ก่อนเริ่มอ่าน..
นิลกาฬ: หลังจากที่ได้ลงนิยายไปแล้วเกือบสองสัปดาห์ ผมได้รับคำติมาหลาย ๆ อย่าง หนึ่งในนั้นคือการที่บอกว่าหนึ่งตอนของผมยาวเกินไป เพราะฉะนั้น ผมจะแบ่งระยะให้ในตอน ๆ หนึ่ง เผื่อสำหรับใครอ่านไม่จบตอนแล้วคิดจะกลับมาอ่านต่อครับ ก็หมดแค่นี้ เชิญอ่านได้เลยครับ
< คุณแม่ครับ.. >
.
< ผม.. >
.
< คิดถึงคุณแม่เหลือเกิน >
.
ที่ห้องพักภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ณ มหานครลอสแอนเจลิส วันที่11 เดือนที่2 ปีค.ศ. 2022
ยามเช้าอันสดใสได้เข้ามาเยือนพร้อมแสงแดดที่สาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่าง แสงแดดอ่อน ๆ เข้าแยงตาของชายผู้หนึ่งที่ยังคงนอนบรรทมอยู่
พลันรู้สึกถึงกลิ่นอายของหมู่มวลดอกไม้ในรุ่งอรุณวันใหม่ ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ เบิกกว้างอย่างเชื่องช้า เขาพลันลุกขึ้นมาพร้อมจ้องมองไปยังบานกระจกที่อยู่ข้างเตียง
“ทำไมเราถึงร้องไห้กันนะ ?”
คำถามถูกเอ่ยขึ้นพร้อมมือขวากำลังลูบแก้มของตน หยาดน้ำตารินไหลโดยไร้ซึ่งเหตุผล
ชายผู้นี้มีนามว่ากวี เป็นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เค้าโครงใบหน้าแลดูคล้ายคลึงกับชาวเอเชียทั่วไป ั์ตาและเส้นผมมีสีดำเงาราวไข่มุก ใบหน้าเยาว์วัยมีรอยตำหนิให้เห็นบ้างเพียงเล็กน้อย ส่วนสูงคือร้อยเจ็ดสิบเิเพอดิบพอดี ทว่ายามนี้จำต้องเดินทางมาที่มหานครลอสแอนเจลิสเนื่องด้วยเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง
กวีเร่งลุกออกจากเตียง รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาพร้อมหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าได้หยุดลง
“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสักที !” เขาเอื้อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันปลื้มปีติยินดี นับั้แ่ที่ตัวเขาย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ ความตื่นเต้นก็เพิ่มพูนทวีจนยามนี้ได้ถึงขีดสุดแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อราวครึ่งปีก่อน บริษัทเกมแห่งหนึ่งนามว่าFEARได้สร้างปรากฏการณ์ที่จะแปรเปลี่ยนรูปโฉมประวัติศาสตร์วงการเกมไปตลอดกาล
เมื่อFEARได้ประกาศเปิดตัวผลงานชิ้นใหม่ในรูปแบบเกมเสมือนจริง นามนั้นคือ Teufel in Heaven ปีศาจร้ายที่ซ่อนเร้นในสวนแห่ง์
FEAR้ารับสมัครผู้เข้าร่วมทดสอบเกม เพื่อการนั้นเอง จึงมีผู้สมัครร่วมนับสิบล้านชีวิตที่้าเป็ส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้
ถึงเพียงนั้น การทดสอบกลับแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด เพียงแค่ผู้สมัครจำต้องส่งตัวอย่างเืพร้อมเอกสารยืนยันตัวตนให้แก่FEAR และมิได้มีการทดสอบใดอื่นที่จำเป็ต่อการคัดเลือกถูกประกาศออกมาอีกเลย
เมื่อการรับสมัครได้สิ้นสุดลงเพียงแค่หนึ่งเดือนเศษ FEARจึงได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกรับเลือกให้เข้ารับการทดสอบ และจำนวนดังกล่าว..
‘มีเพียงสี่คน’
ห่างออกไปจากที่พักของกวีราวหนึ่งไมล์ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทFEARอันเป็ที่หมายของเขา นับั้แ่ที่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน บริษัทแห่งนี้ก็มีอายุอานามย่างเข้าไปแล้วก็สิบปี
ยามนี้กวีแหงนมองขึ้นไปยังจุดยอดสุดของตึกระฟ้าสูงที่สูงราวยี่สิบชั้น ที่แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งผู้เล่นเกมทั้งหลายต่างเฝ้าฝันถึง เกมที่ผู้เล่นสามารถดำรงอยู่ได้ดั่งโลกแห่งความจริง หากผลงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จดั่งความคาดหวัง FEARจะได้รับการเชิดชูอย่างมหาศาลทั้งทางด้านกำไรและคำชื่นชมอย่างล้นหลาม
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”
กวีไม่รอช้าพร้อมเร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้าสู่ภายใน ไม่มีเหตุผลอันใดให้ตนต้องหยุดชะงัก ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเป็ที่สุด
“เอ่อ.. ขอโทษด้วยครับ ผมเป็ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็ผู้ทดสอบเกม ไม่ทราบว่าผมจะต้องทำยังไงบ้างครับ ?” เขาเอ่ยขึ้นด้วยภาษาอังกฤษคล้ายสำเนียงอเมริกัน ขณะเดียวกันมือขวาได้ยื่นซองเอกสารออกไปพร้อมมอบมันให้แก่พนักงานต้อนรับสาว
เพียงชั่วครู่หนึ่ง เธอได้ตรวจสอบรายละเอียดภายในเอกสารอย่างถี่ถ้วน และจึงมอบบัตรใบหนึ่งให้แก่กวีพร้อมกับเอ่ยว่า “นี่คือบัตรผ่านทางเข้าสู่ชั้นบนสุด ต่อจากนี้ดิชั้นจะเป็คนพาท่านกวีไปยัง ‘จุดทดสอบ’ เพียงแต่ดิชั้นจะไม่สามารถนำทางท่านไปได้จนถึงสุดทาง เมื่อประตูลิฟต์ได้เปิดแล้ว ท่านกวีจะต้องเดินทางไปต่อด้วยตนเองโดยใช้บัตรผ่านทางที่ดิชั้นมอบให้เมื่อครู่ เช่นนั้นแล้วก็ตามดิชั้นมาได้เลยค่ะ”
สิ้นสุดเสียงของเธอ ทั้งสองจึงเริ่มต้นออกเดินทางไปในทันที
ใน่เวลาที่ลิฟต์ยังคงนำพาพวกเขาไปยังชั้นบนสุด กวีกลับยังคงรู้สึกสงสัยในผลการตัดสิน ในบรรดาผู้เข้าร่วมสมัครนับสิบล้านชีวิต เหตุใดตัวเขาจึงได้รับเลือกให้เป็หนึ่งในสี่คนกันแน่
ลิฟต์ได้หยุดอยู่ ณ ชั้นที่ยี่สิบ พนักงานสาวได้เอ่ยถ้อยคำร่ำลาด้วยความนอบน้อมพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง
รอบข้างไม่มีสิ่งใด มีเพียงเบื้องหน้าของกวีที่ปรากฏประตูบานใหญ่เพียงแค่หนึ่งบาน
“ต้องสแกนบัตรใช่ไหมนะ ?” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมสแกนบัตร ณ จุดสแกน ทันใดนั้นประตูที่ปิดมิดชิดจึงค่อย ๆ เปิดออกจนเผยให้เห็นเส้นทางอันเชื่อมต่อไปยังสถานที่ถัดไป
เขาเริ่มต้นฝีเท้ามุ่งตรง ภายในเป็ห้องโถงใหญ่อันไร้ซึ่งเครื่องเรือนใด ๆ ประดับตกแต่ง ทว่าหาได้มีแค่ตัวเขาอยู่เพียงลำพัง ยังมีคนอื่นที่เฝ้ารออยู่ก่อนแล้วอีกราวสองหรือสามคน
ทั้งสามล้วนเป็ที่รู้จักในหมู่ผู้คน ก่อนหน้าที่กวีจะเดินทางมายังที่แห่งนี้ ตัวเขานั้นได้ศึกษาประวัติของสามในสี่คนที่เหลือมาแล้วอย่างถี่ถ้วน
คนแรก ร่างกายสมส่วนพร้อมส่วนสูงราวร้อยแปดสิบเิเ นามคืออิลไค มิลเลอร์ นักลงทุนยอดอัจฉริยะแห่งยุคสมัย อายุยามนี้คือยี่สิบห้าปี ว่ากันว่าตัวเขาเริ่มต้นลงทุนั้แ่มีอายุเพียงสิบขวบ จนถึงปัจจุบัน ผลการลงทุนทบต้นตลอดสิบห้าปีได้อยู่ที่ร้อยละสามสิบ สร้างรากฐานจากครอบครัวฐานะปานกลาง จนยามนี้มีทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด รวมกันมีมากถึงสามพันห้าร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
คนต่อมา ร่างกายผอมบางกระนั้นกลับมีส่วนสูงมากถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเิเ นามคือเซโน่ ริชแมน ยอดนักวิทยาศาสตร์สาขากลศาสตร์ควอนตัมแห่งยุค อายุยามนี้คือสามสิบปี เริ่มต้นเข้าเรียนมหาวิทยาลัยครั้งแรกเมื่อมีอายุเพียงสิบเอ็ดขวบ นับั้แ่เรียนจบตราบจนสิบปีต่อมา ผลงานของชายผู้นี้ก็ได้เป็ที่กล่าวขานในแวดวงกลศาสตร์ควอนตัมไม่เว้นแต่ละวัน กระนั้นแล้ว ใน่เวลาหลายปีให้หลัง ชื่อของเซโน่กลับสูญหายไปจากสารบบ ว่ากันว่าตัวเขาได้เริ่มต้นเล่นเกม และเสพติดมันจนถึงขั้นไม่ยอมออกมาพบปะผู้ใด แต่ด้วยเงินที่ได้รับมาจากงานวิจัยตลอดสิบปี ทำให้ชีวิตความเป็อยู่ของเขาจึงมิได้ยากลำบากแม้ไม่ต้องทำงานก็ตาม
