Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 30 - ไม่ถูกชะตา

    ตอนที่ 30 – ไม่ถูกชะตา

     

                ตอนเย็นของวันรุ่งขึ้น สุคนธาก็ชักชวนชัชชัยมาที่ห้องแห่งหนึ่งสองต่อสอง ทำเอาชัชชัยงุนงงว่าเธอจะเรียกเขามาทำอะไร? เธอเดินเข้าไปในห้องกว้างซึ่งไม่ค่อยมีของมากเท่าไหร่นัก พร้อมกับบอกให้เขาตามมาด้วย ก่อนจะตรงไปหยิบเอาดาบเล่มหนึ่งออกมาจากกล่องเก็บของ มันเป็นดาบจริงๆ ไม่ใช่ของปลอมแต่อย่างใด ชัชชัยเห็นก็ส่ายหน้า

                “จะแสดงให้พี่ดูเหรอว่าน้องสามารถทำได้จริงๆ?” ชัชชัยถาม ฝ่ายสุคนธาก็พยักหน้า

                “อ๊ะ ใช่สิคะ หนูจะทำให้ดูว่าหนูไม่เป็นตัวถ่วงในสนามรบหรอก” สุคนธา เด็กสาวที่เพิ่งจะอยู่ชั้นม.ต้นเท่านั้นเอ่ยขึ้น พลางเอาดาบออกมา ก่อนจะไปเอาหุ่นจำลองที่ทำจากพลาสติกเป็นรูปร่างมนุษย์มาตั้งเอาไว้ในที่แห่งหนึ่ง จากนั้น เธอก็เริ่มฝึกฝนกับหุ่นจำลอง เธอฟันดาบอย่างคล่องแคล่ว ตัดส่วนแขนส่วนขาของหุ่นอย่างชำนาญ ทำเอาชัชชัยอึ้งไปเลย

                แล้วเธอก็ปาดาบออกไป ดาบตรงเข้าปักที่หน้าอกของหุ่นจำลองพอดีเป๊ะ ทำเอาชัชชัยถึงกับทึ่งในความสามารถของเธอ เขาเผลอปรบมือออกมา แต่พอรู้ตัวเขาก็หยุดการปรบมือ

                “เป็นไงคะ?” สุคนธาหันมาถามอย่างหอบเล็กน้อย เพราะต้องออกแรงถือดาบ “หนูทำได้ใช่ไหม? ให้หนูลงร่วมสนามรบด้วยคนนะ”

                “ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้” ชัชชัยปฏิเสธทันที “อาวุธของพวกมันเป็นปืนเลเซอร์นะ แล้วดาบของน้องจะทำอะไรได้?”

                “แหม ทำได้สิคะ ก็จัดการฆ่าพวกมันแบบนี้ไง” สุคนธาตอบพลางอมยิ้ม ก่อนจะปาดเหงื่อบริเวณหน้าผากออกไป “ให้หนูออกศึกด้วยเถอะ นะคะ นะ”

                “ไม่! ยังไงก็ไม่ได้” ชัชชัยว่าเสียงดัง ทำเอาสุคนธาหุบปากไปเลยทันที ก่อนที่เธอจะถอนหายใจออกมา แล้วก็เอาดาบเล่มนั้นไปเก็บไว้ที่เดิม

                ที่บ้านของชานนท์และณปภา ชัชชัยกลับมาสายไปหน่อย พอทุกคนเห็นว่าชัชชัยกลับมาเย็นขณะนั่งกินข้าวกันอยู่ ภัทรก็เลยถามขึ้น

                “ไปทำอะไรมา? อย่าบอกนะว่าไปกับน้องธา?” ภัทรล้อเลียนเพื่อนออกมา ชัชชัยที่เหนื่อยใจแล้ว เขาไม่มีอารมณ์จะโกรธแล้ว แต่เดินเข้ามาภายในบ้าน มาตรงโต๊ะอาหารเลย ฝ่ายณปภาก็คดข้าวใส่จานให้ชัชชัย พร้อมกับวางช้อนส้อมให้

