ตอนที่ 31 ดรรชนีเอกสุริยัน
การเข้าสู่สำนักประตู์มิใช่เื่น่าสนใจสำหรับนาง แต่การเข้าร่วมการแข่งขันล่าสมบัติในสุสานวังนาคาใต้พิภพกลับเป็เื่น่าสนใจ ในบรรดาผู้ฝึกตนวิถีเซียนที่มีจำนวนไม่มากในโลกใบนี้ต่างทราบว่า สุสานวังนาคาใต้พิภพ เป็สถานที่หนึ่งในสามแห่งของโลกใบนี้ที่มีทรัพย์สมบัติจำนวนมากทิ้งไว้
“เด็กอายุยังน้อย การแข่งขันล่าสมบัติในสุสานวังนาคาใต้พิภพ แม้สามารถค้นพบสมบัติจำนวนมาก แต่อันตรายก็มีมากเหมือนกัน เราแม่เฒ่าโอสถขอขอบคุณในความหวังดี”
“แม่เฒ่าโอสถโปรดคิดให้ดีอีกครั้ง โอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ”
“ท่านปรมาจารย์เซียงโปรดให้อภัย เราคิดดีแล้ว”
เซียงเหรินกู่รู้สึกเสียหน้า เขาสะบัดหน้าจากไปด้วยความหงุดหงิด ศิษย์ที่ตามมาด้านหลังเห็นอาจารย์จากไปก็ทำหน้าตาเหรอหราพากันเหินกระบี่ติดตามไปจนหมดสิ้น
แม่เฒ่าโอสถได้แต่ส่ายหน้า ต้วนหลงซางมองแม่เฒ่าด้วยสีหน้างุนงง
“ท่านแม่เฒ่าเหตุใดจึงปฏิเสธการเข้าร่วมสำนักประตู์”
นางมองต้วนหลงซางพลางกล่าว “ข้าสามารถสั่งสอนพวกเ้าได้ด้วยตนเอง เหตุใดต้องยืมมือผู้อื่น”
แม่เฒ่าโบกมือส่งปราณจำนวนหนึ่งห่อหุ้มทุกคนลอยมาใกล้ ๆ นาง “พวกเ้ายังเด็กเกินไป อีกอย่างข้าก็มีสิทธิ์เข้าร่วมอยู่แล้ว ใยต้องพึ่งพาสำนักกระจอกงอกง่อยนั่น”
การเดินทางที่มีแม่เฒ่าโอสถเป็ผู้นำย่อมรวดเร็วกว่า การเดินทางมีทั้งเหาะเหิดผ่านทะเลแห่งขุนเขา เส้นทางที่ผ่านล้วนปราศจากผู้คน ระหว่างทางเด็ก ๆ ไม่ต้องกังวลกับอาหารการกิน โอสถที่แม่เฒ่าปรุงให้รับประทานช่วยให้ทั้งหมดอิ่มสบายท้องเต็มไปด้วยกำลังไม่ต้องแวะรับประทานอาหารแต่อย่างใด
แม่เฒ่าลดตัวลงริมทาง พาทั้งหมดเดินลัดเลาะไปตามถนนที่ทอดยาวไปสู่กำแพงเมือง เหนือกำแพงเมืองจารึกอักษรว่า “ถงจิง”
ต้วนหลงซางชำระค่าผ่านทางก่อนนำทุกคนเข้าเมือง สมปองเดินชมเมืองอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่น่าเชื่อ ผู้คนบนแผ่นดินจีนมีจำนวนมาหมายมหาศาลั้แ่ยุคโบราณ ต้วนหลงซางพาทุกคนเดินเข้าสู่เหลาสุราแห่งหนึ่ง คนรับใช้เดินเข้ามารับหน้าพาทุกคนขึ้นไปบนชั้นสองของเหลา โต๊ะริมหน้าต่างที่หันออกสู่ถนนถูกผู้คนจับจองจนหมด คนรับใช้ได้แต่เลือกอีกมุมหนึ่งที่ดูสงบเงียบแทน
เมืองถงจิงแท้จริงเป็เมืองทางตอนเหนือของแคว้นเตียน หากจะเดินทางสู่แคว้นต้าหลี่จำเป็ต้องผ่านเมืองนี้ หลังรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งหมด ก็เดินทางต่อ พวกเขาเข้ามืองทางตะวันออก และออกจากเมืองทางประตูตะวันตก เสียงรถม้าขบวนหนึ่งควบเข้าเมืองมาอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าสะบัดมือปัดรถม้ากระเด็นออกไปข้างทาง สร้างความแตกตื่นใให้กับทหารรักษาเมือง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร งูั์สีดำตัวใหญ่ พร้อมหงอนสีทอง โผล่ขึ้นมาอย่างกระทันหัน เลื้อยข้ามกำแพงเมืองมาฉกลงตรงรถม้า เศษไม้แตกกระจายปลิวว่อน หญิงสาวแต่งกายสีฉูดฉาด กรีดร้องโวยวายขอความช่วยเหลือ
สมปอง หลี่ซุน และเยว่ิ กำลังจะโผเข้าไปช่วย แต่แม่เฒ่าโอสถแผ่ปราณคลุมตัวพวกเขาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว หญิงสาวทั้งสองเห็นว่าปราศจากความช่วยเหลือใด ๆ จากชาวเมืองจึงหยุดโวยวาย จ้องมองชาวเมืองด้วยความคับแค้น
“พวกเ้าอยู่เฉย ๆ” แม่เฒ่าโอสถบอกกับเด็ก ๆ ที่กำลังดิ้นรน
