(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 37 ค่ำคืนแห่งการเต้นรำและเสียงเพลงไพเราะ

    บทที่ 37

    ค่ำคืนแห่งการเต้นรำและเสียงเพลงไพเราะ



    บางครั้งทวยเทพก็ชอบลงมาเดินเล่นบนโลกมนุษย์ แสร้งทำตัวเป็นคนธรรมดาแล้วใช้ชีวิตสนุกสนานโดยที่ไม่มีผู้ใดทราบ...

    คิทเองกำลังเจอกับเทพจากคำบอกเล่าเก่าแก่ดังกล่าวที่กำลังลงมาเล่นสนุกบนดินแดนแห่งนี้ พร้อมเฉลิมฉลองไปกับทุกคนในหมู่บ้าน หลังจากสังเกตได้สักพัก เขาก็ทราบว่าผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าคือผู้ใด นามของพวกเธอเขาเคยได้เห็นผ่านตาในคัมภีร์คำสอนของท่านไวท์วิงส์มาบ้างแล้ว ภาพวาดงดงามบนแผ่นหนังที่มีเทพีผู้งดงามสององค์ยืนเคียงข้างกันกำลังฉายชัดในสมอง


    เทพีฝาแฝดแห่งความสุขและเสียงเพลง มิ้วส์


    ร่างกายที่เต้นรำอยู่ด้วยจึงเกิดอาการเกร็งหลายส่วน แต่เพราะพลังบางอย่างที่คู่เต้นแผ่ออกมาตลอดเวลา ท่วงท่าที่เขาแสดงออกไปจึงลื่นไหลและลงจังหวะเพลงสนุกสนานที่บรรเลงอยู่เบื้องหลังได้อย่างเหมาะเจาะ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่านักเต้นหญิงสุดสวยและนักดนตรีงามสง่าอีกคนมีพลังสูงส่งเกินขอบเขตมนุษย์เพียงใด แม้แต่บาทหลวงใหญ่อย่างแจคสันที่ควรจะมีสายตาคมกริบก็มึนเมาเพราะฤทธิ์สุราและร่วมสนุกไปกับเสียงเพลง

    แม้จะรู้สึกเหมือนโดนบังคับเต้นรำ แต่หนุ่มน้อยก็เริ่มสนุกไปกับท่วงท่าและบทเพลงจนเทพีทั้งสองมองมาด้วยความเอ็นดู บทสนทนากลางเสียงกิจกรรมอันสนุกสนานจึงเกิดขึ้น


    “เจ้าหนูน้อย... รู้หรือเปล่าว่ากิจกรรมของพวกเจ้า เป็นที่เล่าลือขนาดไหน”

    “อ๋า? ข้าก็พยายามกระจายข่าวอยู่ครับ เผื่อจะได้จัดงานให้ใหญ่กว่าเดิม เอ่อ... ท่านเทพีทั้งสองชื่อมิ้วส์เหมือนกันเลยหรือเปล่าครับ?”

    “ฮิ ๆ ใช่แล้ว คุยกับพวกข้าคนใดคนหนึ่งก็เหมือนคุยกับทั้งสองคนนั่นแหละ ส่วนเรื่องเล่าลือที่ข้าพูดถึงไม่ใช่ในหมู่มนุษย์หรอกนะ...” คิทคิ้วกระตุกเหมือนสัมผัสได้ถึงเรื่องวุ่นวายอีกมากในอนาคต เทพีคนสวยจึงได้แต่กลั้นขำ

    “ข้าต้องตะล่อมถามนีด้าอยู่นานทีเดียวเชียว สุดท้ายไวท์วิงส์ก็มาช่วยแนะนำและเสนอวิธีหาทางเข้าร่วม งานของไกเอลครั้งนี้เลยได้เสียงเพลงของพวกข้าด้วย ฉะนั้นอย่าลืมข้อตกลงเล่า...”