                “สรุป แกไปไหนมา?” ภัทรถามอย่างอยากรู้จริงๆ “ไปหาน้องธามาใช่ไหมล่ะ? อย่ามาโกหกกันเลย”

                “เออ ฉันยอมรับ” ชัชชัยพูดแล้วก็เล่าให้ฟังว่าสุคนธา อยากจะออกศึกกับพวกเขาด้วย พันธกรได้ยินดังนั้น เขาก็เงยหน้าชัชชัยขึ้นมาพลางนึกถึงใบหน้าพสุขึ้นมาทันที พสุเองก็บอกว่าอยากจะออกรบกับพวกเขาเหมือนกัน เพื่อปกป้องอาณาเขต

                “เฮ้ย เธอแค่เด็กม.ต้นเอง” ภัทรบอกออกมาอย่างเป็นห่วง “แล้วจะไปสู้รบได้ยังไง?”

                “ใช่ไหม?” ชัชชัยถามความเห็นจากเพื่อนสนิท “เธอทำไม่ได้หรอก ไม่ใช่จะว่าเธอเป็นตัวถ่วงนะ แต่มันอันตรายสำหรับเธอมากเกินไป”

                “น้องเขากล้าหาญดีนี่” ทรัพย์สินชื่นชมออกมา ขณะพักกินข้าวครู่หนึ่ง “อยู่แค่ชั้นม.ต้นก็กล้าขนาดนี้แล้ว”

                “พี่สินคงไม่ได้หมายความว่าให้น้องออกมาร่วมศึกกับพวกเราใช่ไหม?” ชัชชัยถามทรัพย์สินขึ้นมา ฝ่ายทรัพย์สินก็ส่ายหน้าออกมา

                “ไม่หรอก พี่ไม่ยอมให้เขาออกมาเสี่ยงหรอก” ทรัพย์สินว่าพลางตักเนื้อปลาทอดมาใส่ลงในจานของตัวเอง “มันอันตรายเกินไปอย่างที่น้องชัยบอกจริงๆ”

                “แต่ผมกลัวเธอจะไม่ยอมเชื่อและออกมาสู้รบด้วยนี่สิครับ” ชัชชัยบอกความกังวลของเขาออกมา “กลัวว่าเธอจะไม่หลบอยู่ในบ้านและออกมาสู้รบกับพวกเราด้วย”

                “นายต้องรีบไปอธิบายให้เธอเข้าใจ” พันธกรบอกพร้อมกับถอนหายใจ “ไอ้ดินก็เหมือนกัน มันก็บอกว่าอยากออกรบด้วยเหมือนกัน มันอยากปกป้องอาณาเขตของมัน และฉันก็ห้ามมันไม่ได้ บอกน้องธาอะไรนั่นซะ ให้เลิกล้มความคิดที่จะออกสู้รบ ก่อนจะสายเกินไป”

                “อือ” ชัชชัยตอบออกมา “ได้ ฉันจะไปบอกพรุ่งนี้”

                แล้วทุกคนก็จัดการอาหารจดหมด ทำเอาณปภาออกจะยินดีที่ทุกคนชอบอาหารของเธอ วรรณสาเป็นคนช่วยณปภาล้างจานให้เหมือนเดิม ฝ่ายณปภาเห็นวรรณสาล้างจานอย่างตั้งใจ เธอก็ถามขึ้นมา

                “แล้วเรื่องน้องพันล่ะ?” ณปภาถามพลางอมยิ้ม “ไปถึงไหนแล้ว”

                “เอ่อ” วรรณสาไม่อยากตอบเลย แต่ถ้าไม่ตอบก็กลัวจะเสียมารยาท เธอเลยได้แต่บอกออกมา “ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลยค่ะ”

                “น้าว่ารีบบอกไปดีกว่านะ อย่างน้อยให้เขารู้ความรู้สึกของเราก็ยังดี” ณปภาแนะนำให้ฟัง “เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายกันเมื่อไหร่? ไม่รู้ว่าพวกเอไอจะบุกเข้ามาเมื่อไหร่? น้าว่า รีบบอกออกไปเถอะ ก่อนที่จะสายเกินไป”

                วรรณสาหันมามองหน้าณปภา เธอพูดเหมือนกับวนิดา เพื่อนสนิทของเธอเลย แล้วเธอก็นึกไปถึงวนิดา ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ได้? ณปภาที่เห็นวรรณสาทำหน้าเศร้าดังนั้น เธอก็ถามว่าเธอพูดอะไรผิดหรือเปล่า?

