เสียงจิ๊บๆ กับเสียงพูดคุย ทำให้คนบนเตียงต้องตื่น ซายะค่อยๆ ลืมตายกมือขยี้เพื่อปรับสายตาให้กลับมาเป็ปกติ
“ไม่ได้ ซายะต้องกลับวันนี้”
เสียงที่คุ้นหูให้ซายะต้องผงกหัว ชินปาจิและคางุระ หันสายตาไปด้านขวาคือราเชลหญิงสาวผู้เป็หัวหน้าหน่วยเวทย์แห่งเมืองดีทรอยต์ที่เธอนับถือเหมือนพี่สาวขยับไปทางโซฟาข้างทีวีคือเซฟคนที่ทำงานเหมือนกับเธอและเป็เสมือนพี่ชายอีกคน
“ซายะตื่นแล้วน่ะ” เซฟบุ้ยหน้าให้ทุกคนต้องหันไปมองก่อนจะตรงดิ่งมาที่เตียง
“ซายะ เป็ไงมั่ง”
“โอเคดี ว่าแต่ราเชลกับเซฟมาไงอ่ะ”
“บินมา” เป็เซฟที่ตอบให้ราเชลต้องหันไปถลึงตาใส่เพราะเขาเล่นอะไรไม่ดูสถานการณ์ “อะไรอ่ะ ฉันพูดผิดตรงไหน”
“ไปตามหมอมาสิ” ราเชลหันไปสั่งเซฟให้ต้องชี้นิ้วเข้าหาตัวเป็เชิงถาม “โอเค ไปก็ได้”
หมอทำการตรวจเช็คร่างกายของซายะคร่าวๆ ดูเหมือนว่าแผลของเธอจะสมานแผลเร็วจนใกล้จะหายคาดว่าวันพรุ่งนี้ก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
“งั้นก็ขอหมอออกวันนี้เลย”
“ออกไปไหน” ซายะหันไปถามคนเป็พี่สาว “กลับบ้านไง”
ซายะส่ายหน้ารัวพร้อมกับเบะปาก “ไม่เอา วันอาทิตย์”
“ไม่ ต้องกลับวันนี้”
“โอ๊ย น้องมันอยากอยู่ก็ให้มันอยู่ไปเถอะน่า ไอ้พวกนั้นก็โดนจัดการจนหมดแล้วจะกลัวอะไร”
“มันก็ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รับประกันว่าจะมีคนอื่นหลงเหลืออยู่นี่”
“นี่ซายะนะ มันเก่งกว่าพวกเราอีก อีกอย่างเด็กๆ ก็อยู่จะกลัวอะไร”
“นั่นสิน่อ ให้อาซายะอยู่ต่อเถอะเดี๋ยวพวกอั๊วดูแลเอง”
“ยังก็ไม่ได้”
“นี่คุณผู้หญิง น้องเธอพึ่งจะพักฟื้นให้เขาพักก่อนก็ได้” เสียงคนมาใหม่ให้ทุกคนหันไปมองพบว่าเป็กินโทกิ
“คุณกิน!/อากินจัง!”
“ไง” ทันทีที่กินโทกิเดินมาหย่อนตัวลงที่ข้างเตียงซายะก็เอื้อมไปจับเสื้อของเขาราวกับจะขอให้เขาช่วย
“คุณเป็ใคร”
“ซากาตะ กินโทกิ เ้าของร้านสารพัดรับจ้าง”
ชื่อนี้ราเชลเคยเห็นในสัญญาที่ชินเซ็นกุมิส่งให้ รู้สึกว่าเขาจะทำงานนี้ด้วย แต่ว่านะ…
“แล้วยังไง ฉันจะเอาน้องฉันกลับ คุณไม่เกี่ยวอย่ามายุ่ง”
“นี่ซายะ อยากกลับมั้ย” ซายะส่ายหน้าเป็คำตอบ
“เนี่ย น้องสาวคุณบอกว่ายังไม่อยากกลับคุณก็ไม่ควรไปบังคับเธอสิ รู้ว่าห่วงน้องมากนะแต่ช่วยถามความเห็นเธอด้วย”
“ใช่ๆ ราเชล ซายะมันก็โตแล้ว ให้อิสระน้องบ้าง”
ทั้งไอ้คนหัวเงินทั้งเซฟต่างก็ไม่เข้าข้างเธอเลยสักนิด เธอก็แค่ห่วงน้อง อยากให้น้องกลับไปพักในที่ที่เธอสามารถดูแลได้อย่างเต็มที่
ตอนที่รู้ว่าซายะอาสาจะมาที่นี่เธอก็ค้านหัวชนฝา เธอไม่อยากให้ซายะมาคนเดียวมันอันตรายเกินไป เธอกับเซฟหรือพวกด็อกเตอร์ก็คอยช่วยเธอไม่ได้
“ราเชล” ซายะเรียกคนเป็พี่พลางกระดึ๊บลงจากเตียงตรงไปหาพี่สาวก่อนจะสวมกอดลูบหลังเธอเบาๆ
“ขออยู่ต่อได้มั้ย กลับพรุ่งนี้ตอนเย็นก็ได้…นะ”
“ทำไม” ซายะผละออก “วันพรุ่งนี้มีซากุระ อยากไปดู”
ทำตาแป๋วเพื่อให้ราเชลยอมใจอ่อนแต่ว่า…
“ไม่” เธอยังคงหนักแน่นและไม่ยอมให้ซายะไป ซายะบึนปากเบะก่อนจะวิ่งไปหาเซฟเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ฉันอนุญาต ไปเถอะ”
“เซฟ!!”
