หลงเซี่ยวหนานที่อยู่บนเตียงยังคงอเนจอนาถเหมือนคราแรกที่มู่จื่อหลิงพบหรืออาจจะย่ำแย่ยิ่งกว่าคราก่อนเสียอีก สีหน้าหมองคล้ำไร้ซึ่งชีวิตชีวา
มู่จื่อหลิงแสร้งนั่งลงจับชีพจรเปิดระบบซิงเฉินตรวจสอบอย่างเงียบๆ พริบตาเดียวนางก็ต้องตกใจผลการตรวจสอบ
กู่ เป็นกู่อีกแล้ว
ยามนี้ในสมองหลงเซี่ยวหนานมีหนอนกู่ฝูงหนึ่ง
ระบบซิงเฉินแสดงผลว่าหนอนกู่ในสมองของหลงเซี่ยวหนานเป็นกู่ปรสิตกู่ชนิดนี้ล้วนเข้าไปในตัวสิ่งมีชีวิตทางบาดแผลและพวกมันได้แต่เป็นกาฝากในสิ่งมีชีวิตจึงจะดำรงอยู่ได้
กู่ปรสิตไม่เหมือนกับกู่ควบคุมใจก่อนหน้านี้กู่ปรสิตนี้มองเห็นสัมผัสได้และพิษที่ปล่อยออกมาก็สามารถทำให้คนได้รับความทุกข์ทรมานจนถึงที่สุด
กู่ปรสิตเป็นกาฝากในร่างกายมนุษย์ทำให้คนเจ็บปวดอย่างร้ายกาจนัก นานวันเข้าก็จะทบทวีคูณไปทั่วร่างกาย ทำให้ผู้ที่ถูกฝังกู่ได้รับความทรมานจากพิษกู่ทั้งวันทั้งคืนคนผู้นั้นจะอยู่ได้ไม่พ้นสองปีลมหายใจก็จะดับสิ้น
มู่จื่อหลิงนึกถึงฮองเฮาผู้ที่ฝังกู่ให้หลงเซี่ยวหนาน นอกจากฮองเฮาแล้วจะเป็นใครได้อีก
วันนั้นหลงเซี่ยวอวี่ทิ้งกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยไว้ให้ดูแลหลงเซี่ยวหนานสุดท้ายก็ยังให้ฮองเฮาอาศัยช่องโหว่ ลูกไม้นี้ของฮองเฮาทำให้นางยกธงขาวจากใจจริง
เพียงแต่ยามนี้ฮองเฮามีความหมายอันใดกันแน่ฝังกู่แล้วยังช่วยพูดกับไทเฮาแทนนางด้วยความ ‘ใจดี’ให้นางมารักษาหลงเซี่ยวหนาน
ถ้าหลงเซี่ยวหนานอาการป่วยกำเริบนางก็หนีไม่พ้น เหตุใดฮองเฮายังต้องทำเกินความจำเป็น
ฮองเฮาแน่ใจว่านางไม่รู้จักกู่ดังนั้นจึงรักษาหลงเซี่ยวหนานไม่ได้ หรือว่ายังมีความหมายอื่นอีกทำให้นางไม่เข้าใจจริงๆ ฮองเฮากำลังเล่นลูกไม้สกปรกอันใดอยู่เบื้องหลังกันทั้งยังอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้อีกด้วย
หลงเซี่ยวเจ๋อด้านข้างที่จ้องมู่จื่อหลิงมาโดยตลอดเห็นท่าทางตกอกตกใจของมู่จื่อหลิง หัวคิ้วก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆหลงเซี่ยวเจ๋อจึงร้อนรนตามไปด้วย ร้องเรียกอย่างร้อนใจ “พี่สะใภ้สามพี่ห้าอาการสาหัสมากหรือ?”
ทันทีที่คำนี้ของหลงเซี่ยวเจ๋อออกมายังไม่รอให้มู่จื่อหลิงอ้าปาก พระพุทธรูปผู้ยิ่งใหญ่เช่นฮ่องเต้ ไทเฮาฮองเฮาและลี่เฟยก็ทยอยเข้ามา
ด้านหลังยังมีหมอหลวงผู้หนึ่งติดตามมาด้วยหมอหลวงผู้นี้มู่จื่อหลิงเคยพบแล้วเป็นหมอหลวงหลินผู้นั้นที่ฮองเฮาต้องการทิ้งเขาไว้ให้ดูแลหลงเซี่ยวหนานแต่ลี่เฟยไม่ยินยอม
ทันทีที่ลี่เฟยเข้ามาก็เห็นใบหน้าเล็กฉายแววยุ่งยากใจของมู่จื่อหลิงใจนางก็บีบรัดขึ้นมา เอ่ยปากด้วยความกังวล “ฉีหวางเฟย เซี่ยวหนานเป็นอย่างไร?”