คนสุดท้าย เด็กหนุ่มชาวเอเชียเช่นเดียวกับกวี ส่วนสูงอยู่ที่ราวหนึ่งร้อยเจ็ดห้าเิเ อายุยามนี้คือยี่สิบปี นามคือโมมิยะ คาซึมิ ยอดอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญภาษาถึงสิบภาษา มีชื่อเป็อันดับหนึ่งผู้ได้คะแนนสอบมากที่สุดในการสอบเข้ามหาลัยโตเกียวในรอบสามสิบปี
ทั้งสามคนล้วนแล้วถูกขนานนามว่าเป็ยอดอัจฉริยะในสาขาของตนอย่างแท้จริง จะได้รับเลือกจึงมิใช่เื่แปลกแต่อย่างใด แตกต่างไปจากกวี ตัวเขานั้นเป็เพียงนักศึกษาระดับทั่วไปจากประเทศที่กำลังพัฒนา แม้ครั้งหนึ่งจะเคยเข้าแข่งขันการตอบคำถามคณิตศาสตร์ระดับประเทศ แต่นั่นก็เป็เื่ราวเมื่อครั้นยังเป็เพียงเด็กประถม และแม้จะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วก็จริง ทว่าทั้งสองเื่ก็หาใช่ความสามารถอันสุดยอดที่หาใครเปรียบได้ยาก ฉะนั้นแล้ว การที่เขาได้รับเลือกในครั้งนี้จึงนับว่าเป็เื่ราวอันน่าฉงนยิ่งนัก
“สวัสดีเ้าหน้าใหม่” เมื่อมาถึง อิลไคได้กล่าวทักทายออกไปในทันที
“ทางนี้ก็เช่นกัน” ทันใดนั้น กวีจึงโต้ตอบกลับมาด้วยความเป็กันเอง
ภายในห้องโล่งเปล่ากว้างขวางและมีผู้คนยืนอยู่เพียงสี่คน แต่กลับไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถเชื่อมต่อพวกเขาเข้าสู่โลกแห่งเกม ฉะนั้นแล้ว ประตูบานเดียวที่อยู่ห่างออกไปจึงน่าจะเป็คำตอบสุดท้ายที่เหลืออยู่
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไป ชายร่างใหญ่ที่สูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเได้ปรากฏขึ้นจากที่ก่อนหน้าไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน
ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อย ดวงตาทั้งสองข้างถูกปิดบังด้วยแว่นกันแดดสีดำสนิท ทั่วกายสวมใส่ชุดสูทมีความเป็ระเบียบ กระนั้นใบหน้าและการแต่งกายกลับช่างไม่เข้ากันยิ่งนัก
ความสับสนพลันเข้าปกคลุมดวงตาในชั่วครู่ขณะ
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเขาคือใคร?
แล้วจนถึงเมื่อครู่ตัวเขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใด?
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวจนกระทั่งชายผู้นั้นได้เริ่มเอ่ยถ้อยคำเป็ครั้งแรก
“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่สำนักงานใหญ่ของFEAR กระผมมีนามว่า อัลเบิร์ต แองเจโล่ จากนี้ไป ผมจะพาทุกท่านไปยังสถานที่ทดสอบเกมเองครับ”
พลันสิ้นเสียงของชายปริศนา ดวงตาของทั้งสี่คนได้เบิกกว้างใกล้ถลนราวกับกำลังเห็นผีหรือปีศาจ
“คุณคืออัลเบิร์ตคนนั้น ผู้ก่อตั้งFEARที่ไม่เคยปรากฏตัวที่ใดมาก่อน เพราะการลงทุนในการเปิดขายหุ้นครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน ทำให้ผมสามารถสร้างตัวจนกลายเป็มหาเศรษฐีได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้คุณตัวเป็ ๆ กำลังปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผม ช่างนับว่าเป็เกียรติจริง ๆ ครับ !!” อิลไคเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังพร้อมแสดงความดีใจจนออกนอกหน้า
ชื่อเสียงของอัลเบิร์ตนั้นเป็ที่เลื่องลือในแวดวงนักธุรกิจ เพียงแต่ว่า คงไม่มีนักลงทุนคนใดที่้าลงทุนในบริษัทที่แม้แต่ใบหน้าของผู้บริหารก็ยังไม่เคยเห็น เว้นเพียงแต่ในกรณีของFEARที่เป็ข้อยกเว้นเพียงหนึ่ง
บุคคลระดับตำนานได้ปรากฏตัวอยู่เพียงระยะใกล้ชิด แม้แต่กวีเองก็เคยได้ยินชื่อมาบ้างแม้ไม่เคยรู้จักมักชิดกันมาก่อน
“เช่นนั้นก็ตามผมมาได้เลยครับ” อัลเบิร์ตเริ่มกล่าวอีกครั้ง พลันสิ้นเสียง ตัวเขาจึงก้าวเดินนำทางผู้ทดสอบไปยังสถานที่ถัดไปในทันที
ข้ามผ่านบานประตูเข้าสู่ห้องที่ลึกเข้าไปอีก ภายในมีเพียงห้องโถงโล่งเปล่ามืดสนิทไร้ซึ่งผู้ใดเฝ้ารอคอยอยู่
ณ ใจกลางปรากฏเครื่องจักรรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน บนพื้นมีเส้นสายระโยงระยางร้อยเรียงเป็อาณาเขตวงกลมขนาดใหญ่คล้ายวงเวทย์ดาวแปดแฉก ภายในเส้นสายเ่าั้ยังมีของเหลวสีเหลืองทองเปล่งประกายพร้อมมอบแสงสว่างในยามที่ทั่วทั้งห้องยังคงมืดสนิท
“นี่มันหมายความว่ายังไง ไม่ใช่ว่าพวกเราควรจะไปยังสถานที่ทดสอบเกมหรอกหรือ ?”
อิลไคเอ่ยขึ้นเมื่อได้เห็นถึงสภาพของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่เพียงแค่เขา ทุกคนต่างมีสีหน้างุนงงมิได้แตกต่าง หากให้ลองจินตนาการถึงสถานที่ทดสอบเกมเสมือนจริง ไม่มากก็น้อยก็คงนึกถึงอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อกับสมองคล้ายหมวก ทว่าภายในห้องกลับไม่มีสิ่งใดที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ถูกเอ่ยถึง มีเพียงเครื่องจักรที่มาพร้อมสายระโยงระยาง ที่ภายในบรรจุของเหลวสีเหลืองทองพร้อมร้อยเรียงเป็วงกลมประดุจดังวงเวทย์ในนิยายแฟนตาซีหรืออะไรเทือกนั้น
“ผมขอรบกวนให้ทุกท่านเดินตรงไปยังใจกลางของวงกลม หลังจากนั้น ตัวผมจะทำการเดินเครื่องอุปกรณ์เพื่อนำพาทุกคนเข้าสู่โลกแห่งเกมครับ”
ได้ยินถ้อยคำว่ากล่าวจากปากของอัลเบิร์ต ทุกคนต่างฉุกคิดขึ้นด้วยฉงนในทันที
หนึ่งคำถามพลันบังเกิดขึ้นภายในหัว เพียงก้าวเท้าไปยังใจกลางของวงกลม เพียงแค่นี้ก็สามารถเข้าสู่โลกแห่งเกมได้แล้ว?
ท่ามกลางความฉงนสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในห้วงอากาศ เซโน่ได้เริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่รีรอผู้ใด
ช่างเป็เื่ที่น่าแปลกประหลาด ในบรรดาผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งหมด เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้มีรางวัลมากมายเป็เครื่องยืนยันตัวตน เป็ผู้ที่ยึดมั่นในหลักแห่งเหตุและผลเหนือสิ่งใด ทว่ายามนี้กลับเชื่อมั่นในถ้อยคำของอัลเบิร์ตโดยปราศจากข้อโต้แย้ง
พลันได้เห็นเช่นนั้น อิลไคจึงเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย แววตาจดจ้องไปที่ชายร่างั์ผู้เป็ตำนานพร้อมเอ่ยว่า “คุณอัลเบิร์ต คุณคงไม่ได้กำลังเล่นตลกกับพวกเราใช่ไหม ถ้าหากคำตอบคือใช่ ผมก็ขอให้คุณรีบสารภาพออกมาจะดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้น เมื่อเื่ที่ว่าเกมเสมือนจริงที่กำลังจะพลิกโฉมประวัติศาสตร์วงการเกมคือเื่แหกตา และเมื่อคนที่นำเื่ที่กล่าวไปเมื่อครู่ไปบอกเล่า คือตัวผมที่วอลสตรีทต่างเชื่อมั่นอย่างหมดใจ คุณคงรู้สินะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับFEARน่ะ”
อิลไคเปล่งวาจาเพื่อท้าทายอัลเบิร์ตอย่างเถรตรง ถึงเพียงนั้น ชายร่างั์กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่เพียงสักนิด
“การกระทำย่อมแสดงออกได้ดียิ่งกว่าคำพูดร้อยหมื่นถ้อยคำ เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง คุณอยากจะทำอะไร ก็ทำไปเถอะครับ”
หนึ่งถ้อยคำเข้าสยบทุกสรรพสิ่ง พลันได้ยินเช่นนั้น อิลไคจึงเผยยิ้มขึ้นพร้อมหัวเราะตรงมุมปาก และแล้วฝีเท้าจึงเริ่มต้นก้าวเดินไปยังใจกลางของวงกลมโดยปราศจากคำพูดใดๆ
“ช่วยไม่ได้ๆ ดูเหมือนชั้นเองก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ” โมมิยะเร่งเอ่ยขึ้น ฝีเท้าพลันเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้าตามติดอิลไคไปอีกคน
เมื่อเป็เช่นนั้น แม้ตนจะมีคำถามร้อยพันร้อยเรียงอยู่ในหัว แต่กวีเองก็มิอาจรอช้าและมุ่งตรงไปข้างหน้าเช่นเดียวกันกับคนอื่น
.
