“คุณชาย ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” พ่อบ้านหวังร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร “พวกเรากลับเมืองหลวงกันเถิดขอรับ ต่อให้ข้าต้องถูกท่านแม่ทัพทุบตีข้าก็ยอม ขอแค่ให้ท่านมีโอกาสได้รักษาตัว เท่านี้ก็ถือว่าข้าได้ตอบแทนบุญคุณมารดาของท่านแล้ว”
“ท่านลุงซุ่น ต่อให้ข้าต้องตายข้าก็ไม่ขอกลับไปหาผู้ชายคนนั้น” ซูอู๋หลางพูดเสียงเบา
“ถึงอย่างไรท่านแม่ทัพก็เป็นบิดาของท่านนะขอรับ เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้ท่านตาย”
“เขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าตายอย่างนั้นหรือ หากเขาคิดเช่นนั้นจริง เขาคงไม่ตัดสัมพันธ์ข้ากับท่านแม่แล้วขับไล่เราสองคนแม่ลูกออกจากตระกูลหรอก ทุกวันนี้ที่ข้าต้องกลับมาใช้แซ่ซูของท่านแม่เพราะเหตุใดท่านลืมไปแล้วหรือ อีกอย่างไม่ใช่ว่าท่านจะไม่รู้ว่าบาดแผลของข้าเกิดจากอะไร บุตรชายคนโตของเขานั่นอย่างไรที่สั่งให้คนมาลอบสังหารข้า” ซูอู๋หลางบอกพูดอย่างจนใจ “ข้ารู้ว่าท่านหวังดีต่อข้า แต่ข้าไม่อยากกลับไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้นแล้ว”
‘ซูอู๋หลาง’ เป็นบุตรชายของแม่ทัพเป่ย มารดาของเขาเป็นเพียงบุตรสาวของหัวหน้าหมู่บ้านสกุลซู ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้กับค่ายทหารของแม่ทัพเป่ย เมื่อครั้งที่แม่ทัพเป่ยได้รับตำแหน่งและถูกส่งให้ไปประจำการที่ชายแดนใหม่ๆ เขาได้ขี่ม้าออกสำรวจพื้นที่โดยรอบและได้เจอกับแม่นางซูเข้าโดยบังเอิญ ความงามที่บริสุทธิ์ไร้จริตเสแสร้งเฉกเช่นคุณหนูจากเมืองหลวง ทำให้หัวใจของแม่ทัพเป่ยหวั่นไหวในทันที หลังจากทั้งคู่สานสัมพันธ์กันได้ไม่นาน พวกเขาก็เข้าพิธีวิวาห์ตามประเพณีพื้นบ้านและให้กำเนิดซูอู๋หลางเป็นโซ่ทองคล้องใจ
สองปีให้หลัง แม่ทัพเป่ยถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อให้กลับไปรับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวง เขาจึงได้พาภรรยาและบุตรชายกลับเมืองหลวงไปพร้อมกัน
ซูซื่อกับซูอู๋หลางทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่าที่จะได้เข้าไปคารวะท่านพ่อท่านแม่ของสามี แต่ความจริงที่รอพวกเขาอยู่คือฮูหยินเอกและคุณชายใหญ่ของแม่ทัพเป่ยเป็นผู้มายืนรอรับพวกเขา
การแก่งแย่งความรักและการชิงดีชิงเด่นระหว่างบุตรชายได้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่สองแม่ลูกแซ่ซูจะไปต่อกรกับความเจ้าเล่ห์ของสองแม่ลูกผู้สูงศักดิ์ได้อย่างไร สุดท้ายซูซื่อถูกใส่ร้ายว่าไปมีสัมพันธ์กับทาสเลี้ยงม้าใบ้
แม่ทัพเป่ยหรือหัวหน้าองครักษ์เป่ยโมโหมากถึงขั้นเขียนหนังสือปลดอนุ ทั้งยังเขียนหนังสือตัดสัมพันธ์และห้ามให้ซูอู๋หลางใช้สกุลร่วมกับตน ซูซื่อทนความอัปยศไม่ไหว นางจึงปลิดชีพตนเอง
ตั้งแต่วันนั้นคุณชายรองเป่ยก็เปลี่ยนมาใช้แซ่ซู ไม่เท่านั้น เขายังเปลี่ยนชื่อที่บิดาตั้งให้มาเป็นอู๋หลาง และใช้ชื่อซูอู๋หลางตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
พ่อบ้านหวังหรือหวังซุ่น เป็นหัวหน้ากองภายใต้สังกัดของแม่ทัพเป่ย ระหว่างที่เขาต่อสู้อยู่แนวหน้าอย่างดุเดือด มารดาเฒ่าของเขากลับล้มป่วยและไม่มีคนดูแล นั่นเพราะครอบครัวของเขามีเพียงเขาและมารดาอาศัยอยู่ด้วยกัน ยังดีที่ซูซื่อรู้ข่าวจึงได้ไปดูแลแม่เฒ่าหวังจนหายดี หวังซุ่นสำนึกในบุญคุณที่นายหญิงดูแลมารดาของตน เขาจึงให้คำสัตย์ไว้ว่าเขาจะตอบแทนบุญคุณนายหญิงและคุณชายด้วยชีวิต เมื่อนายหญิงกับคุณชายต้องตามท่านแม่ทัพเข้าเมืองหลวง ทั้งมารดาของเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว หวังซุ่นจึงขอลาออกจากกองทัพและติดตามมารับใช้สองแม่ลูกในฐานะพ่อบ้าน
ส่วนหวังซานเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซูอู๋หลาง เขาถูกซูอู๋หลางซื้อตัวมาจากพ่อค้าทาส เพราะซูอู๋หลางสงสารที่เห็นหวังซานถูกพ่อค้าทาสทุบตี เดิมทีซูอู๋หลางตั้งใจจะช่วยหวังซานให้รอดพ้นจากการถูกทุบตีเท่านั้น แต่หวังซานกลับขอติดตามรับใช้ไม่ยอมห่าง ซูอู๋หลางเห็นท่าทางซื่อสัตย์และน่าสงสารนั้นจึงได้รับหวังซานมาเป็นบ่าวรับใช้อีกคนหนึ่ง
จนกระทั่งซูอู๋หลางถูกตัดสัมพันธ์จากจวนแม่ทัพ ทั้งสามคนก็ใช้ชีวิตร่วมกันประหนึ่งครอบครัวโดยไม่มีหนังสือทาสหรือสัญญาใดมาผูกมัด พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายของป่าและสมุนไพร ส่วนบ้านหรูหราที่พวกเขาใช้อยู่อาศัยทุกวันนี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของซูซื่อที่นางแอบซื้อเอาไว้เมื่อครั้งที่ยังไม่ถูกปลดจากตำแหน่งอนุ
คนนอกไม่รู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตลำบากยิ่งกว่าชาวบ้านยากจน แต่การมีบ้านหรูเช่นนี้ก็มีข้อดี ไม่มีใครกล้ามาก่อกวนและสอดรู้สอดเห็น เพราะทุกคนต่างก็เข้าใจว่าพวกเขาเป็นผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงที่ต้องการมาใช้ชีวิตที่เงียบสงบในอำเภอเล็กๆ เท่านั้น
“แต่บาดแผลของท่านอาจทำให้ท่าน...” หวังซุ่นไม่กล้าพูดต่อ เขาไม่อยากพูดถึงผลลัพธ์ที่เขาไม่ต้องการ “หรือว่าเราจะขายบ้านเพื่อเอาเงินมาเป็นค่ารักษา อย่างไรบ้านหลังนี้ก็ใหญ่เกินไป พวกเราสามคนนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อบ้านหลังเล็กสักหลังไว้อยู่อาศัยก็พอ”
“คุณชายใหญ่ก็เหลือเกินจริงๆ ทั้งๆ ที่ท่านแม่ทัพก็ตัดขาดคุณชายของเราออกจากตระกูลแล้ว เขาก็ยังไม่เลิกระแวงคุณชายของเราอีก แทนที่จะมาระแวง ทำไมเขาไม่แสดงความสามารถของเขาให้ท่านแม่ทัพเห็นเองล่ะ” หวังซานพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ก็เพราะเขาไม่มีความสามารถเหมือนคุณชายของเราอย่างไรเล่า คุณชายของเราวรยุทธ์ก็เก่ง รักษาอาการบาดเจ็บก็ได้ พอได้ไปร่วมกองทัพตระกูลเป่ยก็ทำให้เพื่อนฝูงรักใคร่ แม้แต่ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าก็ให้ความสำคัญ ส่วนตัวคุณชายใหญ่มีอะไร วรยุทธ์ก็ไม่ได้ดีเท่า อาศัยว่ามีลูกน้องข้างกายฝีมือดีเท่านั้น เจ้าจำไม่ได้หรือ? เมื่อครั้งที่เขาอวดดีอาสาไปปราบโจรกลุ่มเล็กๆ นั่น หากไม่ใช่กำลังเสริมจากคุณชายของเรา เขาจะชนะโจรกลุ่มนั้นมาได้อย่างไร” หวังซุ่นพูดพร้อมกับเปลี่ยนผ้าพันแผลไปด้วย แต่บาดแผลของคุณชายทำให้เขาตาแดงขึ้นมาอีกครั้ง
“โธ่เอ๊ย!...ข้าลืมไปเลย!” หวังซานตบหน้าผากตัวเองเสียงดัง
“โอ๊ย!” ซูอู๋หลางร้องเจ็บจนหน้าซีด
“ขออภัยขอรับคุณชาย ข้าไม่ได้ตั้งใจ” หวังซุ่นหันไปตวาดหวังซาน “เจ้าจะเสียงดังไปทำไม เห็นหรือไม่ว่าข้าเสียสมาธิจนเผลอทำให้คุณชายเจ็บแผลไปหมดแล้ว”
หวังซานคุกเข่าอย่างตกใจ “ข้าขออภัยขอรับ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
ซูอู๋หลางสูดลมหายใจระงับความเจ็บ “ไม่เป็นไร ว่าแต่เจ้าเถอะ ทำไมถึงได้ตะโกนเสียงดังขนาดนั้น”
หวังซานเงยหน้าขึ้นมาพูดอย่างตื่นเต้น “หลังจากท่านลุงซุ่นไปอาละวาดที่ร้านขายข้าวสาร...”
“เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ ใครไปอาละวาดที่ร้านขายข้าวสาร”
“เอ่อ...ท่านลุงซุ่นขอรับ” หวังซานแสร้งตบปากตัวเองเบาๆ “ท่านลุงซุ่น...ข้าขออภัยขอรับ ท่านก็รู้ว่าข้าโกหกไม่เป็น”
“ไอ้เด็กปากไม่มีหูรูด” หวังซุ่นถลึงตาใส่หวังซาน จากนั้นเขาก็หันไปส่งยิ้มให้เจ้านาย “แค่เรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้นขอรับ ข้าตั้งใจว่าจะไปขอโทษและชดใช้ค่าเสียหายให้พวกเขาในภายหลัง”
“หากข้าเดาไม่ผิด อารมณ์รุนแรงของท่านคงทำให้ร้านค้าร้านนั้นย่อยยับไปแล้วกระมัง ค่าเสียหายคงไม่น้อยกว่าพันตำลึง คราวนี้เราคงได้ขายบ้านจริงๆ แล้ว” ซูอู๋หลางส่ายหน้าอย่างจนใจ “ท่านลุงซุ่น เมื่อข้าจากไปแล้ว ท่านกับอาซานต้องใช้ชีวิตด้วยกันดีๆ ท่านอย่าได้ใจร้อนอีกเป็นอันขาด”
“หากท่านกลัวว่าข้ากับอาซานจะเดือดร้อน ท่านก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปสิ ท่านต้องอยู่ควบคุมพวกเรา” หวังซุ่นตอบ
ซูอู๋หลางหันไปพูดกับหวังซานแทน “แล้วอย่างไรต่อหรือ?”
“หลังจากที่ลุงซุ่นกลับมาดูอาการให้คุณชาย ข้าถึงได้รู้ว่าแม่นางที่จับชีพจรให้ฮูหยินน้อยซ่งคือท่านหมอเทวดาน้อยหลี่ขอรับ”
“นางคือเจ้าของอบอุ่นการแพทย์อย่างนั้นหรือ? ทำไมเจ้าไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้เล่า” หวังซุ่นดุหวังซานเสร็จก็หันไปพูดกับเจ้านายอย่างตื่นเต้น “คุณชาย ข้าจะไปเชิญนางให้มารักษาท่าน ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าสวรรค์ย่อมคุ้มครองคนดี อีกไม่นานท่านก็จะหายดีแล้ว”
“แต่ข้าว่านะลุงซุ่น เรื่องนี้คงจะยุ่งยากอยู่พอสมควร” หวังซานทำท่าคิดหนัก
“จะยุ่งยากได้อย่างไร ข้าได้ยินมาว่าหมอเทวดาน้อยหลี่ใจดีมาก ทั้งนางยังเก็บค่ารักษาไม่แพง” หวังซุ่นพูดขึ้นอย่างมั่นใจ “หรือไม่...ข้ายินดีขายตัวเป็นทาสรับใช้นางแทนค่ารักษาก็ได้”
“ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องค่ารักษาเสียหน่อย เพราะข้าก็หาเงินมารักษาคุณชายได้เหมือนกัน แต่ที่ข้ากังวลคือเรื่องที่ท่านไปทำให้ฮูหยินน้อยซ่งเกือบแท้งบุตรนั่นต่างหาก” หวังซานถอนหายใจ “ท่านหมอเทวดาน้อยกับฮูหยินน้อยซ่งดูเหมือนจะสนิทสนมกันมากทีเดียว”
หวังซุ่นเหมือนโดนน้ำเย็นมาสาดหัว “ข้าจะทำอย่างไรดี?”
“คารวะท่านลุงซ่งขอรับ” เซี่ยลี่หยางโค้งคำนับ
“คารวะท่านลุงซ่งเจ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่ย่อกายตามสามี
“เชิญพวกเจ้าตามสบายเถอะ คนกันเองทั้งนั้น” เถ้าแก่ซ่งรีบบอก “ขอบใจที่เมื่อวานเจ้าช่วยลูกสะใภ้ของข้าเอาไว้ ไม่เช่นนั้นตระกูลซ่งคงสูญเสียหลานคนแรกไปแล้ว”
“ข้าขอเข้าไปเยี่ยมพี่สะใภ้ได้หรือไม่เจ้าคะ” หลี่เหิงเยว่พูดขึ้น นางเห็นท่าทางของเถ้าแก่ซ่งกับซ่งลี่จิ่นก็เข้าใจว่าทั้งคู่คงมีธุระสำคัญอยากพูดกับเซี่ยลี่หยาง
“ข้าจะให้คนพาเจ้าไปหาฮวาเอ๋อก็แล้วกัน” ซ่งลี่จิ่นบอก
เมื่อหลี่เหิงเยว่เดินออกไป เถ้าแก่ซ่งกับซ่งลี่จิ่นก็เปลี่ยนท่าทีมาเป็นจริงจังทันที
“ดีที่เมื่อวานข้าฟังคำของเจ้า ตอนที่คนของข้าตามไปถึงบ้านของอาซิ่ว พวกเขาเห็นอาซิ่วถูกคนกลุ่มหนึ่งทำร้าย น่าเสียดายที่เราไปช่วยเขาไว้ไม่ทัน แต่ยังดีที่ก่อนสิ้นใจ อาซิ่วบอกให้เราไปหยิบจดหมายที่เขาเขียนไว้ฉบับหนึ่ง” ซ่งลี่จิ่นยื่นจดหมายให้เซี่ยลี่หยาง “ตอนที่ข้าได้ยินว่าอาซิ่วอาจจะตั้งใจทำให้ข้าวสารขึ้นรา ข้าไม่เชื่อว่าจะเป็นฝีมือเขา เพราะอาซิ่วอยู่ทำงานกับครอบครัวของเรามานาน เขาไม่มีทางหักหลังเราแน่นอน พอข้าอ่านจดหมายฉบับนี้ข้าถึงรู้ว่าข้าคิดถูก เพราะคนที่จงใจทำให้ข้าวสารขึ้นราเป็นอาเป่าต่างหาก”
เซี่ยลี่หยางอ่านจดหมายจบก็เงยหน้าขึ้น “เวลานี้อาเป่าอยู่ที่ใดขอรับ”
“เฮ้อ...เขาผูกคอตัวเองหนีความผิดไปแล้ว ทีนี้เราเลยไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กันแน่”
“ท่านอ่านจดหมายฉบับนี้แล้วท่านยังไม่รู้อีกหรือว่าเป็นฝีมือใคร?”
“หืม...เจ้ารู้หรือ?”
“คนที่อยากให้ร้านขายข้าวสารสกุลซ่งล้มไม่เป็นท่าจะมีสักกี่คนกัน”
“หมายความว่านายท่านห้าเซี่ยอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือ?”
“ในจดหมายเขียนบอกไว้ว่าอาเป่าทำงานให้ร้านค้าคู่แข่งมานานแล้ว อีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่อำเภอเสียนโจวหรือที่อำเภอวั่งโจว คู่แข่งของท่านก็มีแค่ร้านขายข้าวสารสกุลเซี่ยไม่ใช่หรือขอรับ”