ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 41 : เจ้าเมืองพยัคฆ์ขาว

    --------- ณ ตำหนักเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาว --------


    ณ กลางตำหนักใหญ่ แสงเทียนพลิ้วไหว โคมประทีปส่องสว่างให้แสง สายลมโชยเย็น จันทราก็ส่องสว่างสวยงาม บรรยากาศเช่นนี้มันควรจะเป็นบรรยากาศที่แสนน่าภิรมย์ หากแต่ก็หาใช่ในตำหนักของเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวแห่งนี้


    เพราะเวลานี้เหล่านักรบรับใช้หลายสิบข้าคนบริวาีแห่งเจ้าเมืองพยัคฆ์ต่างคร่ากุมพร้อมฉุดดึงเหล่าสตรีงามผู้สวมเสื้อผ้าแพรพันบางเบาที่มองทะลุไปถึงอกเต้าตูมของสตรีเพศ พวกนางสตรีงามเหล่านี้แต่ละนางก็แลดูมีทีท่าหวาดกลัวอยู่ในสายตาของพวกนางไม่น้อย แต่ละนางล้วนถูกฉุดคร่ามาอย่างมิรู้ความ นอกจากนั้นในบรรดาสตรีงามทั้งหมด 4 นาง มีอยู่ 2 นางเป็นคู่แม่ลูกกัน ที่หนึ่งงามตระการเฉิดฉายดังสตรีน่าราคะมากเชิงประสบการณ์ ส่วนอีกนางใบหน้าหมดจดเรือนกายขาวเนียนหากแต่ยังมิใช่ดอกบัวตูมที่สมวัยสตรีที่ควรต้องมือบุรุษ นางกอดแขนคล้องมือมารดาของนางไม่ห่าง ดวงเนตรสดใสของนางคล้ายดูแดงก่ำด้วยความกลัวน้ำตาคลอเบ้าอยู่ในดวงเนตรตาไม่น้อยเลย


    หากแต่ถึงแม้จะมีน้ำตาโศกเศร้าเพียงไร หรือแม้แต่จะอ้อนวอนพวกนักรบหยาบช้าทั้งหลาย นางก็ต้องถูกฉุดคร่าบังคับให้ในวันนี้ต้องมารับใช้ถวายในเรือนตำหนักใหญ่แห่งท่านเจ้าเมือง สองสตรีแม่ลูกพวกนางก็ไม่รู้ทำไม หากแต่นางทั้งสองนั้นรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอย่างประหลาดนัก หากแต่ทำอย่างไรได้ สองแม่ลูกอย่างไรเสียก็เป็นเพียงสตรีอ่อนแอ จะมีปากมีเสียงต่อผู้คร่ากุมที่เป็นนักรบใจหยาบและกล้าแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร


    ใบหน้าและนัยน์ตาของพวกมันแต่ละคนที่มาคร่ากุมพวกนางจากบ้านน้อยเรือนงามก็แลดูจะไม่เหมือนผู้คนปุถุชน หากแต่เหมือนมารอสูรไร้หัวใจเสียมากกว่า สามีและคนในบ้านของพวกนางหลายชีวิต เฝ้าขอร้องอ้อนวอน หากแต่พวกมันก็หาสนใจไม่ กลับหยิบดาบและหอกแหลมคมของพวกมันทิ่มแทงร่างคนทั้งหลายในครอบครัวของพวกนางอย่างไม่ต้องคิด พร้อมไม่พูดพร่ำสิ่งใดมากความ โลหิตถูกโชลมไหลเป็นทาง หลายสิบชีวิตดับลงอย่างไม่รู้เหตุและผล บางส่วนตอนนี้ยังไม่รู้ชะตาเป็นหรือตาย


    สตรีทั้งหลายที่ได้เห็นฉากโหดร้ายเช่นนี้ต่างก็จำยอมต้องคล้อยตามอย่างช่วยไม่ได้ พร้อมตกเป็นทาสเพราะความสั่นกลัว


