การบุกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้แอเรียสเองก็ตกใจเช่นกัน เพราะมัวแต่สนใจการสำรวจทิวทัศน์ของพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปทำให้แอเรียสลืมสนใจสิ่งรอบข้างไป แต่ทันทีที่สายลมตีเข้ากับหน้าของเขาอย่างแรงมันก็ทำให้แอเรียสรู้สึกตัวได้ในทันที เสียงร้องของสิ่งมีชีวิตตัวนั้นทำให้แอเรียสหันหน้าไปจ้องมองมันด้วยความแปลกใจ
ร่างขนาดใหญ่กว่าสองเมตรที่กระพือปีกพร้อมส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ ยามเมื่อมันกระพือปีกก็พาให้ใบของต้นส้นต่างส่ายไหวไปมาตามแรงลมที่พัดมาจากปีกคู่นั้น จะงอยปากสีเหลืองเข้มที่งองุ้มเล็กน้อยแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความแหลมคม มันราวกับปลายหอกที่ถูกลับเอาไว้จนคมกริบพร้อมที่จะทะลุทะลวงเข้าไปในร่างของศัตรูได้ตลอดเวลา กรงเล็บคู่นั้นกางออกพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที ขนสีเหลืองอ่อนสลับกับสีดำที่แซมอยู่เล็กน้อย บนหัวของมันมีเส้นขนที่ตั้งขึ้นเล็กน้อยอย่างสวยงาม หางยาวเกือบเท่าความยาวของลำตัวม้วนออกเล็กน้อยอย่างงดงาม แม้รูปร่างของสัตว์อสูรตัวนี้คงไว้ซึ่งลักษณะของวิหคที่ความงดงาม แต่ท่าทีของมันกลับเต็มไปด้วยความดุร้าย ดวงตาของมันจ้องมองมาทางแอเรียสด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างไม่ทราบซึ่งสาเหตุ
“ นั่นมันปักษาแสงจันทร์ไม่ใช่รึไง ทำไมมันถึงได้มีท่าทีดุร้ายขนาดนี้ !? หรือว่าเจ้าตัวนี้จะเป็นสายพันธุ์อื่นที่หน้าตาคล้ายกับปักษาแสงจันทร์..ไม่สิ ดูยังไงมันก็ปักษาแสงจันทร์ชัดๆ “
สัตว์อสูรที่กำลังกระพือปีกเตรียมพร้อมที่จะโจมตีแอเรียสนั้นมีคือปักษาแสงจันทร์ โดยธรรมชาติแล้วปักษาแสงจันทร์เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับกลางเท่านั้นแม้จะมีบางตัวที่สามารถเพิ่มระดับได้ถึงสัตว์อสูรระดับสูงก็ตาม แต่นั่นก็มีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเสียอีกและเจ้าตัวที่กำลังกระพือปีกพร้อมกับส่งเสียงดังอยู่เบื้องหน้าแอเรียสนั้นก็เป็นเพียงแค่สัตว์อสูรระดับกลางเท่านั้น ปักษาแสงจันทร์ค่อนข้างเป็นสัตว์อสูรที่หายากเนื่องจากความสวยงามของมันจึงทำให้มันมักจะตกเป็นเป้าหมายการไล่ล่าของนักเวทอยู่เสมอ โดยปกติแล้วปักษาแสงจันทร์จะไม่มีนิสัยที่ดุร้าย แม้มันจะเป็นสัตว์อสูรแต่มันก็ไม่ใช่สัตว์อสูรที่ดุร้ายเหมือนกับพยัคฆ์เขาเดียวที่แอเรียสพึ่งสังหารไปเมื่อครู่นี้ โดยธรรมชาติแล้วปักษาแสงจันทร์จะกินอาหารจำพวกผลไม้เป็นหลัก ส่วนอาหารจำพวกเนื้อจากสัตว์ป่ามันจะกินแค่บางครั้งเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แอเรียสแปลกใจยามเมื่อเห็นท่าทีที่ดุร้ายของปักษาแสงจันทร์