“หยุด! ฉันพูดว่ายังไงห๊ะราเชล” ราเชลไม่ตอบอะไรเพียงแต่มองเขาด้วยสายตาที่ไม่ยินดี
“งั้นเอาเป็ว่าเที่ยงเสร็จก็กลับเลย โอเคมั้ย” ราเชลได้แต่จิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ กลายเป็ว่าตอนนี้ราเชลดูเป็เด็กเอาแต่ใจแทน
แม้หลายครั้งเซฟจะชอบทำตัวปัญญาอ่อนแต่พอราเชลดื้อไม่ฟังใครเขาก็จะใช้โหมดจริงจังเพื่อยับยั้งเธอ
“ขอบใจนะเซฟ ขอบใจนะราเชล” ซายะวิ่งกอดพี่ๆ มาขนาดนี้แล้วเธอคงปฏิเสธยาก
“นี่ คุณน่ะ” กินโทกิเลิกคิ้วพลางชี้หาตัวเองเป็เชิงถาม “ว่า”
“ถ้าน้องฉันเป็อะไรฉันไม่เอาคุณไว้แน่”
“คร้าบๆ”
หย่อนตัวลงที่เก้าอี้บนดาดฟ้าแหงนมองท้องฟ้าสีสวยกับรับลมเย็นๆ ที่ตีเข้าหน้า ไม่อยากกลับเลย อยากย้ายมาอยู่ที่นี่
“ดูท่าจะชอบเอามากๆ เลยนะนั่น” กินโทกิเอ่ยพลางหย่อนตัวลงที่ว่างข้างๆ
“อือ แต่คงไม่ได้หรอกเดี๋ยวราเชลกรี๊ด”
เธอรู้จักพี่สาวคนนี้ดี ั้แ่รู้จักกับราเชลเธอก็คอยดูแลอย่างกับไข่ในหิน เธอดีใจนะที่มีคนห่วงใยเธอขนาดนี้แต่บางทีเธอก็อยากมีอิสระบ้าง
“งั้นย้ายมาอยู่นี่เลยมั้ยล่ะ”
“ห๊ะ?” ซายะหันมองเห็นกินโทกิยกยิ้ม “อันนี้คือชวนหรอ”
“ใช่ เอาไง ย้ายมั้ย”
สีหน้าของกินโทกิเหมือนกำลังบอกว่าที่เขาพูดเมื่อกี้คือชวนเธอจริงๆ ถ้าเป็คนอื่นเธอคงไม่ใหรอก
แต่นี่กินโทกินะ ซากาตะ กินโทกิที่ไม่ค่อยสนใจอะไรนอกจากซีคิดส์ พาเฟ่ต์ ปาจิงโกะและเงิน
“พูดเล่นป่ะ พูดเล่นแน่ๆ”
“ไม่ได้เล่นพูดฉันพูดจริงๆ เอาไง”
ซายะยกมือทาบที่หน้าผากของคนตรงหน้าเพื่อวัดว่าเขายังปกติดี อุณหภูมิก็ปกติ ลองวัดการเต้นของหัวใจก็ปกติ
กินโทกิจับมือเรียวที่กำลังวัดการเต้นของหัวใจออกมาวางไว้บนตัก “ซายะ ฉันปกติดี”
“ไม่ ไม่ปกติ”
ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “ต้องทำยังไงเธอถึงจะเชื่อเนี่ย”
“ทำไมถึงอยากให้ฉันย้ายบ้าน” อยากรู้เหตุผล แต่คิดว่าเขาคงไม่บอกมากหรอก
“ก็แค่อยากให้เธอย้าย” นั่นไง “มันดูแปลกใช่มั้ยล่ะพอคนพูดเป็ฉัน”
“มากอ่ะ” มากๆ เลย ชินปาจิกับคางุระเคยเล่าให้ฟังว่ากินโทกิปกติคือไม่ค่อยสนใจอะไรถ้าไม่ใช่เื่ของตัวเอง ยิ่งเป็เื่ความรักหรือผู้หญิงคือศูนย์เลย
แต่นี่…
“คุณกิน”
“?”