                “เปล่าหรอกค่ะ แต่คำพูดของน้าทำให้หนูนึกถึงเพื่อนสนิทน่ะค่ะ มันก็บอกแบบนี้เหมือนกัน” วรรณสาว่าแล้วถอนหายใจ “ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างไม่รู้? ตายไปหรือยังก็ไม่รู้?”

                “เพื่อนร่วมสนามรบของหนูเหรอ?” ณปภาถามขึ้นมา “ถามจริงๆ พวกของน้องมีกันกี่คน?”

                “ยี่สิบคนค่ะ” วรรณสาตอบออกมา “แต่ก็เหลือกันมาเท่านี้ คนอื่นๆ ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไงบ้าง? อยู่ในดงของศัตรูแบบนี้ จะรอดไปได้ยังไง?”         

                วรรณสาแสดงความเป็นห่วงเพื่อนออกมา ทำเอาณปภาต้องตบบ่าเธอเป็นเชิงปลอบใจ แล้วก็บอก “ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนน้องต้องยังไม่ตายแน่ๆ”

                “ขอบคุณนะคะที่ช่วยปลอบ” วรรณสาว่าแล้วก็ทำหน้าทุกข์อีกครั้ง “แต่มันคงไม่รอดหรอกค่ะ มันเองก็สู้อะไรไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน”

                ว่าเสร็จ วรรณสาก็ขออนุญาตณปภาขึ้นไปบนห้องนอนของเธอกับกมล ส่วนห้องพักของอัมพรอยู่ที่ชั้นสาม เธอแยกออกมานอกจากพวกผู้หญิง เพราะเธอทนหน้ากมลไม่ได้ อัมพรมองบาดแผลที่มีอยู่เกือบทั่วตัวเธอ แผลเริ่มจะสมานกันแล้ว เป็นเพราะวรรณสารักษาให้แท้ๆ 

                “ยัยกมล” อัมพรเอ่ยขึ้นมา “ชาตินี้เลยอย่าคิดว่าฉันจะดีด้วย”

                ว่าแล้ว เธอก็พลิกตัวนอนตะแคงข้างขวา พลางนึกถึงเรื่องที่เธอหนีพวกเอไอไล่ล่ามา เธอหวิดตายมาเกือบจะหลายรอบแล้ว วิ่งแล้วก็หกล้ม ตัวไปเกี่ยวกับกำแพงตาข่าย อันทำให้เกิดบาดแผลพวกนี้ขึ้นมา จนกระทั่งมาเจออาณาเขตนี้ และเจอพวกทรัพย์สินพอดี เธอออกจะแปลกใจ เรื่องที่ทรัพย์สินอยู่ที่นี่และเรื่องที่ว่าเธอรอดมาได้ยังไง?

                “พี่พร” จู่ๆ วรรณสาก็ขึ้นมาบนชั้นสาม ห้องพักของอัมพร พร้อมกับถือถาดใส่คุกกี้กับโอลัวตินเอามาให้ด้วย “ของว่างค่ะ กินซะหน่อยนะ”

                “เย็นนี้ พี่กินอิ่มแล้ว เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ” อัมพรพูดอย่างอารมณ์ไม่ดี วรรณสาเลยถอนหายใจ ก่อนจะวางถาดใส่คุกกี้ที่เธอทำเองพร้อมกับน้ำโอวันตินไว้บนโต๊ะในห้อง วรรณสาสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา เลยถามอัมพร

                “พี่...ไม่คิดจะไปคืนดีกับพี่กมลจริงๆ เหรอคะ?” 

                อัมพรลุกจากเตียงขึ้นมาทันทีและตวาดใส่วรรณสา “มันนั่นแหละต้องมาขอโทษพี่! มันเป็นคนทำพี่ก่อนนะ น้องสา! จะไม่ให้พี่สู้กลับได้ยังไง?”