แม้จะไม่รู้ว่ามันตั้งใจโจมตีเขาเพราะสาเหตุใดแต่แอเรียสก็เลือกที่จะเคลื่อนที่หลบหลีกมาจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว การที่เขาอยู่บนปลายยอดของต้นสนนับว่าเป็นจุดที่อันตรายเป็นอย่างมาก การต่อสู้กับสัตว์อสูรจำพวกนกบนท้องฟ้าหรือบนยอดของต้นไม้เช่นนี้นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก ทันทีที่แอเรียสกระโดดหลบออกมากรงเล็บของปักษาแสงจันทร์ก็โจมตีเข้ากับกิ่งไม้ที่แอเรียสพึ่งยืนอยู่เมื่อครู่ในทันที กรงเล็บของปักษาแสงจันทร์ทำหน้าที่เป็นอาวุธทำลายล้างชั้นดี มันราวกับคีมเหล็กยามที่บดขยี้ลงไปยังกิ่งไม้เคราะห์ร้ายนั่น กิ่งไม้ทั้งกิ่งหักออกทันทีด้วยแรงจากการโจมตีของปักษาแสงจันทร์
การโจมตีแรกของมันดูเหมือนจะพลาดจากเป้าหมายแล้วโดนเพียงแค่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ปักษาแสงจันทร์กลับไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีแอเรียสต่อ มันเลือกที่จะถอยร่นกลับไปอยู่จุดเดิม มันกระพือปีกขนาดใหญ่ของมันสร้างแรงลมพัดตีเข้ากับร่างของแอเรียส ปากของมันก็ส่งเสียงร้องคล้ายกับเป็นคำขู่ให้แอเรียสถอยห่างออกไปจากสถานที่นี้โดยเร็ว แม้จะทำท่าทางคล้ายกับเตรียมพร้อมที่จะโจมตีแต่มันก็กลับไม่ได้พุ่งเข้ามาโจมตีเป็นครั้งที่สองแต่อย่างใด
“ปักษาแสงจันทร์ตัวนี้เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับกลางมันย่อมไม่สามารถต่อกรกับข้าได้อยู่แล้ว หรือเหตุผลที่มันยังไม่เข้ามาโจมตีเป็นเพราะว่ามันจะหวาดกลัวระดับพลังเวทของข้า“
แอเรียสจ้องมองไปยังปักษาแสงจันทร์พร้อมวิเคราะห์ออกมา แม้จะเห็นว่ามีอันตรายอยู่เบื้องหน้าแต่เขาเองก็หาได้เกรงกลัวไม่ สัตว์อสูรที่กระพือปีกพร้อมส่งเสียงดังคล้ายกำลังขู่อยู่เบื้องหน้าแอเรียสนั้นเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับกลางเท่านั้น แม้การจัดการสัตว์อสูรประเภทนกจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากแต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไปหากเขาคิดจะทำมัน แต่สิ่งที่เขาแปลกใจคือการกระทำของมัน หากมันเกรงกลัวพลังของเขามันย่อมไม่กล้าเข้ามาเผชิญหน้ากับเขาตั้งแต่แรกแล้ว แล้วเหตุใดมันจึงพุ่งเข้ามาโจมตีเข้าเช่นนี้ทั้งๆที่ไม่ใช่นิสัยโดยปกติของมัน และมันเองก็น่าจะรู้ว่าถึงอย่างไรมันก็ไม่น่าจะจัดการกับเขาได้อยู่แล้ว ทันใดนั้นในหัวของแอเรียสก็พลันคิดบางอย่างออกมา
“ มันไม่ได้ต้องการจะโจมตีข้า เจ้าตัวนี้ต้องการเพียงขู่และขับไล่ข้าไปให้ใกล้จากต้นสนนี่เท่านั้น หรือว่า.. “