    ไม่ช้าในประตูใหญ่ก็มีหนึ่งบุรุษเดินเข้ามา นัยน์ตาของมันช่างแปลกประหลาด มันช่างแลดูมิเหมือนของผู้คนปกตินัก นัยน์ตาสีเหลืองของมันช่างแลคล้ายอสรพิษนัก โครงหน้าเหลี่ยมป้อมดูเหลี่ยมๆ มุมๆ แบบก็ช่างแลดูมิน่าวางใจ หากแต่รูปร่างที่สมสัดส่วนบุรุษก็ทำให้มันแลดูน่าเกรงขามอยู่หลายส่วนเช่นกัน


    ยามมันเดินเข้ามาใบหน้าตัวมันแม้แย้มยิ้ม หากแต่ไม่รู้ทำไม รอยยิ้มนี้กลับหาได้น่าดูและมิได้ให้ความรู้สึกของผู้มีเมตตาต่อผู้คนเลยแม้แต่น้อย


    หากแต่มันกับคล้ายรอยยิ้มของผู้อยู่เหนือ นายทาสผู้กำลังจ้องมองทาสต่ำชั้นของตน หรือตัวสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อของมัน


    .


    .


    .


    ไม่ช้าหนึ่งในกลุ่มนักรบที่แลจะเป็นหัวหน้าก็ก้าวออกมา พร้อมโค้งกาย "ท่านเจ้าเมืองสตรีงดงามที่ท่านต้องการข้าได้จัดหามาให้แล้วขอรับ"


    บุรุษผู้เดินก้าวเข้ามาและถูกเรียกว่าเจ้าเมืองพยักหน้ารับ ตัวมันเดินไปสำรวจสตรีทั้งหลายอย่างแช่มช้า ก่อนโบกมือไม้ให้นักรบข้าคนของมันออกไป ไม่ช้าแต่ละคนก็ก้าวขาลอยตัวออกไปช้าๆ แสดงถึงฤทธาและอำนาจของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ว่ามิใช่ชนชั้นนักรบทรามคนธรรมดา


    หากแต่เป็นถึงผู้ใช้อิทธิฤทธิ์ระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มเป็นอย่างน้อยทุกผู้คน


    สตรีทั้งหลายมิรู้ว่าต้องทำอย่างไร และมิรู้ว่าตัวพวกนางถูกเรียกมา ณ ที่แห่งนี้เพราะอะไร หากแต่เมื่อไร้นักรบใจบาปเหล่านี้ พวกนางก็คล้ายจะยังมิรู้สึกหายหวาดกลัว หากแต่กลับหวาดกลัวต่อบุรุษตรงหน้ามากขึ้นเสียอีกอย่างมิรู้ทำไม ทำให้พวกนางแต่ละคนค่อยๆ ขยับร่างเข้าหากัน จับแขนคล้องมือกันอย่างประหลาด แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม


    ไม่ช้าท่านเจ้ามือก็ชี้นิ้วไปที่สตรีนางหนึ่ง นางงดงามและเป็นสตรีที่สะพรั่งไม่น้อย นางคือสตรีที่มากับบุตรนางนั้นเอง แม้นางจะสั่นกลัว หากแต่เมื่อนางมองไปที่บุตรสาวของตัวนาง นางก็คล้ายต้องจำยอม ในตอนนี้มีสองชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้


    บุรุษเรียกหาสตรีค่ำมืดดึกดื่นแต่ละนางก็งดงาม เนื้อหาใจความจะมีอะไรได้อีก


    นางค่อยๆ คลายมือของบุตรสาว พร้อมทำมือทำไม้บอกบุตรสาวมิให้ส่งเสียงพูดจา


    สตรีตัวน้อยที่อายุราว 13 ถึง 15 ขวบปีนางร้องไห้ หากแต่ก็เก็บกลั้นเสียงร่ำร้องนั้นไว้


    ผู้เป็นมารดายิ้มบางเบาให้บุตรธิดาที่ยังไม่เต็มเดียงสาดี นางปรารถนาค่ำคืนนี้จะไม่โหดร้ายต่อตัวนางและบุตรธิดาของตัวนางจนเกินไป บุตรสาวของนางยังเยาว์นัก นางมิควรต้องมือบุรุษในวัยที่ยังมิควรเช่นนี้