                “แต่พี่กมลเขาก็รู้สึกผิดนะคะ” วรรณสาบอก ทำเอาอัมพรร้อง ‘โฮ่’ ออกมาอย่างหัวเสีย

                “รู้สึกผิดเหรอ คนอย่างนั้นรู้สึกผิดเป็นด้วยเหรอ?” อัมพรบอก “พี่ไม่ถูกชะตามันตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมมันต้องรอดด้วยนะ? น่าจะตายๆ ไปเลย น้องบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเจอมันโดยบังเอิญ?”

                “ใช่ค่ะ แต่....” วรรณสาจะพูด แต่กมลก็ปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน กมลเข้ามายืนหน้าประตูห้องอัมพร พร้อมกับพูดแดกดัน

                “ขอโทษนะที่รอดมาได้” กมลว่าออกมา “แต่ความจริง เธอนั่นแหละรอดมาได้ยังไง คนที่ไม่ชอบความยากลำบากอย่างเธอยังอุตส่าห์รอดมาได้ แสดงว่าพวกเอไอก็ไม่เก่งเท่าไหร่”

                “ว่าไงนะ?” อัมพรลุกยืนขึ้นทันที ทำเอาวรรณสาต้องรีบบอกให้ทั้งสองหยุดการทะเลาะกัน แต่ฝ่ายกมลกลับบอกออกมาว่า

                “ไม่ล่ะ สา วันนี้ พี่กับอีนี่ต้องรู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง” กมลบอกพลางเลิกแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะจู่โจมอัมพร ฝ่ายอัมพรก็หัวเราะออกมา

                “ก็ได้ ถ้าเธอจะพูดอย่างนั้น” อัมพรว่าออกมา “ว่าไง? จะตบกันสักฉาดไหม? ฉันเตรียมหน้าไว้พร้อมแล้ว ถ้าอยากจะตบก็ตบได้”

                กมลปรี่เข้าไปหาอัมพรก่อนจะตบหน้าเธอเข้าฉาดหนึ่งทันที ทำเอาวรรณสาถึงกับตกใจ อัมพรเอามือกุมแก้มตัวเองและจ้องมองกมลด้วยสายตาโกรธแค้น กมลเลยตบเข้าหน้าเธออีกฉาดหนึ่งจนเธอล้มลงไปกองกับพื้น ฝ่ายวรรณสา เธอเห็นท่าไม่ดีแล้ว จึงไปเรียกพวกผู้ชายให้มาช่วยระงับศึกหน่อย วรรณสาวิ่งมาถึงห้องของพวกทรัพย์สิน ก่อนจะบอกเรื่องออกมา

                “อะไร? มีเรื่องอีกแล้วเหรอ?” ทรัพย์สินยืนขึ้นจากเตียงและเตรียมจะไปยังชั้นสาม พันธกรและคนอื่นๆ ก็จะขึ้นไปห้ามด้วย ทรัพย์สินเดินขึ้นบันไดมาชั้นสามก็ได้ยินเสียงดังโหวกเหวกโวยวายขึ้น เขารีบตรงไปยังห้องของต้นเสียงทันที แล้วทรัพย์สินก็ได้เห็นว่ากมลกับอัมพรกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างทำร้ายกันและกัน

                “นี่! พอได้แล้วนะ” ทรัพย์สินตรงเข้ามาจะแยกกมลกับอัมพรออกไป แต่อัมพรไปคว้ามีดจากลิ้นชักในโต๊ะมา ทำท่าจะแทงไปที่กมล จนทรัพย์สินต้องรีบบอกให้หยุด

                “ไม่เอา มีด! มีด!” ทรัพย์สินพยายามจับร่างอัมพรและจับมีดในมือของอัมพร จนมันพลาดท่า บาดมือของทรัพย์สินจนเป็นแผลเลือดออก อัมพรกระแทกร่างของทรัพย์สินออกไป ก่อนจะวาดมีดลงใส่กมลแต่กลับไม่โดนเธอ วรรณสาที่เห็นมือของทรัพย์สินเลือดออก เธอก็ร้องอย่างตกใจ

                “พอได้แล้ว! พอได้แล้ว!!” ทรัพย์สินร้องขณะที่เจ็บแสบแผลที่มืออยู่ เขาพยายามรั้งตัวอัมพรเอาไว้ไม่ให้ใช้มีดทำร้ายกมล ฝ่ายกมลก็ใช้เท้าถีบอัมพรจนล้มลงไปกับพื้น อัมพรฟื้นตัวขึ้นมาใหม่และจะเอามีดแทงกมล

                ปัง!