< นี่มันแปลก.. นี่มันแปลกจริง ๆ ด้วย >
.
กวีหยุดยั้งฝีก้าวของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ อีกเพียงแค่หนึ่งก้าวร่างกายของเขาก็จะเข้าสู่เขตแดนของวงกลม
มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล เขาหันมองกลับไปที่อัลเบิร์ตพร้อมเริ่มต้นระรัวคำถาม
“นี่คุณคิดจะเชื่อมประสาทััของพวกเราเข้าสู่โลกแห่งเกมด้วยวิธีการใดกันแน่ครับ ?”
มันช่างน่าแปลก อุปกรณ์ใด ๆ ก็ไม่มี แล้วเช่นนี้จะให้เชื่อได้เยี่ยงไร มิหนำซ้ำ อัลเบิร์ตผู้นี้กลับมีท่าทีที่ไม่น่าไว้ใจเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ ความกดดันอันล้ำลึกได้แผ่ขยายออกมาจากร่างกายสูงใหญ่ของอัลเบิร์ต บรรยากาศรอบกายจึงเพิ่มทวีคูณความอึดอัดยิ่งขึ้นไปอีก
ในขณะที่กวียังคงเฝ้ารอคำตอบอย่างเงียบสงบ อัลเบิร์ตได้ก้าวเดินเข้ามาหาด้วยท่วงทำนองและจังหวะอันแ่เบา
ชายร่างใหญ่ได้โน้มตัวลงมาในระดับเดียวกันกับชายหนุ่ม
แววตาของทั้งสองต้องกัน กระนั้นกวีกลับมิอาจหยั่งรู้ถึงความคิดของอีกฝ่าย ภายใต้แว่นกันแดดสีดำสนิท ยามนี้อัลเบิร์ตกำลังจดจ้องมองมาที่เขาด้วยความคิดใดกันแน่
มุมปากของอัลเบิร์ตได้ยกขึ้นพลันแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยเลศนัยอย่างเปี่ยมล้น เสียงเอ่ยกล่าวอันแ่เบาราวเสียงกระซิบได้ถูกเปล่งขึ้น และมีเพียงกวีเท่านั้นที่ได้ยินถ้อยคำทั้งหมด
“ชั้นล่ะเกลียดเด็กขี้สงสัยอย่างเธอจริงๆ”
ดวงตาของกวีเบิกกว้างใกล้ทะลักถลน ร่างกายของเขาสั่นเทา
สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงหาใช่ถ้อยคำที่ชายร่างใหญ่ได้เอ่ยขึ้นมา หากแต่เป็รูปลักษณ์ของั์ตาที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้แว่นกันแดดสีดำ ลวดลายนั้นคล้ายคลึงกับไม้กางเขนที่กลับหัวลงมา แสงสว่างสีทองที่ส่องประกาย หาใช่ดวงตาของมนุษย์ หากแต่เป็ดวงตาของุ์
“คุณเป็ใครกันแน่ ?!!” กวีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำขึ้นมาด้วยแววตาราวกับกำลังหวาดกลัว
ร่างกายของเขาด้านชามิอาจเคลื่อนไหวราวกับพวกมันไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง สติสัมปชัญญะทั้งหมดได้เลือนหายไปในชั่วครู่ขณะ
มือของอัลเบิร์ตยื่นออกไปข้างหน้า ฝ่ามือแตะไปที่ร่างของกวีด้วยความแ่เบา ทว่ากลับทำให้เขาเคลื่อนไปข้างหน้าราวกับถูกบางสิ่งเข้ากระทบอย่างรุนแรง
กวีไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต่อต้านหรือขัดขืน พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง สองเท้าได้ยืนอยู่ ณ ใจกลางของวงกลมใหญ่เช่นเดียวกันกับผู้ทดสอบรายอื่น
เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้เปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมา เสียงของมันคล้ายกับเสียงกรีดร้องของเหล่าเดรัจฉาน วงกลมใหญ่เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสีเหลืองทองสว่างไสวกลายเป็เสาแสงปกคลุมรอบกายของทั้งสี่คนในชั่วพริบตา
เสาแสงส่องสว่างมากเกินไป ทุกคนจึงหลับตาลงอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่า ก่อนที่ดวงตาของกวีจะมืดดับลง สิ่งสุดท้ายที่ตัวเขาได้เห็นกลับเป็ใบหน้าของอัลเบิร์ตที่เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยที่มุมปาก
“ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง อีกไม่นานพวกเราจะได้เจอกันอีกครั้งอย่างแน่นอนครับ”
ดวงตาได้ปิดลง ิญญาราวกับกำลังถูกตัดขาดจากร่างกาย สติเริ่มต้นเลือนหาย และอีกไม่นักคงใกล้หมดสิ้นลง
เงียบสงัด..
มืดสนิท..
ราวกับกำลังดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร..
ช่างหนักอึ้งจนมิอาจขยับเขยื้อนร่างกายแม้เพียงน้อยนิด..
ราวกับกำลังจ้องมองราตรีอันไร้ซึ่งแสงจันทร์..
มองไม่เห็นสิ่งใด..
มีเพียงความมืดดำที่ยังคงเวียนว่ายอยู่เคียงข้างกายราวกับเป็เพื่อนสนิท..
.
< ชั้นได้ยินเสียง.. >
.
ร่างกายเบาหวิวราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ในห้วงอากาศ เสียงวาจาของผู้คนนับพันหมื่นดังก้องกังวานวนเวียนอยู่ในหัว พวกเขากำลังร่ำร้องอย่างโหยหวนจนอยากจะปิดหูและล่าถอยไปจากสถานที่แห่งนี้ให้พ้นเสีย
.
< เธอ.. >
.
< เป็ใครกันแน่ ? >
.
ท่ามกลางบรรดาผู้คนเ่าั้ กวีกลับััได้ถึงใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เขา เด็กสาวร่างเล็กกำลังส่งยิ้มมาให้ ราวกับว่าทั้งสองเคยพบพานมาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่รู้ว่าเธอนั้นคือใครกันแน่
ความมืดดำได้ถูกขจัดให้มลายหายสิ้น พร้อมประกายแสงพลันสว่างวาบและปรากฏขึ้นไปทั่วทุกหนแห่ง
ยาวนานไม่รู้ที่สิ้นสุด กวีไม่รู้ว่าตนนั้นหลับใหลไปนานเท่าไหร่
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบกายพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความมืดมิดอันเป็อนันต์ กลับกลายเป็ห้องโถงใหญ่อันประดับตกแต่งไปด้วยเครื่องเรือนสีทองงดงาม
ธงผืนใหญ่ซึ่งวาดลวดลวยัคำรามโบกสะบัดจากทั่วทุกมุม เหล่าชนชั้นสูงปรากฏกายภายใต้ชุดสูทดูดีมีระดับในขณะที่ใบหน้ากลับถูกซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้หน้ากากสิงสาราสัตว์
ทุกคนล้วนต่างยืนปรบมือให้แก่พวกเขา
ยามนี้พวกกวีต่างรู้สึกงุนงงฉงนสงสัย ทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าช่างคล้ายกับของจริงยิ่งนัก กลิ่นหอมอบอวลที่ลอยโชยมาตามสายลม ความรู้สึกที่ััได้ผ่านิัและปลายเส้นผม ทุกสิ่งช่างคล้ายคลึงกับโลกแห่งความเป็จริงในทุกระเบียบนิ้ว
ในขณะที่ทั้งสี่กำลังตกตะลึงกับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ชายผู้หนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มอันเป็มิตร
ชายผู้นั้นสวมเครื่องแต่งกายเฉกเช่นชนชั้นสูง หากแต่เขามิได้ปิดบังใบหน้าคร่าตา เหนือศีรษะขึ้นไปมีมงกุฎสวมใส่ราวกับตนคือองค์าา ใบหน้าแก่หง่อม หนวดเคราและเส้นผมล้วนแล้วแต่มีสีขาวใกล้โรยรา
“ขอให้ข้าได้แนะนำตัวสักเล็กน้อย ตัวข้านั้นมีนามว่าโรมันเนีย อัลบา ข้าคือผู้ปกครองอาณาจักรอินดูเอลอันเกรียงไกรและยิ่งใหญ่แห่งนี้ ตัวข้าขอยินดีต้อนรับท่านผู้กล้าทั้งสี่ที่ได้เดินทางมาจากแดนไกล การเดินทางมาจากต่างโลกคงทำให้พวกท่านเหนื่อยล้าไม่มากก็น้อย แม้จะไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน แต่ก็ขอต้อนรับพวกท่านเข้าสู่อาณาจักรของพวกเราขอรับ”
ทุกคนต่างเงยหน้ามองด้วยแววตาฉงน ชายแก่ตรงหน้ากำลังพึมพำถึงสิ่งใดกันแน่ ถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมาเมื่อครู่มิได้คล้ายคลึงกับภาษาใดในโลก แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือทั้งสี่คนกลับเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงได้ราวกับเป็ภาษาแม่ของตน
เสียงของบรรดาชนชั้นสูงรอบกายเอ่ยถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ หลายคนต่างเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอันปลื้มปีติ
“นี่มันหมายความว่ายังไง ทำไมชั้นถึงเข้าใจภาษาที่พวกเขาใช้พูดกันล่ะ ?” กวีอดไม่ได้ที่จะสงสัยใคร่รู้ แม้แต่โมมิยะที่ร่ำเรียนมาถึงสิบภาษากลับมีท่าทีมิได้แตกต่าง
ท่ามกลางความฉงนที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในห้วงอากาศ นักลงทุนหนุ่มอัจฉริยะนามว่าอิลไคได้ครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ทั้งหมด
และแล้ว ตัวเขาก็ได้ตระหนักรู้ถึงบางสิ่ง วาจาถูกเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจว่า
“เหตุใดพวกเราถึงสามารถเข้าใจภาษาของพวกเขา และสามารถพูดได้แม้ไม่เคยฝึกฝนแม้เพียงสักครั้ง ถ้าจะให้ชั้นเดา คำตอบคงจะมีเพียงข้อเดียว นั่นก็คือนี่เป็หนึ่งในระบบของเกมยังไงล่ะ !!”
ถ้อยคำของอิลไคแม้จะไร้ซึ่งแก่นสารหรือสาระ หากแต่ว่ามันกลับแลดูสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด หากจะต้องอธิบายถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทิวทัศน์ตรงหน้าที่แปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา การที่ทุกคนสามารถเข้าใจภาษาที่ไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อนก็คงเป็เพียงเื่ปกติ
กระนั้นแล้ว กวีกลับไม่คิดเช่นนั้น
พวกเขาเพียงยืนอยู่ท่ามกลางวงกลมที่มีเครื่องจักรประหลาดอยู่รอบตัว พลันเสาแสงสว่างวาบขึ้นมา ร่างกายได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังอีกสถานที่ราวกับมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
.
< มันแปลกมาก นี่มีแค่เราที่คิดมากจนเป็บ้าไปแล้วรึไง >
.
ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวของกวีราวกับดอกเห็ด ข้อสงสัยทั้งหลายก่อตัวขึ้นพร้อมร้อยเรียงเป็คำถามให้ชวนขบคิด
กระนั้นกลับไม่มีวี่แววของคำตอบ ด้วยหลักฐานอันน้อยนิด การจะควานหาคำตอบที่ถูกต้องย่อมไม่มีทางเป็ไปได้
ท่ามกลางคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัว บางสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทำให้กวีจึงเร่งเอ่ยขึ้นโดยที่ตนมิได้ตั้งใจ
“จะว่าไป แล้วพวกเราจะกลับสู่โลกแห่งความจริงได้ด้วยวิธีใดกันล่ะ ?”
คำถามนี้ชี้เป้าตรงจุดตรงประเด็น เป็คำถามที่้าคำตอบมากที่สุดใน่เวลา ณ ปัจจุบัน เพราะหากว่าสถานที่แห่งนี้คือภายในเกม แล้วพวกเขาจะกลับคืนสู่โลกความจริงได้ด้วยวิธีการใด
ไม่ทันที่ทุกคนจะได้ครุ่นคิดต่อ ทันใดนั้น องค์าาโรมันเนียได้ก้าวเดินเข้ามาพร้อมเอ่ยขึ้น
“เกรงว่ายามนี้ก็ใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว ข้าจะให้ทหารนำทางพวกท่านไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ส่วนข้าคงต้องขอตัวลาสักครู่ และเมื่อถึงยามเที่ยงคืน ระฆังของโบสถ์จะดังขึ้นเพื่อเป็สัญญาณในการทำพิธีในขั้นตอนต่อไป ใน่เวลาดังกล่าว เหล่าทหารจะนำทางพวกท่านไปยังโบสถ์ใหญ่ เช่นนั้นก็ขอให้พวกท่านสนุกกันให้เต็มที่ ส่วนตัวข้าคงต้องขอตัวลาก่อน”
สิ้นเสียงของเขา โรมันเนียได้หันหลังกลับพร้อมก้าวเดินจากไปในทันที
เหล่าทหารได้เริ่มต้นนำทางเหล่าผู้กล้าจากต่างโลกทั้งสี่ไปยังสถานที่อื่น
ชนชั้นสูงทั้งหลายต่างเฝ้ามองมาด้วยแววตาอันปลื้มปีติ รูปลักษณ์ของพวกเขาช่างสมจริงประหนึ่งว่ามีตัวตน แต่ละคนล้วนมีบุคลิกและท่าทางที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
“ตุ่บ-”
ร่างของกวีชนกับชายชราผู้หนึ่ง เรือนร่างของทั้งสองต่างล้มลงไปยังคนละทิศคนละทาง
“เป็อะไรรึเปล่าครับ !” กวีเร่งลุกขึ้นยืนพร้อมยื่นมือให้แก่อีกฝ่าย
ชายชราแฝงความยินดีอย่างมากล้นต่อน้ำใจของกวีพร้อมยื่นมือให้
“ขอบพระคุณมากขอรับท่านผู้กล้า”
กิริยาที่อีกฝ่ายแสดงออกมามีเพียงความนอบน้อมและถ่อมตน จนยามนี้กวีมิอาจคงท่าทีให้เป็ไปได้ดั่งเช่นปกติ
“มะ- ไม่เป็ไรครับ ผมผิดเองที่ไม่มองดูทางให้ดี”
ชายชราได้เห็นเช่นนั้นจึงก้มหัวขอบคุณ แววตาจ้องมองดูรูปลักษณ์ของชายหนุ่มตรงหน้าเพียงครู่หนึ่ง ครู่ต่อปากริมฝีปากพลันเริ่มต้นสั่นไหวพร้อมเอ่ยถ้อยคำว่ากล่าว
“ไม่ทราบว่าท่านผู้กล้ามีคนรักแล้วหรือยังขอรับ หากคำตอบคือไม่ กระผมมีลูกสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาทของผู้ดี งดงามหาใดเปรียบ การศึกษาก็สูงส่ง หากท่านสนใจแม้เพียงสักเล็กน้อย คฤหาสน์ตระกูลเอลเดนของพวกเราก็ยินดีที่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านเมื่องานพิธีในวันนี้สิ้นสุดลง หวังว่าพวกเราคงได้มีโอกาสได้ร่วมดื่มชากันสักครั้งนะขอรับ”
ข้อเสนอของชายเฒ่านับว่าเป็เื่ยากที่จะปฏิเสธได้ลง
“ขอผมเก็บเอาไปคิดก่อนสักวันนะครับ..” กวีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำโต้ตอบขณะที่ใจหนึ่งยังคงลังเล นับั้แ่ที่ตนได้ถือกำเนิดขึ้นมาตราบเท่าปัจจุบัน ตัวเขานั้นยังไม่เคยได้ััไออุ่นของสตรีในนามของคนรักแม้เพียงสักครา กระนั้นเมื่อมาถึงดินแดนแห่งนี้ กลับมีชายเฒ่าได้เสนอตัวลูกสาวให้แก่เขาราวกับลูกตนคือสิ่งของโดยไม่ลังเล เห็นทีว่านามของผู้กล้าจากต่างโลกคงมิได้เป็เพียงแค่ศักดินาระดับทั่วไป
ณ สถานที่แห่งใหม่บนชั้นสูงสุดของปราสาท ห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่าประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนอันเลิศหรู ทิวทัศน์จากระเบียงรอบข้างคือท้องนภาที่เปล่งประกายแสงสีทองอร่าม ดวงตะวันกำลังโรยราและร่วงหล่นหายไปจากเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ อันเป็สัญญาณว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลง ไม่นานราตรีสีดำที่มีเพียงจันทราและดวงดาราคงใกล้เข้ามาแทนที่
เสียงดนตรีขับขานพร้อมเหล่าหญิงงามร่ายรำในชุดราตรี บรรดาชนชั้นสูงในคราบหน้ากากสิงสาราสัตว์ต่างร่ำร้องอย่างปลื้มปีติดีใจ สุราชั้นเลิศ นารีผู้งดงามที่หนึ่งในใต้หล้า ดนตรีบรรเลงรื่นเริง ทำให้ความสุขจึงเพิ่มพูนทวีมากมายอย่างล้นเหลือ
ในยามนี้ กวีและโมมิยะกำลังดื่มด่ำไปกับจานเนื้อที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ััตรงปลายลิ้นช่างราวกับกำลังอยู่ในโลกแห่งความเป็จริง ด้วยคุณภาพระดับสูงเช่นนี้ เกรงว่าการที่FEARจะยืนหยัดขึ้นมาผงาดเหนือบริษัททั้งหมดคงมิได้เป็เพียงแค่ความฝันอีกแล้ว
แววตาของอิลไคจดจ้องไปยังเหล่าหญิงงาม พวกเธอทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็บุตรสาวจากตระกูลชนชั้นสูงไม่ตระกูลใดก็ตระกูลหนึ่ง ทั่วกายแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับอันเลิศหรู ทุกสายตาของพวกเธอต่างจดจ้องมายังบรรดาผู้กล้าทั้งสี่ ราวกับว่าพวกเขาคือจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้ ช่างมีเสน่ห์น่าค้นหาทำให้พวกเธอทุกคนต่างหลงใหล
ในบรรดาหญิงงามทั้งหมด หญิงงามผู้หนึ่งได้ย่างกรายผ่านหน้าอิลไคไป หางตาของเธอจ้องมองมาพร้อมรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ ชุดราตรีสีดำรัดรูปทำให้เห็นถึงทรวดทรงองค์เอวอันอวบอิ่ม บั้นท้ายอันงามงอนของเธอสั่นไหวในทุกครั้งที่ก้าวเดิน
อิลไคพลันส่งยิ้มโต้ตอบและลุกขึ้นยืนในทันที
“พวกนายกินอาหารกันไปก่อนเลยนะ ชั้นคงต้องขอตัวสักครึ่งชั่วโมง.. ไม่สิ อาจจะสักหนึ่งชั่วโมง”
สิ้นเสียงของเขา อิลไคจึงเริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินตามแม่สาวก้นงอนไปโดยไม่รีรอ
เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ไม่เพียงแค่กวี เพราะแม้กระทั่งโมมิยะเองก็สามารถคาดเดาได้ถึงการกระทำต่อไปของเ้าหนุ่มจากแดนเบียร์ได้อย่างชัดเจน
วันเวลายังคงล่วงเลยผ่านไป ในขณะที่ดนตรียังคงขับขานท่วงทำนองแห่งความสุข อาหารที่ถูกเสิร์ฟอย่างทันท่วงทีเมื่อหมดจาน ทุกคนต่างสนุกสนานไปกับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ มีเพียงตัวกวีเท่านั้นที่ยังคงครุ่นคิดถึงเื่ราวต่าง ๆ อยู่ในหัว
หลายอย่างยังคงไม่สมเหตุสมผล เพราะหากนี่คือเกม แล้วพวกเขาจะกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง หรือแม้แต่จะติดต่อกับผู้พัฒนาของFEARได้เช่นไรกันล่ะ
กวีเหลียวมองรอบกายเขา ด้านซ้ายมีโมมิยะที่กำลังเพลิดเพลินไปกับจานอาหาร ส่วนทางด้านขวามีเซโน่ที่นั่งรับประทานอย่างเคร่งขรึมอยู่เพียงลำพัง
“โมมิยะ นายคิดว่าพวกเราจะออกจากเกมนี้ไปได้ยังไง ระบบล็อกเอาท์อะไรก็ไม่มี แล้วนี่มันเกมแบบไหนกันแน่ ?”
กวีระรัวคำถามไปยังโมมิยะ กระนั้นพ่อหนุ่มจากแดนปลาดิบกลับมีท่าทีราวกับทองไม่รู้ร้อน
“อย่าไปคิดมากเลยพวก ยังไงซะทางนั้นก็คงเตรียมวิธีการล็อกเอาท์เอาไว้ให้เราอยู่แล้ว ตอนนี้เลิกคิดเื่หยุมหยิมเป็ผู้หญิงวัยทอง แล้วก็มาสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากันดีกว่า”
ในขณะที่ส่งเสียงว่ากล่าวโต้ตอบกับกวี แววตาของโมมิยะได้จดจ้องไปกลุ่มเด็กสาวชนชั้นสูงที่ยามนี้กำลังจ้องมองมาั้แ่เมื่อครู่แล้ว
“ชั้นเองก็.. ขอตัวไปสนุกก่อนก็แล้วกัน”
พลันสิ้นเสียง โมมิยะจึงลุกขึ้นยืนและจากไป โดยมีจุดหมายปลายทางคือเหล่าหญิงสาวที่ยังคงส่งมอบรอยยิ้มมาเชื้อชวนให้เข้าไป ดั่งนางเงือกสาวผู้ชั่วร้ายที่ร้องเพลงให้ชายหนุ่มต่างลุ่มหลง
“ฮะๆ นายก็ด้วยสินะ” กวีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเช่นนั้น เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ได้ดังขึ้นอย่างแ่เบา อย่างไรเสีย พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็ชายชาตรี หากเมื่อใดมีหญิงงามปรากฏกายอยู่ตรงหน้า แม้จิตใจจะแข็งแกร่งดุจหินผาก็คงมิอาจต้านทานไหว
ที่โต๊ะอาหารจึงหลงเหลือบุรุษอยู่เพียงสอง กระนั้นแล้ว นับั้แ่ที่ได้พบเจอกันในครั้งแรก ตัวกวีกลับไม่เคยได้ยินถ้อยคำอันใดจากปากเซโน่เลยแม้เพียงสักครา
“เอ่อ.. สวัสดีครับคุณเซโน่” ชายหนุ่มเริ่มต้นเอ่ยปากทักทาย แต่แล้วกลับไม่มีวาจาใด ๆ โต้ตอบกลับมา
เซโน่ยังคงรับประทานอาหารอยู่เพียงลำพัง ราวกับว่าบนโลกทั้งใบมีเพียงแค่เขา รอบกายแผ่ขยายบรรยากาศอันน่าอึดอัด เซโน่ราวกับกำลังปิดกั้นทุกสิ่งมิให้ย่างกรายเข้ามาใกล้เขา
เมื่อเป็เช่นนี้ กวีจึงยินยอมนั่งอยู่เงียบ ๆ ที่มุมของตน ในเมื่ออีกฝ่ายมิได้้าจะเสวนาโต้ตอบด้วย การจะรั้นฝืนบังคับต่อไปจึงหาใช่เื่ที่ควรเท่าใดนัก
“เอ่อ.. ท่านผู้กล้า ไม่ทราบว่าท่านพอจะสละเวลาเพื่อพูดคุยกับดิชั้นสักครู่จะได้หรือไม่คะ ?”
เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านซ้ายของกวี น้ำเสียงของเธอช่างหวานหยดย้อยราวกับน้ำผึ้ง ทำให้เขาจึงมิอาจห้ามใจพลันเร่งหันหน้าไปตามต้นตอของเสียงโดยเร็ว
ตรงหน้าของกวีปรากฏร่างของแม่หญิงนางหนึ่งซึ่งกำลังก้าวเดินเข้ามาหา ใบหน้าของเธอช่างงดงามชวนให้หลงใหล แววตาส่องประกายคล้ายกับอัญมณีสีมรกต ริมฝีปากอวบอิ่มได้น้ำได้นวล เส้นผมของเธอมีสีแดงฉานประดุจดังเปลวเพลิงลุกโชน เรือนร่างของเธอช่างน่าเย้ายวน และยิ่งเพิ่มทวีเสน่หาเมื่อเธอปรากฏรูปโฉมขึ้นมาในชุดราตรีรัดรูปสีแดงเพลิง
ยามนี้กวีมิอาจหยุดยั้งสายตามิให้จ้องมอง รอยยิ้มของเธองดงามเชื้อชวนให้เขาลุ่มหลง ท่วงท่าของเธอช่างทรงสง่าหาใครเปรียบ บรรดาชายหนุ่มทั้งหลายต่างจดจ้องมองมาทุกครั้งที่เธอเริ่มต้นย่างก้าวต่อไป
หญิงงามในชุดราตรีสีชาดได้หยุดยั้งฝีเท้าและยืนอยู่ตรงหน้าของกวี รอยยิ้มของเธอมอบให้แก่ชายหนุ่มผู้นี้เพียงผู้เดียว พลันแววตาของทั้งสองจดจ้องมองต้องกันและกัน ริมฝีปากของเธอจึงเริ่มสั่นไหวพร้อมกันนั้นได้เอ่ยว่า
“ดิชั้นมีนามว่าเอมิลี่ เบลเรม ผู้เป็บุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเบลเรม หากท่านผู้กล้าไม่รังเกียจ ดิชั้นอยากจะเลี้ยงน้ำชาให้แก่ท่านสักหนึ่งค่ำคืน ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างในค่ำคืนนี้ในห้องนอนของดิชั้น แน่นอนว่า.. ภายในห้องจะมีเพียงแค่เราสองคน”
สิ้นสุดถ้อยคำของเธอ แม่หญิงงามจึงก้าวเดินจากไปในขณะที่หางตายังคงจ้องมองมาที่เขา
บั้นท้ายของเธอช่างงามงอนและสั่นไหวทุกครั้งเมื่อเธอก้าวเดิน ราวกับว่าเธอนั้นกำลังยั่วยวนกวีให้เสียสติพร้อมเข้าฉุดกระชากตัวเธอเยี่ยงสัตว์ป่า
ใบหน้าของเ้าหนุ่มแดงฉานเปรียบได้ดังเนื้อในของลูกแตงโมอันสุกงอม นับั้แ่ถือกำเนิดขึ้นมาจนเติบใหญ่ นี่จึงนับเป็ครั้งแรกที่มีหญิงงาม้าสนใจใคร่รู้ในตัวเขา และยิ่งถูกเชื้อเชิญให้ไปยังห้องนอนที่มีเพียงสองเรา จึงทำให้เขายิ่งมิอาจขจัดความคิดสัปดนภายในหัวออกไปได้อย่างหมดจด
เซโน่พลันหันมามองด้วยแววตาสงสัย
“ม่ะ- ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับเธอเลยนะครับ !!”
กวีราวกับกำลังแก้ต่างอย่างสุดชีวิต แม้ความจริงก็คือตนนั้นกำลังครุ่นคิดถึงเื่ราวอันไม่น่ารื่นรมย์อยู่ก็ตาม
กระนั้นแล้ว ตัวเซโน่กลับหาได้สนใจในเื่ราวดังกล่าวเท่าใดนัก ริมฝีปากของเขาสั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“ทางที่ดี อยู่ให้ห่างจากพวกตระกูลเบลเรมเอาไว้จะดีกว่า”
ถ้อยคำดังกล่าวถูกเปล่งออกมาพร้อมแววตาอันเรียบเฉย ความเคอะเขินเมื่อครู่ของกวีพลันเลือนหายไป พร้อมความสงสัยได้เริ่มต้นก่อตัวขึ้นมาในฉับพลัน
“คุณหมายความว่ายังไงกันแน่ครับ คุณพูดเหมือนกับว่าคุณรู้เื่ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้วอย่างนั้นแหละ ?”
ทุกสิ่งกลับเข้าสู่ความเงียบงันในชั่วครู่หนึ่ง พลันได้ยินคำถาม เซโน่จึงหันกลับไปยังจานอาหารของตนและเริ่มต้นรับประทานมันอีกครั้ง
ท่าทียามนี้ช่างแลดูไม่แยแสราวกับตนนั้นไม่เคยเอ่ยสิ่งใดออกมา แต่แล้ว ริมฝีปากของเขากลับเริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้งพร้อมพูดขึ้น
“ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เื่ที่ชั้นต้องเข้าไปยุ่งสักหน่อย เพราะชั้นเองก็.. ไม่ได้ว่างมากพอจะมายุ่งเื่ของคนอื่นเหมือนกัน”
กวีมิอาจเข้าใจได้ว่ายามนี้เซโน่กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด ในบรรดาผู้คนที่ตัวเขาเคยประสบพบเจอทั้งหมด เซโน่คงเป็ชายที่มีความคิดที่ตัวเขานั้นมิอาจหยั่งถึงได้มากที่สุดคนหนึ่ง
“เช่นนั้นผมขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะครับ” กวีกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นและก้าวเดินจากไป การอยู่เคียงข้างเซโน่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด เช่นนี้แล้วการปลีกตัวออกมาจึงเป็วิธีการที่ดีที่สุด
ณ ระเบียงภายนอกห้องโถง
ยามเย็นได้เลือนหายไปพร้อมดวงตะวัน หลงเหลือเพียงท้องนภาสีทมิฬ ดวงจันทราเต็มดวงคอยส่องสว่างนำทางให้แก่ผู้คนในยามค่ำคืน
ทิวทัศน์ตรงหน้าราวกับกำลังหลุดเข้าไปในนิยายยุโรปยุคกลาง บ้านเรือนสมัยเก่าหากแต่ยังคงความงดงามในรูปแบบของมัน
กระนั้นกลับพบว่ายังมีโรงงานขนาดใหญ่ที่ราวกับหลุดรอดออกมาจากโลกแห่งความเป็จริง เป็การผสมผสานระหว่างยุคกลางและยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัด กวียืนอยู่ ณ ริมระเบียงพลางดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ตรงหน้า เสียงสายลมทิศใต้พัดโชยผ่านใบหูคลอเคลียเป็ท่วงทำนองแห่งความเหงา
“นี่พวกเราอยู่ในเกมจริง ๆ สินะ..”
กวีพึมพำกับตัวเอง หลากหลายคำถามยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา กระนั้นแล้ว แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะยังคงไม่สมเหตุสมผล ทว่าคงใกล้ถึงเวลาแล้ว ที่ตัวเขานั้นจำเป็ต้องยอมรับความจริงเสียที
“อ๊าาา~”
เสียงร้องของใครบางคนได้ดังก้องขึ้นมาจากบริเวณพื้นที่อันไม่ใกล้ไม่ไกล คล้ายกับเสียงของหญิงสาว
ห่างออกไปทางด้านซ้ายไม่ไกลมากนัก ปรากฏเป็เรือนเงากระเพื่อมอย่างเป็จังหวะอยู่ด้านหลังกล่องเก็บสินค้า
“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ !!”
กวีเปล่งเสียงะโเรียกร้องด้วยความสงสัย ฝีเท้าย่างก้าวออกไปเพื่อมุ่งตรงเข้าไปหาเป้าหมาย
บางสิ่งจากด้านหลังกล่องเก็บสินค้ายังคงเคลื่อนไหวอย่างเป็จังหวะ ราวกับว่ามันมิได้ยินเสียงของกวี หรือในอีกแง่มุมหนึ่ง คงต้องเอ่ยว่ามันมิได้สนใจสิ่งอื่นรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
กวีก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง และแล้ว ดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างเมื่อได้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่อีกด้านของกล่อง
“อิลไค นายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ !!”
ภาพตรงหน้าของกวีคืออิลไคและหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังร่วมทำกิจธุระส่วนตัว เมื่อลองนึกย้อนดูให้ดีแล้ว หญิงสาวผู้นี้ก็คือคนที่ส่งสายตาให้แก่อิลไคเมื่อครู่นั่นเอง
“จะ- เ้าโง่! หันไปทางอื่นซะ ชั้นใกล้จะ- โอ่ะ- โอ้วววว~”
น้ำเสียงของอิลไคราวกับกำลังขึ้นสู่สรวง์ชั้นเจ็ด เมื่อนั้นกวีได้เร่งเบือนหน้าหนีด้วยความเคอะเขิน ตัวเขาเองก็ไม่เคยนึกไม่เคยฝัน ว่าตนนั้นจะได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรได้เห็นเช่นนี้จากริมระเบียง
พลันเสร็จสิ้นกิจกรรม หญิงสาวรูปงามจึงเร่งแต่งตัวและจากไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเอาไว้เพียงชายหนุ่มทั้งสอง ที่ยังคงยืนอยู่ ณ มุมอับของริมระเบียงด้วยกันเพียงลำพัง
“นายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ?” เมื่อนั้นกวีเริ่มต้นเอ่ยถาม
พลันได้ยินเสียง อิลไคที่ยามนี้กำลังสวมใส่กางเกงจึงเร่งเอ่ยตอบกลับไป
“ไม่เห็นจะต้องถาม Sexไงล่ะเพื่อน Sexยังไงล่ะ !!”
ไร้ซึ่งความลังเล ราวกับตนนั้นมิได้กระทำการอันใดผิดแม้แต่น้อย
“ชั้นหมายถึงนายทำไปเพื่ออะไรต่างหาก ?” กวีพลันเร่งเอ่ยถามกลับไปอีกครั้ง
บรรยากาศรอบกายของทั้งสองเริ่มต้นคุกรุ่นไปด้วยความอึดอัด ความเงียบงันเข้ามาเยือนและเลือนหายไปเมื่อสายลมเริ่มต้นพัดผ่าน
ทันใดนั้น อิลไคก้าวเดินเข้ามาหากวี ใบหน้าอันหล่อเหลาได้ยื่นเข้ามาใกล้พร้อมเปล่งเสียงกระซิบข้างหูของชายหนุ่ม
“ลองคิดดูให้ดีสิพวก หมามันยังกล้าผสมพันธุ์กันกลางถนนได้เลย แต่ก็ไม่มีใครมาจับพวกมันเข้าคุกเข้าตาราง แล้วชั้นจะทำบ้างมันจะเป็อะไรไปล่ะ นายเองก็เหมือนกัน อย่ามาโลกสวยให้มันมากเลย แล้วก็อย่าลืมสิ ว่านี่..”
‘มันก็แค่เกม’
เรือนร่างของอิลไคค่อย ๆ ห่างไกลออกไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่กวียังคงจ้องมองแผ่นหลังของเขาพลางบ่นพึมพำคนเดียวจนกระทั่งรูปลักษณ์ของอิลไคหายลับไป
“ก็แค่เกม.. สินะ”
เขาตระหนักได้ว่ายามนี้มีเพียงแค่ตนที่มีความคิดผิดเพี้ยนไปจากคนอื่น ชายหนุ่มพยายามลืมเลือนความสงสัยทั้งหมด ฝีเท้าเริ่มต้นก้าวเดินเพื่อกลับเข้าสู่งานเลี้ยง
แต่แล้ว..
“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะพี่ชาย”
เสียงของเด็กสาวได้หยุดยั้งฝีเท้าของกวีให้ชะงักไปในชั่วครู่ขณะ
เมื่อเขาลองพยายามควานหาต้นเสียง แววตาของกวีพลันเบิกกว้างเพราะความตกตะลึงเมื่อได้เห็นถึงรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย
“ชั้น.. ไม่สิ เธอเป็ใครกันแน่ ?” กวีเร่งเปล่งวาจาออกไปเพื่อเอ่ยถาม ใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้าช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเขาเมื่อยามเป็เด็ก
เธอผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาในชุดกระโปรงสีขาวแลดูเรียบง่าย เส้นผมของเธอมีสีดำราวไข่มุกและสั้นประบ่า แววตาเธอมีสีแดงฉานซึ่งกำลังจดจ้องมองมาพร้อมรอยยิ้มอันเปี่ยมเลศนัย
เด็กสาวคนนี้เป็ใครกันแน่?
เหตุใดใบหน้าของเธอจึงช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเขา?
คำถามมากมายหลายร้อยหมื่นคำถามผุดขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่กวีจะได้เริ่มต้นควานหาคำตอบ เสียงระฆังด้านนอกกลับเริ่มต้นดังก้องกังวาน อันเป็สัญญาณว่ายามนี้คือเวลาเที่ยงคืนแล้ว
“ขอโทษนะ แต่พี่ต้องรีบไปแล้ว หลังจากนี้พี่มีเื่จะคุยด้วย เมื่อจบเื่พี่จะกลับมาหานะ !”
กวีรีบตัดบทสนทนาพร้อมเร่งฝีเท้าก้าวเดินจากไป แต่แล้ว ก่อนที่ตัวเขาจะได้ไปไหนไกล เสียงของเด็กสาวกลับถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง
.
“จะดีหรือคะ..”
.
“เพราะเส้นทางที่พี่ชายกำลังมุ่งไป..”
.
“บางที..”
.
“มันอาจจะเป็เส้นทาง ที่จะนำพาพี่ชายไปสู่ขุมนรกก็ได้นะคะ”
.
ถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงด้วยน้ำเสียงอันลื่นไหลของเธอช่างเชื้อเชิญให้คล้อยตาม ทำให้กวีพลันหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลง
แววตาของเธอช่างลึกล้ำยากเกินกว่าที่ผู้ใดจะหยั่งรากถึง รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาได้ถูกเผยขึ้นกระนั้นกลับเปี่ยมล้นเอาไว้ด้วยเล่ห์กลอย่างน่าประหลาด
ทว่ากวีคงมิอาจได้พูดคุยกับเธอต่อ เขาหันหลังให้แก่เธอ และจึงเริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินจากไปในทันที
แผ่นหลังของกวีค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปสู่ภายในงานพิธีเลี้ยงต้อนรับ ในขณะที่เด็กสาวร่างเล็กยังคงจ้องมองเขา จนเรือนร่างนั้นหายลับไปจากสายตา
ท่ามกลางแสงจันทราที่ส่องสว่าง มุมปากของเธอได้ค่อย ๆ ยกขึ้นมา แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า พร้อมหนึ่งวาจาได้ถูกเปล่งออกไปแม้ว่าไม่มีผู้ใดคอยเฝ้ารับฟังก็ตามที
“ฮุๆ ช่างน่าสนใจจริงๆ ว่าพี่ชาย.. จะกลายเป็ ‘ราตรี’ ที่มืดมิดได้เพียงใดกันนะ”
เสียงหัวเราะของเธอขับขานดังก้องกังวานอยู่ในความมืดมิด เรือนเงาของเธอสั่นไหวประดุจเปลวเพลิงเมื่อยามต้องกันกับแสงจันทร์ กระนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่ผิดแปลกไป เพราะเงาที่สะท้อนภาพมือกลับมีเพียงกระดูก มิได้แตกต่าง ประหนึ่งว่าเป็มือของยมทูตผู้เชื้อเชิญความตายเมื่อยามใดที่ชีวิตใกล้สิ้นสุดลง
พิธีเลี้ยงต้อนรับเสร็จสิ้นไปด้วยดี เหล่าทหารจึงเร่งนำพาพวกกวีไปยังสถานที่แห่งใหม่ในเร็วพลัน
ห่างออกไปจากปราสาทราวครึ่งไมล์ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ตั้งโบสถ์ใหญ่แห่งอาณาจักรอินดูเอล
เมื่อเริ่มต้นย่างกรายผ่านบานประตู ภายในห้องได้ปรากฏบรรดาชนชั้นสูงราวห้าสิบชีวิตกำลังนั่งเรียงรายอยู่ ณ ที่นั่งของตน
สถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อสวดภาวนาและอ้อนวอน ด้านหน้าสุดมีแท่นบูชาใหญ่พร้อมจอกสีทองและมีมีดสีเงินอีกเล่มหนึ่ง
“สายัณห์สวัสดิ์ขอรับทุกท่าน”
เสียงของาาโรมันเนียดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อทั้งสี่ได้เหลียวมองกลับไปตามต้นเสียง กลับพบว่าพระองค์ได้ร่วมทางมากับชายชราอีกหนึ่งคน
รูปลักษณ์ของชายผู้นั้นราวกับนักบุญ ชายเฒ่าปรากฏกายภายใต้ชุดบาทหลวงสีขาวบริสุทธิ์ ใจกลางของเสื้อสลักสัญลักษณ์คล้ายกางเขน หากแต่มันได้กลับหัวลงมาแตกต่างไปจากกางเขนทั่วไป
“สัญลักษณ์นั่นมัน !!”
ดวงตาของกวีเบิกกว้างในทันใด คลับคล้ายคลับคลาว่าตนนั้นเคยพบเห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวมาจากที่ใดมาก่อน มันช่างคล้ายคลึงยิ่งนัก กับสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ ณ ใจกลางของั์ตาของชายผู้มีนามว่าอัลเบิร์ต แองเจลโล่
“นี่คือสัญลักษณ์ของนิกายกางเขนกลับหัวของพวกเราขอรับ”
บาทหลวงเฒ่าเอื้อนเอ่ยขึ้นเมื่อได้เห็นท่าทีอันแลดูลุกลี้ลุกลนของกวี
“เช่นนั้นก่อนอื่นก็ขอให้กระผมได้แนะนำตัวให้แก่พวกท่านได้รู้จัก” ชายชราเริ่มต้นกล่าวอีกครั้ง “กระผมมีนามว่าฮูโม่ ไรเดส ผู้นำหรือบาทหลวงใหญ่แห่งนิกายกางเขนกลับหัว อันเป็ศาสนาเพียงหนึ่งเดียวที่บรรดาผู้คนในอาณาจักรอินดูเอลล้วนศรัทธาขอรับ”
กางเขนกลับหัว
ตัวกวีแทบจะลืมเลือนไปหมดแล้ว ในคราแรกนั้นนึกว่าตนเพียงตาฝาด ทว่าเมื่อได้เห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวอีกเป็ครั้งที่สอง ทำให้ตัวเขาจึงเริ่มต้นตั้งข้อสงสัยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เหล่าผู้ถูกขนานนามว่าผู้กล้าได้ยืนอยู่ ณ ตรงหน้าแท่นบูชาหลัก พวกเขาทั้งสี่คือตัวละครเอกในงานพิธีครั้งนี้
บรรดาชนชั้นสูงต่างเฝ้ามองจากที่นั่งของตน เหล่าทหารหลายสิบคนเรียงรายอยู่ ณ ริมกำแพง เช่นเดียวกันฮูโม่และโรมันเนีย ทั้งสองต่างยืนเฝ้ามองทั้งสี่คนห่างออกไปไม่มากนัก
“อะไรเนี่ย น่าตื่นเต้นชะมัดยาด !!”
อิลไคเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีตื่นตัวจนเนื้อเต้น นับั้แ่ที่ตนนั้นได้สำเร็จความใคร่ไปเมื่อครู่ ใบหน้าของเขาในยามนี้นับว่าอิ่มเอมเปี่ยมสุขเหนือล้ำยิ่งกว่าผู้ใด
“นี่คงจะเป็การเลือกคลาสหรืออะไรเทือกนั้นสินะ เข้าใจคิดเหมือนกันนะFEAR !!”
โมมิยะเอ่ยชมในขณะที่หัวใจเต้นแรงมิได้แตกต่างไปจากอิลไค
เพียงแต่ว่า ใน่เวลาที่ทุกคนต่างเฝ้ารอว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ใบหน้าของเซโน่กลับยังคงนิ่งเฉยราวกับปลาตายเฉกเช่นทุกครา
ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน บาทหลวงฮูโม่ได้ก้าวเดินเข้ามาหา ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวเป็ระลอกและจึงเอ่ยขึ้น
“จากนี้ไปกระผมจะอธิบายสิ่งที่พวกท่านจะต้องกระทำในพิธีครั้งนี้ ขั้นตอนแรก ให้หนึ่งในพวกท่านก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าของแท่นบูชา ขั้นตอนต่อมา จงใช้มีดสีเงินเล่มนั้นกรีดนิ้วของตนเพื่อให้หยดเืไหลรินลงสู่จอกศักดิ์สิทธิ์ เพียงเท่านี้พิธีก็เสร็จสมบูรณ์แล้วขอรับ”
พิธีกรรมในครั้งนี้ช่างง่ายดายไร้ซึ่งความซับซ้อน
“งั้นชั้นเป็คนแรก !” อิลไคเร่งเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปี่ยมความมั่นใจ ก้าวแรกย่างไปข้างหน้าทันทีโดยไร้ซึ่งการรีรอ
เรือนร่างของเขาหยุดอยู่ ณ เบื้องหน้าของแท่นบูชา ชายหนุ่มเริ่มต้นหยิบมีดขึ้นมาด้วยมือขวา ครู่ต่อมาจึงเริ่มกรีดนิ้วชี้ข้างซ้ายจนสายโลหิตเริ่มต้นหลั่งไหล
พลันหยดเืร่วงหล่นลงสู่ภายในจอกศักดิ์สิทธิ์ ประกายแสงสีรุ้งพลันสว่างด้วยเจ็ดสีไปทั่วทุกหนแห่งในฉับพลัน
แสงสว่างค่อย ๆ เลือนหายไป ไม่นานนักทุกสิ่งก็ได้กลับคืนสู่ปกติ ยกเว้นเพียงหนึ่งสิ่ง เมื่ออักขระประหลาดได้ปรากฏขึ้นมาอยู่เหนือจอกศักดิ์สิทธิ์จากพื้นที่อันว่างเปล่า
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘นักดาบตัดเปลวเพลิงแห่งต้นกำเนิด’]
.
“อะไรกัน แค่นี้เนี่ยนะ ?”
น้ำเสียงของอิลไคเจือแววความผิดหวังน้อยๆ มือขวายื่นออกไปข้างหน้าเพื่อหวังจะััอักขระเ่าั้
ทว่ากลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ มือของเขาทะลุผ่านอักขระไปราวกับภาพตรงหน้าเป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้น
“นักดาบตัดเปลวเพลิงแห่งต้นกำเนิด ไม่ผิดแน่ มันคือศาสตร์เฉพาะลำดับที่ยี่สิบห้า !!” เสียงของฮูโม่ดังก้องกังวานในฉับพลันประหนึ่งว่ามันคือเสียงฟ้าผ่า
อิลไคตื่นตระหนกใจนต้องหันมองกลับมาตามหาต้นเสียง ทว่าสิ่งแรกที่ตัวเขาได้พบเห็น มันกลับเป็ใบหน้าที่แลดูตกตะลึงของบาทหลวงฮูโม่ และไม่เพียงแค่เขา กระทั่งาาโรมันเนีย รวมไปถึงบรรดาชนชั้นสูงทั้งหลาย หรือแม้แต่เหล่าทหาร ทุกคนกลับมีใบหน้าตกตะลึงราวกับว่าพวกเขากำลังจดจ้องมองภูตผีหรือปีศาจมิได้แตกต่างกัน
“มันสุดยอดขนาดนั้นเลยรึไง ?” อิลไคนั้นมิได้เข้าใจอย่างถ่องแท้จึงได้เอ่ยถาม
“แน่นอนสิขอรับ!” ฮูโม่ที่ราวกับว่าตนล่วงรู้ถึงบางอย่างจึงได้เอ่ยขึ้น “ศาสตร์เฉพาะบนโลกใบนี้มีมากมายหลายร้อยหลายพันศาสตร์ ยิ่งได้รับศาสตร์ลำดับแรกๆ ย่อมแสดงให้เห็นถึงพลังและพร์อันกล้าแกร่ง กระนั้นท่านผู้กล้ากลับได้รับศาสตร์ลำดับหนึ่งในร้อย เป็ไปตามตำนานที่เล่าขานกันมาั้แ่เนิ่นนาน ว่าผู้กล้าที่เดินทางมาจากต่างโลกจะสร้างปาฏิหาริย์ให้ทุกคนได้เห็นประจักษ์ เช่นนี้การลงทุนลงแรงทั้งหมดก็มิได้เสียเปล่าอีกต่อไป !!”
เสียงะโโห่ร้องแห่งความปลื้มปีติดีใจเริ่มต้นกู่ก้อง กระนั้นตัวอิลไคกลับหาได้เข้าใจเท่าใดนัก หากแต่เมื่อลองสังเกตใบหน้าของบรรดาชนชั้นสูงในยามนี้ เกรงว่าสิ่งที่เขาได้รับมาคงเปรียบได้กับการซื้อหุ้นชั้นเลิศในราคาย่อมเยาอย่างแน่นอน !
อิลไคก้าวเดินกลับมาหากวีและทุกคนด้วยใบหน้าอันเอมอิ่ม และแล้วก็ถึงคราที่คนต่อไปจำเป็ต้องเริ่มต้นทำพิธี
เซโน่ก้าวเดินมาถึงแท่นบูชา มือขวาได้หยิบมีดขึ้นมาและกรีดเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายในทันที
พลันหยดเืหลั่งไหลลงสู่จอกศักดิ์สิทธิ์ แสงสว่างสีรุ้งได้เริ่มต้นส่องประกายเจิดจ้าด้วยประกายแสงทั้งเจ็ดสี
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘นักดาบคู่ดวงดาราแห่งต้นกำเนิด’]
.
“นี่มันศาสตร์เฉพาะลำดับที่สิบสอง !!”
เสียงของฮูโม่ดังก้องกังวานขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออ้างอิงจากสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้า ก็แสดงว่าศาสตร์เฉพาะของเซโน่เหนือล้ำยิ่งกว่าอิลไคขึ้นไปอีกขั้น
เพียงแต่ ไม่เพียงแค่คนอื่นที่ตกตะลึง กระทั่งตัวเซโน่เองก็มีใบหน้าที่แลดูงุนงงมิได้แตกต่างกัน
เซโน่มิได้เอ่ยสิ่งใด เมื่อสิ้นสุดพิธีกรรม ตัวเขาจึงเดินกลับมาหาทุกคนในทันที
“งั้นต่อไปก็คือชั้นสินะ”
โมมิยะเอ่ยขึ้นและจึงก้าวเดินไปข้างหน้า
พิธีกรรมได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แสงสว่างเจ็ดสีส่องประกายไปทั่วทุกหนแห่ง และเมื่อแสงสว่างเลือนหายไป อักขระประหลาดพลันปรากฏขึ้นมาลอยเด่นอยู่เหนือจอกศักดิ์สิทธิ์ดั่งเช่นเดิม
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘พลซุ่มยิงอัคนีแห่งต้นกำเนิด’]
.
“สุดยอด! นี่คือศาสตร์เฉพาะลำดับที่ห้า !!”
ในบรรดาผู้กล้าที่ได้สำเร็จพิธีกรรม โมมิยะคือชายที่ฟ้าประทานพรมาให้มากที่สุด เขาเผยยิ้มออกมาอย่างเอมอิ่ม แม้มิได้พูดสิ่งใด ทว่าในใจคงเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขอันมากมายจนยากเกินที่ผู้ใดจะรับรู้
ห้องสวดภาวนาที่เงียบสงบจนถึงเมื่อครู่ได้เริ่มต้นคุกรุ่นไปด้วยเสียงโห่ร้อง ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่โบสถ์ หากแต่เป็สถานที่ที่ผู้คนนับร้อยหมื่นต่างจอแจต่อราคาราวกับตลาดสด
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ก่อให้เกิดแรงกดดันขึ้นลาง ๆ ในจิตใจของกวี เพราะยามนี้ตนนั้นคือคนสุดท้าย
พลันได้เห็นถึงท่าทีของชายหนุ่ม ฮูโม่จึงก้าวเดินเข้ามาหาพลางแตะไหล่เขาเบา ๆ และเอ่ยขึ้น
“อย่าได้กังวลไปเลยขอรับ ว่ากันว่าคนสุดท้ายมักโชคดีเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ยืดอกและเผชิญหน้ากับมันเถอะขอรับ”
เพียงหนึ่งถ้อยคำที่ไร้ซึ่งเจตนาร้าย แรงกดดันทั้งหมดในจิตใจของกวีพลันเริ่มต้นบรรเทาลงในชั่วพริบตา
“ผมเองก็คาดหวังให้เป็เช่นนั้นครับ”
เมื่อสิ้นเสียง ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นย่างก้าวแรกตรงไปข้างหน้า พร้อมแววตาคู่นั้นช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง
แต่แล้ว..
.
< จะดีหรือคะ.. >
.
< เพราะเส้นทางที่พี่ชายกำลังมุ่งไป.. >
.
< บางที.. >
.
< มันอาจจะเป็เส้นทาง ที่จะนำพาพี่ชายไปสู่ขุมนรกก็ได้นะคะ >
.
กวีหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ พร้อมเสียงของเด็กสาวที่ตนได้พบพานไปเมื่อยามดึกได้ดังก้องกังวานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขาเริ่มต้นก้าวเดินอีกครั้ง ร่างกายได้หยุดยั้งอยู่ ณ เบื้องหน้าของแท่นบูชา มือขวาหยิบมีดสีเงินขึ้นมากรีดนิ้วเพื่อเริ่มต้นพิธีกรรม
“ซุ่มม !!”
เสียงประหลาดดังก้องกังวานเฉกเช่นทุกครา ทว่าคราวนี้กลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไป ไม่มีแสงสว่างใด ๆ ปรากฏขึ้นมาแม้ว่าเสียงประหลาดจะสดับเงียบลง
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘หมอผี’]
.
อักขระได้ปรากฏขึ้นเหนือจอกศักดิ์สิทธิ์
“ศาสตร์ของผมเป็ยังไงบ้างครับ”
กวีเหลียวมองกลับไปพร้อมกับเอ่ยถาม เพียงแต่ว่า กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากคำว่าปกติอย่างมหันต์
“เอ๊ะ ?”
ชายหนุ่มััได้ถึงลางร้าย ใบหน้าของฮูโม่ยามนี้ราวกับว่าเขานั้นกำลังสิ้นหวัง
บาทหลวงเฒ่าเหลียวมองโรมันเนียอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วพวกเขาทั้งสองต่างส่ายหัว
“ทหาร จงจับกุมชายผู้นี้เสีย !!”
โรมันเนียเร่งสั่งการเหล่าข้ารับใช้ บรรดาทหารได้พุ่งตรงเข้ามาหากวีประหนึ่งว่าเป็สัตว์ร้าย
กวีถูกจับกุม เรือนร่างและใบหน้าแนบชิดกับพื้นลาน ร่างกายมิอาจเคลื่อนไหว เรี่ยวแรงของเขาเปรียบกับเหล่าทหารคงมิอาจเทียบเคียงได้ติด
“พวกคุณคิดจะทำอะไรกันแน่ ?!!” กวีเอื้อนเอ่ยถามในขณะที่ร่างกายยังคงดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วิั ประหนึ่งว่านี่คือโลกแห่งความเป็จริง
เพียงเรี่ยวแรงของเขาย่อมมิอาจต้านทานแรงกายของทหารทั้งสี่ สิ่งเดียวที่ตนสามารถทำได้ในยามนี้ กลับมีเพียงการดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์
“ล้มเหลวรึเนี่ย สิ่งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราต้องสูญเสียไป”
เหล่าชนชั้นสูงเริ่มต้นเอ่ยถ้อยคำเพื่อเสวนาโต้ตอบ หากแต่ว่าใบหน้าของพวกเขานั้นกลับแลดูผิดหวังยิ่งนัก
“อิลไค! โมมิยะ! เซโน่! ใครก็ได้ ช่วยชั้นที !!”
เสียงกวียังคงก้องกังวานเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าทุกคนกลับเงียบปากไร้ซึ่งถ้อยคำโต้ตอบกลับไป
กวีราวกับกำลังตกลงสู่ขุมนรกอันมืดมิด ความสิ้นหวังได้บดบังดวงตาจนมืดบอดมิอาจมองเห็นถึงแสงสว่าง
ทันใดนั้นเอง ฮูโม่ได้ก้าวเดินมาหาพลางจ้องมองลงมาด้วยสีหน้าราวกับกำลังเย้ยหยัน
“ผมไปทำอะไรให้พวกคุณกันแน่ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม
หากแต่ว่าบาทหลวงเฒ่ากลับเงียบสงบไม่พูดไม่จา
แต่แล้วก็ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้หูและจึงเอ่ยพูดขึ้น
“ท่านรู้หรือไม่ เพื่อให้การอัญเชิญผู้กล้าในครั้งนี้สัมฤทธิผล พวกเราจำต้องสูญเสียทรัพยากรในเชิงบุคคลและเงินทุนไปอย่างมหาศาล จนทำให้อาณาจักรยามนี้จำต้องมีหนี้สาธารณะที่ท่วมหัว เพราะฉะนั้นแล้ว ‘ความล้มเหลว’ แม้แต่เพียงครั้งเดียวก็มิอาจยอมรับได้ขอรับ”
ชายเฒ่าบ่นพึมพำอย่างไร้ซึ่งแก่นสาร
“แล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่วะ !!”
ความเดือดดาลเข้าแทนที่ในท้ายที่สุด เสียงที่กวีเอื้อนเอ่ยออกไปนั้นดังก้องกังวานประหนึ่งว่าเป็เสียงฟ้าผ่า
และแล้ว ฮูโม่ได้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง ดวงตาของทั้งสองจดจ้องมองกันและกันในระยะประชิด ริมฝีปากยกขึ้นเป็ริ้วอย่างชั่วร้าย เสียงถูกเปล่งออกมาเพื่อเอื้อนเอ่ยเป็ถ้อยคำอีกครั้ง
“ในบรรดาศาสตร์เฉพาะทั้งสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบแปดศาสตร์ ศาสตร์หมอผีคือศาสตร์ที่อยู่ ณ ลำดับล่างสุด ก็หมายความว่า..”
‘แกมันก็แค่ขยะดี ๆ นี่เอง’