    ผู้เป็นมารดาทอดกาย ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าหาท่านเจ้าเมือง นางโค้งกายคารวะนอบน้อมแม้ใจจะหวาดกลัวก็ตาม นางกล่าววาจาอยู่สามสีประโยคขอความเมตตาแก่ตัวนางและลูกน้อยต่อท่านเจ้าเมือง


    หากแต่ดูเหมือนว่าท่านเจ้าเมืองผู้นี้จะแลดูสนใจไม่ มันฉุดร่างนางแนบกาย พร้อมใช้ใบหน้าแนบชิดกายนาง มันหอมสัมผัสกลิ่นเรือนกายสตรีของนาง


    ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโลมเลีย มันยิ้มขึ้น พร้อมพูดหนึ่งคำ "กลิ่นกายเจ้าช่างหอมนัก รสสัมผัสก็นุ่มลิ้น"


    นางสตรีผู้เป็นมารดาของสตรีวัยเยาว์ ได้ยินเช่นนี้ก็คล้ายจะทำใจ น้ำตาของนางไหลนอง


    ก่อนที่ในไม่ช้ามือไม้ของท่านเจ้าเมืองจะล้วงคลำคลึงไปที่เต้าอกก้อนเนื้อเนินสตรีของนาง มันบีบเคล้าคลึงอย่างมิเกรงใจ "อ๊ะ" นางร้องด้วยความเจ็บปวด หากแต่นางก็จำต้องเก็บกลั้น มือไม้นี้ของท่านเจ้าเมืองมิได้ปรานีต่อนางสตรีเลยแม้แต่น้อย เสียงร้องของนางก็มิใช่เพราะความรัญจวน นางมีแต่ความเจ็บปวด


    จากเต้าอก สู่หน้าท้อง ต่อมาก็เป็นสะโพก ท่านเจ้าเมืองบีบรัดเคล้าคลึง พร้อมนัยน์ตาที่มองสตรีอย่างกระหายอยาก


    หากแต่ไม่ช้าในเวลานั้นเอง


    ประตูไม้ที่ควรปิดมิดชิดอยู่ดีๆ ก็เปิดอ้า ไม่ช้าก็มีสิ่งที่คล้ายเงาพุ่งมาที่พื้น พร้อมหยุดลงตรงที่หน้าของท่านเจ้าเมือง ก่อนที่ในไม่ช้ามันจะค่อยๆ ขยายกลายเป็นร่างบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำ ใบหน้าของมันหล่อเหลา หากแต่นัยน์ตานั้นช่างแลดูไร้อารมณ์นัก มันมองจ้องไปที่ท่านเจ้าเมืองอย่างไม่ยำเกรง ส่วนท่านเจ้าเมืองเมื่อเห็นมันผู้นี้มันก็รีบทรุดกายก้มต่ำนอบน้อมเป็นที่สุด


    "จงเร่งรีบสะสมดวงวิญญาณและดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาซะ อีก 1 ปีหลังจากนี้เราจะทำพิธีส่งสารให้นายท่านทราบเกี่ยวกับข่าวการจากไปของท่านเทพอสูรสังหารโลหิตคราม พร้อมข่าวสายโลหิตสวรรค์ที่มิได้มีแค่เพียงของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ดูเหมือนว่าสายโลหิตของวิหคทองคำก็จะอยู่ที่นี่ด้วย" พูดถึงตรงนี้บุรุษผู้ลึกลับก็ยิ้มคล้ายกับว่าตัวมันนั้นกำลังจะได้รับความชอบครั้งใหญ่


    ท่านเจ้าเมืองรีบพยักหน้ารับทันที


    ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็จมหายไปในเงาแล้วพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอช้าแม้แต่น้อย


    ทีท่าที่นอบน้อมของท่านเจ้าเมือง เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก็คล้ายแปรเปลี่ยน จากหวาดกลัวนอบน้อม มันก็ร้อง!!!หึ ออกมาเบาๆ "พอนายท่านตายพวกเดนทาสก็กระสันอยากได้ผลงานกันนัก คงคิดว่าโอกาสนี้จะทำให้ตัวมันได้เข้าสู่ความเป็นเทวะมารง่ายๆ งั้นรึ หึหึ ช่างโง่เง่า" มันพูดพลางส่ายหัว ก่อนจะมองจ้องไปที่สตรีงดงามที่มีคราบน้ำตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่นั่งกองอยู่ที่พื้น