                ทั้งกมลและอัมพรต่างหยุดการต่อสู้ทันที เมื่อเห็นพันธกรที่วิ่งไปหยิบอาวุธของตัวเองเข้ามาและลั่นไกหนึ่งครั้งไปบนเพดาน เสียงปืนนัดหนึ่งหยุดทั้งคู่เอาไว้ได้ พันธกรกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ       

                “พวกพี่จะอะไรกันนักกันหนา?” พันธกรพูดออกมา “ดีๆ ก็กันบ้างไม่ได้เหรอ?”

                “ให้พี่ดีกับนังนี่เหรอ น้องพัน?” อัมพรชี้ใส่กมล ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็รีบบอกให้ทรัพย์สินไปทำแผลดีกว่า อัมพรที่ได้ยินดังนั้นก็หันมาหาทรัพย์สิน เพิ่งจะรู้ว่าทรัพย์สินโดนมีดของเธอปาดมือเอาตอนที่ชุลมุนกัน เธอเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าขอโทษอะไรออกไป เพียงแต่เดินออกจากห้องไปเลย

                “คนอะไร?” ปฏิคมพูดพลางส่ายหน้า ขณะที่วรรณสาใช้ผ้าซับเลือดที่มือของทรัพย์สิน “อารมณ์ร้ายเป็นบ้า วู่วาม มีแต่สร้างปัญหา”

                “พอเถอะ น้องคม เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก” ทรัพย์สินที่โดนวรรณสาทำแผลให้อยู่พูดแล้วก็ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดแผล พร้อมกับบอก “น้องสา เบาๆ มือหน่อยสิ”

                “นี่ก็เบาสุดแล้วค่ะ พี่เงียบๆ เถอะ เดี๋ยวสาทำแผลให้” วรรณสาพูดออกมาพลางลงยาสมานแผลให้กับทรัพย์สิน “นี่ดีนะที่แผลบาดไม่ลึก ถ้าลึกกว่านี้จะเป็นเรื่องใหญ่”

                ทรัพย์สินถอนหายใจออกมา เขาไม่พอใจเลยที่กลุ่มของพวกเขาแตกความสามัคคีกัน เขารู้ดี หลังจากเรียนพวกประวัติศาสตร์มาแล้ว เขารู้ดีว่าเมื่อไหร่ยามประเทศใดไร้ความสามัคคี ประเทศนั้นจะล่มจม

                “พี่ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้” ทรัพย์สินหันไปบอกกับกมล “เราต้องสามัคคีกันไว้นะ น้องมล”

                “ไม่ค่ะ! ยังไงทั้งชาติหนูก็ไม่มีวันญาติดีกับมันหรอก” กมลบอกกับทรัพย์สินที่ตอนนี้วรรณสาเอาผ้าพันแผลที่มือให้แล้ว “คนแบบนั้น ไปดีกับหมาดีกว่า”

                ทรัพย์สินถอนหายใจออกมาอีกเฮือก ก่อนจะขอบคุณวรรณสาที่ช่วยรักษาแผลให้เขา เขาหายเจ็บไปเยอะเลย พร้อมกับชื่นชมว่าวรรณสาสมเป็นแพทย์สนามจริงๆ ทำแผลได้เก่งมาก

                “ก็โดนผู้นำอาณาเขตสอนนั่นแหละค่ะ ไม่เก่งเท่าไหร่หรอก” วรรณสาอย่างถ่อมตน ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาล แล้วเธอก็เห็นว่ายาเริ่มเหลือน้อยลงมากขึ้นทุกทีแล้ว เธอเลยตัดสินใจบอกกับทุกคน

