# บทที่ 21 — หยดน้ำค้างตะวัน
หลอดแก้วที่บรรจุหยดน้ำค้างตะวันถูกวางไว้กลางโต๊ะหินในเรือนโอสถ
แม้จะมีเพียงครึ่งหลอด แต่แสงสีทองอ่อนภายในกลับสว่างกว่าตะเกียงทั้งห้อง มันไม่ส่องแสงเป็ประกายแบบสมบัติทั่วไป หากเหมือนแสงแรกของอรุณที่ถูกกักไว้ในแก้ว ทุกครั้งที่แสงขยับ เงาดำบางเส้นในพิษมารเย็นของโม่เฉินก็ขยับตอบอยู่ใต้ิัราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบถูกเห็น
“อย่าขยับ” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว โดยไม่เงยหน้าจากข้อมือเขา “ข้า้าดูว่าแสงของมันตอบสนองต่อพิษ หรือพิษตอบสนองต่อแสง”
โม่เฉินนั่งนิ่งตามคำสั่ง เขาเคยถูกนางห้ามไม่ให้ฝืนใช้ปราณมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้น้ำเสียงของนางต่างออกไป มันไม่มีความดุแบบหมอที่เห็นคนไข้ดื้อ มีเพียงความระวังของคนที่กำลังจับของอันตรายโดยไม่รู้ว่ามันจะกัดเมื่อใด
ป้าผู้าุโยืนอยู่ปลายโต๊ะพร้อมกระจกผนึก เจียงอวี้หลานนั่งอ่านคำให้การเบื้องต้นของเหอจิ้ง ขณะที่ลั่วชิงเสวี่ยยืนเงียบข้างหน้าต่าง มือหนึ่งแตะปิ่นกระบี่ในแขนเสื้ออย่างไม่รู้ตัว
“ใช้แค่เศษเดียว” เสิ่นเยว่โหรวบอก
นางยกเข็มเงินเล็กมากขึ้นมาแตะปากหลอด หยดน้ำค้างตะวันติดปลายเข็มเพียงหนึ่งจุด แล้วหยดลงในถ้วยน้ำใสที่ใส่เศษสมุนไพรมีพิษมารเย็นไว้ก่อนแล้ว
ทันทีที่หยดทองแตะน้ำ สีดำในถ้วยหดตัวเหมือนถูกแสงเผา ทุกคนมองโดยไม่กะพริบตา แต่แทนที่พิษจะสลาย มันกลับรวมกันเป็เส้นเล็กและพุ่งเข้าเกาะหยดทอง กลายเป็ลายดอกบัวครึ่งหนึ่งลอยอยู่บนผิวน้ำ
เสิ่นเยว่โหรวขมวดคิ้ว “มันไม่ใช่แค่ยา”
ป้าผู้าุโยกกระจกผนึกขึ้นสะท้อน ถ้วยน้ำแสดงเส้นพลังสองสายชัดขึ้น สายหนึ่งเป็พลังแสงบริสุทธิ์ อีกสายดำเย็นที่ถูกสอดไว้ข้างใน ราวกับผู้ใดจงใจย้อมของรักษาด้วยตราบางอย่าง
“น้ำค้างตะวันแท้” นางกล่าว “แต่ถูกผูกด้วยรอยผนึก”
“ดังนั้นหากใช้กับโม่เฉิน” เจียงอวี้หลานถาม
“พิษมารเย็นอาจสงบลงจริง” เสิ่นเยว่โหรวตอบช้า ๆ “แต่ตราที่ซ่อนอยู่จะตามเข้าไปในเส้นลมปราณของเขาด้วย เมื่อถึงตอนนั้น คนที่ผูกตราอาจใช้มันรู้ตำแหน่งเขา หรือเลวร้ายกว่านั้น—ใช้แสงของน้ำค้างตะวันเปิดสิ่งที่พิษของเขาเปิดไม่ไหว”
โม่เฉินมองหยดทองในหลอด ความหวังที่ดูใกล้จนเอื้อมถึงกลับมีตะขอซ่อนอยู่ตามที่เขาคาด แต่การเห็นมันด้วยตาต่างจากการระวังลอย ๆ