“ใครบอก มั่วแล้ว” ซายะหรี่ตาจับผิดคนข้างๆ
“ก็แค่รู้สึกว่าอยากให้เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เท่านั้นเอง เวลาวันหยุดจะได้พาเ้าพวกนั้นไปเที่ยวบ้านเธอบางวันก็ไปนั่งกินข้าวตากแอร์บ้านเธอไง”
“คือจะไปเบียดเบียนฉันว่างั้น?”
“อ่าว โดนจับได้ซะแล้วหรอเนี่ย” ยกมือฟาดแขนไปทีนึง “โอ๊ย! อะไรของเธอเนี่ยมาฟาดแขนฉันทำไมคนยิ่งเจ็บๆ อยู่”
ด้วยความหมั่นไส้จึงฟาดไปอีกสองสามทีจนกินโทกิต้องเอื้อมไปจับมือจนกลายเป็ว่าตอนนี้จับทั้งสองข้าง
“ปล่อยนะ!”
“ไม่!! ถ้าฉันปล่อยเธอก็ตีฉันสิ”
“นิสัยไม่ดี นี่แน่ะ” ในใช้มือตีไม่ได้เธอก็ใช้ปากกัดซะเลย
“โอ๊ย!! ยัยบ้านี่! เป็หมารึไงห๊ะ!” กินโทกิปล่อยมือก่อนจะเปลี่ยนมาล็อคคอแทน “แอ่ก! ปล่อย!!”
มือเล็กตีแขนที่ล็อคคอก่อนคนหัวเงินจะคลายแต่ก็ยังไม่ปล่อย
“เื่ให้เธอย้ายฉันพูดจริงนะ” หยัดมือที่ตีพลางเแหงนมองอีกคน “ฉันอยากให้เธอมาอยู่ญี่ปุ่นจริงๆ นะเ้าพวกนั้นก็ด้วย”
“จะเอาบ้านฉันเปิดเป็ร้านสารพัดรับจ้างสาขาสองล่ะสิ”
“เฮ้ย ความคิดดีว่ะ ฉันนึกไม่ถึงเลยนะเนี่ย”
“แย๊กกกกกก”
“ทั้งสองคนมาอยู่ที่นี่เองหรอครับเนี่ย” เป็ชินปาจิกับคางุระและซาดาฮารุที่ขึ้นมาก่อนจะพากันหย่อนตัวที่เก้าอี้ม้านั่งตัวข้างๆ
“ว่าแต่คุยอะไรกันหรอน่อ หรือว่าจู๋จี๋กัน”
“จู๋จี๋บ้าอะไรล่ะ ฉันจะกำลังหลอกล่อให้ซายะย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นอยู่เนี่ย แล้วเราจะได้ยึดบ้านซายะเป็ร้านสารพัดรับจ้างสาขาใหม่-โอ๊ย!!!”
คนตัวเล็กกระแทกหัวใส่หน้าของอีกคนจนกินโทกิต้องยกมือมากุมจมูก
“อะไรของเธอเนี่ยมันเจ็บนะเว้ย!!! เป็บ้ารึไงเดี๋ยวตีเดี๋ยวกัดเดี๋ยวโหม่งอยู่นั่นแหละ!!! เดี๋ยวปั๊ดจับโยนลงดาดฟ้าให้ไปดินแดนสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นซะเลยนี่”
“แง่ง!!!”
“ยัยนี่นี่!!!!”