    อา... มีผู้มาร่วมโต๊ะสังสรรค์แห่งทวยเทพเพิ่มอีกสองท่านจะเป็นไรไป


    “ได้เลยครับ ท่านมิวส์มีอะไรที่อยากทานเป็นพิเศษไหม เผื่อข้าจะได้เพิ่มเข้าไปในเมนูถวายในอนาคต”

    “พวกข้าชอบของหวานและเครื่องดื่มเลิศรส ไม่ต้องรังสรรค์อะไรเพิ่มเติมให้ยุ่งยากหรอก...” เสียงเพลงสนุกสนานใกล้จะจบลงแล้ว สีหน้าของเทพีจึงเริ่มจริงจังขึ้น “ข้าอยากจะร้องขอความช่วยเหลือสักอย่าง... คนติดตามของพวกข้า ช่วยจัดหาที่พักให้พวกเขาในเมืองแห่งนี้ด้วยได้หรือไม่ ทุกคนได้รับพรแห่งดนตรีและการเต้นรำ แต่การใช้ชีวิตของพวกเขาในเมืองมนุษย์ข้างนอกนั่นช่างน่าหดหู่และยากลำบากนัก...”


    เธอได้อธิบายเพิ่มเติมว่ากลุ่มนักดนตรีพเนจรพวกนี้เป็นผู้พิการ คนบรรเลงเสียงเพลงอันยอดเยี่ยมที่สามารถร้องเพลงได้อย่างไพเราะนั้นมีดวงตาที่มืดบอด ส่วนนักเต้นผู้สง่างามทั้งหลายเป็นใบ้เพราะเส้นเสียงมีปัญหา โชคดีนักที่สิ่งสำคัญคอยเยียวยาหัวใจอย่างเสียงเพลงสามารถเข้าถึงโสตประสาทอันดีเยี่ยม ทุกคนเลยมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองเป็น


    คิทจึงพยักหน้ารับคำด้วยความเข้าใจ ท่านไวท์วิงส์ได้สั่งสอนไว้ว่า ‘ทวยเทพไม่เคยละทิ้งผู้พยายาม’ นักแสดงศิลปะยอดเยี่ยมเหล่านี้จะได้รับสิ่งที่พวกเขาควรจะได้


    หากโลกภายนอกไม่อาจมอบชีวิตที่ดีให้พวกเขา หมู่บ้านเรดวู้ดจะมอบไมตรีอบอุ่นของเพื่อนมนุษย์ให้เอง


    เทพีคนสวยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้าง มือเรียวงามหยิบยื่นกระดิ่งน้อยแสนสวยสีทองอร่ามให้กับเด็กหนุ่มเป็นของตอบแทน นานเหลือเกินแล้วที่พวกเธอไม่ได้มีความสุขจนเปี่ยมล้นจิตใจเช่นนี้


    บางที...โบสถ์ใหญ่ของเทพีแห่งเสียงเพลงควรจะมาตั้งอยู่ที่นี่...

    ณ ชายแดนของอาณาจักรที่แสนจะสงบสุข ร่มรื่นและสะดวกสบาย


    กระดิ่งทองคำสลายตัวเป็นแสงอันวิจิตรเข้าสู่ฝ่ามือของคิทแล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกถึงกระแสพลังอบอุ่นในร่างเริ่มมีการพัฒนาด้วยแรงกระตุ้นประหลาด สมองจึงเริ่มสำรวจร่างตนเอง แต่เขาก็จมอยู่กับความคิดดังกล่าวได้ไม่นานนัก... เสียงเพลงสนุกสนานจบลงแล้ว ห้วงเวลาที่ตนรู้สึกว่าเป็นเพียงแค่ชั่วครู่ เป็นเวลาที่ล่วงเลยมาหลายชั่วโมงตลอดทั้งคืน ดวงตาเขียวสดใสกำลังมองท้องฟ้าย่ำรุ่งเริ่มเปลี่ยนสี

