เมื่อลู่ชิวเฟิงกลับไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็กลับมาในห้องอีกครั้ง พอมองสบดวงตาแดงระเรื่อเพราะกำลังอดทนต่อความเ็ปของเสิ่นเย่ว์เฉินก็อดเศร้าใจไม่ได้เดิมทีตนวางแผนทุกอย่างไว้แล้ว เพียงรอให้การแต่งงานนี้เสร็จสิ้นย่อมไร้เื่ใดให้ทุกข์ใจผู้ใดจะทราบว่าอยู่ดีๆ กลับต้องเจอปัญหาเช่นนี้ สตรีที่ไม่อาจให้กำเนิดบุตร ไม่แตกต่างอันใดจากคนพิการจะช้าจะเร็วก็ต้องถูกสามีทอดทิ้งและไล่ออกจากบ้าน…หากเป็เช่นนี้ตระกูลเสิ่นของพวกนางจะไม่เท่ากับใช้ตะกร้าสานไปตักน้ำจนไม่ได้อะไรกลับมาหรือ
คิดถึงตรงนี้ สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าพลันเศร้าหมอง
เหยาซื่อที่อยู่ข้างๆ อดค่อนแคะไม่ได้“ร่างกายตัวเองใช้การไม่ได้เช่นนี้ก็ควรบอกออกมาให้ชัดเจนเร็วๆ หน่อย พวกเราจะได้คิดหาวิธีปรับสภาพร่างกายให้เ้า!ตอนนี้เ้าเป็คนที่กำลังจะแต่งงานแล้ว เหตุใดความคิดยังเลอะเลือนเช่นนี้อีก”
เสิ่นเย่ว์เฉินปวดท้องจนเหงื่อเย็นไหลหยด นางกัดริมฝีปากเบาๆกล่าวเสียงผะแ่ “เป็ข้าไร้ประโยชน์เองเ้าค่ะ ทำให้ท่านย่าและท่านแม่ต้องกังวลถึงเพียงนี้…”
เมื่อก่อน ด้วยฐานะของนางในตระกูล อย่าพูดถึงปวดท้องเลย ต่อให้จู่ๆป่วยตายขึ้นมาก็ไม่มีใครใส่ใจ ดังนั้นพูดไปก็เปล่าประโยชน์ ทั้งๆที่พวกนางไม่ใส่ใจตน แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็ความผิดของนางเสียได้
เสิ่นเย่ว์เฉินเสมือนคนทุกข์ใจแต่ยากจะเอ่ย มีความลำบากก็ยากจะพูด ยังดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นนับว่ามีมโนธรรมจึงถลึงตาใส่เหยาซื่อทั้งกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า“เ้าเป็แม่คน เห็นลูกเจ็บป่วยก็ควรตั้งใจดูแลให้ดีเหตุใดต้องกล่าวค่อนแคะไม่เจ็บไม่คันเช่นนี้ให้คนฟังเสียใจด้วย”
ต่อให้ภายในไม่ใส่ใจเพียงใด ภายนอกก็ต้องกระทำให้เห็นเป็อีกอย่าง
ปกติเหยาซื่อดีทุกอย่างนอกจากปาก บางครั้งพูดจาไม่น่าฟังเกินไปทำให้คนอื่นรำคาญอยู่บ่อยๆ
เหยาซื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่สบายใจ คิดว่าร่างกายเสิ่นเย่ว์เฉินใช้การไม่ได้แล้วภายภาคหน้าต่อให้แต่งเข้าตระกูลจูก็คงถูกคนบ้านสามีรังแก ดังนั้นจึงพูดต่อไปว่า“ท่านแม่ สะใภ้เพียงรู้สึกไม่ดีแทนท่าน! เพื่อจัดการเื่สินเดิมให้นางท่านถึงกับควักเงินส่วนตัวออกมาเพิ่มให้ด้วย…”
“เงินๆๆ! เ้าก็รู้จักแต่เงิน!” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นส่ายศีรษะทั้งยังขัดคำพูดนางอย่างอดไม่ได้ “บนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงเงินที่สำคัญเด็กเพิ่งอายุเท่านี้กลับต้องได้รับความทรมานเช่นนี้แล้วเ้าเห็นแล้วไม่ปวดใจเลยหรือ…ช่างเถิดๆ เ้ากลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกันอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์”
