ในดินแดนราชันย์อันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีลักษณะคล้ายรูของปล่องภูเขาไฟมันถูกโอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาจากทุกทิศทางและมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าพื้นที่ทั้งหมดของป่าห้าฤดูกาลเสียอีกในพื้นที่ขนาดใหญ่นั้นทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยบ้านเรือนสำหรับพักอาศัยและอาคารร้านค้าจำนวนมากมายประชากรที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้นับรวมกันแล้วยังมากกว่าสิบล้านคนเสียอีก
สถานที่แห่งนี้ถูกรู้จักในนามหุบเขาจักรพรรดิมารอัคคีและที่ใจกลางของหุบเขานี้ก็คืออาณาเขตของวังจักรพรรดิมารอัคคีที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าสำนักพงไพรทั้งหมด
อาคารที่ใหญ่โตที่สุดในวังจักรพรรดิมารอัคคีย่อมต้องเป็นท้องพระโรงจักรพรรดิมารอัคคีที่ใช้สำหรับให้ตัวจักรพรรดิมารอัคคีผู้ยิ่งใหญ่สั่งการผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของมันและต้อนรับแขกพิเศษคนต่างๆตัวท้องพระโรงนั้นจุคนได้มากกว่าหนึ่งพันคนและมีลานด้านหน้าอันยิ่งใหญ่ที่จุคนได้มากกว่าหนึ่งล้านคนที่สุดปลายทางของท้องพระโรงคือบัลลังก์เพลิงมารที่เป็นที่ประทับของจักรพรรดิมารอัคคีเอง
วันนี้เพื่อต้อนรับการมาเยือนของแขกพิเศษจากสำนักพงไพรดินแดนเทพพฤกษาและยังเป็นการต้อนรับการกลับมาของบุตรสาวบุญธรรมสุดที่รักจักรพรรดิมารอัคคีจวินเฟิงซื่อเทียนถึงกับเกณฑ์ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มิได้ถูกส่งออกไปทำงานภายนอกทั้งหมดมารวมตัวกันแล้วจัดเตรียมการต้อนรับในท้องพระโรงอย่างยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าย่อมเป็นเพราะความรักและความเอ็นดูที่มันมีให้ต่อบุตรสาวบุญธรรม
ในครั้งแรกที่มันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับซ่งไป่หลางจวินเฟิงซื่อเทียนนั้นมองชายผู้นี้ในแง่ลบอยู่มากมันถึงกับกังวลว่าพี่ชายที่ไร้หัวนอนปลายเท้าของบุตรสาวจะอาศัยอำนาจบารมีของผู้เป็นน้องสาวเพื่อแก้ไขโชคชะตาที่เลวร้ายของมันและใช้ฐานะของบุตรสาวของมันไต่เต้าขึ้นมาอย่างทะเยอทะยาน
นึกไม่ถึงว่าความกังวลของมันจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่ตอนที่บุตรสาวบุญธรรมของมันขออนุญาตเพื่อเดินทางไปยังดินแดนที่ต่ำต้อยแห่งหนึ่งเพื่อไปพาตัวพี่ชายของนางมาที่วังจักรพรรดิมารอัคคีแต่เจ้าหนูผู้นี้กลับปฏิเสธนางและเลือกที่จะเดินไปในเส้นทางของตนเองจนกระทั่งสามารถสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จในดินแดนเทพพฤกษา
แตกต่างจากกลุ่มของซ่งหงเสวี่ยข่าวลือที่ว่าศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรได้เปิดเผยพรสวรรค์ของมันในการหลอมโอสถคุณภาพระดับห้าทั้งหมดและทะยานจากผู้ปรุงโอสถระดับทองแดงขั้นหนึ่งไปยังขั้นสิบภายในหนึ่งเดือนได้ทำให้ดินแดนต่างๆสั่นสะเทือนไปทั้งหมดแล้วจวินเฟิงซื่อเทียนเป็นถึงผู้ปกครองวังจักรพรรดิมารอัคคีทั้งยังจับตามองสำนักพงไพรอยู่เป็นพิเศษมันจะพลาดข่าวเหล่านี้ไปได้อย่างไร