    บทเพลงเศร้าสร้อยที่คิทอยากให้ทุกคนได้ยินดังขึ้น มันเป็นของขวัญจากลาที่เขาต้องการสื่อถึงองค์ไกเอล หลายชีวิตที่สลบไสลเพราะเครื่องดื่มมึนเมาเริ่มได้สติ จากนั้นก็สงบนิ่งฟังเสียงเพลงอันไพเราะ


    ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต

    ทุกคนคิดได้ว่าควรจะใช้ชีวิตให้มีความสุขเช่นไร

    ทุกคนขอบคุณความพยายามสู้ชีวิตของตนเอง ขอบคุณเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่คอยช่วยเหลือ

    หลังจากนั้นพวกเขาก็ขอบคุณผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ให้โอกาสและพรอันวิเศษ



    เฮ...


    เสียงเพลงที่จบลงพร้อมกับแสงตะวันที่สาดส่องพ้นขอบฟ้าให้ความรู้สึกยินดีเหลือล้น ทุกคนร้องไขโยกึกก้องเป็นการปิดท้าย ร่างกายของสองเทพีเริ่มเปล่งแสงจนนักบวชใหญ่หลายคนสังเกตเห็น พวกเขาตัวสั่นด้วยเทิ้มด้วยความรู้สึกหลากหลาย นักดนตรีและนักเต้นรำทุกคนคุกเข่าทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

    ละอองแสงสีชมพูอ่อนและม่วงแผ่ไปทั่วบริเวณก่อนที่ร่างของผู้ยิ่งใหญ่จะหายไป ผู้คนที่ได้รับพรจากเทพเจ้าแบบไม่ทันตั้งตัวยังอยู่ในอาการตื่นตะลึง เด็กหนุ่มที่เพิ่งเต้นรำกับเทพีแห่งความสุขและเสียงเพลงยืนบิดตัวด้วยความปวดเมื่อยที่เริ่มเกิดขึ้นทั่วร่าง

    ท้องน้อย ๆ ร้องโครกครากเพราะความเหน็ดเหนื่อย


    “เอาล่ะ... หิวกันรึยังครับ มาทานอาหารเช้ากันดีไหม?”


    ทุกคนมีความคิดเดียวแวบเข้ามาในหัว...

    เดี๋ยว! อธิบายเรื่องเมื่อคืนมาก่อน!

    บาทหลวงจากโบสถ์ใหญ่รีบตรงเข้าไปเขย่าตัวเพื่อสอบปากคำ

    ดูท่า...มื้อเช้าวันนี้คงจะเสิร์ฟช้าจนทุกคนหิวท้องกิ่วเป็นแน่



    .....



    ฝนเปลี่ยนฤดูอันเย็นยะเยือกเริ่มกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กจิ๋วลอยละล่องในอากาศแล้ว

    ฤดูหนาวอันแสนทรหดกำลังมาเยือนอย่างเป็นทางการ ดินแดนอันกว้างใหญ่ของอาณาจักรเซริสจึงเริ่มซบเซา ปีนี้เป็นปีที่โหดร้ายสำหรับทุกคนจนพวกเขาได้แต่ภาวนาให้ปีถัดไปดีกว่าเดิม ทว่ามีเพียงหมู่บ้านหนึ่งในเขตเมืองรัสเซลที่กำลังคึกคัก แม้อากาศจะหนาวเหน็บ แต่พวกเขาก็ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างสามัคคีเพื่อสร้างสิ่งหนึ่งที่ทุกคนปรารถนา


    …โรงเหล้า สถานที่สำหรับการแจกจ่ายซื้อขายสุรา และอาหารอุ่นอร่อยรสชาติเยี่ยมยอดสำหรับอุ่นร่างกายในฤดูหนาว อาคารข้างเคียงยังเป็นที่พักซึ่งดำเนินกิจการคล้ายกับโรงแรมตามข้อเรียกร้องกึ่งเสนอแนะของพ่อค้าทั้งหลายที่ไม่อยากเดินทางจากไปในช่วงฤดูหนาว