เหยาซื่อได้ยินคำพูดรวบรัดของฮูหยินผู้เฒ่าตอกกลับ ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาวทำได้เพียงหมุนตัวเดินออกไปอย่างไม่พอใจ
ถึงอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะบันดาลโทสะกับตนเพื่อเสิ่นเย่ว์เฉินเช่นนี้ยามนั้นจึงโกรธเกรี้ยวยากทานทน พอกลับไปก็ระบายโทสะไปยกหนึ่ง
ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอยู่ในห้องของเสิ่นเย่ว์เฉินตลอด นางดูอู๋มามาป้อนน้ำขิงต้มน้ำตาลให้หลานสาวทีละช้อนเมื่อดื่มน้ำร้อนและเติมเตาไฟให้อบอุ่น อาการปวดท้องของเสิ่นเย่ว์เฉินก็เริ่มทุเลาลงนางนอนหลุบตาอยู่บนเตียงขนตายาวขยับปริบๆ ดวงตาดำขลับมีประกายอ่อนล้านี่ทำให้ผู้อื่นปวดใจอย่างบอกไม่ถูก
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพิศมอง นี่เป็ครั้งแรกที่นางปวดใจกับหลานสาวอย่างแท้จริงนางทอดถอนใจเบาๆ พร้อมลูบศีรษะเสิ่นเย่ว์เฉิน เอ่ยว่า“อย่าใส่ใจคำพูดของมารดาเ้าเลย เ้าอายุยังน้อย ค่อยๆ ดูแลร่างกายต่อไปต้องดีขึ้นแน่”
ความจริงตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยังไม่ออกเรือน ก็เคยมีอาการปวดท้องและร่างกายเย็นเช่นนี้มาก่อนครั้นแต่งเข้าตระกูลเสิ่นได้สามปีก็คลอดบุตรชายให้นายท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งหลังจากคลอดเสิ่นจื้ออวิ๋นแล้วอาการปวดท้องก็ดีขึ้น
เสิ่นเย่ว์เฉินค่อยๆ เงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงแ่เบา “ท่านย่าเ้าคะ เย่ว์เฉินไม่ได้ตั้งใจปิดบังจริงๆเพียงแต่ร่างกายข้าไม่เอาไหน…”
“อืม ข้ารู้แล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผงกศีรษะใบหน้าเคล้าความจนใจ นางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เด็กน้อยพูดไปพูดมาก็ต้องตำหนิพวกเราที่ปีนั้นไม่ดูแลเ้าให้ดี ทำให้เ้าได้รับความลำบาก”
บางทีอาจเพราะเป็สตรีเช่นกัน นางจึงเข้าใจความทุกข์ยากที่เสิ่นเย่ว์เฉินได้รับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมีมโนธรรมถึงขั้นคับข้องใจแทนเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างหาได้ยากยิ่งนัก
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็ใช้มือกุมท้องเบาๆ โดยไม่รู้ตัวดวงตาแดงระเรื่อ
ข้าลำบากลำบนเพียงใด พวกท่านจะรู้ได้อย่างไรเล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นนางเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จาท่าทางเหมือนจะร้องไห้ก็รีบปลอบประโลม “เด็กดีมีย่าอยู่เ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น พวกเรามีเงินต่อไปก็ตั้งใจบำรุงร่างกายให้ดี จะต้องมีวันดีๆ แน่ ไม่ต้องเสียใจไป” พูดจบก็โอบเสิ่นเย่ว์เฉินเข้ามาในอ้อมกอดตบไหล่นางเบาๆ ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำอีก
ั้แ่นางเกิดมา ไม่เคยมีใครในครอบครัวนี้กอดนางเช่นนี้เลยนี่นับเป็ครั้งแรก
ดวงตาดำขลับมีน้ำตาเปล่งประกายคลอเคล้า เสิ่นเย่ว์เฉินกัดริมฝีปากเบาๆไม่สะอื้นออกมาแม้แต่คำเดียว
เมื่อถึงยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับสาวใช้ออกไปจากห้องแล้วอู๋มามาปิดประตูห้องเงียบๆ เพียงลำพัง เสิ่นเย่ว์เฉินที่นอนอยู่บนเตียงภายในห้องขยับตัวเล็กน้อยหันหลังให้อู๋มามา ถามเสียงแ่ว่า “อู๋มามาหรือ”
อู๋มามาตอบรับเบาๆ
เสิ่นเย่ว์เฉินยังคงหันหลังให้นางแล้วถามต่อไป “ทางเรือนใหญ่เป็อย่างไรบ้าง”
อู๋มามาขยับมาข้างเตียง กระซิบตอบเสียงเบา“นายหญิงใหญ่ทะเลาะกับนายท่านจนวุ่นวายไปหมดเลยเ้าค่ะ สุดท้ายฮูหยินผู้เฒ่าต้องออกหน้าถึงจะหยุดวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธแล้วจริงๆถึงกับสั่งสอนนายหญิงใหญ่ต่อหน้าสาวใช้…ตอนนี้นายหญิงใหญ่ยังร้องไห้อยู่ในห้องอยู่เลยเ้าค่ะ”
อู๋มามากล่าวถึงตรงนี้ก็มองแผ่นหลังบอบบางของเสิ่นเย่ว์เฉิน เอ่ยต่อไป“วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าออกหน้าเพื่อคุณหนู คุณหนูคงดีใจมากเป็แน่”
ไหล่ของเสิ่นเย่ว์เฉินขยับเล็กน้อยประหนึ่งกำลังหัวเราะ “ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เหมือนนายหญิงใหญ่ฮูหยินผู้เฒ่าเป็คนฉลาด ไม่ยอมล่วงเกินผู้อื่นในเวลาสำคัญเช่นนี้หรอกข้ารู้ดีแก่ใจ ที่พวกนางทำดีกับข้าเพราะบารมีของตระกูลจูดังนั้นข้าไม่จำเป็ต้องจดจำเื่ของพวกนางในวันนี้สู้ไปสำนึกบุญคุณตระกูลจูเสียยังจะดีกว่า”
อู๋มามาได้ยินคำพูดนี้ในใจพลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนผสมปนเปได้แต่พูดต่อไปว่า “จริงๆ แล้วถ้าบอกพวกฮูหยินผู้เฒ่าเื่คุณหนูปวดท้องก็ไม่แน่ว่าจะเป็เื่ดีถึงอย่างไรการแต่งงานก็ยังไม่สำเร็จ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอันใด…”นางกล่าวได้ครึ่งเดียว เพราะคำพูดครึ่งหลังไม่เป็มงคลจึงไม่พูดต่อ
เสิ่นเย่ว์เฉินพลิกตัวกลับมานอนหงายมองเพดาน สีหน้าหดหู่อย่างช่วยไม่ได้“เื่นี้ให้ข้าเป็คนบอกพวกนางด้วยตัวเองนับว่าเหมาะสมที่สุดหากต่อไปเื่นี้แพร่ออกมาจากคนตระกูลจู จะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าขายหน้าต่อหน้าอีกฝ่ายเช่นนั้นพวกนางต้องเกลียดแค้นข้าแทบตายแน่”
นางสุขภาพไม่ดีเป็เื่จริงยิ่งไปกว่านั้นเื่ระดูนี่เป็อะไรที่ต้องมาทุกเดือน นางปิดบังได้เพียง่หนึ่งแต่ไม่อาจปิดบังไปชั่วชีวิต ถึงอย่างไรผู้อื่นก็ต้องรับรู้เข้าสักวัน
อู๋มามาได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกหนักอึ้งยิ่งนัก ทั้งยังไม่กล้าพูดคุยให้ลึกอีกต่อไปจะได้ไม่ทำให้นางเ็ปเศร้าใจ ได้แต่รีบร้อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“ดึกแล้วคุณหนูรีบนอนเถิดเ้าค่ะพรุ่งนี้ช่างตัดเสื้อจะมาวัดตัวตัดชุดแต่งงานให้คุณหนูนะเ้าคะ”