ยังมีรายงานที่ถูกส่งมาจากโฮ่วเฟิงเมื่อวันก่อนที่กล่าวถึงทรัพย์สินอันน่าประทับใจที่ซ่งไป่หลางได้รับมาจากหอประมูลและยังมอบมันให้แก่น้องสาวโดยไม่ลังเลรวมถึงการที่มันทุ่มเทเพื่อช่วยให้บุตรสาวบุญธรรมของมันพ้นจากความเจ็บปวดทรมานเรื่องทั้งหมดที่มันได้รับรู้มาทำให้จวินเฟิงซื่อเทียนยอมรับในตัวของชายคนนี้แล้วมันยอมรับว่าซ่งไป่หลางคู่ควรที่จะเป็นพี่ชายของบุตรสาวของมัน
ยังมีเรื่องสำคัญอีกประการคือการเชิญซ่งไป่หลางมาในครานี้เป็นแผนการของบุตรสาวของมันเองนางยืนยันอย่างหนักแน่นว่าซ่งไป่หลางน่าจะสามารถช่วยรักษาอาการป่วยของฮูหยินของมันได้นี่เป็นปัญหาที่ทำให้จวินเฟิงซื่อเทียนผู้ยิ่งใหญ่กินไม่ได้นอนไม่หลับมาระยะหนึ่งแล้วหากซ่งไป่หลางสามารถรักษาฮูหยินของมันได้จริง เช่นนั้นอย่าว่าแต่ยอมรับมันในฐานะพี่ชายของบุตรสาวเลยจวินเฟิงซื่อเทียนจะถือว่าซ่งไป่หลางเป็นผู้มีบุญคุณต่อวังจักรพรรดิมารอัคคีทั้งหมดโดยไม่ลังเล
นั่นก็เพราะสำหรับจวินเฟิงซื่อเทียนผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมันมิใช่อำนาจอันล้นฟ้าแต่เป็นฮูหยินของมันและบุตรสาวบุญธรรมต่างหาก
เมื่อเห็นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดได้ปรากฏตัวขึ้นและจัดแถวเรียงพร้อมอย่างเป็นระเบียบเตรียมต้อนรับการมาถึงของแขกจากดินแดนเทพพฤกษาได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจวินเฟิงซื่อเทียนก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
ตรงข้ามกับจวินเฟิงซื่อเทียนเมื่อได้เห็นการตั้งแถวขบวนตั้งรับของกองกำลังยอดฝีมือที่ลากแถวยาวออกไปจนถึงด้านหน้าทางเข้าหุบเขาสีหน้าของซ่งหงเสวี่ยก็ดำมืดลงทันทีนางรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าเล็กน้อย รู้อยู่แก่ใจว่านิสัยของบิดาบุญธรรมเป็นเช่นไรนางไม่น่าประมาทเกินไปเลยจริงๆนางไม่ควรให้บิดาบุญธรรมรู้เวลาที่นางจะกลับมาอย่างแม่นยำเช่นนี้
นางได้พูดกับบิดาบุญธรรมไปหลายครั้งแล้วว่าให้มันเลิกใช้วิธีเช่นนี้ในการต้อนรับการกลับมาของนางที่ผ่านมาเพียงแค่จัดงานต้อนรับจนท้องพระโรงแทบแตกก็ทำให้นางอับอายพอแล้วครั้งนี้ถึงกับจัดแถวเตรียมพร้อมต้อนรับยาวไปจนถึงด้านหน้าทางเข้าหุบเขาในท้องพระโรงจะมีสภาพเป็นเช่นใดนางไม่กล้าคิดเลยจริงๆ
นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปทางพี่ชายของนางเดิมทีนางกังวลว่าซ่งไป่หลางจะเกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นอย่างไรก็ตามนางเห็นเพียงสายตาที่นิ่งสงบเท่านั้นแม้จะอยู่ในรูปลักษณ์ของผู้อาวุโสฟู่แต่บรรยากาศที่สงบนิ่งและเยือกเย็นนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวตนภายในอย่างแน่นอนซ่งหงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งกับพี่ชายของนาง
เมื่อเปลี่ยนเป็นนางเอง ครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าสู่ท้องพระโรงของวังจักรพรรดิมารอัคคีนางทั้งประหม่าและกระสับกระส่ายยังดีที่มีท่านอาเจียงคอยช่วยปลอบและให้กำลังใจจึงทำให้นางสามารถรักษาความเยือกเย็นและบุคลิกภาพดั้งเดิมเอาไว้ได้
ซ่งไป่หลางยิ้มมุมปากน้อยๆเมื่อเห็นภาพของการต้อนรับอันยิ่งใหญ่อลังการนี้มิใช่ความภาคภูมิใจทว่าเป็นความรู้สึกโล่งอกเนื่องจากภาพตรงหน้าได้แสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิมารอัคคีรักบุตรสาวบุญธรรมของมันมากเพียงใดแม้ที่ผ่านมาจากคำพูดบอกเล่าของซ่งหงเสวี่ยจะทำให้มันค่อนข้างรู้สึกเชื่อมั่นทว่าในฐานะของพี่ชายคนหนึ่งมันย่อมมีความกังวลอยู่ลึกๆการได้เห็นภาพนี้ก็ช่วยให้มันผ่อนคลายขึ้นได้มาก มันไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของน้องสาวในดินแดนราชันย์อีกแล้ว
แม้จะก้าวเดินเข้าสู่ท้องพระโรงแล้วแต่ซ่งไป่หลางก็ยังคงไม่หวั่นไหวกับภาพอันอลังการของท้องพระโรงแห่งวังจักรพรรดิมารอัคคีไม่สั่นกลัวต่อพลังอำนาจของยอดฝีมือจำนวนมากที่ยืนเรียงรายกันอยู่ในที่แห่งนี้กระทั่งร่างของจักรพรรดิมารอัคคีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เพลิงมารมันก็ยังกล้าที่จะจ้องมองตรงไปและสบตากับจักรพรรดิมารอัคคีโดยไม่หลบสายตา
ความรู้สึกชื่นชมของจวินเฟิงซื่อเทียนเพิ่มพูนขึ้นแม้จะรู้สึกติดขัดไปบ้างที่มองเห็นพี่ชายของบุตรสาวบุญธรรมอยู่ในรูปลักษณ์ของผู้ที่แก่ชราอย่างผู้อาวุโสฟู่แต่มันก็ยังตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วภายใต้หน้ากากที่เหี่ยวชรานั้นยังคงเป็นชายหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบปีผู้หนึ่งเทียบเท่ากับบุตรสาวของมัน
สามารถมีบุคลิกภาพที่สงบเยือกเย็นเช่นนี้ต่อหน้าท้องพระโรงของวังจักรพรรดิมารอัคคีได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้หาได้ไม่มากจริงๆ
ต่อให้เป็นเหล่ายอดอัจฉริยะที่วังจักรพรรดิมารอัคคีชุบเลี้ยงขึ้นมาเองกับมือพวกมันก็ยังมีท่าทีประหม่าเสมอเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์เพลิงมารยิ่งหากเป็นช่วงเวลาที่ขุนนางทั้งหมดปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆในบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของวังจักรพรรดิมารอัคคีก็ยังไม่สามารถแสดงท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้ได้
“ท่านจักรพรรดิมารอัคคี” โฮ่วเฟิงและหลี่เม่ยเม่ยประสานมือน้อมกายคารวะต่อจวินเฟิงซื่อเทียนอย่างนอบน้อมแววตาปรากฏความเคารพถึงขีดสุด
ขณะเดียวกันซ่งหงเสวี่ยได้ตัดความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่นางมีทิ้งออกไปใบหน้าหลงเหลือเพียงรอยยิ้มที่งดงามและอบอุ่น นางประสานมือคารวะอย่างอ่อนช้อย “ท่านพ่อ”
เวลานี้ทุกสายตาล้วนจับต้องมาที่ผู้อาวุโสแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างกายซ่งหงเสวี่ยยอดฝีมือหลายคนในท้องพระโรงนั้นล้วนทราบว่าบุตรสาวบุญธรรมของจักรพรรดิเพลิงอัคคีและองครักษ์ทั้งสองได้เดินทางไปยังสำนักพงไพรแห่งดินแดนเทพพฤกษาเพื่อทำภารกิจบางอย่างดูท่านี่คงเป็นแขกพิเศษจากสำนักพงไพรกระมัง
ซ่งไป่หลางรู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่มันมิได้ให้เทียนอี้ร่วมขบวนเดินทางมาด้วยแต่สั่งให้มันล่วงหน้าเข้าสู่หุบเขามิเช่นนั้นด้วยสายตาของยอดฝีมือจำนวนมากขนาดนี้คงทำให้มันกัดลิ้นตายด้วยความตกใจไปแล้ว
แม้ว่าเทียนอี้จะเป็นราชันยุทธ์ผู้หนึ่งซึ่งถือว่ามีระดับพลังที่ค่อนข้างสูงอย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับยอดฝีมือทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ระดับของเทียนอี้ก็นับได้ว่าอยู่ในขั้นต่ำสุดเท่านั้น
“ฟู่หยงหรุนแห่งสำนักพงไพร คารวะจักรพรรดิมารอัคคีจวินเฟิงซื่อเทียน” ซ่งไป่หลางดัดเสียงให้คล้ายชายชรา
“ผู้อาวุโสฟู่ข้าจวินเฟิงซื่อเทียนขอต้อนรับท่านเข้าสู่วังจักรพรรดิมารอัคคีของข้า” จวินเฟิงซื่อเทียนย่อมรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆดีโฮ่วเฟิงได้รายงานมันเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าซ่งไป่หลางได้เดินทางมาโดยใช้ฐานะของผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพรแม้ว่าจะรู้สึกประหลาดเล็กน้อยแต่จวินเฟิงซื่อเทียนนั้นเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนราชันย์ประสบการณ์และบุคลิกภาพของมันย่อมไม่สั่นไหวเพียงเพราะความรู้สึกประหลาดแค่นี้เป็นแน่
จวินเฟิงซื่อเทียนหันมากล่าวต่อบุตรสาวบุญธรรม“เสวี่ยเอ๋อองครักษ์โฮ่ว องครักษ์หลี่ ขอบใจพวกเจ้ามากที่ลำบากไปทำภารกิจที่ดินแดนเทพพฤกษา หลังจากนี้ยี่สิบวันจะถึงช่วงเวลาของการสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารแล้วข้าให้พวกเจ้าพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จนกว่าจะถึงวันจัดสอบ”
การสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารซ่งไป่หลางลอบประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในวังจักรพรรดิมารอัคคี
เดิมทีมันมิได้ใส่ใจเรื่องนี้นักเพียงแต่กำลังครุ่นคิดว่าอาการป่วยของนายหญิงแห่งวังจักรพรรดิมารอัคคีนั้นเป็นอาการเช่นใดเหตุใดซ่งหงเสวี่ยจึงเชื่อมั่นว่ามันน่าจะสามารถช่วยเหลือนางได้สำเร็จอีกทั้งตัวตนของนางยังลึกลับอย่างมากแม้แต่คนของวังจักรพรรดิมารอัคคีก็ยังมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนาง
อย่างไรก็ตามเมื่อมันบังเอิญเหลือบไปเห็นแววตาที่แฝงความกังวลของผู้เป็นน้องสาวซ่งไป่หลางก็ยิ่งเกิดความรู้สึกสนใจมากขึ้น สิ่งใดคือการสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารแล้วเหตุใดซ่งหงเสวี่ยจึงได้แสดงท่าทีเป็นกังวลเช่นนี้
“ผู้อาวุโสฟู่วังจักรพรรดิมารอัคคีของข้ากำลังจะมีการจัดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารในยี่สิบวันข้างหน้าเนื่องจากพวกเราเชิญท่านเป็นแขกดังนั้นข้าจึงขอใช้โอกาสนี้ชวนให้ท่านเข้าร่วมรับชมการทดสอบครั้งนี้ด้วยเช่นกัน”
ซ่งไป่หลางครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนักทว่าที่ผ่านมาข้ามักจะเก็บตนและชื่นชอบความเงียบสงบแม้ข้าจะไม่รู้ถึงรายละเอียดของการสอบชิงตำแหน่งอ๋อง แต่มันคงมิใช่เพียงแค่การสอบเล็กๆเป็นแน่ดังนั้น...”
จวินเฟิงซื่อเทียนเข้าใจเจตนาของซ่งไป่หลางทันทีมันไม่ต้องการให้ตัวตนของผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพรถูกนำออกมาใช้ในสถานการณ์นั้นนี่นับว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน อย่างไรเสียซ่งไป่หลางก็มิใช่ผู้อาวุโสฟู่และผู้อาวุโสฟู่ก็มีตัวตนอยู่จริง พวกที่มีอายุยืนยาวและมีความสัมพันธ์กับสำนักพงไพรมีบางคนที่เคยพบเจอและพูดคุยกับมันมาก่อนหากซ่งไป่หลางใช้ตัวตนของผู้อาวุโสฟู่เยอะเกินไปการแสดงนี้ย่อมต้องถูกเปิดโปงในไม่ช้า
“โอ้เช่นนั้นข้าจะจัดให้ท่านได้พักผ่อนในตำหนักเพลิงเมฆาที่นั่นเป็นตำหนักที่เงียบสงบและอยู่ในพื้นที่ดูแลขององครักษ์หยุนรับรองได้ว่าปลอดภัยและจะไม่มีผู้ใดรบกวนท่านเป็นแน่” จวินเฟิงซื่อเทียนตัดสินใจเช่นนี้
ชื่อขององครักษ์หยุนซ่งไป่หลางเคยได้ยินน้องสาวกล่าวถึงมาก่อนแล้วหยุนฟู่เป็นองครักษ์ที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของวังจักรพรรดิมารอัคคี และนอกจากซ่งหงเสวี่ยแล้วคนที่รู้ตัวตนของฮูหยินจักรพรรดิมารอัคคีก็คือหยุนฟู่ผู้นี้เอง
ดวงตาของซ่งไป่หลางกวาดมองไปด้านข้างจักรพรรดิมารอัคคีเห็นคนสองคนยืนอยู่ข้างบัลลังก์เพลิงมาร คนหนึ่งเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ไม่แพ้หลี่เม่ยเม่ยแต่กลับมีบุคลิกเย็นชาราวน้ำแข็งสวมชุดรัดรูปสีดำดูคล่องแคล่วปราดเปรียว ดูแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นองครักษ์โฮ่วหลานน้องสาวแท้ๆของโฮ่วเฟิงบุคลิกของคนทั้งสองนั้นคล้ายคลึงกันแต่โฮ่วหลานนั้นดูเย็นชายิ่งกว่าราวกับว่านางไม่เคยเผยรอยยิ้มมาก่อนในชีวิต
อีกคนหนึ่งเป็นชายที่สวมชุดสีขาวปลอดโปร่งใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มนุ่มนวลอบอุ่นตลอดเวลาน่าเสียดายที่บริเวณหน้าผากของมันมีปานสีแดงอ่อนพาดผ่านมิเช่นนั้นก็นับว่าเป็นชายที่สมบูรณ์แบบผู้หนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อเห็นชายผู้นั้นซ่งไป่หลางก็ลอบตกตะลึงเล็กน้อยนี่คือองครักษ์หยุน หยุนฟู่มิผิดแน่นอนแต่ความรู้สึกที่มันได้รับจากชายผู้นี้กลับแตกต่างจากองครักษ์อีกสามคนยิ่งนัก อันที่จริงแล้วชายผู้นี้ให้บรรยากาศที่คล้ายคลึงกับจวินเฟิงซื่อเทียนเลยทีเดียว
‘นับว่าประสาทสัมผัสของเจ้าไม่เลวจริงๆ ผู้ที่มีพลังด้อยกว่าย่อมยากที่จะระบุความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้ที่เหนือกว่าได้ทว่าเจ้ายังรับรู้ถึงความแตกต่างเล็กๆน้อยๆได้ชัดเจนนักองครักษ์ทั้งสามคนนั้นเป็นผู้มีพลังระดับอนุเซียนขั้นสูงสุดความแข็งแกร่งแตกต่างกันไม่มากนัก แต่หยุนฟู่ผู้นี้ ดูเหมือนว่าข้าจะพลาดข่าวสำคัญเกี่ยวกับมันไปเล็กน้อยช่วงหลายปีที่ผ่านมาเฮอะๆ นึกไม่ถึงมันจะทะลวงผ่านกลายเป็นขั้นเซียนสวรรค์ได้สำเร็จแล้ว’ เสียงของเซี่ยหยางนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชม
ซ่งไป่หลางรับฟังด้วยความตกตะลึงที่แท้หยุนฟู่ผู้นี้ก็ได้ข้ามขอบเขตของระดับชั้นอนุเซียนไปแล้ว เช่นนั้นหมายความว่ามันมีระดับเทียบเท่ากับจักรพรรดิมารอัคคีแล้วงั้นหรือ
‘อย่าได้คิดเพ้อเจ้อไปเจ้าคิดว่าเหตุใดจักรพรรดิมารอัคคีจึงถูกเรียกว่าจักรพรรดิกันแม้แต่ขอบเขตของระดับชั้นเซียนสวรรค์ก็ยังมีการแบ่งระดับย่อยออกเป็นห้าขั้น จักรพรรดิมารอัคคีมีพลังระดับเซียนสวรรค์ขั้นสี่ในระดับขั้นนั้นจะถูกเรียกขานว่าจักรพรรดิเซียนดังนั้นการนำจักรพรรดิมาใช้ระบุตำแหน่งของมันจึงแตกต่างจากจักรพรรดิอสรพิษมารที่เจ้าเคยพบอย่างสิ้นเชิงเจ้านั่นเป็นแค่จักรพรรดิฟ้า แต่นี่คือจักรพรรดิเซียน ระดับพลังแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว’ เซี่ยหยางอธิบายอย่างเยือกเย็น
พลังระดับเซียนสวรรค์ขั้นสี่ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจอย่างเย็นเยือก ผู้ที่มีพลังถึงขั้นนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดซ่งไป่หลางไม่อาจจินตนาการได้เลยจริงๆ
เมื่อนึกถึงระดับพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณของตนเองซ่งไป่หลางก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจต้องใช้เวลาเพียงใดมันจึงจะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับนั้นได้
เซี่ยหยางพลันกล่าวปลอบโยนออกมา “เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เจ้าคิดว่าจักรพรรดิมารอัคคีใช้เวลากี่ร้อยปีกว่าจะก้าวมาจนถึงจุดนี้ได้เฮอะๆ ตัวเจ้ายังมีอายุไม่ถึงหนึ่งในสิบของมันเอ่ยตามตรงความเร็วในการพัฒนาของเจ้านั้นมากพอที่จะทำให้ผู้คนต้องแหงนหน้ามองแล้วขอเพียงรักษาระดับความเร็วนี้เอาไว้ได้ ในอนาคตระดับพลังของเจ้าย่อมก้าวล้ำหน้าจักรพรรดิมารอัคคีไปได้อย่างไม่ยากเย็นโดยที่มิต้องมีอายุเท่ากับมันด้วยซ้ำ”