได้มินานจางอู่จี้และต้าจงหมิงก็เดินเข้ามาพวกมันต่อแถวยืนยันตัวตนใกล้เคียงกับอวิ๋นเซ่อ เช่นนั้นลำดับที่สอบจึงไร่เรี่ยกัน
จางอู่จี้จ้องสายตาที่เหยีดหยามไปยังอวิ๋นเซ่อแล้วเดินลงไปนั่งที่โต๊ะด้านหลังตัวถัดไป ก่อนเดินผ่านมันยังได้เอ่ยปากแผ่วเบาประโยคหนึ่ง
“หากเจ้าทำข้อสอบมิได้ ก็แค่หันมาขอร้องอ้อนวอนประจบเท้าข้าข้าก็อาจเมตตาแอบส่งข้อสอบให้เจ้าลอกก็ได้นะ เจ้าขยะ อวิ๋น เซ่อ….. ฮึฮึฮึ”
ส่วนต้าจงหมิงเพียงเดินเข้าห้องโถง ด้วยท่วงท่าที่องอาจสง่างามและด้วยชื่อเสียงที่มีเป็นทุนเดิมของมัน ส่งให้ผู้คนก็ต้องเหลียวมอง บ้างก็ทำการคารวะทักทายอย่างตีสนิทต้าจงหมิงก็ยิ้มแย้มอยู่ตลอด โดยเฉพาะเมื่อเดินผ่านอวิ๋นเซ่อ แต่อวิ๋นเซ่อก็ยังเห็นว่าภายใต้ใบหน้าที่ยกยิ้มนัยน์ตาของมันกลับมองตนอย่างเหยียดหยามราวกับมดปลวกตัวหนึ่ง
อวิ๋นเซ่อส่ายศีรษะเล็กน้อย ด้วยความขี้เกียจที่จะต่อความยาวสาวความยืดมันเพียงแต่นั่งรอให้ถึงเวลาการสอบคัดเลือกอย่างใจจดใจจ่อ และเวลานั้นก็ได้มาถึง
“ผู้เข้าสอบจงฟัง การสอบคัดเลือกมือปราบจะแบ่งการทดสอบออกเป็นสองด้านนั่นคือด้านความคิดวิเคราะห์ และด้านการฝึกปฏิบัติ โดยปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแลกฎกติกาการสอบเล็กน้อยนั่นคือ ในการสอบด้านความคิดวิเคราะห์ ผู้สอบต้องผ่านเกณฑ์การสอบในคะแนนห้าสิบต่อร้อยส่วนจึงจะมีสิทธิ์ผ่านเข้าไปสอบด้านการฝึกปฏิบัติได้"
ได้ยินเช่นนั้นผู้เข้าสอบต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความดีอกดีใจทุกปีการสอบภาคความคิดวิเคราะห์หากจะผ่านและมีสิทธิ์เข้าไปสอบภาคปฏิบัติได้ก็ต้องมีคะแนนมากถึงหกสิบต่อร้อยส่วนการลดลงถึงสิบคะแนนเช่นนี้นับเป็นผลดีและง่ายดายกว่าเดิมเป็นอย่างยิ่ง หลายคนต่างครุ่นคิดขึ้นที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะผู้สอบผ่านรอบภาคความคิดวิเคราะห์นั้นน้อยมาก ทำให้จำนวนมือปราบไม่เพียงพอต่องานทั้งปฐพีเช่นนั้นพวกมันจึงได้ปรับลดระดับเกณฑ์การสอบลง แต่ทว่าพอพวกมันได้ยินคำกล่าวประโยคถัดไปของมือปราบผู้คุมสอบพวกมันก็ต้องอุทานด้วยความตื่นตระหนกออกมาอย่างพร้อมเพรียง
“เมื่อมีการปรับกฎกติกาของการสอบภาคการคิดวิเคราะห์แน่นอนว่าภาคการสอบปฏิบัติก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยผู้ที่จะสามารถผ่านการสอบปฏิบัติเข้าเป็นมือปราบฝึกหัดได้ต้องได้คะแนนการสอบภาคปฏิบัติแปดสิบต่อร้อยส่วน”
“แปดสิบต่อร้อยส่วน!”
“นั่นมันจะมากเกินไปแล้ว ผู้ที่ทำคะแนนสูงสุดได้ในแต่ละปียังไม่มีใครเกินแปดสิบห้าต่อร้อยส่วนด้วยซ้ำ”
“นี่มันเลยคะแนนการสอบของผู้มีคะแนนสูงสุดในแต่ละปีเพียงห้าคะแนนเองนะ"
“พวกท่านเปลี่ยนแปลงกฎอะไรกัน"
“เงียบ!” มือปราบผู้คุมสอบตะโกนกล่าวเสียงก้องกังกาน“กฎก็คือกฎ กติกาก็คือกติกา หากพวกเจ้าสงสัยใคร่รู้ก็จงไปถามไถ่เหตุผลกับท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่เอาเองเพราะพวกข้าเป็นเพียงผู้รักษากฎ มิใช่ผู้ออกกฎ"
เมื่อมือปราบผู้คุมสอบกล่าวอ้างไปถึงท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ทุกเสียงพลันเงียบสงบลงทันที ต่อให้พวกมันจะไม่ยินยอมพร้อมใจมากเพียงไหน พวกมันก็มิกล้าที่จะไปถามเอาเหตุผลกับตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินเอื้อมผู้นั้น
ในบรรดากลุ่มคนที่แตกตื่น ก็มีกลุ่มคนที่ไม่ทุกร้อนอะไรนักอย่างเช่น ต้าจงหมิง กับจางอู่จี้ พวกมันมีแต่กระหยิ่มยิ้มย่องที่จะได้แสดงฝีมือให้ทุกผู้ได้เห็นและอีกประการหนึ่งก็คือพวกมันคิดว่าจะได้ตัดเจ้าพวกมดปลวกหรือขยะไร้ค่าไร้ราคาออกไปให้หมดเพื่อจะได้ไม่มีสิ่งมาขวางหูขวางตาพวกมันอีก
และอีกผู้ที่ดูจะพอใจก็คงไม่พ้นอวิ๋นเซ่อเพราะการสอบภาคการคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งที่มันกังวลใจมากที่สุด การลดคะแนนการผ่านการทดสอบนี้ลงจึงนับเป็นสิ่งที่ประเสริฐส่วนการเพิ่มคะแนนการสอบภาคปฏิบัติขึ้นแม้จะดูยาก แต่สำหรับอวิ๋นเซ่อมันก็มองว่าดีกว่าสอบภาคคิดวิเคราะห์อักโข
มือปราบผู้คุมสอบกล่าวต่อ “เมื่อพวกเจ้ารับทราบแล้วก็นับว่าดี วันนี้เป็นวันสอบภาคการคิดวิเคราะห์ จะใช้เวลาสอบตั้งแต่ยามมู่ซื่อชั่วยามที่สองจนถึงชั่วยามที่สาม โดยธูปเล่มใหญ่นี้จะเป็นตัวบอกเวลา หากมันไหม้จนหมดเป็นอันว่าการสอบยุติลงทันทีทั้งนี้กระดาษข้อสอบ พร้อมหมึกและพู่กันได้เตรียมไว้ที่โต๊ะของพวกเจ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วหากผู้ใดทำเสร็จก่อนธูปเล่มใหญ่จะไหม้หมด สามารถส่งกระดาษข้อสอบแล้วออกไปได้ ผลการสอบหรือคะแนนการสอบจะมีแจ้งในวันพรุ่งนี้ที่กระดานไม้ป่าวประกาศหน้าสำนักมือปราบผู้ที่ผ่านการคัดเลือกภาคการคิดวิเคราะห์จะได้เข้าไปสอบภาคปฏิบัติในวันถัดไป…..ทราบ"
ทุกผู้ที่เข้าสอบล้วนกล่าวเสียงดังแลพร้อมเพรียง
“ทราบแล้ว"
มือปราบผู้คุมสอบผงกศีรษะ
“ดี…... เช่นนั้นเริ่มสอบได้!”