ในที่สุดแอเรียสก็เข้าใจถึงการกระทำของปักษาแสงจันทร์ มันไม่ได้ต้องการที่จะโจมตีแอเรียสแต่มันต้องการที่จะขับไล่เขาไปให้ไกลจากบริเวณนี้เท่านั้น แอเรียสกวาดสายตาสำรวจไปทั่วต้นสนที่เขายืนอยู่ ในที่สุดเขาก็มองเห็นว่าที่กิ่งขนาดใหญ่ด้านขวามีรังของปักษาแสงจันทร์อยู่ มันถูกสร้างมาจากกิ่งไม้และต้นหญ้าจำนวนมาก แต่เนื่องจากมันถูกปกปิดเอาไว้เป็นอย่างดีแอเรียสจึงมองไม่เห็นมันในครั้งแรกที่เขาเหยียบย่างขึ้นมาบนต้นสนต้นนี้ บนรังของมันมีไข่ขนาดใหญ่อยู่สามฟองที่ยังไม่ได้ฟักเป็นตัว
“ เฮ้ๆๆ ใจเย็นก่อน ข้าไม่ได้จะทำอันตรายหรือว่าขโมยไข่ของเจ้าหรอก ไข่ของปักษาแสงจันทร์มันไม่ค่อยอร่อยนักหรอก ..ข้าไม่ได้เคยเอามันไปกินตอนที่ข้าหิวหรอกนะ เอ่อ..ข้าแค่ฟังมาจากปากของสหายข้าเท่านั้น“
สายฟ้าที่กระจายอยู่ทั่วฝ่ามือพลันสลายออก ทักษะเวทที่เตรียมพร้อมเพื่อใช้ในการโจมตีพลันหยุดลง แอเรียสยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์มือบางอย่างคล้ายกับต้องการสื่อสารให้มันรับรู้สิ่งที่เขากำลังพูดอยู่แม้เขาเองจะรู้ว่ามันอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ตาม เมื่อเห็นว่ามันเป็นนกแม่ที่กำลังจะมีลูกอ่อนแอเรียสจึงหยุดความคิดที่จะสังหารมันลงซะ เขาไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสังหารมัน แม้นักเวทและสัตว์อสูรอาจจะถูกมองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกกำหนดมาให้เป็นศัตรูโดยธรรมชาติแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่แอเรียสจำเป็นจะต้องสังหารสัตว์อสูรทุกตัวที่อยู่เบื้องหน้า ยังมีสัตว์อสูรอีกจำนวนไม่น้อยที่แอเรียสคิดว่าไม่ควรจะสังหารมัน และสัตว์อสูรบางตัวก็สามารถถูกฝึกให้เชื่องแล้วกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้ แม้นั่นอาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีนักแต่ก็ไม่ได้นับว่าเลวร้ายอะไร เหตุผลสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่แอเรียสล้มเลิกความคิดที่จะสังหารมันก็คือปักษาแสงจันทร์ตัวนี้มันไม่ได้มีความตั้งใจที่จะโจมตีเขาเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่มันทำนั้นเพียงขมขู่เพื่อปกป้องไข่ของมันที่กำลังจะฟักออกมาลืมตาดูโลกในอีกไม่นานก็เพียงเท่านั้น
“ ข้าไม่คิดจะทำลายครอบครัวของเจ้าหรอกน่า ..รีบฟักออกมาดูหน้าแม่ของเจ้าไวๆล่ะเจ้าหนู“
แอเรียสหันหน้าไปพูดคุยกับปักษาแสงจันทร์แม้จะรู้ดีว่ามันไม่สามารถฟังภาษาของมนุษย์เข้าใจก็ตาม เขาหันหน้าไปมองไปยังรังของมันเล็กน้อย ยามเมื่อนึกถึงภาพของลูกปักษาแสงจันทร์ตัวเล็กๆที่คงจะฟักออกมาดูโลกในอีกไม่นานก็ทำให้แอเรียสอดที่จะเผยยิ้มเล็กๆออกมาไม่ได้ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่แอเรียสกลับกลายเป็นผู้ที่อ่อนไหวยามที่เห็นคำว่าครอบครัว เหมือนกับที่เขาเห็นครอบครัวของปักษาแสงจันทร์ หรือแม้แต่กระต่ายป่าที่เขาเกือบจะสังหารมันเพื่อนำมาเป็นอาหารแต่เมื่อเห็นมันมีลูกน้อยๆอยู่อีกสี่ตัวเขาก็กลับปล่อยมันไปซะอย่างนั้น
ตั้งแต่ที่แอเรียสถือเกิดใหม่ในร่างนี้นิสัยหลายอย่างของเขาก็แปรเปลี่ยนจากเดิม มันอาจจะเป็นเพราะความทรงจำจากร่างนี้ที่ทับซ่อนไปในความทรงจำเดิมของเขาทำให้เขาเองก็มีนิสัยหลายส่วนที่ดูคล้ายกับแอเรียสคนเก่า หรือมันอาจจะเป็นเพราะอัลเบิร์ตและมาเรียที่ทำให้เขาแปรเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เมื่อชีวิตก่อนสิ่งที่แอเรียสรู้จักมีเพียงการเอาตัวรอดเท่านั้น เขาไม่เคยสัมผัสแม้แต่น้อยกับคำว่าครอบครัว คำว่าหมาป่าเดียวดายคงเหมาะสมกับนักเวทที่มีนามว่าทานอสผู้นั้นมากที่สุด
ปักษาแสงจันทร์ราวกับตอบรับกับการกระทำของแอเรียส ทันทีที่เห็นแอเรียสถอยร่นออกไปมันก็กระพือปีกอย่างยินดี ดวงตาที่แข็งกร้าวดูแปรเปลี่ยนไปสายตาที่ดูเป็นมิตรมากขึ้น แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่มันก็ยังมีท่าทีที่ดูไม่ไว้ใจแอเรียสมากนัก แม้จะมองเห็นว่าแอเรียสปีนลงจากต้นส้นแล้วแต่ปักษาแสงจันทร์ก็ยังคงมีท่าทีที่หวาดระแวงแอเรียสอยู่ มันรีบโผบินไปยังรังของมันอย่างรวดเร็ว เพียงแค่มองอยู่ห่างๆแอเรียสก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่ปักษาแสงจันทร์มีต่อไข่ของมันได้
ฟิ้ววว
“ แกว๊กกกกกกก!!! “
ภาพที่แอเรียสมองเห็นคือลูกธนูสีเงินที่พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความรวดเร็ว มันเรืองแสงออกมาเล็กน้อยด้วยพลังเวทบางอย่าง มันปักเข้าที่กลางอกของปักษาแสงจันทร์อย่างพอดิบพอดี เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของปักษาแสงจันทร์ดังก้องไปทั่วผืนป่า แม้ร่างจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับแต่แววตาของมันก็ยังคงจ้องไปยังไข่ของมันที่อยู่ในรังด้วยความห่วงใย มันใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มันมีกางปีกโผล่บินไปอยู่บนรังของมันเป็นครั้งสุดท้าย ปีกของมันโอบอุ้มไปยังไข่ของมันคล้ายกับต้องการป้องกันภัยร้ายที่อาจจะมาถึงลูกน้อยของมันที่ยังไม่ลืมตาออกมาดูโลก
“ แกว๊กกกกกกก!! “
เสียงร้องของมันกู่ก้องออกมาออกมาด้วยความเจ็บปวด แอเรียสมองเห็นสายตาที่มันเหลือบมองมายังเขา มันเต็มไปด้วยความโกรธ ความเจ็บปวด และความหวาดระแวง แม้มันจะเห็นว่าแอเรียสไม่ใช่ผู้ที่โจมตีมันแต่มันก็ไม่อาจที่จะไว้ใจผู้ใดได้อีกต่อไป มันมองเขาราวเป็นผู้ที่พึ่งล่อลวงมันจนพามันไปสู่ความตาย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้แอเรียสอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดใจอยู่เล็กๆ เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแม้แต่แอเรียสเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นกันว่าจะมีลูกธนูปริศนาซุ่มโจมตีปักษาแสงจันทร์เช่นนี้