ตอนที่ 35
ห้องผ่าตัด
ภายในห้องผ่าตัดตอนนี้เป็นเวลากว่าสี่ทุ่มแล้วแต่ก็ยังมีคนใช้ห้องผ่าตัดแห่งนี้อยู่นั่นก็คือหมอมิโฮะและดนัยนั่นเองวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ทั้งคู่อยู่ทำโอทีปกติพวกหมอศัลยแพทย์นั้นจะเลิกงานเวลาหกโมงเย็นแต่ทว่าช่วงนี้คิวการผ่าตัดค่อนข้างแน่นมากทำให้พวกเขาต้องอยู่ล่วงเวลาทุกวัน
“หมอดนัยเธอไหวหรือเปล่าหน้าเธอดูซีดๆนะ” หมอมิโฮะถาม
“ไหวครับผมไม่เป็นไรหมอมิโฮะต่อเลยครับอีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว” ดนัยพูดนี่ก็ผ่านมาสองสัปดาห์แล้วหลังจากที่ฮิคาริให้เขาออกกำลังกายและฝึกซ้อมการผ่าตัดทุกคืนตอนนี้สภาพร่างกายของดนัยแย่มากเพราะกว่าเขาจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืนตลอดแถมยังต้องตื่นมาวิ่งตั้งแต่เช้ามืดทุกวันและด้วยช่วงนี้หมอก็ไม่พอทำให้เขาไม่มีวันหยุดเลยมาทำงานก็มีผ่าตัดตั้งแต่เช้ายันค่ำ
“เข้าใจแล้วทนอีกหน่อยแล้วกันอีกเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว” หมอมิโฮะพูดก่อนจะลงมือผ่าตัดต่อทันทีและแล้วในที่สุดการผ่าตัดนี้ก็เสร็จสิ้นดนัยเดินโซซัดโซเซกลับไปที่ห้องพักศัลยแพทย์
“การผ่าตัดเสร็จแล้วเหรอหมอมิโฮะล่ะ” หมอนากิสะถามหลังจากเห็นดนัยเดินเข้ามา
“เสร็จแล้วครับ...หมอ...มิโฮะกำลังแจ้งผลการผ่าตัดอยู่” ดนัยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“เธอไหวมั้ยหมอดนัยช่วงนี้เธอดูเพลียๆนะนอนไม่ค่อยพอเหรอให้น้ำเกลือหน่อยมั้ย” หมอนากิสะถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องหรอกครับกลับไปพักนิดหน่อยก็หายแล้ว” ดนัยพูด
เอาจริงๆฮิคาริก็บอกให้หยุดพักอยู่หรอกนะแต่เป็นเราเองที่อยากจะให้เธอสอนต่อเพราะเรานั้นไม่อยากเสียใครไปเพราะความอ่อนหัดและความไร้ประสบการณ์ของเราอีกแล้ว ดนัยคิดในใจเขานั้นไม่อยากให้คนไข้ตายคามือเขาอีกจึงฝืนตัวเองแบบนี้
“ทนหน่อยแล้วกันนะช่วงนี้มีเคสผ่าตัดเยอะมากฉันทำเรื่องขอให้ทางโรงพยาบาลอื่นในเครือส่งหมอมาเพิ่มตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วคาดว่าอีกสองหรือสามวันน่าจะมีหมอคนใหม่ถูกส่งมาเพิ่มในแผนกของเรา” หมอนากิสะบอก
“เข้าใจแล้วครับถ้ายังไงผมขอตัวกลับห้องก่อนนะครับ” ดนัยพูดก่อนจะเก็บข้าวของและเดินออกจากห้องพักแพทย์เพื่อกลับหอพัก
หอพัก
ดนัยเดินโซซัดโซเซจนมาถึงหน้าห้องเขาล้วงกระเป๋าหาคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูห้อง
“อึก...ตาลายชะมัด” ดนัยรู้สึกตาลายตอนนี้ภาพที่เขาเห็นเริ่มจะเบลอเขาคิดว่าความดันโลหิตเขาน่าจะต่ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ
ดนัยค้นในกระเป๋าอยู่ครู่นึงในที่สุดเขาก็หยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋าได้เขาพยายามจะยกมันขึ้นมาทาบประตูเพื่อเปิดห้องแต่ทว่าจู่ๆภาพทุกอย่างก็ตัดไป
วู่บ !! ตึง !! ร่างของดนัยล้มลงทันทีหัวของเขากระแทกลูกบิดประตูอย่างแรงและหมดสติไปเลือดค่อยๆไหลออกมาจากหัวของเขาและนี่ก็เป็นเวลาดึกมากแล้วหมอหรือบุคลากรที่พักที่นี่ในห้องอื่นๆนั้นหลับกันไปหมดแล้วพวกที่ทำงานกะดึกอย่างพวกพยาบาลหรือแพทย์ฉุกเฉินที่ทำงานเป็นกะนั้นเลิกงานในตอนเช้าดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีใครมาเจอดนัยในตอนนี้
ภายในห้อง
มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งดูโทรทัศน์ที่ถูกเปิดเอาไว้ร่างของเธอโปร่งใสเธอคือฮิคารินั่นเองแต่โทรทัศน์ที่เปิดไว้นั้นไม่ได้เรียกความสนใจจากเธอได้มากเท่าที่ควรเพราะตลอดเวลาที่เธอดูมันเธอจะเหลือบมองนาฬิกาที่ติดอยู่ที่ผนังห้องบ่อยๆ
“วันนี้ดนัยก็เลิกงานดึกอีกแล้วแฮะดีล่ะวันนี้จะต้องบังคับหักดิบให้หมอนั่นพักผ่อนให้ได้ถ้าไม่พักฉันจะไม่สอนอะไรให้อีก” ฮิคาริพูดอย่างมาดมั่นตอนนั้นเองจู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกระแทกประตู
ตึง !! เสียงกระแทกนั้นค่อนข้างดังทีเดียวทำให้ฮิคาริหันไปมอง
“ดนัยงั้นเหรอทำไมถึงไม่เปิดเข้ามาล่ะมาเคาะประตูทำไม” ฮิคาริเอ่ยอย่างสงสัยก่อนจะค่อยๆลอยไปที่ประตูร่างของเธอลอยผ่านประตูไป
“ดนัยนายกลับมาแล.......” ฮิคาริกำลังจะถามอะไรบางอย่างแต่เมื่อร่างของเธอโผล่พ้นประตูออกมาเธอก็ต้องชะงักไปเพราะภาพที่เธอเห็นนั้นคือภาพของดนัยที่นอนอยู่กับพื้นที่หัวมีแผลแตกและเลือดกำลังไหลอยู่เธอมองไปที่ประตูก่อนจะเห็นว่าลูกบิดมันมีเลือดของดนัยติดอยู่เธอรู้ได้ทันทีว่าเสียงตึงเมื่อครู่เกิดจากดนัยที่ล้มลงไปนั่นเอง
“ดนัย !!!!” ฮิคาริตะโกนออกมาอย่างตกใจเธอรีบย่อตัวลงมาหวังประคองดนัยขึ้นมาแต่ทว่าทันทีที่มือของเธอนั้นพยายามจะประคองดนัยขึ้นมามือของเธอก็ทะลุผ่านร่างของดนัยไป
จริงสิเราเป็นวิญญาณนี่นาต้องรีบหาคนช่วย ฮิคาริลืมไปว่าเธอเป็นวิญญาณเพราะปกติดนัยมักปฏิบัติต่อเธอไม่เหมือนเธอเป็นวิญญาณเลย
เมื่อฮิคารินึกได้ว่าเธอเป็นวิญญาณเธอก็รีบหาคนช่วยทันทีเธอพุ่งทะลุผ่านห้องแล้วห้องเล่าหวังว่าจะเจอใครสักคนและใช้ปาฏิหาริย์หรืออะไรสักอย่างเรียกคนๆนั้นมาช่วยดนัยที่นอนไม่ได้สติอยู่หน้าห้องแต่ไม่ว่าเธอจะพุ่งเข้าไปกี่ห้องต่อกี่ห้องก็ไม่เจอใครที่ตื่นอยู่เลยแต่เธอก็ยังไม่ละเลิกความพยายามเธอยังขึ้นไปชั้นบนลงไปชั้นล่างแต่ก็ไม่มีคนตื่นเช่นกันก็แน่ล่ะงานของหมอนั้นหนักมากเมื่อมีเวลาพักผ่อนทุกคนจึงเลือกที่จะพักผ่อนเพื่อให้ตัวเองพร้อมตื่นมาทำงานในวันพรุ่งนี้