“ล้างตราได้ไหม” เขาถาม
“ได้ถ้ามีต้นน้ำค้างตะวันบริสุทธิ์หรือของที่ตัดรอยผนึกชนิดเดียวกัน” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “หยดนี้น้อยเกินไป ข้าทดลองได้ แต่ไม่อาจเสี่ยงกับร่างเ้า”
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นข้างโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิบนมุมหน้าต่างมองหลอดแก้วอย่างสนใจ ก่อนหน้าต่างจะเปลี่ยนเป็หน้าร้าน
**ผงล้างรอยชะตา**
ราคา: 40 แต้มชะตา
ผล: ลบตราติดตามหรือรอยผนึกระดับต้นหนึ่งชั้นจากวัตถุได้
เงื่อนไข: ใช้ได้กับวัตถุเท่านั้น ห้ามใช้กับสิ่งมีชีวิต
ผลข้างเคียง: ร่องรอยชะตาเดิมจะสลายไปพร้อมกัน ไม่อาจใช้ตามกลับหาต้นทางได้
โม่เฉินมีสี่สิบสามแต้ม พอซื้อได้ และหากผงนี้ทำงาน น้ำค้างตะวันก็อาจกลายเป็ยาที่ปลอดภัยขึ้น
แต่ผลข้างเคียงก็ชัดเจนเช่นกัน: พวกเขาจะสูญเสียรอยผนึกซึ่งอาจนำไปหาคนวางมัน
“ไม่ซื้อ” เขาตอบในใจ
ดวงตาอีโมจิทำท่าเหมือนถอนหายใจ “ลูกค้ามีของที่รักษาตัวได้อยู่ตรงหน้า แต่เลือกสืบคดีแทนการรักษา ระบบขอชื่นชมความพยายามทำให้ชีวิตยากขึ้นของโฮสต์”
“ถ้าข้าหายแล้วไม่รู้ว่าใครวางตรา ข้าก็ได้แค่รอให้เขาส่งของชิ้นถัดมา”
“เหตุผลใช้ได้” ระบบพูด “แต่ถ้าโฮสต์ตายก่อน เจตนาดีก็ไม่คืนแต้มให้”
หน้าต่างหายไป โม่เฉินมองเสิ่นเยว่โหรว “เก็บหยดนี้ไว้ตรวจต่อก่อน อย่าใช้กับข้า”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “อย่างน้อยวันนี้เ้าพูดสิ่งที่หมออยากได้ยิน”
“ข้าจะถือว่าเป็คำชม”
“อย่าเพิ่งชิน”
เจียงอวี้หลานเลื่อนคำให้การของเหอจิ้งมาบนโต๊ะ “เขาฟื้นแล้ว ข้าให้หมอประจำฝ่ายกฎหมายตรวจตราควบคุมซ้ำ ไม่มีสัญญาณกำเริบชั่วคราว เขาบอกว่าคนชุดขาวไม่เคยติดต่อด้วยตัวเองนอกจากครั้งแรก ส่วนข่าวทั้งหมดส่งผ่านม้วนกระดาษเล็กในตู้เวรยาม”
“ม้วนกระดาษมาจากไหน” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“เขาไม่รู้ แต่ทุกครั้งจะมีเศษเถ้าสีดำติดอยู่”
เสิ่นเยว่โหรวหยิบกล่องเล็กจากชั้นวาง “เถ้าจากเตาเผาเครื่องหอมเก่ามีแร่สีแดงปนอยู่ เพราะคนเคยใช้เปลือกไม้แดงเป็เชื้อไฟ เถ้าที่เหอจิ้งเก็บไว้ไม่มีแร่สีแดง”
เจียงอวี้หลานเงยหน้าขึ้น “แปลว่ามันไม่ได้มาจากโรงเผา”
