ความเท่าเทียม
ความโลภกระโดดกระเต้นอย่างดีใจและสนุกสนานราวกับว่าการได้กายหยาบเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิต“ในที่สุดข้าก็ได้กายหยาบอีกครั้ง ครั้งนี้แหละข้าก็ได้ลิ้มรสชาตาหารและของอร่อยต่าง ๆได้เสียมี” ความโลภกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น“นี่มันอะไรกัน ทำไมจิตวิญญาณของเจ้าถึงไปอยู่ในวานรตัวนั้น” ถังเจี่ยกล่าวด้วยสีหน้าแตกตื่นเมื่อมองไปที่ความโลภ“นั่นสินะปิดบังไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี สิ่งที่พวกเจ้าเห็นคือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของจิตวิญญาณของข้า ใช่แล้วจิตวิญญาณของข้านั้นมีจิตวิญญาณนึกคิดเป็นของตัวเองยังไงละ” ฟางเฉินกล่าว“มีความนึกคิดเป็นของตัวเองงั้นเหรอ เรื่องนี้มันข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” ถังเจี่ยกล่าว“เรื่องนี้เหมือนข้าจะเคยได้ยินอาจารย์กล่าวมาก่อน ดูเหมือนว่าในสมัยก่อนอาจารย์ของราชาเซียนเต้าจีเองก็ถูกจิตวิญญาณของตัวเองยึดร่างไปและตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอยู่ที่ใหน” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าว“ใช่แล้วที่จริงแล้วจิตวิญญาณอย่างพวกข้านั้นมีความนึกคิดกันทุกตนอยู่แล้วแต่มันอยู่ที่ว่าจิตวิญญาณเหล่านั้นจะทรงพลังมากพอจะติดต่อหรือพูดคุยกับผู้ที่ทำพันธสัญญาได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง” ความโลภกล่าว“พันธสัญญางั้นเหรอ” เย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจเพราะนี่คือครั้งแรกที่นางได้ยิน“การปลุกจิตวิญญาณของพวกเจ้าเป็นการทำพันธสัญญากับเหล่าจิตวิญญาณซึ่งสถานะของทั้งสองไม่ได้เป็นเจ้านายและลูกน้องแต่อยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกันและเติบโตไปด้วยกัน และจะมีจิตวิญญาณบางตนที่มีความคิดที่ชั่วร้ายและเฝ้ารอคอยยึดร่างของคู่สัญญาเพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แต่สำหรับตัวตนชั้นสูงอย่างข้าเรื่องแบบนั้นมันไม่จำเป็นเพราะข้าสามารถใช้ร่างของอสูรในการคงอยู่ได้ และข้าไม่สนใจการยึดร่างของคู่สัญญาอีกด้วยเพราะสิ่งที่ข้าต้องการคือกิน กิน แล้วก็กิน ตลอดมาข้าอยากจะกินของอร่อยๆบนโลกใบนี้ทั้งหมดมาตลอด” ความโลภกล่าว“จิตวิญญาณแบบนี้ก็มีด้วยงั้นเหรอ” ถังเจี่ยกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ“เมื่อรู้อย่างงี้แล้วข้าเริ่มกลัวจิตวิญญาณของตัวเองแล้วสิ” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าว“พวกเจ้าโง่หรืออย่างไร ความรู้ที่พวกเจ้าได้รับไปนั้นเป็นสิ่งมีค่าอย่างมากเพราะมันจะทำให้พวกเจ้าปฏิบัติกับเหล่าจิตวิญญาณในทางที่ดีขึ้นและสักวันเพื่อจิตใจของเจ้าและจิตวิญญาณเชื่อมถึงกันพวกเจ้าก็จะสามารถสื่อสารกันได้แบบข้าและฟางเฉินยังไงละ” ความโลภกล่าว“แบบนี้นี่เอง ความรู้นี้มีค่ามากจริง ๆ ไม่สิตลอดมามนุษย์แทบไม่เคยรับรู้เรื่องราวของจิตวิญญาณเลยถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไปละก็โลกได้สั่นสะเทือนแน่” ถังเจี่ยกล่าว“ทางที่ดีพวกเจ้าอย่าพึ่งไปบอกเรื่องนี้กับใครจะดีกว่าเพราะจิตใจของมนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและมันอาจจะพาพวกเจ้าตกอยู่ในอันตรายก็ได้” ความโลภกล่าว“อย่างที่ความโลภกล่าวเรื่องนี้รู้แค่พวกเราหนะดีแล้วแต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญพวกเราควรจะไปชั้นที่ 4 