                “ยาเริ่มจะเหลือน้อยแล้วนะคะ พวกพี่ๆ ต้องระวังอย่าให้บาดเจ็บกันนะ” วรรณสาบอกออกมา พันธกรที่นึกขึ้นได้จึงถามเรื่องแผลที่เข่าของวรรณสา วรรณสาก็บอกว่าดีขึ้นมากแล้ว

                “ไหน ดูสิ?” พันธกรสั่งให้วรรณสาเลิกขากางเกงขึ้น แล้วตรวจดูแผลของเธอ ก็พบว่ามันไม่มีเลือดซึมออกมาแล้ว เขาเลยทำท่าโล่งใจขึ้นมา

                “ยังไงพี่ก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ น้องมล” ทรัพย์สินบอกออกมา “พี่จะยอมให้กลุ่มแตกกันเองไม่ได้ เราต้องสามัคคีกันไว้นะ ถึงจะผ่านศึกไปได้ หากเราขาดความสามัคคี เราล่มแน่”

                ปราชญาที่ได้ยินทรัพย์สินพูดออกมาแบบนั้นก็คิดว่าจริงเหมือนกัน ส่วนวาสุกรี เขาหาวออกมาอย่างง่วงนอน พร้อมกับบอกพวกหนุ่มๆ ทุกคน

                “เรากลับห้องกันเถอะ ผมง่วงนอนแล้ว” วาสุกรีบอกออกมา พวกหนุ่มๆ จึงพากันเดินออกไปจากห้องของกมลและวรรณสาแล้วกลับไปยังห้องพักของพวกตัวเอง วรรณสารีบเข้ามาดูอาการของกมลว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?

                “ไม่เป็นไรหรอก น้องสา แผลแค่นี้พี่ทนได้” กมลว่าขึ้นมาแล้วก็โอดครวญเพราะเจ็บแผลที่มุมปากเหลือเกิน วรรณสาที่เห็นดังนั้นก็ทำท่าจะรักษาให้ แต่กมลบอกว่าไม่ต้อง

                ฝ่ายอัมพร เธอเดินลงมาด้านล่างก็เจอกับณปภาพอดี เธอถามใหญ่ว่าเมื่อกี้ได้ยินเสียงปืนดังลั่นหนึ่งนัด เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?

                “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” อัมพรตอบอย่างหงุดหงิด เธอไม่อยากคุยกับใครตอนนี้ แม้ในใจจะรู้สึกผิดที่เอามีดเผลอไปทำร้ายทรัพย์สินเข้า ณปภาเดินลงมานั่งข้างๆ อัมพรก่อนจะพูด

                “มีอะไรก็ปรึกษากันได้ อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย”

                “ไม่ค่ะ หนูไม่มีอะไรจะปรึกษา” อัมพรว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ เธอเลยถามออกไป “เห็นน้องสาบอกว่าทำคุกกี้มาให้ ที่บ้านนี้มีเตาอบด้วยเหรอคะ?”

                “อ๋อ มีสิ” ณปภาบอกออกมา อัมพรหันไปมองด้านหน้าบ้าน แล้วจู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมา ทำเอาณปภาถึงกับตกใจ ถามใหญ่ว่าเธอร้องไห้ทำไม?

                “หนูคิดถึงพ่อกับแม่ ทั้งสองคนตายไปแล้ว” อัมพรว่าพลางปาดน้ำตาออก เธอไม่อยากให้ณปภาเห็นด้านที่อ่อนแอของเธอมากเท่าไหร่นัก ณปภาก็พอจะเข้าใจ เธอเอามือวางบนไหล่ของอัมพรก่อนจะพูดออกมา

                “ร้องออกมาเถอะ ร้องออกมาให้หมด” ณปภาพยายามปลอบใจเธอ “ไม่ผิดหรอกที่คนเราจะร้องไห้ ถ้ามันทำให้สบายใจขึ้นก็ร้องออกมาเถอะ”

                “ไม่ค่ะ หนูไม่ร้อง” อัมพรพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง ถึงแม้ในใจตอนนี้จะแตกสลายไปแล้วก็ตาม เธอพูดออกมา “หนูไม่ใช่คนอ่อนแอขนาดนั้น”

                “โกหก น้าดูรู้ หนูพรเป็นคนดี แต่เพียงแสดงออกร้ายเท่านั้น น้าเคยบอกแล้วไง” ณปภาบอกขึ้น แต่อัมพรส่ายหน้า

                “หนูไม่ใช่คนดีมากนักหรอกค่ะ” อัมพรบอกแก่ณปภา “หนูร้ายจะตาย ขี้หงุดหงิด ขี้วิน แล้วก็...”