“ทั้งสองคนหยุดตีกันเถอะครับ”
พูดไปทั้งสองคนก็ไม่ยอมฟังชินปาจิได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“แต่อั๊วอยากให้อาซายะย้ายมาอยู่กับพวกเราจริงๆ น่อ” ประโยคพูดของคางุระให้ทุกคนพากันหยุดการกระทำก่อนจะหันไปมอง
“ไม่เกี่ยวกับว่าเอาบ้านอาซายะมาเป็ร้านสารพัดรับจ้างสาขาใหม่นา อั๊วแค่อยากให้อาซายะมาอยู่ที่นี่ อยู่กับพวกเราจริงๆ”
ซายะดึงแขนกินโทกิที่ล็อคคอออกขยับตัวเองให้นั่งตรงเพื่อตั้งใจฟังเด็กน้อย
“อั๊วน่ะ ชอบอาซายะมากเลยนา ครั้งแรกที่อั๊วเห็นอาซายะอั๊วก็คิดว่าอาซายะเป็คนที่สวยมากๆ เลยน่อ แถมยังเป็ผู้หญิงแรกที่อากินจังสนใจด้วย อั๊วก็เลยอยากให้อาซายะมาเป็ครอบครัวเดียวกันกับพวกเราน่อ”
“คางุระจัง”
“นี่ ถามไรอย่างดิ”
“อะไร”
“แอบวางแผนกันมารึเปล่าเนี่ย คุณกินให้คางุระมาช่วยพูดใช่มั้ย” คางุระทำตาเลิ่กลั่กก่อนจะทำตาปริบๆ แล้ววิ่งหนีไป
“คางุระจัง!!”
“จริงๆ ด้วย” ซายะหันมองคนต้นเื่ก่อนจะง้างมือทำท่าจะตีจนคนหัวเงินต้องดันมือเธอให้ออกห่าง
“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ ฉันอธิบายได้นา คางุระก็แค่อยากให้เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เท่านั้นเองเนาะชินปาจิ” พอจะหันไปขอความช่วยเหลือจากชินปาจิก็พบว่าเก้าอี้ม้านั่งข้างๆ ไม่มีใครอยู่แล้วแม้กระทั่งซาดาฮารุ
“เอ้า มันหายไปตอนไหนวะ-โอ๊ย!!!”
ช่วยไม่เขาก็คงต้องลุกวิ่งหนีจากฝ่ามืออรหันต์เอาแทน “ใจเย็นๆ ก่อนซายะ! คุยกันก่อน!!”
“ไม่!!!”
“ขอบคุณที่ช่วยค่ะ และนี่คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามที่ตกลงไว้” ราเชลยื่นเช็คส่งให้คอนโด งานเสร็จแล้วหน้าที่ของเธอตอนนี้เหลือแค่จับพวกอีลิธกลับอเมริการไปลงโทษ
“ยินดีครับ”
“คุณคอนโดครับ ท่านผบ.เรียกครับ” โอคิตะเข้าประตูเข้ามาเรียกหัวหน้า “ขอบใจมากนะโซโกะ งั้นผมขอตัวห่อนนะครับ หวังว่าครั้งหน้าเราจะได้ร่วมงานกันอีก”
“เช่นกันค่ะ”
หลังจากคอนโดออกไปภายในห้องก็เหลือเพียงราเชล เซฟ โอคิตะและฮิจิคาตะ
“นี่ ขอถามอะไรอย่างได้มั้ย” ทุกคนหันมามองราเชลด้วยความสงสัย “พวกคุณรู้จักซากาตะ กินโทกิใช่มั้ย”
“ใช่ แล้วยังไง” ฮิจิคาตะจุดบุหรี่ก่อนจะสูดควันเข้าปอดแล้วปล่อยออกมา
“เขาเป็คนยังไง”
“ถามทำไม สนใจหมอนั่นหรอ”
“นิดหน่อย เขาดูสนใจน้องสาวฉัน” โอคิตะกับฮิจิคาตะมองหน้ากันก่อนจะหันกลับมามองเธอ “น้องสาว? ซายะน่ะหรอ”
“ใช่”
“หมอนั่นมันเป็อดีตนักรบขับไล่ต่างแดนมีฉายาว่าชิโระยาฉะ” ชิโระยาฉะชื่อนี้เธอเคยได้ยินถ้าจำไม่ผิดจะเป็ซามูไรที่แข็งแกร่งและฝีมือแกร่งมากยากที่จะล้มได้ “แล้วไงต่อ”
“ส่วนตอนนี้ก็เป็เ้าของร้านสารพัดรับจ้าง ส่วนนิสัยของลูกพี่ก็…ค่อนข้างปากมาก ชอบเล่นปาจิงโกะ ชอบอ่านซีคิดส์ ชอบแคะขี้มูก ติดค่าเช่าบ้านบ่อย แล้วก็ชอบกินพาเฟ่ต์น่ะครับ”
หลังจากฟังคุณสมบัติของเ้าคนหัวเงินราเชลถึงกับยกมือกุมขมับ คุณสมบัติกับนิสัยของหมอนี่มันแย่เสียจนอธิบายไม่ถูกจัดได้ว่าแย่เลยด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้ถ้าสองคนนั้นคบกันจริงๆ น้องสาวเธอก็ต้องทำงานหนักอยู่คนเดียวน่ะสิ
“คิดมากอยู่รึไง” เซฟที่นั่งอยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของราเชลที่ดูเป้นกังวลจนอดที่จะถามไม่ได้
“จะไม่ให้คิดมากได้ไงล่ะ นายก็ได้ยินที่พวกนี้เล่าแล้วนี่”
“มันก็จริง แต่เท่าที่ดูจากเหตุการณ์ล่าสุดอาเฮียแกก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นนะ เขาช่วยซายะจนรอดแถมยังช่วยจับพวกอีลิธจนหมดด้วย”
“เหตุการณ์แค่นั้นมันบอกอะไรไม่ได้หรอก ถ้าคบกันจริงดูทรงแล้วตานั่นคงได้เกาะซายะกินแน่ๆ” เซฟได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แล้วจะเอาไง ไปห้ามหรอ คิดว่าซายะมันจะยอมมั้ยล่ะ”
ทั้งสองคนรู้ดีว่าซายะไม่ยอมแน่ๆ ถึงเธอจะเป็เด็กดีเชื่อฟังพี่ๆ ขนาดไหนแต่ความดื้อของเธอก็ยังมีเยอะอยู่
“เลิกคิดเล็กคิดน้อยได้แล้ว น้องมันก็อายุยี่สิบสี่แล้วให้มันไปเผชิญโลกบ้างเถอะ”
“เผชิญโลกแล้วเป็ยังไงล่ะนายก็เห็น ที่ผ่านมาน้องต้องเ็ปขนาดไหนแล้วยังจะมาบอกให้น้องมันไปเผชิญโลกอีกหรอ”
ั้แ่ที่พ่อกับแม่เสียไปซายะก็เสียสูญแถมยังโดนรังแกและโดนหลอกจนสภาพจิตใจรับไม่ไหวจนสุดท้ายก็เป็ซึมเศร้า พวกเขาต้องคอยดูแลคอยปลอบไม่ห่างจนเธอเริ่มกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง แล้วจะให้เธอที่คอยดูแลน้องอย่างใกล้ชิดปล่อยเธอไปลำบากกับคนไม่เอาไหนขนาดนั้นเธอไม่เอาด้วยหรอก
“แต่ถึงลูกพี่จะเป็คนี้เีแต่ถ้าเื่งานลูกพี่ก็ทำจนสำเร็จทุกครั้งนะครับ” ประโยคของโอคิตะทำให้ราเชลกับเซฟหันไปมอง
“ผมรู้จักเขาดี ลูกพี่น่ะ แม้นิสัยเขาจะเป็คนี้เีแต่เวลาทำงานเขาจะเต็มที่เสมอ ปากหนักไปหน่อยแต่ถ้าคนในครอบครัวหนีเพื่อนเจอปัญหาเขาก็จะไปช่วยโดยไม่ลังเลและไม่ยอมบอกใครสักนิด เหมือนอย่างเมื่อวานที่พอรู้ว่าคุณพี่สาวโดนลักพาตัวเธอก็รีบตรงดิ่งไปหาเธอทันที”
“แล้วฉันจะมั่นใจได้ไงว่าหมอนั่นจะดูแลน้องฉันได้”
ฮิจิคาตะพ่นควันออกจากปอดพลางขยี้บุหรี่ลงถ้วย “พวกเราไม่ได้บอกให้เธอมั่นใจ แต่หมายถึงให้เปิดใจต่างหาก ก็อยากที่โซโกะบอกนั่นแหละ หมอนั่นก็ไม่ได้เลยร้ายหรอก มันก็แค่อยากจะดูแลคนที่ชอบให้ถึงที่สุดก็แค่นั้นเอง”
โซโกะมองคนข้างๆ ทำตาปริบๆ “ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่าคนอย่างคุณฮิจิคาตะจะช่วยพูดเื่ลูกพี่ขนาดนี้”
“หนวกหูน่า ก็แค่ไม่อยากติดค้างกับหมอนั่นก็แค่นั้นเอง”
ราเชลปั้นหน้าเครียดพิจารณาตามคำพูดของโอคิตะกับฮิจิคาตะก่อนจะมีแรงมาแตะบ่าจากเซฟ
“เอาเป็ว่าซายะไม่เป็อะไรหรอก ถ้าเกิดสมมติวันนึงอาเฮียนั่นทำไม่ดีเดี๋ยวซายะก็จัดการเอง ตอนนี้เราก็ทำได้แค่คอยยืนดูน้องมันอยู่ห่างๆ ก็พอแล้ว”
ราเชลหันมองก่อนจะค่อยๆ เริ่มคลายสีหน้าที่เป็กังวล “นั่นสินะ”
ซายะก็โตพอที่จะดูแลตัวเองและแยกแยะเป็แล้วเธอก็ควรจะปล่อยน้องให้เป็อิสระบ้าง
“งั้นไม่มีอะไรแล้วพวกเราก็กลับเถอะ ฉันอยากไปกินราเมงจะแย่” เซฟพูดพลางลูบท้องที่กำลังร้องกิ่ว
“ถ้างั้นไปกินร้านประจำพวกเรามั้ยล่ะ อร่อยใช้ได้เลย”
“เอาสิ ช่วยพาไปที”
ราเชลหยิบมือถือที่สั่นจากเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาเช็คข้อความเข้ามันคือข้อความจากซายะที่ส่งรูปภาพมา
มุมปากยกยิ้มมองดูรูปภาพที่คางุระเป็คนถ่ายอยู่หน้ากล้องแล้วด้านหลังเป็ซายะที่กำลังวิ่งไล่ตีกินโทกิโดยชินปาจิคอยห้ามไม่ห่าง
ได้เวลาเติบโตของจริงแล้วนะซายะ จากนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน
“เหนื่อย”
“ฉันสิต้องบ่นไม่ใช่เธอ”
ทั้งคู่นั่งหอบกองกันอยู่ที่เตียงคนไข้ห้องซายะหลังจากที่วิ่งไล่กันจนโดนพยาบาลเอ็ดไปยกใหญ่
ซายะเด้งตัวพลางหันไปฟาดพุงคนข้างๆ เบาๆ “หิว อยากกินราเมง”
“ข้างโรงพยาบาลก็กินไปแล้วไม่ใช่หรอ ไม่อิ่มรึไง”
“อยากกินราเมงไม่ใช่ข้าวโรงพยาบาล พาไปหน่อยนะ”
“ถ้าให้หมอให้ไปอ่ะนะ” ซายะรีบวิ่งไปคุณหมอเพื่อขออนุญาตไปกินราเมงซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ทำให้เธอต้องเดินคอตกกลับห้องมา
“ดูท่าจะอดกินนะ” ซายะเบะปากทำหน้าเศร้า กินโทกิที่เห็นก็อดถอนหายใจไม่ได้ ใครจะไปคิดว่านิสัยจริงๆ ของยัยเด็กนี่จะมุ้งมิ้งได้ขนาดนี้ นี่เด็ก 24 จริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย
“ยืมโทรศัพท์หน่อย”
ซายะมองมือหนาที่กำลังแบก่อนจะหยิบมือถือเครื่องหรูใส่มือเขา กินโทกิกดยิกๆ ก่อนจะกดโทรหาใครบางคน “อาฮัลโหล นี่ซากาตะ กินโทกินะ ไม่ทราบว่าร้านปิดรึยัง คือพอดีจะสั่งราเม็งน่ะ เอาสองที่มาส่งที่โรงพยาบาลชินจิห้องสามศูนย์สอง คร้าบขอบคุณคร้าบ”
กินโทกิหันมาจะยื่นมือถือคืนแต่กลับกลายเป็ว่าซายะดันหลับไปแล้ว คนหัวเงินส่ายหัวก่อนจะอุ้มหญิงสาวจัดท่านอนให้เป็ระเบียบพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอก
เสียงสั่นจากมือถือเครื่องหรูให้คนหัวเงินหันไปสนใจ นิ้วเรียวกดเข้าดูพบว่ามันคือแจ้งเตือนข้อความความทรงจำเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ไล่อ่านข้อความทีละตัวอักษร
‘พ่อ วันนี้หนูสอบได้ที่ 1 ด้วยแหละ’
‘ส่งรูปภาพ’
‘หนูเก่งมั้ย’
‘พ่อ แม่สบายดีป่าว ได้เจอกันบ้างมั้ย แล้วตายกับยายล่ะได้เจอกันบ้างป่าว’
‘เพื่อนหนูก็ไปแล้ว หนูฝากเพื่อนอีกคนด้วยได้มั้ย’
‘หนูไม่อยากให้เขาเหงา’
‘ฝากเพื่อนหนูด้วยนะ’
‘พ่อหนูเหงา’
‘หนูขอไปอยู่กับพ่อได้มั้ย หนูไม่ไหวแล้ว’
‘ที่อยู่ทุกวันนี้มันทรมานมากเลย’
‘ถึงจะไม่ได้เดือดร้อนเื่ภายนอกแต่สภาพจิตใจหนูไม่ไหวจริงๆ’
เลื่อนข้อความมาหเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ข้อความล่าสุด ดูจากวันที่คาดว่าน่า่ก่อนอาทิตย์ที่ซายะจะมาญี่ปุ่น
‘พ่อเคยบอกว่าเคยมาทำงานที่ญี่ปุ่นใช่มั้ย หนูก็จะไปทำงานที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน’
‘พ่อบอกว่าเคยเจอหนุ่มซามูไรที่นั่นด้วย แถมพ่อบอกว่าจะแนะนำซามูไรหนุ่มให้หนูด้วย’
‘พ่อจะพาเขามาหาหนูรึเปล่า’
‘ไปครั้งนี้หนูก็ไม่ได้อยากเจอเขาหรอกนะ หนูเขิน’
‘แต่ถ้าพ่ออยากให้หนูเจอก็ได้ หวังว่าเขาจะเป็คนดีนะ’
‘พ่อ หนูเจอคนๆ นึงด้วยแหละ’
‘เขาหัวเงินๆ หน้าตาเนือยๆ เหมือนคนี้เียังไงก็ไม่รู้’
‘แต่เขาก็ดูเป็คนดีนะ แค่ปากหมาขี้โวยวายี้เีขี้งกเท่านั้นเอง’
พออ่านจบก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทันที ยัยเด็กนี่เอาเื่ของเขาไปเม้าส์ให้พ่อฟังด้วยหรอเนี่ย นิสัยไม่ดีจริงๆ
‘พ่อ วันนี้หนูเผลอเล่าเื่หนูให้เขาฟังไปแล้วอ่ะ แล้วก็เผลอไปร้องไห้ให้เขาเห็นอีก’
‘ตอนตื่นมาหนูอายมากเลย แต่เหมือนเขาจะไม่ได้ว่าอะไรนะ’
‘อ่อ ลืมบอก เขาคุณกิน ซากาตะ กินโทกิ อายุเท่าไหร่ไม่รู้แต่น่าจะแก่กว่า’
‘แล้วก็วันนี้เขาพาหนูไปเที่ยวด้วยแหละ สนุกมากๆ แล้วก็มึนหัวมากๆ เหมือนกัน’
‘แถมยังได้เจอเด็กๆ ที่ร้านของคุณกินด้วย ’
‘เด็กๆ น่ารักมาก แล้วก็ตลกด้วย ตอนเข้าบ้านผีสิงคุณกินร้องกรี๊ดลั่นเลย’ พออ่านถึงตรงนี้คิ้วก็เกิดกระตุก ยัยเด็กนี่นี่ นินทาเขาอีกแล้วนะ มันน่าตีจริงๆ เลย
‘แต่เขาดูกลัวมากเลย ตอนหนูเห็นสีหน้าเขาใจหนูตกไปอยู่ตาตุ่มเลย รู้สึกผิดอ่ะ แบบมากๆ เลยล่ะ รู้งี้หนูไม่น่าพาเขาเข้าไปเลย’
มุมปากยกยิ้มอัตโนมัติ ไม่คิดว่าแค่เื่ที่เขากลัวผีจะไปทำให้เธอรู้สึกผิดขนาดนี้
แต่ตอนนั้นเขาก็เซอร์ไพรส์จริงๆ นะ ปกติที่เขาเคยเจอก็มีแต่จะล้อไม่ก็แซวซึ่งแน่นอนแหละว่าคนอย่างซากาตะ กินโทกิมีหรือจะยอม มันเสียศักดิ์ศรีหมดแล้วเขาก็จะไม่ยอมเปิดปากพูดด้วยเพราะเดี๋ยวมันไม่เท่
แต่เมื่อตอนนั้นวันที่เข้าบ้านผีสิงจู่ๆ ไอ้ศักดิ์ศรีที่เคยมีมันกลับหายไปหมด ความเท่ที่เคยมีกลับทิ้งหายไปดื้อๆ ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาทั้งที่ก็พึ่งจะสนิทกันได้ไม่กี่วันเอง
มันน่าแแปลกนะคนที่ไม่ค่อยสนใจใครอย่างเขาจะเอาแต่คิดวนเวียนเื่เธอได้ขนาดนี้ ก็ไม่รู้สิ แต่ที่แน่ๆ กอดของเธอเมื่อตอนนั้นมันทำให้เขารู้สึกปลอดภัยแลละรู้สึกสบายใจมาก
รู้สึกชอบที่จะจับมือ รู้สึกอยากจะกอดมากกว่านี้ ไม่ชอบเห็นที่เธอเจ็บ แล้วก็ไม่ชอบที่จู่ๆ เธอก็หายไป
หรือว่าเขาจะชอบเธอจริงๆ แล้วนะ
“แอบดูไรอ่ะ” เสียงของคนบนเตียงให้กินโทกิหลุดออกจากความคิดพบว่าซายะมองเขาอยู่
“โทษที เห็นแจ้งเตือนมันขึ้นเลยเผลอกดอ่านดู” ยื่นมือถือคืนซายะ “ไม่โกรธกันใช่มั้ย”
ซายะส่ายหัวเนือยๆ พลางยันตัวขึ้นนั่ง “ไม่เป็ไรๆ แล้วราเม็งมาส่งยัง”
เป็จังหวะเดียวกันที่ประตูห้องเปิดออกเผยให้เห็นใครบางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี “นี่แก อีกแล้วหรอเนี่ย คราวนี้เป็คนส่งราเม็งรึไง”
“ฉันก็แค่ช่วยคุณอิคุมัตสึก็แค่นั้นเอง” คนที่มาส่งราเม็งให้พวกเขาก็ไม่ใช่ใคร คือคาซึระ โคทาโร่นั่นเอง
“อ่ะ ส่งเสร็จก็ไปได้แล้ว” กินโทกิยื่นเงินให้คาซึระ “รู้แล้วน่า ฉันไม่อยู่เป็กว้างขวางคอพวกนายหรอก”
“เออดี” พอคาซึระออกจากห้องไปทั้งสองคนก็ขยับเตรียมโต๊ะเพื่อวางชามราเม็ง
“นี่คุณกิน”
“หือ?” กินโทกิเงยเลิกคิ้วขณะที่กำลังโซ้ยราเม็งเข้าปาก “พรุ่งงนี้ไปดูซากุระด้วยกันใช่มั้ย”
“ก็แหงสิ พี่เธอเล่นขู่ฉันซะแบบนั้นไม่ไปก็โดนฆ่าน่ะสิ”
“แค่สองคนหรอ”
“อะไรแค่สองคน”
“เราไปกันแค่สองคนหรอ”
“ใช่ ทำไม อยากชวนเ้าพวกนั้นไปด้วยไง”
“อืม…ก็อยากแหละ แต่เอาจริงๆ อยากไปกับคุณกินแค่สองคนมากกว่า” กินโทกิได้ฟังก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ที่พูดแบบนี้คือจะชวนออกเดตหรอ”
“ไม่ได้หรอ”
“นี่เธอ” กินโทกิวางช้อนกับตะเกียบลงในชามข้าวหันมาสบตากับคนตรงหน้าด้วยสีหน้านิ่ง “แอบชอบใช่มั้ย”
ซายะเงยหน้าสบตากับอีกคนสีหน้าของเธอก็นิ่งสนิทเหมือนกัน “ไม่รู้สิ”
“ได้ไงอ่ะ ฉันว่าเธอต้องหลงเสน่ห์ฉันไปแล้วแน่ๆ ไม่งั้นไม่มาชวนออกเดตหรอก” พูดไปก็พลางแอ็คท่าเท่จนซายะถึงกับหลุดขำ “คุณกิน เคยมีใครบอกมั้ยว่าคุณเป็คนหลงตัวเองอ่ะ”
“หา? ก็แล้วทำไมล่ะ ก็มันเื่จริงนี่ นี่ซายะฉันจะบอกอะไรให้นะ เห็นฉันจนแบบนี้แต่ฉันก็คนมาชอบเยอะนะจะบอกให้”
ซายะพยักหน้าพลางอมยิ้มน้อยๆ “เชื่อๆ เอาเป็ว่าสรุปพรุ่งนี้ไปนะ”
“เออ ใส่ชุดสวยๆ ด้วยล่ะ”
“เอาสวยขนาดไหน”
“อืม…เอาแบบเห็นปุ๊บแล้วตะลึงเลย”
“พูดเองนะ”
“เออ”
“จัดไป”
พูดคุยเสร็จก็จัดการราเม็งตรงหน้าต่อจนหมด เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบจะเที่ยงคืนแล้วกินโทกิก็ต้องกลับไปนอนที่ห้องพักฟื้นของตัวเอง ก่อนซายะจะกลับเธอเหลือยมองท้องฟ้าสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยดวงดาวยามค่ำคืน
พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้วนะที่จะได้อยู่ที่นี่ ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เลย แต่ช่างเถอะ สุดท้ายวันพรุ่งนี้มันก็ต้องมาถึงอยู่ดี ขอให้มีแต่เื่ดีๆ เกิดขึ้นก็พอแล้วกัน