ได้แล้ว” ฟางเฉินกล่าว“นั่นสินะไปกันเถอะ” เย่เซียนกล่าว“ฟางเฉินเอาแหวนมิติของเจ้ามาเดี๋ยวนี้” ความโลภกล่าว“เจ้าจะเอาไปทำไม” ฟางเฉินกล่าว“ข้าต้องการชิมผลเซียนที่อยุ่ข้างในนั้น” ความโลภกล่าว“ก่อนหน้านั้นเจ้าควรจะมอบสิ่งๆหนึ่งให้กับข้ามิใช่เหรอ” ฟางเฉินกล่าว“ข้ารู้แล้วน่า” ความโลภกล่าวและกระโดดเกาะบ่าของฟางเฉินจากนั้นมันก็ชี้นิ้วไปที่หน้าผากของฟางเฉินทันทีความทรงจำจำนวนหนึ่งของฟางเฉินเชื่อมต่อกันทำให้ฟางเฉินได้รับทักษะระดับเซียนของความโลภ ฟางเฉินเห็นทักษะสองเล่มลอยอยู่ในความทรงจำ“ร้อยก้าวเพลิงสวรรค์ และหมัดเพลิงศักดิ์สิทธิ์” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น“เอาละผลเซียนของข้าละ” ความโลภกล่าวฟางเฉินนำผลเซียนที่เคยกินแล้วออกมา 3 ลูกแล้วให้กับความโลภทันที“ยอดเยี่ยมจริง ๆการที่ได้ลิ้มรสชาติด้วยตัวเองมันสุดยอกแบบนี้เลยเหรอเนี่ย” ความดลภกล่าวพวกฟางเฉินเข้าไปในประตูสู่ชั้นที่ 4 เมื่อฟางเฉินเข้าไปสิ่งที่แรกที่อยู่ตรงหน้าของฟางเฉินคือแผ่นป้ายขนาดใหญ่ซึ่งบนแผ่นป้ายหินมีตัวอักษรที่ทรงพลังเขียนอยู่“ความเท่าเทียมงั้นเหรอมันหมายความว่ายังไง” ถังเจี่ยแสดงสีหน้างุนงง“หืม!!!!!!!!!!”ในตอนนั้นเองพวกฟางเฉินก็แปลกใจเพราะด้านใต้ตัวอักษรมีอักษะขนาดดเล็กสลักอยู่ซึ่งมันเขียนว่าระดับเซียนขั้นกลาง แต่เมื่อพวกฟางเฉินเข้ามาตัวอักษรก็เปล่งแสงและเปลี่ยนไปเป็นระดับเซียนขั้นต้น“แบบนี้นี่เองนี่หนะเหรอความเท่าเทียม” ในตอนนั้นฟางเฉินก็แสดงสีหน้าเข้าใจแต่ใบหน้าของศิษย์พี่ของเย่เซียนกลับตื่นตระหนกเพราะพลังบ่มเพาะของนางลดลงไปอยู่ระดับเซียนขั้นต้น“ทำไมกันละ” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ“ความเท่าเทียมหมายถึงระดับบ่มเพาะของทุกคนที่อยู่ในชั้นที่ 4 นี้จะต้องมี่ระดับบ่มเพาะเท่ากันหมดยังไงละ และตอนนี้จากที่ข้าเดาพวกลัทธิเทพอสูรและตระกูลเสวี่ยเองก็คงถูกลดระดับพลังบ่มเพาะให้มาเทียบเท่าพวกเราแล้ว” ฟางเฉินกล่าว“ย่างงี้นี่เองถ้างั้นแสดงว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวพวกมันแล้วสินะ” ถังเจี่ยกล่าว“ใช่ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องหนีพวกนั้นอีกต่อไป ขอแค่ความเท่าเทียมนี่ยังอยู่พวกเราก็ไม่ต้องกลัว” ฟางเฉินกล่าวจากนั้นพวกฟางเฉินก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งเพราะที่แผ่นป้าวมีกฎเขียนอธิบายเอาไว้อยู่ ในชั้นที่ 4 จำเป็นต้องสังหารพวกอสูรเพื่อนำมุกโลหิตของอสูรไปทั้ง 20 ลุกไปมอบให้กับผู้พิทักษ์และท้าสู้กับผู้พิทักษ์ ถ้าล้มเหลวก็จะต้องหามุกโลหิตใหม่เพื่อที่จะท้าสู้อีกครั้ง“พวกเราจะเอายังไงต่อ” ถังเจี่ยกล่าว“ถ้าล่าเป็นกลุ่มใหญ่มันจะช้าเกินไปเพราะงั้นแยกเป็นสองกลุ่มแล้วกัน ข้าเซียนเอ๋อและเสวี่ยหนิงจะไปอีกทาง ส่วนพวกศิษย์พี่และถังเจี่ยก็ไปอีกทาง” ฟางเฉินกล่าว“เป็นความคิดที่ดี” ถังเจี่ยเห็นด้วย“เอาละแยกย้ายกันได้” ฟางเฉินกล่าวพวกฟางเฉินแยกกันล่าทันที แต่ในตอนนั้นเองฟางเฉินกลับสัมผัสได้ถึงพันธสัญญาระหว่างตนเองและหวู่เถียนอี้ ซึ่งอีกฝ่ายเองก็สัมผัสได้เช่นกัน จากนั้นกลิ่นอายของหวู่เถียนอี้ก็เริ่มเข้ามาใกล้ฟางเฉินเรื่อย ๆ“มีคนกำลังมา” เย่เซียนกล่าวพร้อมกับชักกระบี่ออกมา“ไม่ต้องตื่นตระหนก คนที่กำลังมาเป็นสหายของข้า” ฟางเฉินกล่าว“วูบ!!!!!!!!” กลุ่มก้อนเปลวเพลิงพุ่งมาทางฟางเฉินด้วยความเร็วสูงพริบตาหวู่เถียนอี้ก็มาปรากฏตัวต่อหน้าฟางเฉิน ร่างแดงเพลิงที่งดงามราวกับเทพธิดาแห่งอัคคีทำให้เย่เซียนต้องหรี่ตามองไปที่ฟางเฉิน“ต้นหวู่ถงงั้นเหรอ” เสวี่ยหนิงสั่นสะท้านเมื่อมองไปที่หวู่เถียนอี้