                “นั่นแหละ หนูรู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเอง ก็ถือว่าหนูเป็นคนดีแล้ว” ณปภายิ้มก่อนจะบอกกับอัมพรออกมา “บางคนที่นิสัยไม่ดี พวกเขาไม่รู้จักนิสัยตัวเองหรอก คิดว่าตัวเองดีอยู่แล้ว นี่หนูสำนึกบาปได้ แสดงว่าหนูเป็นคนดี”

                อัมพรหันมาหาณปภาอย่างสงสัยจริงๆ เธอแสดงให้เห็นแล้วว่าเธอร้ายขนาดนี้ แต่ณปภาก็ยังชมเธอว่าเป็นคนดีอีก? เธอไม่เข้าใจจิตใจหญิงสาวคนนี้เลย

                “หนูไม่ใช่คนดีหรอกค่ะ” อัมพรว่าแล้วลุกขึ้นทันที “ขอโทษนะคะ หนูขอไปนอนก่อนดีกว่า”

                “จ้ะ ตามสบายเถอะ” ณปภาว่าออกมา แล้วอัมพรก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสามทันที พบว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว เธอเดินไปที่เตียงนอนก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปเลย

                เช้าวันรุ่งขึ้น พันธกรตื่นแต่เช้าตรู่ เขาออกมาแปรงฟันที่ในห้องน้ำ ก่อนจะอาบน้ำแล้วเตรียมตัวใส่เสื้อจะไปโรงเรียน ฝ่ายชัชชัยเองก็ตื่นขึ้นมาเหมือนกัน พอพันธกรออกมาจากห้องน้ำ เขาก็เข้าไปต่อ

                “ไอ้ชัย วันนี้แกก็จะไปโรงเรียนเหมือนกันเหรอ?” พันธกรถามชัชชัยออกมา ชัชชัยก็ตอบว่า ‘อืม’

                “แกไม่ได้ไปเรียน? จะไปทำไมวะ?” พันธกรถามอย่างสงสัย “หรือเป็นเพราะน้องสุคนธาอะไรนั่นจริงๆ ถึงทำให้แกไป?”

                “นี่” ชัชชัยหันมายืนเท้าเอวใส่พันธกร “อย่าพูดแบบนี้อีกนะเว้ย ไม่งั้นมีเรื่องแน่”

                แล้วชัชชัยก็เข้าไปในห้องน้ำ ฝ่ายพันธกรก็หัวเราะออกมา เขาคิดอยู่แล้วว่าชัชชัยต้องไปเพราะสุคนธาแน่ๆ นี่ชัชชัยคงจะเริ่มชื่นชอบสุคนธาขึ้นมาแล้วล่ะสิ ถึงได้ยอมไปโรงเรียน

                พอเช้าขึ้นอีกหน่อย ทุกคนที่อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ลงมากินข้าวที่ณปภาทำด้านล่าง อัมพรก็เดินลงมาด้วย เธอมองไปที่ทรัพย์สิน แล้วก็มองไปที่ผ้าพันแผลที่มือซ้ายของเขา ก่อนจะรู้สึกผิดขึ้นมา แต่เธอยังไม่อยากขอโทษตอนนี้ พอเธอนั่งลงที่โต๊ะอาหาร กมลก็ต่อว่าเธอขึ้นมาทันที

                “แค่คำว่า ‘ขอโทษ’ ก็ยังพูดไม่ได้” กมลหาเรื่องอัมพรก่อน “ที่พี่สินบาดเจ็บก็เป็นเพราะว่าแกนั่นแหละทำลงไป แล้วทำแบบนี้ยังจะไม่ยอมขอโทษอีก”