    มันฉุดร่างของนางขึ้น พร้อมฉีกเสื้อผ้าแพรพันผืนบางทันที เรือนกายที่แดงช้ำด้วยรอยมือเห็นได้อย่างชัดเจน สตรีนางนั้นขอร้องความเมตตาทั้งน้ำตา นางมิอยากเจ็บปวดอีกต่อไป หากแต่ท่านเจ้าเมืองผู้นี้มันก็แลดูจะหาสนใจไม่


    มันดึงร่างนางแนบชิดกาย กอดแน่นด้วยมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งก็คล้องไปปิดปากของนาง น้ำตาสตรีค่อยๆ ไหลลงสัมผัสมือของท่านเจ้าเมืองจนชุ่มไปด้วยน้ำตาของนาง


    เจ้าเมืองดึงศีรษะนางแนบกาย


    "เฮ เฮ้ อาหารนะมันไม่มีเสียงหรอกนะ" สตรีนางนั้นได้ยินเช่นนี้เบ้าตานางคล้ายเบิกกว้างถลึงลึก และในไม่ช้า จากใบหน้าเหลี่ยมมุมของท่านเจ้าเมืองที่แลดูมีขนาดปกติของมนุษย์คนธรรมดา ศีรษะของมันก็คล้ายมีเกล็ดปกคลุม มิแลดูเหมือนผู้คนอีกต่อไป นัยน์อสรพิษคล้ายสุกใส ปากและขากรรไกรของท่านเจ้าเมืองอ้างกว้างเกินบรรยาย แก้มของมันฉีกเป็นทางถึงขากรรไกรเผยให้เห็นเขี้ยวฟันแหลมอันเน่าเหม็น พร้อมกลิ่นน่าสะอิดสะเอียน พร้อมบดเคี้ยวไปที่ไหล่ลึกไปถึงสะบักหลังของนางสตรี


    "!!!กรีดดดดดดดดดดดด" เสียงกรีดร้องของอิสตรีร้องออกมาอย่างโหยหวนและเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดและในเวลาเดียวกันนั้น...


    หนึ่งสตรีวัยเยาว์ก็ร้องเรียกหาผู้เป็นมารดา "!!! ท่านแม่..." แม้นางจะร่ำร้อง แม้นางจะมีน้ำตา และแม้จะมีผู้ได้ยิน หากแต่ไม่มีใครดูจะสนใจในความโหดร้ายและเลวทรามของท่านเจ้าเมืองผู้นี้เลย


    สตรีตัวน้อยวัยเยาว์รีบร้องตะโกนเรียกหาคนช่วยมารดาของตัวเอง บอกว่ามีปีศาจ มีมารร้ายปรากฏ หากแต่ก็ไม่มีใครสนใจทั้งสิ้น นักรบข้าคนภายนอกยังยืนนิ่งราวกับว่ามิได้มีสิ่งผิดปกติใดในห้องของท่านเจ้าเมือง


    "ฮะฮาฮา" เสียงของท่านเจ้าเมืองร่ำร้องหัวเราะเสียงดัง "ก็เพราะแบบนี้แหละข้าถึงชอบรสแห่งอิสตรี ยิ่งมีครอบครัว ยิ่งมีความรัก ยิ่งรสชาติดีนะ พวกเจ้าจงกรีดร้อง จงโหยหวน เพราะยิ่งเจ้ากรีดร้อง ยิ่งพวกเจ้าโหยหวน อาหารมื้อนี้ก็ยิ่งมีรสชาติเหนือล้ำ ฮะฮาฮา"


    ท่านเจ้าเมืองพูดพลางขบเคี้ยวเสียงกระดูกถูกบดดังกุบกับ กุบกับเสียงดัง โลหิตสตรีสาดกระเซ็นไปทั่ว มันบดเขี้ยวเนื้อสตรีอย่างสุขสันต์


    .


    .


    .