“ใช่” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “เป็เถ้าจากกระดาษยันต์ที่เผาด้วยเปลวไฟเย็น มักใช้ในห้องปิดผนึกหรือสุสานเก่า”
คำว่า “ห้องปิดผนึก” ทำให้ลั่วชิงเสวี่ยมองปิ่นกระบี่ทันที โม่เฉินคิดถึงสระแห้งใต้ศาลากลีบร่วง แต่สถานที่นั้นเพิ่งถูกฝ่ายกฎหมายผนึกไว้ และคนส่งข่าวคงไม่ใช้จุดที่เสี่ยงถูกจับซ้ำ
“มีสถานที่เช่นนั้นในเขตสำนักอีกไหม” เขาถาม
ป้าผู้าุโตอบแทน “มีห้องเก็บป้ายิญญาเก่าทางเหนือของหอคัมภีร์ แต่ถูกปิดมานาน ไม่มีผู้ใดควรเข้าได้”
“ควร” โม่เฉินทวนคำ “ไม่ใช่ ‘ไม่มีผู้ใดเข้าได้’”
นางมองเขา ก่อนหันไปหาเจียงอวี้หลาน “ตรวจรายชื่อผู้ถือกุญแจและบันทึกการเปิดผนึกของห้องนั้นทุกครั้งในสามเดือน”
“ข้าจะให้คนไปเดี๋ยวนี้”
ระหว่างที่ฝ่ายกฎหมายออกไป เสิ่นเยว่โหรวนำหลอดแก้วไปไว้ในกล่องหยกสองชั้น นางเติมผงสีขาวลงรอบฐานกล่องเพื่อกันพลังของตราซึมออกมา โม่เฉินสังเกตว่าข้อมือนางมีรอยแดงจาง ๆ จากการจับเข็มทดลองนานเกินไป
“พักก่อน” เขาบอก
นางหันมามอง “คนที่มีพิษในตัวกล้าสั่งหมอพัก?”
“ข้าเสนอ ไม่ได้สั่ง”
“ข้าจะพักเมื่อปิดกล่องเสร็จ” นางตอบ แล้วหยุดเล็กน้อย “แต่ขอบใจ”
ลั่วชิงเสวี่ยยืนฟังอยู่ข้างหน้าต่าง นางไม่ได้แทรกคำพูด แต่เมื่อเสิ่นเยว่โหรวหันกลับไปทำงาน นางจึงกล่าวกับโม่เฉินเบา ๆ “เ้าระวังคนอื่นมากเกินไป”
“คนที่อยู่ข้างข้าไม่ควรตายเพราะทำงานแทนข้า”
“แล้วเ้าล่ะ”
คำถามนั้นทำให้เขาเงียบไปนิดหนึ่ง “ข้าก็ไม่ควรตายเหมือนกัน”
ลั่วชิงเสวี่ยหัวเราะเบา ๆ เป็ครั้งแรกั้แ่กลับจากศาลา “คำตอบนี้ฟังดีกว่าที่ข้าคิด”
ก่อนบรรยากาศจะผ่อนลง ประตูห้องเปิดออกอย่างรวดเร็ว ศิษย์ฝ่ายกฎหมายคนหนึ่งเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษที่ยังไม่ถูกเปิด
“พบสิ่งนี้ในตู้เวรยามของเหอจิ้ง” เขากล่าว “มันถูกซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้ ไม่ใช่ม้วนข่าวปกติ”
เจียงอวี้หลานกลับมาพอดี นางรับม้วนกระดาษโดยใช้คีม ไม่ได้เปิดตรงนั้น แต่เอาไปวางบนถาดผนึก ไฟสีฟ้าจากอักขระเล็ก ๆ ไล่ตามขอบกระดาษจนปลอดภัยพอให้คลี่ออก
ด้านในไม่มีข้อความ มีเพียงแผนผังห้องเก็บป้ายิญญาเก่า และสัญลักษณ์วงกลมเดียวกับแผ่นโลหะนำส่งจากหอหลอม
ใต้สัญลักษณ์นั้นเขียนด้วยหมึกเย็นว่า
**เมื่อหยดอรุณปรากฏ คัมภีร์จะกลับสู่ที่เดิม**
ทุกคนในห้องมองหลอดน้ำค้างตะวันที่ถูกเก็บในกล่องหยก