    อาคารดังกล่าวใหญ่โตถึงสามชั้นพร้อมห้องเก็บของที่อยู่ใต้ดิน ผนังเป็นไม้หนาเซาะร่องตรงกลางเพื่อเป็นฉนวนกันความหนาวเย็น หลังคาถูกออกแบบอย่างแข็งแรงเพื่อให้รองรับหิมะหนักได้อย่างไม่มีปัญหา ห้องหับมีขนาดพอดีเหมาะกับการพักผ่อนของกลุ่มคนได้มากถึง 4 ชีวิต และแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีเตียงนอน แต่โครงสร้างภายในที่มีการอุ่นจากไอร้อนของไฟในเตาผิงหลักที่ก่อเส้นทางเชื่อมไปยังทุกห้องพัก ทำให้บรรยากาศภายในอุ่นสบายน่าพักผ่อนยิ่ง


    บรรดาพ่อค้าที่อยู่นอกรั้วหมู่บ้าน จึงขนสัมภาระของตนมาจับจองห้องพักในโรงแรมหลังใหญ่ข้างโรงเหล้าประจำหมู่บ้าน เงินทองไหลสะพัด พื้นที่โดยรอบเริ่มมีการค้าขายสินค้าซึ่งมีให้เลือกสรรมากมายตามไปด้วย


    เหล่านักดนตรีได้ย้ายถิ่นฐานมาเป็นลูกบ้านของเรดวู้ดอย่างเป็นทางการแล้ว แม้จะมองไม่เห็นหรือพูดไม่ได้ แต่พวกเขาก็มีความสุขกับชีวิตใหม่แถมยังใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติจนน่าแปลกใจ สุดท้ายทุกคนที่สงสัยก็ได้รับคำตอบว่า พวกเขาล้วนฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อให้เสียงที่ได้ยินสามารถบอกทิศทาง และรายละเอียดของสิ่งรอบด้านที่อยู่บนโลกภายนอก

    นอกจากนี้...นักดนตรีที่ย้ายมาอาศัยอยู่กับโบสถ์เรดวู้ด ยังช่วยสอนการสื่อสารผ่านทางมือ ให้กับเด็ก ๆ ได้เรียนอย่างสนุกสนานในเวลาว่าง และทุกวันที่มีการสวดภาวนา ก็จะมีเสียงเพลงคลอไปตามคำสวดจนทุกคนเคลิบเคลิ้ม

    ดนตรียังช่วยให้พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีสมาธิกับการเล่าเรียนสิ่งที่ตนสนใจมากขึ้น เด็กหลายคนที่ไม่ได้รับพรจากเทพีมิ้วส์แต่หลงใหลในเสียงเพลงถึงกับเสนอตัวเองเพื่อเรียนรู้การใช้เครื่องดนตรีทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

    ทาสและทหารทั้งหลายได้พักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาตลอดฤดูใบไม้ร่วงเช่นกัน บางครั้งก็ใช้แรงกายที่มีเหลือล้น ออกเดินลาดตระเวน บริหารร่างกายในที่พัก หรือไม่ก็เก็บกวาดทางสัญจรที่เต็มไปด้วยหิมะให้ทุกคนได้รับความสะดวกมากขึ้น


    ทุกชีวิตได้แต่คิดว่า

    ฤดูหนาวปีนี้...คงไม่โหดร้ายแต่อย่างใด


    ....


    ห้วงเวลา... ยังคงผันผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อยตามท่วงทำนองของมัน

    หิมะขาวโปรยปรายได้พัดพาอากาศเย็นยะเยือกไปทั่วดินแดน ทุกตารางนิ้วของแดนเหนือจึงถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลนสุดลูกตา

    ขณะที่หมู่บ้านอันห่างไกลเริ่มขยับขยายเป็นเมืองขนาดย่อม เมืองใหญ่ทางตอนเหนืออย่างรัสเซลกลับดูเงียบเหงา ทุกคนมีเสบียงพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตรอดในหน้าหนาวเพราะการบริหารอันรัดกุมของลอร์ดออดริค แต่กลับไม่มีกิจกรรมครื้นเครงแต่อย่างใด


    บรรยากาศน่าหดหู่ เป็นเรื่องปกติในฤดูกาลนี้...