    อาหารมื้อค่ำของท่านเมืองจบลง ท่านเจ้าเมืองมันหยิบจิกศีรษะผมของนางสตรีวัยเยาว์ที่บัดนี้ไร้ชีวิตขึ้นจ้องมอง ศีรษะเปล่าที่ไร้ร่าง มันกอดสัมผัสอย่างนุ่มนวล ราวกับว่านี่คือของล้ำค่า ไม่ช้ามันก็ร้องตะโกนเรียกคนของมัน พร้อมโยนศีรษะสตรีตัวน้อย


    "น้ำสิ่งนี้ไปชุบอำพัน ข้าจะเก็บนางไว้เป็นของสะสม รสชาติแม่ลูกคู่นี้ประทับใจข้านัก"


    นักรบข้ารับใช้ได้ยินเช่นนั้นมันก็แย้มยิ้มนอมกายพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบนำศีรษะนี้ออกไปทำการชุบอำพันผนึกเสีย


    .


    .


    .


    --------- บนท้องนภาไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองพยัคฆ์ขาวนัก มีหนึ่งเรือท่องนภาที่ทำจากไม้สีทองกำลังโบยบินอย่างรวดเร็ว ---------


    บนนั้นมีสองบุรุษใบหน้าหมดจดแต่งกายด้วยชุดสีขาวและสีม่วง นอกจากนั้นรอบกายก็มีสตรีแต่งกายคล้ายบุรุษอีกไม่น้อย ถือกาน้ำชาปรนนิบัติทั้งสอง หากแต่เมื่อมองไปที่ใบหน้าของสตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษก็แสนจะน่าตกใจ เพราะแต่ละนางนั้นหาได้ธรรมดาไม่ ต่างก็มีต่างสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตไร้จุดแต้มบ้าง หนึ่งจุดแต้มบ้าง สามจุดแต้มบ้าง แม้แต่ห้าจุดแต้มก็ยังมี


    บุรุษชุดม่วงยกกาน้ำชาขึ้นก่อนจะรินให้บุรุษชุดขาว


    "ลี่อิ่งก่อนที่เราจะไปจากที่นี่ในอีก 6 เดือน เราอาจจะต้องแวะทำซึ่งบางสิ่งก่อน"


    ชายชุดขาวที่ถูกเรียกว่าลี่อิ่งจึงรีบร้องถามทันที


    "พี่หญิงท่านหมายความถึงอะไรเจ้าค่ะ"


    "ก็อย่างที่ข้าบอกเจ้าลี่อิ่ง เรายังมีสิ่งที่ต้องกระทำ ข้ามิอาจจะปล่อยให้ข่าวคราวสายเลือดของเจ้าเป็นที่ล่วงรู้ไปนอกดารานี้ได้ แม้ดาราดวงนี้จะอยู่ในจักรวาลอันประหลาดที่จำกัดขอบเขตฤทธาของผู้เข้ามา ซึ่งจำกัดไว้เพียงเหล่าแสวงมรรค หากแต่เมื่อพวกเราเข้ามาได้ พวกเทวะมารและอสูรต่ำทรามก็ต้องรู้เช่นกันในตอนนี้ เกรงว่าเทวะอสูรที่ถูกจำกัดไปจะมิได้มีเพียงแค่ตนเดียว หากแต่มันต้องมีเหล่าบริวารติดตามมาด้วยแน่ และก็มิใช่จำนวนน้อยๆ จากสายข่าวที่ข้าวางไว้ทั่วแดนในหมื่นปีที่ผ่านมา เกรงว่าพวกเราต้องแวะกำจัดหนอนแมลงก่อนจากดาราแห่งนี้ไป"


    นางมารลี่อิ่งในร่างบุรุษพยักหน้ารับ


    วันนี้นางมิได้งดงามเฉิดฉาย หากแต่กลับเป็นบุรุษหน้ามนที่มิมีเคล้าโครงของนางมารลี่อิ่งเก่าก่อนเลยแม้แต่น้อย และก็เช่นกันแม้แต่ท่านพี่หญิงของนางหรือปราชญ์บัวมณี ก็มีได้ดูเป็นสตรีงามสะพรั่ง หากแต่กลายเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง


    ทั้งสองได้ใช้สมบัติวิเศษปลอมแปลงเป็นบุรุษอย่างแนบเนียน หากมิใช่เทวะชั้นสูงที่มีฤทธาเฉพาะในการจับผิดพวกนาง เกรงว่าจะไม่มีใครรู้แน่ว่าพวกนางกำลังปลอมตัวเป็นบุรุษเพศกันอยู่