“ใครก็ได้ช่วยด้วย !!!!!!” ฮิคาริกลับมานั่งลงข้างร่างของดนัยเธอพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีประโยชน์เพราะเธอเป็นวิญญาณแต่เธอก็ยังพยายามต่อไปจนกระทั่ง
ครืด !!!!!! เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นมันเป็นโทรศัพท์ของดนัยนั่นเองมันหล่นออกมาจากกระเป๋ากางเกงตอนดนัยล้มลงไป
ควับ !! ฮิคาริหันไปมองก่อนจะเห็นว่าคนที่โทรมาคือหมอยูมิ
“หมอยูมิเธอยังไม่นอน !!” ฮิคาริอุทานออกมาเธอจำได้ว่าหมอยูมินั้นอยู่ชั้นหกของหอพักนี้ฮิคาริรีบพุ่งขึ้นไปชั้นบนทันที
ขอร้องล่ะค่ะได้โปรดให้หนูผ่านไปชั้นบนด้วย ฮิคาริพยายามภาวนาอยู่ในใจเธอนั้นไม่รู้หรอกว่าทำไมเธอถึงขึ้นไปชั้นหกไม่ได้แต่ตอนนี้เธอได้แต่ภาวนาเท่านั้น
ก่อนหน้านี้
ภายในห้องแห่งหนึ่งที่ชั้นหกเป็นห้องของหมอยูมินั่นเองเธอนั้นอยู่ในห้องนอนมีร่างของผู้หญิงนอนไม่ได้สติเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่เธอก็คือฮิคาริข้างๆเตียงนั้นมีอุปกรณ์การแพทย์มากมายที่ต่อเอาไว้กับร่างของฮิคาริเพื่อพยุงชีพเอาไว้ตอนนี้หมอยูมิกำลังติดกระดุมใส่เสื้อให้ฮิคาริอยู่
“เอาล่ะเช็ดตัวเสร็จแล้วเท่านี้เธอก็ไม่เหม็นแล้วนะฮิคาริ” หมอยูมิพึ่งจะเช็ดตัวฮิคาริเสร็จเธอนั้นเช็ดตัวให้ฮิคาริทุกๆวันหรือสองวัน
“คิกๆนี่ถ้าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ว่าฉันเห็นร่างเปลือยของเธอหมดแล้วจะทำยังไงเนี่ยหวังว่าคงไม่คิดว่าฉันเป็นพวกชอบเพศเดียวกันนะ” หมอยูมินึกถึงตอนที่ฮิคาริฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเธอเห็นร่างอันเปลือยเปล่าของฮิคาริหมดแล้ว
“อ๊ะจริงสิป่านนี้หมอดนัยจะนอนหรือยังนะพอดีผักกาดที่ปลูกมันเยอะไปหน่อยเอาไปฝากหมอดนัยหน่อยดีกว่า” หมอยูมินึกถึงผักกาดที่ปลูกอยู่ที่ระเบียง
หมอยูมิหยิบโทรศัพท์ออกมาก่อนจะโทรไปหาดนัย
“ไม่รับหรือว่าจะหลับไปแล้วงั้นเหรอ” หมอยูมิเห็นว่าดนัยไม่รับโทรศัพท์จึงคิดว่าหลับไปแล้ว
กลับมาปัจจุบัน
ฮิคาริลอยพุ่งขึ้นมาชั้นแล้วชั้นเล่าจนกระทั่งมาถึงชั้นที่หกเธอเป็นกังวลว่าจะพุ่งผ่านขึ้นมาชั้นนี้ไม่ได้
ได้ทีเถอะ !! ได้ทีเถอะ !! ได้ทีเถอะ !! ได้ทีเถอะ !! ฮิคาริคอยภาวนาคำนี้อยู่ในใจซ้ำๆถึงเธอจะยังไม่รู้ว่าจะทำให้หมอยูมิที่มองไม่เห็นเธอลงไปช่วยดนัยได้อย่างไรแต่ตอนนี้เธอมีทางเลือกเดียวเท่านั้นและแล้วในที่สุดคำภาวนาของเธอก็เป็นจริง
พรึ่บ !! ร่างของฮิคาริพุ่งผ่านขึ้นมาชั้นที่หกได้สำเร็จเธอโผล่มาที่หน้าระเบียงทางเดินของชั้นหกได้แล้วไม่รอช้าฮิคาริรีบตามหาห้องของหมอยูมิทันทีเธอหาอยู่ไม่กี่ห้องในที่สุดเธอก็เจอห้องของหมอยูมิ
“หมอยูมิในที่สุดก็เจอเร็วเข้าไปช่วยดนัยเร็วเข้าดนัยกำลังแย่ !!!!!!!” ฮิคาริตะโกนใส่หมอยูมิที่กำลังตัดหัวผักกาดที่ระเบียงอยู่
“หมอยูมิเร็วเข้าช่วยดนัยด้วย !!!!!!!!!” ฮิคาริพยายามตะโกนอยู่หลายครั้งจนคอเธอแทบแตกแต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงเสียงของเธอก็ไม่สามารถส่งไปถึงหมอยูมิได้
อะไรกันนี่เราจะช่วยดนัยไม่ได้จริงเหรอดนัยจะตายงั้นเหรอ ฮิคาริเริ่มถอดใจหลังจากเห็นว่าไม่ว่าจะพยายามยังไงหมอยูมิก็ไม่ได้ยินเธอ
ไม่สิเราจะหยุดไม่ได้ต่อให้ต้องตะโกนจนร่างสลายไปเราก็จะทำ ฮิคาริยังไม่ยอมแพ้เธอเลือกที่จะตะโกนออกมาอีกครั้งตอนนั้นเองก็มีบางอย่างแว่บเข้ามาในให้จนทำให้ปากของเธอขยับตะโกนออกไปเอง
“ยัยบ้าเครื่องจักรยูมิดนัยกำลังจะตายช่วยดนัยด้วยยยยย !!!!!!!!!!!” ฮิคาริตะโกนออกมาจนสุดเสียงของเธอ
“หือ...เหมือนได้ยินเสียงของยัยฮิคาริด่าฉันว่ายัยบ้าเครื่องจักรเลยคิดไปเองงั้นเหรอแต่เล่นเอานึกถึงสมัยเรียนเลยแฮะที่ฉันไปรื้อกล้องจุลทัศน์ออกมาเป็นชิ้นๆจนโดนอาจารย์ดุ” หมอยูมิหันควับกลับมาเธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของฮิคาริและก็ไม่รู้อะไรดลใจเธอตอนแรกผักกาดที่เธอตัดนั้นกะว่าจะเอาไปให้ดนัยในตอนเช้าแต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนใจแล้ว
“เอาไปให้วันนี้เลยดีกว่าหวังว่าหมอดนัยคงยังไม่นอนนะ” หมอยูมิพูดก่อนจะเดินถือผักกาดลงไปห้องของดนัยทันที
“อ๊ะลงไปแล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือว่าเราทำเสร็จแล้วตะกี้เราพูดอะไรออกไป” ฮิคาริที่เห็นว่าหมอยูมิลงไปแล้วได้แต่ตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นและเมื่อหมอยูมิออกจากห้องไปแล้วฮิคาริก็เตรียมลงไปข้างล่างเพื่อไปตามดูดนัยต่อทันทีแต่ก่อนที่เธอจะลงไปไม่รู้ทำไมจู่ๆเธอถึงมองไปยังห้องนอนร่างของเธอนั้นค่อยๆลอยไปที่ห้องนั้นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะทะลุผ่านประตูเข้าไปในห้องนอน
“อ๊ะนี่เราเข้ามาในห้องนอนทำไมเราต้องรีบลงไปดูดนัยสิ !!!” ฮิคาริไม่รู้ว่าเธอมาอยู่นี่ได้ยังไงและทันใดนั้นเองแสงจากดวงจันทร์ด้านนอกก็ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาที่เตียงพอดีเผยให้เห็นร่างของใครบางคนที่นอนอยู่ที่เตียงฮิคาริที่อยู่ภายในห้องนอนของหมอยูมินั้นเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเพราะร่างที่เห็นบนเตียงนั้นมันคือร่างของเธอเอง
“นะ นะ นี่มันอะไรกัน.......”
จบ...