เหง่งหง่าง ระฆังที่สำนักมือปราบถูกลั่นขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงก้องกังวานและจิตปณิธานที่จะเป็นมือปราบของผู้สมัครสอบนับหนึ่งพันห้าร้อยคนสัญญาณแห่งความฝันของทุกผู้ได้เริ่มต้นขึ้น พวกมันต่างหยิบกระดาษข้อสอบแล้วนั่งคิดนั่งเขียนด้วยแววความครุ่นคิดแลยุ่งยากบางข้อที่ง่ายๆ และท่องจำมาพอดี พวกมันก็นั่งเขียนลงไปด้วยรอยยิ้ม แต่บางข้อที่ต้องใช้การวิเคราะห์เป็นอย่างมากพวกมันก็ต่างแสดงหน้าบูดบึ้งบิดเบี้ยวบ้างตีอกชกหัวเพื่อให้ตนนึกออกและไขปริศนาได้ ในกลุ่มคนจำนวนนี้มีเพียงต้าจงหมิงที่นั่งเขียนอย่างผ่อนคลายทุกข้อทุกการเขียนออกมาล้วนไหลลื่นไม่ติดขัด ดูไปแล้วข้อสอบเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาต่อมันเท่าใดนักรองลงมาก็เป็นจางอู่จี้ที่พอทำได้เขียนได้ แม้จะไม่เต็มร้อยส่วน แต่มันก็มั่นใจว่าตนทำได้เกินเก้าสิบต่อร้อยส่วน
แต่ทางด้านอวิ๋นเซ่อเพียงเปิดหน้ากระดาษมาเจอคำถามข้อแรกหัวคิ้วของคนก็ขมวดจนแทบจรดกันเป็นเส้นเดียว ‘จงบอกคำปณิธานหรือห้ากฎเหล็กของสำหนักมือปราบ โดยมิให้ผิดแม้เพียงข้อเดียว’
อวิ๋นเซ่อแน่นอนว่ามิได้ท่องมา ได้ยินก็เคยได้ยินแต่เพียงผ่านๆเช่นนั้นจะตอบทั้งหมดเลยก็มิได้ อีกทั้งมันคิดลองใช้พลังญาณและพลังธรรมชาติอ่านความคิดของผู้คนซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้เสี่ยงเป็นอย่างมาก นอกจากพลังญาณจะเป็นวิชานอกรีตต้องห้ามแล้วมันยังอยู่ท่ามกลางเหล่ามือปราบที่ยากรับรู้ความตื้นลึกหนาบางของพวกมัน ประกอบกับใช่ว่าสิ่งที่มันอ่านความคิดของผู้คนแล้วจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรือหากพบเจอบุคคลที่มีพลังจิตและพลังลมปราณที่เหนือกว่า มันก็มิอาจที่จะเจาะความนึกคิดของคนเหล่านั้นได้เช่นนั้นตอนนี้อวิ๋นเซ่อจึงไร้ซึ่งหนทางที่จะตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าไม่เขียนอะไรลงไปเลยปล่อยให้หน้ากระดาษว่างเปล่าก็นึกกระไรอยู่ คนจึงหยิบพู่กันแล้วเขียนลงไปว่า
‘กฎที่ตั้งนั้นย่อมสำคัญและประเสริฐ แต่ความเที่ยงแท้ยุติธรรม แลทัดเทียมกลับอยู่ที่ตัวของบุคคลจะถือปฏิบัติ กฎดี คนไม่ดี มีไปก็เปล่าประโยชน์คนจะดีมิใช่เพราะท่องกฎได้ แต่คนจะดีต้องยึดปฏิบัติตามกฎได้ต่างหาก….. ข้อสอบก็เช่นกัน’
เมื่อเขียนเสร็จสรรพคนก็วางพู่กันลง ก่อนเหลือบไปอ่านข้อคำถามที่สองในกระดาษบรรทัดถัดมา
‘อาคารที่ท่านกำลังนั่งสอบมีสีอะไร หลังคาภายนอกทำจากวัสดุชนิดไหนผนังด้านนอกทำจากอะไร หน้าปากประตูมีรูปปั้นสัตว์ชนิดใด ทำมาจากของสิ่งใด มีกี่ตัวทางเข้ามาธงทิวเป็นสีอะไร นับตั้งแต่ครึ่งทางมีธงทิวทั้งหมดกี่ต้น และพื้นถนนที่ทอดมาวางอิฐเป็นแนวใด’
นี่อาจเป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายดาย ทว่าแท้จริงกลับเป็นคำถามที่ทดสอบไหวพริบความละเอียด และการจดจำรูปพรรณซึ่งละเอียดถี่ยิบเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อสอบข้อนี้เป็นการทดสอบคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งที่มือปราบทุกผู้ควรจะมีและเป็นข้อสอบที่ทำให้แทบทุกผู้ต้องตีอกชกหัวตัวเอง พวกมันมัวแต่ดีอกดีใจพูดคุยโอ้อวดซึ่งกันจนลืมที่จะสังเกตและจดจำสิ่งรอบข้างไปเสียฉิบด้านต้าจงหมิงกับจางอู่จี้ต่างยกยิ้มด้วยความมั่นใจ พวกมันลงมือเขียนคำตอบอย่างรวดเร็วแทบจะเป็นเวลาเดียวกัน
‘อาคารสีดำ หลังคาทำจากดินเผาเนื้อละเอียดผนังไม้จื่อถาน (ไม้จันทร์แดง มีเนื้อไม้สีดำโทนม่วงเข้ม)ปากประตูมีรูปปั้นสิงโต แกะสลักจากหยกดำ จำนวนสี่ตัว รายทางมีธงทิวสีเขียวนับตั้งแต่ครึ่งทางมีจำนวนสิบสามต้น ส่วนพื้นถนนเป็นอิฐแนวขวาง’
ทั้งต้าจงหมิงและจางอู่จี้พอตอบเสร็จพวกมันก็ต่างยกยิ้มก่อนที่จะจ้องไปยังแผ่นหลังของอวิ๋นเซ่อด้วยแววความเหยียดหยามอย่างมิได้นัดหมาย
“ขยะไร้ความคิดเช่นเจ้าจะจดจำรายละเอียดอันถี่ยิบนี้ได้ซักเท่าไหร่กันคนอย่างเจ้าคงได้แต่ร่ำไห้ในใจไปแล้ว ฮึฮึฮึ”
อวิ๋นเซ่อหยิบพู่กันจุ่มลงในหมึกก่อนจรดเขียนคำตอบในข้อที่สองนี้ลงไป
‘อาคารสีดำ หลังคาทำจากดินเผาเนื้อละเอียดผนังไม้จื่อถาน (ไม้จันทร์แดง มีเนื้อไม้สีดำม่วง) ปากประตูมีรูปปั้นสิงโตแกะสลักจากหยกดำ จำนวนทั้งหมดสี่ตัว ตามทางมีธงทิวสีเขียว นับตั้งแต่ครึ่งทางมีจำนวนสิบสามต้นส่วนพื้นถนนมิใช่พื้นอิฐแต่เป็นพื้นศิลาแนวขวาง’
หากให้พูดถึงเรื่องความตาเร็ว ใจเร็ว และปากเร็วในผืนปฐพีแห่งนี้ยังจะมีใครเทียบเคียงมันได้