บัดนี้มู่จื่อหลิงไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควรพูดตามจริงหากพูดความจริง นางไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะหนักหนาเช่นใดและพวกไทเฮาจะต้องชี้ว่านางเป็นคนใส่กู่ลงไปเป็นแน่
ถ้านางไม่พูดความจริงเช่นนั้นนางไม่เพียงรักษาหลงเซี่ยวหนานไม่ได้ครั้งนี้แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังมาจับตาดูด้วยตนเอง ไม่พูดความจริง การหลอกลวงเบื้องสูงในครั้งนี้ก็เป็นที่แน่นอนแล้ว
พูดก็ตาย ไม่พูดก็ตาย!
ในขณะที่มู่จื่อหลิงกำลังสับสนว่าจะพูดความจริงหรือไม่นั้นไทเฮาก็เหมือนจะไม่เปิดโอกาสให้มู่จื่อหลิงพูดแล้ว
ไทเฮาส่งสัญญาณให้หมอหลวงหลินเอ่ยอย่างเฉยเมย “หมอหลวงหลินเจ้าไปตรวจดูอีกครั้ง มิให้ปล่อยให้คนใช้ช่องโหว่ตบตาอายเจียอีกครั้ง”
เหตุที่ไทเฮาให้หมอหลวงหลินติดตามมาด้วยเป็นเพราะก่อนหน้านี้ฮองเฮาเตือนนาง ให้หมอหลวงหลินมาตรวจดูอีกครั้งพูดว่าเกรงว่ามู่จื่อหลิงจะจับปลาน้ำขุ่น หลบไปได้อย่างชาญฉลาด
ตอนแรกนางนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่หมอหลวงหลินเป็นคนของนาง สามารถใช้ได้ นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้และความสามารถด้านฝีปากคมคายของมู่จื่อหลิงนางก็เคยประสบมาก่อน ยากรับรองได้ว่าครั้งนี้จะถูกมู่จื่อหลิงตบตาอีกหรือไม่ดังนั้นนางจึงทำหลักประกันเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
คำพูดนี้ของไทเฮาหมายความว่าอย่างไรในใจทุกคนล้วนกระจ่างแจ้ง มู่จื่อหลิงไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ ในใจเย้ยหยันยืดกายขึ้นเปิดทาง
“เหล่าเฉินน้อมรับบัญชา” หมอหลวงหลินตอบรับอย่างนอบน้อมแล้วเข้าไปข้างเตียง
หมอหลวงหลินนั่งลงอย่างดูดีจับชีพจรหลงเซี่ยวเจ๋อโดยละเอียด ไม่นานก็มีท่าทางตกใจเหมือนกับมู่จื่อหลิงหรืออาจจะมากเกินกว่ามู่จื่อหลิงไปมากนัก สองตาเบิกกว้าง ท่าทางตกใจงงงวย
เห็นท่าทางตกใจของหมอหลวงหลินแล้วมู่จื่อหลิงก็รู้ได้ว่าหมอหลวงหลินดูออกว่าหลงเซี่ยวหนานถูกพิษกู่ เพียงแต่ก่อนหน้านี้หมอหลวงหลินมองเนื้องอกไม่ออกยามนี้หนอนกู่เพียงครู่เดียวก็มองออกเสียแล้ว มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นสมรู้ร่วมคิดกับฮองเฮาไว้แล้ว
สมรู้ร่วมคิดไว้แล้ว?
จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้หัวคิ้วขมวดน้อยๆ รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีได้อย่างลางๆ
ในเวลานี้เองไทเฮาก็แกล้งถามขึ้นก่อนอย่างกระวนกระวายใจ “เป็นอย่างไร?”
หมอหลวงหลินรีบลุกขึ้นคุกเข่าลงส่งเสียงดัง ‘ตุ้บ’ ก้มศีรษะแน่นิ่ง ไม่กล้าเงยสายตาขึ้น น้ำเสียงติดๆ ขัดๆ “เหล่าเฉิน...เหล่าเฉินมิกล้าพูด”
“พูดมาตามตรงเจิ้นจะละเว้นโทษให้เจ้า” ฮ่องเต้ออกพระโอษฐ์รับรองคำพูดเรียบง่ายแฝงแววทรงอำนาจอันน่าเกรงขาม
หมอหลวงหลินได้ยินคำของฮ่องเต้ใจก็ดูเหมือนจะสงบลงมา สีหน้าเงียบขรึม น้ำเสียงระมัดระวัง ได้แต่กล่าวขึ้นมาว่า“ทูลฝ่าบาท ไทเฮา ครั้งนี้ที่โรคทางสมองขององค์ชายห้ากำเริบเพราะถูก...ถูกพิษกู่พ่ะย่ะค่ะ”
“กู่?” ฮ่องเต้เหวินอิ้นตกพระทัยไม่อยากจะเชื่อ เพียงพริบตาเดียวใบหน้าก็เคร่งขรึม หัวคิ้วขมวด ราวกับนึกถึงเรื่องไม่ดีอันใดขึ้นมาได้
ไม่เพียงแค่ฮ่องเต้เหวินอิ้นคนในที่แห่งนั้นก็ตกใจแทบจะทั้งหมด
ได้ยินคำพูดนี้ร่างกายลี่เฟยพลันยืนไม่อยู่ ตาขาวกลอกขึ้นเป็นลมสลบไป ถูกนางกำนัลพยุงเอาไว้
จู่ๆ ไทเฮาก็ตวาดขึ้นมาด้วยความเกรี้ยวกราด“บังอาจ หมอหลวงหลินหยุดพูดไร้สาระได้แล้ว”
ผู้ใดเลยจะรู้ว่ายามที่ไทเฮาได้ยินว่าหลงเซี่ยวหนานต้องพิษกู่นั้น ในใจก็ยินดียิ่งกว่าสิ่งใดนางก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลงเซี่ยวหนานจะถูกพิษกู่ กู่คือสิ่งใดนางย่อมรู้ดีครานี้มู่จื่อหลิงคิดจะหนีก็หนีไม่รอดแล้ว
หมอหลวงหลินก้มหมอบแนบศีรษะจรดพื้นอย่างสุดชีวิต“ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย ไทเฮาโปรดประทานอภัย เหล่าเฉินพูดความจริงทุกประการไม่มีทางเป็นเท็จ”
ฮ่องเต้เหวินอิ้นมิได้สนหมอหลวงหลินหันมาตรัสถามมู่จื่อหลิงด้วยใบหน้าเคร่งขรึมตรัสถามว่า “หลิงเอ๋อร์เมื่อครู่เจ้ามองออกหรือไม่ว่าเซี่ยวหนานถูกพิษกู่?”
“เพคะ”มู่จื่อหลิงตอบอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงสงบเยือกเย็น ไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อยไม่มีคำพูดเพิ่มเติมแม้สักคำ
หมอหลวงหลินก็พูดออกมาแล้วนางก็ไม่มีอันใดให้ลังเลใจแล้ว เมื่อครู่นางก็มีท่าทางตกอกตกใจไปจะให้เสแสร้งต่อไปก็มิได้แล้ว
เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าหนอนกู่ในยุคสมัยนี้มีการดำรงอยู่อย่างไรเหตุใดเมื่อฮ่องเต้ได้ยินว่าหลงเซี่ยวหนานถูกพิษกู่สีหน้าก็เคร่งขรึมระคนตกใจดูท่าแล้วฮ่องเต้เหมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
เวลานี้เองฮองเฮาก็แสร้งทำท่าทีตกอกตกใจ พูดเสียงอ่อนโยน “ฝ่าบาท หนอนกู่มิใช่ว่าถูกตัดสินว่าเป็นสิ่งต้องห้ามตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนหรือเพคะเหตุใดยามนี้ยังปรากฏในวังหลวงได้”
ฮ่องเต้ย่อมเข้าใจคำพูดของฮองเฮาปีนั้นเป็นเพราะหนอนกู่ที่น่าสะพรึงกลัว ทำให้ราษฎรไม่อยู่เป็นสุขและอวิ๋นจิ่นก็เป็นเพราะ...
ยามนี้จู่ๆ หนอนกู่ก็ปรากฏขึ้นในวังหลวงเพื่อมิให้หนอนกู่เป็นภัยร้ายต่อประชาชนอีกครั้งเขาต้องสืบสาวเรื่องนี้จนถึงที่สุด
สิ่งต้องห้าม?
มู่จื่อหลิงกระจ่างแจ้งในชั่วพริบตาที่แท้หนอนกู่ในยุคโบราณก็เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ล้วนถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้ามแต่ว่าคำของฮองเฮานี้มิใช่การโยนความผิดให้ผู้อื่นหรือ? ฮองเฮากำลังเตือนอะไรฮ่องเต้อยู่?
สมควรตายความระมัดระวังทุกย่างก้าวของฮองเฮาในวันนี้ทำให้รู้สึกไม่ดียิ่ง นางเหมือนกับเดินลงไปในกับดักที่ฮองเฮาขุดเอาไว้ทีละก้าวให้นางไปลิ้มลองจากไทเฮาเล็กน้อยนั่นเสียก่อน ตอนนี้สิจึงเป็นฉากสำคัญ
หลังได้ยินวาจาของฮองเฮาหมอหลวงหลินก็ราวกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ ตกใจได้สติขึ้นมา
“ฝ่าบาทคราที่แล้วฉีหวางเฟยรักษาองค์ชายห้าเสร็จ ฉีอ๋องก็ทิ้งคนเอาไว้จับตามองด้วยตนเองตำหนักหนานเหอนี้เคร่งครัดเสียจนแมลงวันก็มิอาจผ่านเข้ามาได้ นอกจากฉีหวางเฟยแล้วไม่มีผู้ใดเข้าใกล้องค์ชายห้าได้อีกพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงหลินกล่าวตรงๆ เพียงนี้คนโง่ก็ยังรู้ความหมายในคำพูดเขา
มู่จื่อหลิงรู้อยู่แล้วว่าฮองเฮาต้องเล่นงานนางเช่นนี้ช่วงนั้นมีคนของหลงเซี่ยวอวี่จับตาดูอยู่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าใกล้หลงเซี่ยวหนานได้อย่างง่ายดายนอกจากนางและกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยแล้ว แม้แต่ลี่เฟยเองก็ยังถูกกันไว้ข้างนอก
ยามนี้หมอหลวงหลินกำลังกล่าวหาอย่างเงียบๆว่าไม่นางก็หลงเซี่ยวอวี่ฝังกู่ให้หลงเซี่ยวหนานและสามารถพูดได้ว่าหลงเซี่ยวอวี่สั่งให้นางและกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยฝังกู่
รุ่งเรืองเพราะเซี่ยวเหอดับสิ้นก็เพราะเซี่ยวเหอ [1] !
มือถือสาก ปากถือศีลอุบายในวันนี้ของฮองเฮาล้ำเลิศจริงๆ ในเมื่อกู่ถูกตัดสินว่าเป็นสิ่งต้องห้ามและยังเป็นการดำรงอยู่อันน่าหวาดกลัว ดูพระพักตร์เคร่งเครียดของฮ่องเต้แล้วพระองค์ต้องไม่ปฏิบัติลวกๆ กับเรื่องนี้แน่
มิน่าเล่าวันนี้ฮองเฮาถึงได้กระตือรือร้นพัดลมโหมถึงเพียงนี้ทั้งยังยิ้มแย้มสงบนิ่ง ปากที่ช่างพูดได้ดีนั่น เมื่อนางมองแล้วช่างน่าเกลียดชังเหลือเกิน!
ยามนี้พวกนางรู้แล้วว่าหลงเซี่ยวหนานถูกพิษกู่ก็มิได้รีบรักษาคนกลับมาร้อนใจไล่หามือสังหาร คนพวกนี้ปลอมหรือไม่เล่า!
เมื่อหลงเซี่ยวเจ๋อได้ยินวาจานี้ก็โมโหขึ้นมาโดยพลันคว้าตัวหมอหลวงหลินขึ้นมาอย่างรุนแรงด้วยท่าทางดุดัน
“หมอเฒ่าไร้น้ำยาเช่นเจ้าพูดไร้สาระอันใด เชื่อหรือไม่เล่าว่าเปิ่นหวงจื่อฉีกปากนี้ของเจ้าได้สิ่งใดที่เรียกว่านอกจากฉีหวางเฟย ไม่มีคนเข้าใกล้องค์ชายห้าแล้วเปิ่นหวงจื่ออยู่กับพี่ห้าทุกวัน”
หมอเฒ่าไร้น้ำยาผู้นี้มิใช่อยากพูดว่ามีเพียงพี่สะใภ้สามที่ฝังกู่ให้พี่ห้าได้หรือตาเฒ่าหนังเหนียวผู้นี้ช่างขวัญกล้าเสียจริงๆ อย่างน้อยพี่สะใภ้สามก็เป็นฉีหวางเฟยเขาก็ยังกล้าพูดออกมาได้ ไม่รู้ว่าผู้ใดมอบความอาจหาญให้
สีพระพักตร์ไทเฮาเปลี่ยนไปทันทีตะคอกใส่หลงเซี่ยวเจ๋ออย่างมีโทสะ “บังอาจ วันนี้เจ้าทำร้ายหลินมามาอายเจียยังมิได้จัดการเจ้ายามนี้เจ้าคิดจะทำอันใดหมอหลวงหลินต่อหน้าอายเจียกับเสด็จพ่อเจ้าอีก”
ไทเฮากลับไม่รู้เลยว่าหลินมามาในคำพูดของนางได้รับการทรมานอันไร้ความปรานีอย่างไรที่ตำหนักโซ่วอัน
ได้ยินคำพูดนี้แม้หลงเซี่ยวเจ๋อจะไม่พอใจก็ได้แต่ปล่อยมือที่จับหมอหลวงหลินอย่างฟืดฟาด แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
ไทเฮาหันหัวหอกไปทางมู่จื่อหลิงกล่าวกับฮ่องเต้ด้วยความระมัดระวัง “ฮ่องเต้ หมอหลวงหลินพูดมิผิดในวังมีกู่ปรากฏขึ้น เรื่องนี้เกี่ยวพันมากมาย พระองค์ต้องสืบหาให้กระจ่าง”
มู่จื่อหลิงได้ยินวาจาไทเฮาก็รู้สึกขบขันอย่างไม่รู้ตัวไทเฮาพูดเช่นนี้มิใช่ว่ายอมรับโดยปริยายหรือว่าเป็นนางที่ฝังกู่ให้ฮ่องเต้ตรวจสอบโดยละเอียด มิใช่การสอบสวนนางหรือ
เพียงแต่ท่าทีของฮ่องเต้เป็นเช่นใดจะเชื่อคำพูดของหมอหลวงหลินหรือไม่
ยามนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ยังปราดเปรื่องเขาเอ่ยปากถามหมอหลวงหลิน“หมอหลวงหลินรู้หรือไม่ว่าในร่างกายเซี่ยวหนานเป็นกู่ชนิดใด ต้องรักษาเช่นใด?”
หมอหลวงหลินก้มศีรษะสองมือทำความเคารพ ท่าทางตื่นตระหนก“ต้องขอประทานอภัยที่เหล่าเฉินความสามารถต่ำต้อยกู่นี้เหล่าเฉินเพียงแค่เคยได้ยินเท่านั้น ตรวจหาอาการได้ทว่าไม่รู้ว่าเป็นกู่ชนิดใด”
มู่จื่อหลิงเยาะเย้ยในใจเคยได้ยิน? ได้ยินฮองเฮาพูดกระมังหากฮองเฮามิได้พูด เจ้าสามารถตรวจออกมาได้ก็มีผีบอกแล้ว
“หลิงเอ๋อร์รู้หรือไม่?” ฮ่องเต้เหวินอิ้นถามมู่จื่อหลิง
“หม่อมฉันไม่ทราบ” มู่จื่อหลิงกล่าวอย่างราบเรียบไม่คิดจะอธิบายอันใด
นางไม่โง่หากนางพูดว่ารู้ จะไม่เป็นการปล่อยให้ไทเฮาจับผิดพวกนางอีกหรือยามนี้ยังหาผู้ที่ฝังกู่ไม่พบ นางก็ไม่คิดจะรักษาหลงเซี่ยวหนานฮ่องเต้อยากสืบหาจนถึงที่สุด ก็ให้เขาหาไปเถิด นางจิตใจสูงส่งต้องกลัวอันใด
ผู้ใดจะรู้ประโยคต่อไปของฮ่องเต้ก็ทำให้มู่จื่อหลิงตกตะลึงอย่างที่สุด
-----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] รุ่งเรืองเพราะเซี่ยวเหอดับสิ้นก็เพราะเซี่ยวเหอ เป็นเรื่องราวของหานซิ่นแม่ทัพใหญ่ของหลิวปังที่ถูกสนับสนุนโดยเซี่ยวเหอที่ปรึกษาคนสำคัญของหลิวปังจึงรุ่งเรืองขึ้นมาภายหลังหลิวปังเกิดหวาดระแวงหานซิ่นฮองเฮาจึงให้เซี่ยวเหอเรียกหานซิ่นที่กำลังป่วยมาสังหารในวัง