                อัมพรลุกขึ้นยืนทันทีอย่างโมโห ทำเอาวรรณสาที่นั่งข้างๆ ต้องดึงแขนเสื้อเธอลง อัมพรจึงได้นั่งลงไปกับเก้าอี้อีกที ในขณะที่กมลทำเสียง ‘เฮอะ’ ในลำคอเบาๆ อัมพรจ้องมองกมลตาขวาง ขณะที่ณปภาเอาอาหารมาเสิร์ฟ

                “กินกันให้เยอะๆ นะจ๊ะ” ณปภาบอกอย่างใจดี “เดี๋ยวน้าจะเตรียมข้าวเที่ยงกับข้าวเย็นเอาไว้ด้วย ทุกคนต้องกลับมากินนะจ๊ะ”

                “กินอยู่แล้วครับ ก็อาหารที่คุณน้าทำอร่อยมาก” วาสุกรีเอ่ยชมณปภาออกมา ทำเอาเธอขวยเขิน แล้วเธอก็บอกออกมา

                “พวกที่จะไปโรงเรียนก็ไปเถอะ” เธอว่า “ส่วนพวกที่ไม่ไปก็จะไปเที่ยวดูตลาดในอาณาเขตก็ได้ ทำตัวตามสบายเลย”

                “ค่ะ” กมลตอบรับณปภา “เดี๋ยวหนูว่าจะไปเดินตลาดเสียหน่อย เห็นน้องชัยบอกว่ามีของกินเยอะนี่”

                “อ๋อ ไอ้ชัยไปกับน้องธาน่ะสิถึงได้รู้” ภัทรพูดขึ้นมา ทำเอาชัชชัยมองเขาตาขวาง แต่ภัทรไม่ได้สนใจ ฝ่ายณปภาได้ยินชื่อสุคนธา ก็ถามว่าเธอเป็นใคร?

                “เด็กนักเรียนหญิงในอาณาเขตนี่แหละครับ” ภัทรบอกออกมา “เป็นคนที่ไอ้ชัยมันชอบ”

                “นี่” ชัชชัยถึงกับกระแทกช้อนส้อมลงจาน “มามีเรื่องกันเลยดีกว่าไหม?”

                ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างหัวเราะออกมา ณปภาเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน ชัชชัยเลยบอกออกไปว่า “ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับ” ชัชชัยกล่าวเสร็จก็รีบๆ กินข้าวเข้าไป แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นมาอีก ทำเอาทรัพย์สินที่กำลังนั่งกินข้าวหันไปมองทางต้นเสียงทันที

                “พวกมันบุกเข้ามาอีกแล้วเหรอ?” ทรัพย์สินว่าออกมา พลางหันไปหาณปภา “น้าภา น้าเข้าไปหลบในบ้านก่อนแล้วอย่าออกมา เดี๋ยวพวกผมจะจัดการเอง”

                “เฮ้ๆ อย่ารวมถึงฉันด้วยนะ” อัมพรบอกออกมา แต่ทรัพย์สินไม่มีเวลามาต่อว่าแล้ว เขารีบวิ่งขึ้นบันไดไปหยิบอาวุธของตัวเองออกมา คนอื่นๆ ก็ทำเช่นกัน อัมพรจ้องมองพวกที่ไปเอาอาวุธ ก่อนจะถามพันธกรที่ถือปืนพกลงมาด้วย

                “พวกเธอจะทำอะไรน่ะ?” อัมพรถามออกมาอย่างงุนงง “อย่าบอกนะว่าจะช่วยเหลืออาณาเขตนี้”

                “ใช่ครับ พี่พร” พันธกรตอบออกมา ทำเอาอัมพรอึ้งไปเลย แล้วเธอก็ตัดสินใจวิ่งไปด้านบนด้วย ก่อนจะคว้าระเบิดมือออกมาจากกระเป๋ายังชีพของตัวเอง แล้ววิ่งลงมาสมทบกับพวกคนอื่นๆ ด้านล่าง