ชายหน้ากากทองรู้แล้วว่าสตรีชุดขาวมอบหยดน้ำค้างให้พวกเขา หรือไม่ก็เขาคาดไว้ั้แ่แรกว่ามันจะไปอยู่ในมือพวกเขา
“นี่เป็คำสั่งให้คนส่งข่าวทำอะไรต่อ?” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ไม่” โม่เฉินตอบหลังอ่านซ้ำ “เป็คำบอกเวลา คัมภีร์จะถูกย้ายกลับเมื่อมีคนใช้หรือเปิดน้ำค้างตะวัน”
เสิ่นเยว่โหรวมองกล่องหยก “พลังของหยดนี้ยังไม่ถูกใช้ เราเพียงแตะมันเพื่อทดสอบ”
“แต่ผนึกอาจรับรู้การเปิดหลอด” โม่เฉินกล่าว “คนวางตราไม่จำเป็ต้องรู้ว่ามีใครดื่ม มัน้าแค่ให้เรายืนยันว่าของอยู่กับเรา”
คำอธิบายทำให้ความเงียบกลับมาอีกครั้ง หยดน้ำค้างตะวันที่ดูเป็ของช่วยชีวิต กลายเป็สัญญาณที่บอกศัตรูว่าพวกเขากำลังมองไปทางใด
เจียงอวี้หลานพับม้วนกระดาษช้า ๆ “ถ้าเช่นนั้น เราใช้มันตอบกลับได้หรือไม่”
“หมายความว่าอย่างไร” เสิ่นเยว่โหรวมองนาง
“คนวางตราคาดว่าหยดน้ำค้างอยู่กับเรา และคาดว่าเราจะตามไปห้องเก็บป้ายิญญา” นางอธิบาย “หากเราทำให้รอยผนึกส่งสัญญาณอีกครั้ง แต่ไม่พากล่องไปจริง คนที่รอรับสัญญาณอาจขยับก่อนเวลา”
ป้าผู้าุโส่ายหน้า “เสี่ยงเกินไป เราไม่รู้ว่าตรานี้ส่งสัญญาณด้วยแสง กลิ่น หรือการเชื่อมกับเืของโม่เฉิน”
“จึงต้องแยกทีละอย่าง” โม่เฉินพูด
ทุกคนหันมามองเขา เขาชี้ไปยังถ้วยทดลองที่ยังมีลายดอกบัวครึ่งหนึ่งลอยอยู่บนผิวน้ำ “หยดทองแตะพิษแล้วตราตอบสนอง แต่เราไม่ได้ใช้เืข้า หากนำเศษพิษมารเย็นที่เก็บจากยาต้มมาทดสอบไกลจากตัวข้า แล้วใช้กระจกผนึกตรวจทิศทาง เราอาจรู้ว่าตรากำลังเชื่อมไปไหนโดยไม่ส่งโม่เฉินเข้าไปเป็ส่วนหนึ่งของวงจร”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างพิจารณา “เป็ไปได้ แต่ต้องใช้พิษเพียงน้อยมาก และทำในห้องปิดผนึก ข้าจะเป็คนควบคุมทั้งหมด”
“ตกลง” โม่เฉินตอบง่ายกว่าปกติ
นางหรี่ตา “วันนี้ตอบตกลงเร็วเกินไป”
“เพราะผู้ควบคุมไม่ใช่ข้า”
คำตอบนั้นทำให้เสิ่นเยว่โหรวเงียบไปชั่วครู่ ก่อนนางจะหันไปสั่งศิษย์ฝึกงานให้นำกล่องผนึกใบเล็กเข้ามา ภายในกล่องมีเศษผ้าชุบยาที่เคยใช้เช็ดเืพิษของโม่เฉินในคืนแรก นางตัดเพียงเส้นด้ายเล็กเท่าเส้นผมออกมา แล้ววางไว้ในจานหยกซึ่งล้อมด้วยผงกันปราณสามชั้น
ป้าผู้าุโยกกระจกผนึกขึ้นอีกครั้ง เจียงอวี้หลานปิดหน้าต่างทุกบาน ส่วนลั่วชิงเสวี่ยวางปิ่นกระบี่ไว้ห่างจากโต๊ะ เพราะไม่รู้ว่ามันจะรบกวนการอ่านตราหรือไม่