    อย่างไรก็ตาม... ปราสาทของลอร์ดออดริค กลับอยู่ในภาวะชุลมุนวุ่นวายยิ่ง เมื่อลอร์ดสูงวัยออกคำสั่งให้ข้ารับใช้ทั้งหลายค้นเอาบันทึกเก่าเมื่อหลายปีก่อนออกมาตรวจสอบ ต้นเหตุหลักมาจากจดหมายลับฉบับหนึ่งที่ถูกส่งตรงมาจากหมู่บ้านเรดวู้ด ลงชื่อสหายสนิททั้งสองที่เป็นทั้งมือขวาด้านการปกครอง และเป็นบาทหลวงของลัทธิสำคัญประจำเมือง

    เนื้อหาภายใน... มีเพียงท่านลอร์ดเท่านั้นที่อ่านจนขึ้นใจแล้วเผามันทิ้งจนเป็นเถ้าถ่าน หัวใจของชายสูงวัยร่างใหญ่ที่ทำงานอย่างเคร่งเครียดมาหลายปีจนผมขาวโพลน กำลังเต้นระรัวอยู่ในอกเพราะอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เขาใช้ความคิดนึกถึงภาพภรรยาคนสวยที่จากไปเมื่อหลายปีก่อนซึ่งตนจำได้ชัดเจนในใจ ผิวกายเนียนนุ่มสีกระจ่างโทนน้ำผึ้ง นัยน์ตาสีฟ้าสดใส และผมสีน้ำตาลอ่อนที่ส่องประกายทองระยิบระยับเมื่อต้องแสงแดด

    ดวงตาสีเขียวหม่นสั่นระริก คำอธิบายของเด็กชายผู้โดดเด่นที่หมู่บ้านแห่งนั้น ให้ความรู้สึกที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นบุตรชายที่หายสาบสูญไปในห้วงเวลาเดียวกันกับที่เหล่าทหารเจอร่างไร้ชีวิตของภรรยา อายุของเด็กคนนั้นน่าจะถึงวัยสิบสามย่างสิบสี่แล้ว คำอธิบายเกี่ยวกับสีผมและดวงตาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อันหาได้ยากยิ่งในดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ

    หัวใจของคนเป็นบิดาร่ำร้องอยากพบผู้ที่อาจเป็นบุตรหัวแก้วหัวแหวนเหลือเกิน แต่ร่างกายอันทรุดโทรมกลับทำตัวเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่คอยขัดขวาง ออดริคได้แต่หงุดหงิดกับตนเองที่ทำตัวย่ำแย่ไม่ดูแลสุขภาพมาตลอดหลายปี เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้น อาหารการกินก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ลอร์ดชราสั่งอาหารแต่ละวันที่เปี่ยมไปด้วยของบำรุงสุขภาพ แถมยังลุกออกจากเก้าอี้ไม้แล้วเดินออกกำลังกายภายในปราสาทวันละหลายรอบจนเหงื่อชุ่ม

    ระหว่างที่หิมะหนาคอยปิดกั้นการเดินทางระหว่างชุมชนและเมืองใหญ่ ท่านลอร์ดกำลังคิดแผนเตรียมการต้อนรับคนสำคัญ พร้อมกับการขจัดเสี้ยนหนามแอบแฝง ที่เป็นต้นเหตุของความสูญเสียในครั้งนั้น


    ความปลอดภัยของครอบครัวอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    ผลพลอยได้คงเป็นการแก้แค้น ให้สาสมกับความทรมานตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน