ที่นั่งของผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสจะอยู่บนชั้นสองของตัวเครื่อง นอกจากนั้นยังได้รับสิทธิพิเศษในการขึ้นเครื่องก่อนอีกด้วย
เมื่อหินเดินมาถึงประตูขึ้นเครื่องเขาพบว่ามีกลุ่มคนออกมารอต้อนรับผู้โดยสาร ซึ่งมีตั้งแต่พนักงานบริการทั่วไป หัวหน้าพนักงานผู้ดูแลเที่ยวบินนี้ รวมไปถึงกัปตันและรองกัปตันเครื่อง
พวกเขาต่างทักทายและเรียกชื่อของหินได้อย่างถูกต้องทุกคน
‘สมกับเป็นบริการชั้นเฟิร์สคลาส’ หินชมขึ้นในใจ ก่อนที่เขาจะเดินตามพนักงานสาวคนเดิมเข้าไปยังที่นั่งขอตัวเอง
บนชั้นเฟิร์สคลาสนั้นที่นั่งถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน แถวกลางจะเป็นสองที่นั่งติดกันและที่นั่งเดี่ยวด้านข้างของตัวเครื่องอีกแถวละ 1 ที่นั่ง
แน่นอนหินเลือกฝั่งที่เป็นที่นั่งติดกระจกที่ให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า
ระหว่างที่กำลังรอผู้โดยสารคนอื่นๆ ขึ้นเครื่องอยู่นั้น หินก็ได้สำรวจที่นั่งในชั้นเฟิร์สคลาสนี้ด้วยความสนใจ
ในชั้นปกตินั้นเขาต้องนั่งติดอยู่กับผู้โดยสารคนอื่นอีกสองคนโดยที่แทบขยับไปไหนมาไหนไม่ได้นอกจากนั่ง เนื่องจากมีพื้นที่ที่จำกัด
แต่ในส่วนของชั้นเฟิร์สคลาสนั้น ที่นั่งกลับกว้างกว่าเป็นอย่างมาก ไม่ต้องนั่งเบียดกับใคร แม้ที่นั่งตรงกลางจะเป็นที่นั่งคู่ก็ยังมีระยะกั้นที่ห่างกันมากถึง 30 ซม.
นอกไปจากนั้นตัวของที่นั่งยังถูกออกแบบมาให้สามารถนอนได้อีกด้วย โดยสามารถยืดขาออกไปได้โดยที่ไม่ต้องห่วงว่ามันจะไปชนกับที่นั่งอื่นเข้า
นี่จึงเป็นความสะดวกสบายจริงๆ ที่หินต้องการ สำหรับการบินที่กินเวลาหลายชั่วโมงนั้น การนอนเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เขาไม่อยากนั่งอยู่เฉยๆ เหนือน่านฟ้าจนถึงจุดหมายแน่
“ไปเอาไวน์ออกมาเสิร์ฟสิ จะให้ฉันรออีกนานแค่ไหนเนี่ย!” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลังของหิน
ดูท่าแล้วผู้หญิงที่นิสัยเสียคนนั้นจะนั่งอยู่ที่นั่งข้างหลังเขานี่เอง
“คุณภาวินีคะ อาหารและเครื่องดื่มจะถูกเสิร์ฟก็ต่อเมื่อเครื่องขึ้นบินไปแล้วเท่านั้นนะคะ” พนักงานสาวคนหนึ่งพยายามพูดอธิบายขึ้น
“ฉันจะดื่มตอนนี้ก็คือตอนนี้ เป็นแค่พนักงานก็ทำตามที่ฉันสั่งสิ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน
พนักงานคนนี้จึงได้หันไปขอความเห็นจากหัวหน้าของเธอ เธอพบว่าหัวหน้าได้พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
“ได้ค่ะ คุณภาวินี รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปนำไวน์มาเสิร์ฟให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ” พนักงานสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะรีบผละตัวออกมา
“เห้อ ฉันล่ะอยากจะบ้าตาย ทำไมฉันต้องมาเจอกับยัยคุณภาวินีนี่ด้วยนะ โชคร้ายชะมัด” หนึ่งในเพื่อนของพนักงานสาวคนนั้นเอ่ยขึ้นกับเพื่อนของเธอ
“นั่นสิ รอบที่แล้วมีพนักงานถูกไล่ออกตั้งสามคนเพราะบริการไม่ถูกใจเธอ”
“ครั้งนี้ฉันภาวนาอย่าให้ผู้หญิงคนนี้ไล่ใครออกอีกเลยนะ”
หลังจากนั้นหินก็ได้ยินเสียงถอดถอนหายใจออกมาของพนักงานอีกสองสามคน
“มัวแต่มายืนนินทาผู้โดยสารอยู่นั่นแหละ รีบแยกย้ายไปทำงานได้แล้ว” เสียงของหญิงสาวอีกคนดังขึ้น หินคิดว่าน่าจะเป็นเสียงหัวหน้าพนักงานคนที่ออกมายืนต้อนรับเขานั่นเอง
หัวหน้าพนักงานคนนี้เธอไม่อยากให้ลูกน้องของเธอคนไหนต้องโดนภาวินีไล่ออกอีก จึงยอมอนุญาตให้ลูกน้องของเธอนำไวน์ไปเสิร์ฟภาวินีแม้ว่ามันจะผิดกฎก็ตาม
“ค่ะ หัวหน้า” พวกเธอเอ่ยขึ้นก่อนที่จะแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของตนเอง
ไม่ใช่ว่าหินหูดีหรือเป็นเพราะพวกเธอยืนพูดอยู่ใกล้หิน แต่เป็นเพราะหินได้ใช้เครื่องช่วยฟังพิเศษที่อยู่ในหูของเขาเพิ่มระดับเสียงขึ้น เพื่อที่จะรับฟังสิ่งที่พวกพนักงานพูดกัน
หินก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงนิสัยเสียคนนี้ได้สร้างเรื่องอะไรเอาไว้หรือไม่ พนักงานถึงได้ดูเกรงใจเธอเป็นพิเศษและเขาก็พบว่า ผู้หญิงคนนี้ได้สร้างเรื่องเอาไว้จริงๆ ดูท่าแล้วจะไม่ใช่ครั้งแรกซะด้วย
เมื่อผู้โดยสารทยอยขึ้นเครื่องจนครบทั้งในฝั่งของชั้นเฟิร์สคลาสและชั้นประหยัดทั่วไป กัปตันก็นำเครื่องขึ้นในทันที เมื่อเครื่องเทคออฟไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว พนักงานของสายการบินจึงได้นำไวน์และเครื่องดื่มออกมาบริการลูกค้าในทันที และแน่นอนว่าหินได้ปฏิเสธที่จะดื่มไวน์ เขาเลือกที่จะดื่มน้ำผลไม้แทน
หลังจากนั้นพนักงานก็ได้ นำอาหารมื้อแรกออกมาเสิร์ฟผู้โดยสาร ซึ่งถ้าหากลูกค้าไม่ได้สั่งอะไรพิเศษเอาไว้ อาหารที่สายการบินเตรียมเอาไว้ให้ก็จะเป็นผัดไทยห่อไข่สูตรพิเศษ
นอกไปจากนั้นทั้งอาหารและเครื่องดื่มในชั้นเฟิร์สคลาสนี้ยังสามารถขอได้ไม่จำกัดจนกว่าลูกค้าจะอิ่มอีกด้วย
“รสชาติไม่เลวเลยนะเนี่ย” หินเอ่ยขึ้นหลังจากได้ชิมผัดไทยห่อไข่จานนี้เข้าไป เขาไม่คิดว่าอาหารบนเครื่องจะอร่อยขนาดนี้
‘บางทีมันอาจจะเป็นเพราะนี่เป็นชั้นเฟิร์สคลาส ทุกสิ่งทุกอย่างเลยถูกคัดมาเป็นพิเศษล่ะมั้ง ‘หินคิดขึ้นในใจ
ก่อนที่จะเริ่มจัดการอาหารตรงหน้าของตัวเองต่อ
เมื่อเขาทานเสร็จได้ไม่นานนักก็มีพนักงานเข้ามาเก็บจานก่อนจะเสิร์ฟต่อด้วยของว่างและผลไม้สดล้างปากในทันที ซึ่งแน่นอนว่าอาหารพวกนี้ก็สามารถขอเพิ่มได้อีกเช่นกัน
“ขอบคุณครับ” หินเอ่ยขอบคุณเบาๆ ซึ่งนี่สามารถเรียกรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของแอร์สาวคนนี้ออกมาได้ อย่างน้อยๆ ในวันที่มีลูกค้าแย่ๆ ก็ยังมีลูกค้าดีๆ ปนมาอยู่บ้าง
“ถ้าต้องการเพิ่ม คุณไตรภพสามารถขอได้ตลอดเลยนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนผละตัวจากไปเพื่อไปทำหน้าที่ของเธอต่อ
“นี่มานี่ซิ” เสียงภาวินีดังขึ้น เรียกพนักงานคนหนึ่งเข้าไปหาเธอ
“เธอดูซิว่านี่คืออะไร” ภาวินีพูดขึ้นก่อนจะชี้ไปที่ถ้วยอาหารว่างตรงหน้าเธอ
“ถั่วค่ะ คุณภาวินี” พนักงานสาวตอบขึ้น
เมื่อเธอเห็นถั่ว เธอก็รู้ในทันทีว่าตัวเองพลาดไปที่เอาถั่วมาเสิร์ฟภาวินี เพราะมันเป็นช่วงเวลาเร่งรีบและเธอก็รีบจนลืมไปเลยว่าภาวินีไม่ชอบถั่ว ครั้งนี้เธอทำผิดมหันต์!
“เธอไม่รู้รึไงว่าฉันไม่ชอบถั่ว แล้วทำไมยังเอาถั่วมาเสิร์ฟฉัน!? ”
“ขอโทษค่ะ คุณภาวินี” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่น เธอรู้ตัวแล้วว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นยังไงต่อจากนี้
“ขอโทษเหรอ…..” ภาวินีเอ่ยทวนขึ้น ก่อนจะหยิบแก้วไวน์ของตัวเองมาสาดใส่หน้าพนักงานสาวคนนี้ จนไวน์เปรอะเปื้อนใบหน้าและเสื้อผ้าของพนักงานสาวเต็มไปหมด
หินที่ได้ยินเสียงสาดน้ำ จึงได้ชะโงกหน้าจากที่นั่งออกไปดู พบว่ามีพนักงานสาวคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น พร้อมใบหน้าและชุดที่เปรอะเปื้อนจากไวน์ที่ถูกสาดจากภาวินีเมื่อครู่
และหญิงสาวที่กำลังนั่งคุกเข่าผู้โชคร้ายคนนี้ก็คือคนเดียวกับที่นำอาหารมาเสิร์ฟให้หินและได้ยิ้มให้หินด้วยรอยยิ้มที่สดใส
แต่ในตอนนี้รอยยิ้มของเธอได้หายไปจากใบหน้าแล้ว กลับถูกแทนที่ด้วยความอับอายและดวงตาที่แดงก่ำจากการพยายามกลั้นน้ำตาของเธอไม่ให้ไหลออกมา ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะทำมันไม่สำเร็จ น้ำตาของเธอได้ไหลออกมาเป็นสายธาร
สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้มีเพียงอดกลั้นเสียงเอาไว้ ไม่ร้องห่มร้องไห้ออกมาเพราะเธอกลัวว่าเสียงร้องของเธอมันจะไปรบกวนผู้โดยสารคนอื่น“ขอโทษเหรอ หึ!... จบไฟล์ทบินนี้เธอก็เตรียมเก็บของได้เลย ฉันไล่เธอออก”
สิ้นเสียงของภาวินี น้ำตาของพนักงานสาวคนนั้นก็ยิ่งไหลทะลักออกมาประหนึ่งเขื่อนแตก แม้เธอจะรู้แล้วว่าสุดท้ายผลมันต้องออกมาเป็นแบบนี้ แต่พอได้ยินเข้าจริงๆ มันก็ทำให้เธอทำใจไม่ได้อยู่ดี
“ยังจะเสนอหน้าอยู่อีกทำไม ไสหัวไปได้ละ” ภาวินีเอ่ยไล่พนักงานสาวคนนั้น
พนักงานสาวผู้โชคร้ายคนนั้นจึงได้แค่เก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ในใจและรีบลุกออกไป ก่อนที่เธอจะไม่สามารถอดกลั้นใจได้ไปมากกว่านี้
เธอเดินไปหาเพื่อนๆ พนักงานของเธอ พวกเขาต่างมองมาที่เธอด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจ แต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยอะไรได้ ถ้าหากว่าเข้าไปยุ่งพวกเขาก็จะพลอยโดนไปด้วย
เพื่อนๆ พนักงานของเธอก็พยายามปลอบเธอ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ สุดท้ายพนักงานสาวผู้โชคร้ายคนนี้จึงได้หายเข้าห้องน้ำไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ต่อให้หินไม่ได้ขยายเครื่องรับเสียงขึ้นเขาก็รู้ว่าเธอคนนี้ต้องเข้าไปร้องไห้อยู่แน่ๆ
จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มันทำให้หินรู้สึกไม่พอใจภาวินีเป็นอย่างมาก ถ้าเขาไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มันคงไม่เป็นไร แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นตรงหน้าเขา ไม่มีทางที่เขาจะอยู่เฉยอย่างแน่นอน
‘ในเมื่อเธอร้ายกับคนอื่น ก็อย่าหาว่าฉันร้ายกับเธอแล้วกัน’ หินคิดขึ้นในใจก่อนจะเอ่ยสั่งออกมา
“เดวิด กว้านซื้อหุ้นของสายการบินนี้ทันที”
“รับทราบครับดอกเตอร์”
ทันทีที่เดวิดรับคำสั่งจากหิน เดวิดก็เสนอซื้อหุ้นของสายการบินนี้ด้วยราคาที่สูงกว่าปกติของสายการบินนี้ในทันที
แต่เดิมสายการบินนี้ก็ทำรายได้ขาดทุนมาหลายปีแล้ว พอมีคนมาเสนอซื้อหุ้นด้วยราคาที่สูงกว่าปกติไปมาก พวกผู้ถือหุ้นจึงไม่ลังเลที่จะเทขายมันออกไป
ทำให้ไม่กี่สิบนาทีหลังจากนั้นหุ้นมากถึง 60 % ของบริษัทต่างถูกหินกว้านซื้อไปจนหมด ส่วนอีก 40 % ที่เหลือก็คือหุ้นพ่อของภาวินีนั่นเอง ที่ยังไม่ได้ขายออกไป
แต่ยังไงก็ตามในตอนนี้หินได้ครองหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้เขาก็คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของสายการบินนี้ นั่นหมายถึงตอนนี้เขาเป็นคนที่มีอำนาจสูงที่สุดในบริษัทแล้ว!..หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ดูเหมือนพนักงานสาวผู้โชคร้ายคนนั้นก็เริ่มที่จะทำใจยอมรับขึ้นมาได้บ้างแล้ว จึงได้เปลี่ยนชุดและกลับมาทำงานตามปกติ
“คุณไตรภพต้องการรับอะไรเพิ่มรึเปล่าคะ? ” เธอถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ที่ดูหมองลงไม่สดใสเหมือนก่อนหน้า
“ไม่แล้วครับ” หินตอบขึ้น
“ถ้าคุณไตรภพมีอะไรต้องการเพิ่ม สามารถเรียกฉันได้ในทันทีเลยนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเตรียมจากไป
“เดี๋ยวก่อน” หินท้วงขึ้นก่อนที่เธอจะจากไป
“คุณชื่ออะไร? ” หิมถามขึ้น
เธอเอามือมาจับตรงป้ายชื่อของเธอก่อนจะเอ่ยออกมา
“ฉันชื่อนิพาดาค่ะ”
“ไม่ ผมหมายถึงชื่อเล่นของคุณ”
แม้เธอจะสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมหินจึงถามชื่อเล่นของเธอ แต่เธอก็ตอบมันออกมา
“ฉันชื่อ ม่านไหม ค่ะ”
“นี่ม่านไหม อะไรที่คุณกังวลอยู่ คุณไม่ต้องกังวลมันหรอกนะ คุณเป็นคนดีนะและเป็นพนักงานที่ดีมากด้วย ผมเชื่อว่าต่อให้คุณได้เจอเรื่องร้ายๆ คุณจะต้องผ่านมันไปได้ คุณเชื่อผมสิ” หินเอ่ยขึ้น
เมื่อม่านไหมได้ยินสิ่งที่หินพูดก็ประหลาดใจอยู่บ้าง เขารู้ได้ยังไงว่าเธอกังวล หรือว่าเธอแสดงออกไปชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอ?
แต่ยังไงก็ตามคำพูดของหินก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกกังวลก่อนหน้าเหมือนจะมลายหายไปจนสิ้น
คำพูดจริงใจดีๆ ในช่วงเวลาที่แย่ๆ มันสามารถเป็นกำลังใจให้เธอได้เป็นอย่างดี
ท้ายที่สุดม่านไหมจึงได้ยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันเชื่อคุณค่ะ คุณไตรภพ ขอบคุณคุณมากนะคะ” ม่านไหมเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินจากไป ไปบริการผู้โดยสารคนอื่นต่อ
ซึ่งหลังจากที่หินได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของม่านไหมอีกครั้ง เขาก็ได้ยิ้มขึ้นมาบางๆ เช่นกัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ได้เวลาดัดสันดานแล้วซิ