เสิ่นเยว่โหรวหยดน้ำค้างตะวันเพียงครึ่งหยดลงบนเส้นด้าย
แสงทองซึมเข้าเส้นใยทันที ลายดอกบัวครึ่งหนึ่งปรากฏขึ้นบนจานหยก แต่คราวนี้ไม่รวมเป็เส้นนิ่ง มันหมุนช้า ๆ เหมือนเข็มทิศ ปลายกลีบที่ขาดหันไปทางเหนือ แล้วหยุดตรงนั้น
กระจกผนึกในมือป้าผู้าุโสั่น แทนภาพจานหยก กระจกกลับสะท้อนเงาห้องทางเดินแคบ ๆ ที่ไม่มีอยู่ในเรือนโอสถ บนผนังเงานั้นแขวนป้ายิญญาเก่าจำนวนมาก และมีประตูไม้สีเทาอยู่สุดทาง
ภาพอยู่ได้เพียงสามลมหายใจ ก่อนเส้นดำจากลายดอกบัวจะพุ่งขึ้นกระจก รอยร้าวเล็ก ๆ วิ่งผ่านผิวกระจกจนป้าผู้าุโต้องคว่ำมันลงบนโต๊ะ
“พอแล้ว” เสิ่นเยว่โหรวรีบปิดจานหยก “ถ้าทำต่อ ตราจะย้อนมาตามภาพ”
โม่เฉินไม่ได้เห็นคัมภีร์หรือคนสวมหน้ากากทอง แต่ภาพนั้นยืนยันสองอย่าง ห้องเก็บป้ายิญญาไม่ได้เป็ข่าวลวง และผนึกของน้ำค้างตะวันเชื่อมถึงมันจริง
เจียงอวี้หลานมองรอยร้าวบนกระจก “เรามีหลักฐานพอจะปิดพื้นที่ และรู้แล้วว่าการกระตุ้นครั้งต่อไปอาจทำให้คนที่อยู่ปลายทางรู้ตัว”
“เราไม่ได้แค่รู้ทาง” โม่เฉินกล่าว “เรารู้ว่ามีใครอยู่ในห้องนั้น หรืออย่างน้อยมีผนึกที่ยังทำงานอยู่ คนที่ส่งม้วนกระดาษไม่ใช่เพียงส่งข่าว เขาคงกำลังเฝ้ารอให้ห้องถูกเปิด”
ป้าผู้าุโตัดสินใจ “ปิดห้องเก็บป้ายิญญาก่อนรุ่งเช้า ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจผนึกจากภายนอก ห้ามนำกล่องน้ำค้างไปใกล้ที่นั่น”
“ถ้าคัมภีร์ถูกย้ายแล้วล่ะ” เจียงอวี้หลานถาม
“เรายังมีรอยตราจากน้ำค้าง” โม่เฉินกล่าว “อย่าล้างมันตอนนี้ ใช้กระจกผนึกอ่านทิศทางการตอบสนองก่อน”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ในที่สุดก็พยักหน้า “ข้าจะทำการทดสอบโดยไม่เปิดผนึกเพิ่ม และจะไม่ให้พิษเ้าตอบสนองกับมัน”
นอกหน้าต่าง ฟ้ายามคืนเริ่มซีดลงเล็กน้อย ทั้งที่ยังไม่ถึงรุ่งสาง สายลมจากทางเหนือพัดกลิ่นเถ้ากระดาษเย็นเข้ามาในห้องเพียงวูบเดียว
ลั่วชิงเสวี่ยกำปิ่นกระบี่แน่น แสงเงินบนตัวปิ่นสว่างขึ้น แล้วชี้ตรงไปยังทิศเดียวกับห้องเก็บป้ายิญญาเก่า
โม่เฉินมองแสงนั้นและรู้ว่าเส้นทางคัมภีร์อาจไม่ได้ถูกซ่อนเพื่อหนีการตามล่าอีกแล้ว
มันกำลังถูกพากลับไปยังจุดที่ผนึกทั้งหมดเริ่มต้น
และคราวนี้ คนที่ถือกุญแจอาจไม่ใช่เพียงลั่วชิงเสวี่ยคนเดียว