หญิงสาวสองนางคืบคลานออกจากซากรถม้าคืนสภาพเป็แร้งใหญ่โผขึ้นเตรียมบินหนี งูั์ไม่ปลอยโอกาสดี ๆ ให้เสียเปล่า มันพ่นไฟเผาแร้งใหญ่จนมอดไหม้เป็เถ้าถ่าน
งูั์หันศีรษะมามองแม่เฒ่าโอสถ มันโค้งคำนับแล้วเลื้อยออกไปจากเมือง เสียงะเืดังเข้ามารอบทิศทาง ทหารแต่ละหน่วยกำลังมาถึง แม่เฒ่าฉวยโอกาสนี้ตามออกจากเมืองไป ทิ้งความวุ่นวายที่ประตูเมืองไว้เื้ั
“แม่เฒ่าเมื่อสักครู่นี้เกิดอะไรขึ้น” ต้วนหลงซางยังตื่นเต้นไม่หาย
“พวกกุ่ยเซียนตามเรามาถึงที่นี่”
“ท่านยาย นั่นใช่ลุงผ่างหรือไม่” เยว่ิถามด้วยความสงสัย
“พวกเ้าอย่าเพิ่งพูดอะไร ตามข้ามา”
แม่เฒ่านำทางเด็ก ๆ ไปจนถึงเชิงเขา เชิงเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อยมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่คู่หนึ่ง ต้นไม้ใหญ่สองต้นที่คล้ายกับมีใครมาบิดเป็เกรียวม้วนพันกันเอาไว้ ที่โคนต้นมีช่องแยกออกพอให้แทรกเข้าไปได้ทีละคน
สมปองแทรกตัวเข้าไปเป็คนสุดท้าย เขาแหวกกิ่งไม้อยู่พักใหญ่แหวกเท่าไหร่ก็ไม่โผล่ออกจากพุ่มไม้จนร้อนใจ ตั้งใจจะแหวกต่อไปอีกครั้งแล้วค่อยหวนกลับออกไป แต่สิ่งที่เห็นหลังจากแหวกพุ่มไม้ครั้งสุดท้ายคือแสงสว่าง
เขาจำได้นี่เป็ภาพแรกที่เขาเห็นตอนเข้าไปหมู่บ้านในม่านหมอก แม่เฒ่ากับทุกคนยืนรออยู่ข้างหน้า ผู้เฒ่าเฉินก็อยู่
“ขอบคุณแม่เฒ่าโอสถท่าน”
“ไม่ต้องพูดมาก ตาเฒ่า”
สมปองเดินเข้าหาผู้เฒ่าเฉิน “ท่านผู้เฒ่าสบายดี”
“เ้าบรรลุระดับผนักแกนลมปราณแล้ว”
“ด้วยความช่วยเหลือจากแม่เฒ่าขอรับ”
ผู้เฒ่าเฉินหัวเราะ “เด็ก ๆ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ที่นี่คือบ้านใหม่ของเรา”
“ตาเฒ่าท่านประมาทเกินไปแล้ว” แม่เฒ่าโอสถหยิบเมล็ดพืชโยนกลับเข้าไปในดงไม้ “ต้องปรับปรุงการป้องกันให้ดีขึ้นอีกหน่อย”
เมล็ดพืชนั้นเป็เถาวัลย์มีหนาม พอเมล็ดนั้นตกถึงพื้นก็แผ่รากชอนไชออกไปด้านนอก ปกคลุมอาณาเขตด้านนอกไว้
ยามนี้หลี่ซุนกับเยว่ิแยกย้ายกันไปพบบิดามารดา สมปองกับต้วนหลงซางพักอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังหนึ่ง ผู้เฒ่าเฉินกับแม่เฒ่าโอสถตกลงให้สมปองพาต้วนหลงซางไปส่งที่ต้าหลี่โดยมีหลี่ซุนขอเดินทางไปด้วย
“พี่ต้วน อีกสองวันพวกเราต้องเดินทางไปบ้านพี่ต้วนแล้ว”
“เข่อเจี้ยน ข้าตื่นเต้นจริง ๆ”
“นานแล้วไม่ได้กลับบ้าน ย่อมตื่นเต้นเป็ธรรมดา”
“น้องเข่อเจี้ยนมิใช่คนของหมู่บ้านนี้เหรือ” สีหน้าของสมปองเศร้าหมองไม่เหมือนกับคนได้กลับบ้าน ต้วนหลงซางจึงสังเกตออก
“ข้าถูกพวกซีเซี่ยจับมาสิบกว่าปี จำไม่ได้แล้วว่าบ้านเป็ยังไง” สมปองไม่ได้หมายถึงบ้านในโลกนี้ แต่หมายถึงโลกปัจจุบัน
ต้วนหลงซางหาทราบไม่ว่าสมปองนั้นมาจากโลกอื่น “ไว้ไปถึงบ้านข้า ค่อยพาเ้าไปส่งบ้านก็ได้”
“ส่งกันไปส่งกันมา คงเหนื่อยตายพอดี” สมปองกล่าวพลางหัวเราะกลบเกลื่อน “ท่านลองอ่านม้วนคัมภีร์ดรรชนีนั่นรึยัง”
“ยังเลย” ต้วนหลงซางบอกพลางล้วงม้วนคัมภีร์ออกมากางออก
“ดรรชนีแบ่งออกเป็หกส่วน แต่ละส่วนฝึกหนึ่งนิ้ว ฝึกครบทุกนิ้วสามารถแสดงวิชาดรรชนีเอกสุริยันได้”
“ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
“ท่านน่าจะลองฝึกสักนิ้วดูก่อนนะ”
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”
สมปองปล่อยให้ต้วนหลงซางที่กำลังดื่มด่ำกับเนื้อหาในคัมภีร์ไว้คนเดียว เขาเดินออกมาจากบ้าน มองทิวทัศน์อันสวยงามตรงหน้า