    ไม่ช้าทั้งสองต่างก็รินชาดื่มด่ำกันอย่างสำราญในเรือท่องนภาที่แสนงดงามวิจิตร




    ---------- ด้านนอกตำหนักท่านเจ้าเมือง ---------


    ฟันต้ามองหน้าฉินเทียนพร้อมมือกุมไหล่ พร้อมเริ่มอธิบายแผน ไม่ช้าฉินเทียนก็รู้สึกหน้ามืดทันทีหลังจากฟังแผนจบ


    มันดึงมือของฟันต้าพร้อมน้องชายของมันอีกผู้หนึ่งไว้ทันที เพราะตัวมันคล้ายรู้สึกว่าหากปล่อยให้ฟันต้ามันผู้นี้เป็นผู้นำในการก่อการความฉิบหายของมันคงต้องหนักหนาอย่างแน่นอน


    ก็เพราะว่าแค่แผนการเริ่มแรกก็ราวกับเด็กน้อยมิรู้ความแล้ว


    มีที่ไหนบุรุษสามคนจะเริ่มก่อนการโดยการบุกประตูหน้าตำหนักเจ้าเมือง พร้อมใช้ยันต์จุดระเบิดสร้างความอึกกะทึก แบบนี้มีร้องชีวิตพันชีวิตก็มิพอต้องตกตายสถานเดียวอย่างแน่นอน เหตุใดจึงไม่ซุ่มซ่อนและจุดระเบิดพร้อมหนีเล่าฉินเทียนคิดในใจ


    เมื่อเห็นท่าจะไม่ได้การฉินเทียนจึงจำต้องเสนอวิธีแก้ไข "สหายก่อนก่อการเจ้าพอจะฟังข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าฉินเทียนมิใช่คนรักตัวกลัวตาย หากแต่แผนการของสหายฟันต้านั้นแลดูจะหยาบช้าและเป็นแผนทรามจนเกินไป มันจะดีกว่าไหม หากเราจะสร้างความอึกทึกได้มากกว่านี้ และความวุ่นวายที่หนักหนาไปจนถึงสวรรค์ โดยที่พวกเราสามคนยังมีทางรอดไปด้วยได้"


    ฟันต้าเมื่อได้ยินฉินเทียน นัยน์ตามันก็คล้ายมีประกาย ปรารถนาใคร่รู้อยู่ไม่น้อย แน่ละไม่มีใครอยากตาย หากแต่ตัวฟันต้าเองมันก็มิใช่บุรุษทรงปัญญามากแผนการอะไร แผนการที่มันวางมาก็เป็นเพียงอุบายตื้นๆ รีบด่านก็เท่านั้น


    หากแต่เมื่อมีแผนการที่ดีกว่าตัวมันย่อมต้องสนใจเป็นธรรมดา


    ไม่ช้าฉินเทียนก็รีบกล่าวสำทับ "สหายฟันต้ารู้จักศาสตร์สัประยุทธ์กลศึกหรือไม่"


    เมื่อฟันต้าได้ยินฉินเทียนพูดเช่นนี้นัยน์ตามันคล้ายเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นทันที พร้อมรีบกล่าวถาม "สหายนี่เจ้าเป็นหนึ่งในเจ็ดยอดวิถีชาญวิชา!!!กุนซือกลยุทธ์ด้วยรึ"


    ไม่ช้าฉินเทียนพยักหน้ารับทันที พร้อมใช้แต้มบุญกดซื้อหนึ่งในเจ็ดความรู้หลักของเหล่าเซียน [สัประยุทธ์กลศึกเบื้องต้น 500 แต้มบุญทันที]


    เพราะตัวมันฉินเทียนไม่อยากตายโง่ๆ ด้วยการบุกตำหนักท่านเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ ที่มีเหล่าผู้ฝึกฝนระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มอยู่กันหลายสิบคน ดังนั้นการใช้ศาสตร์ประยุทธ์กลศึกดูจะเหมาะสมที่สุด ก่อกวนเสร็จแล้วรีบหลบหนีคือความปรารถนาของตัวมัน

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน