ด้านหลังอันเจิงปรากฏร่างของเทพเจ้าแห่งสงครามอย่างเลือนรางแต่ความยิ่งใหญ่และทรงอำนาจนั้นกลับทำให้ฉีเทียนรู้สึกชะงักไปส่วนเงาที่คล้ายมารถือร่มและเคียวนั้น ก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างมากเช่นกัน เพราะอะไรด้านหลังพวกเขาทั้งสองคนถึงมีเงาปรากฏขึ้น? เพราะอะไรพลังที่ทรงอำนาจของบ่อสายฟ้าถึงถูกอำนาจของพวกเขาทั้งสองทำให้หดตัว?
สีหน้าของฉีเทียนเปลี่ยนไปอย่างมากราวกับในสมองมีภาพบางอย่างปรากฏขึ้น เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ประชาชนร่มเย็นเป็นสุข หนึ่งหมื่นปีต่อมาพลังวัตรของมนุษย์ถดถอยมาถึงตอนนี้มนุษย์กลับไม่มีผู้วิเศษเลยสักคน พลังวัตรของมนุษย์ถดถอยจนน่ากลัวฉีเทียนเป็นปีศาจหินที่เคยผ่านกาลเวลาแสนยาวนานฉะนั้นเขารู้ว่าเงาที่ปรากฏขึ้นด้านหลังของอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายคือพลังที่น่ากลัวขนาดไหน
หากว่ากันด้วยเรื่องเหตุผลแล้ว ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารหรือต่อให้จะเข้าสู่ขอบเขตจุลภาคแล้วก็ตาม อย่างไรก็ไม่อาจต้านทานความแรงระดับสี่ของบ่อสายฟ้านี้ได้เพราะพลังสายฟ้าระดับนี้สามารถกดทับผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคได้เลยทีเดียวแล้วอย่าได้คิดแม้แต่จะดิ้นหนีเลยด้วยซ้ำ บ่อสายฟ้ามีความนึกคิดเป็นของตัวเองมันสามารถเพิ่มระดับความแรงตามระดับพลังของผู้ฝึกพลังวัตรคนนั้น ๆฉะนั้นไม่ว่าอย่างไร บ่อสายฟ้าก็ไม่มีทางเพิ่มระดับมาถึงขั้นสี่ได้แน่นอน นี่แสดงให้เห็นว่าบ่อสายฟ้าเกรงกลัวอันเจิงและเฉินเซ่าป๋าย
เมื่อเงามารและเทพเจ้าแห่งสงครามปรากฏขึ้นพลังสายฟ้าในบ่อก็ถอยทันที
จากนั้นผืนดินก็เปล่งประกายลำแสงขนาดใหญ่ใหญ่จนพื้นทรายที่ไกลออกไปก็มีแสงสะท้อนไปทั่ว ก้อนเมฆบนฟ้าก็รวมตัวกันหนาขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นบ่อสายฟ้าอยู่บนฟากฟ้า ในจุดเดียวกับบ่อสายฟ้าที่อยู่บนพื้นดิน เมื่อฉีเทียนเห็นเหตุการณ์นี้ก็สะดุ้งทันทีเขาอาศัยช่วงที่บ่อสายฟ้าบนฟากฟ้ายังก่อรูปร่างไม่สมบูรณ์ พุ่งเข้าไปลากอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายออกมา
ในขณะที่ฉีเทียนพุ่งเข้าไปในบ่อสายฟ้านั้นบนฟากฟ้าก็ปรากฏลำแสงสายฟ้าขนาดใหญ่ ลำแสงสายฟ้านี้มีรูปร่างคล้ายคนถือสามง่ามกำลังยื่นเท้าลงมาจากบนก้อนเมฆยามนี้ผืนฟ้าเริ่มแปรปรวน สายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนมองมายังอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายด้วยแววตาที่ดุร้าย
“ทำลาย!”
หลังจากเสียงคำรามของสายฟ้าดังขึ้นสายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนก็ฟาดลงมาจากท้องฟ้า ราวกับเทือกเขาขนาดใหญ่ร่วงหล่นอีกทั้งสายฟ้านี้ไม่ได้มีเพียงสายเดียวเท่านั้น แต่มีถึงสองสายเลยทีเดียว
สายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนนี้สูงร้อยเมตรแม้กระทั่งฉีเทียนก็ตกใจเพราะพลังของมันจนถอยไปด้านหลัง
พลังสายฟ้าขั้นหก!
ก่อนหน้านี้ความแรงของพลังสายฟ้าเลื่อนระดับจากขั้นสองเป็นขั้นสี่และตอนนี้ก็เลื่อนสูงขึ้นอีกเท่าตัว เพราะมันเลื่อนไปอยู่ในระดับหกแล้วฉีเทียนรู้ดีว่าภายใต้พลังเช่นนี้อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายไม่มีโอกาสมีชีวิตต่อเลยด้วยซ้ำ
ต่อให้จะเป็นผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตมหภาคก็ต้านทานพลังสายฟ้าระดับหกไม่ได้อยู่ดีอันเจิงมีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นเก้า ส่วนเฉินเซ่าป๋ายมีพลังในขอบเขตกิเลสมารพวกเขาทั้งสองคนไม่มีโอกาสมีชีวิตต่ออีกแล้ว ภายใต้มิติลับที่กดทับพลังของฉีเทียนเขาใช้ความรวดเร็วทั้งหมดที่มี แต่ก็ยังไม่อาจเร็วกว่าพลังสายฟ้าอยู่ดี สายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนสองสายใช้สามง่ามในมือพุ่งไปที่อันเจิงและเฉินเซ่าป๋าย
“ไสหัวไปซะ!”
ฉีเทียนดึงดูดความสนใจจากความโกรธของสายฟ้าเช่นกันเขาหยิบไม้กระบองแล้วเหวี่ยงออกไป ขนาดของไม้กระบองใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้มีขนาดหลายร้อยเมตรแล้วมันใหญ่จนทำให้เห็นแล้วรู้สึกขนลุก
พลังสายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนหยุดลง แล้วยกสามง่ามขึ้นบังไม้กระบองที่ฟาดเข้ามาไม้กระบองฟาดอย่างรุนแรง ทำให้สามง่ามทั้งสองหักทันที จากนั้นพลังสายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนก็ลอยออกไปแล้วแตกสลายกลายเป็นอากาศแม้กระทั่งพลังสายฟ้าที่แข็งแกร่งขนาดนั้นก็ยังไม่อาจรับมือการโจมตีเพียงหนึ่งครั้งของฉีเทียน
ทว่าการโจมตีของฉีเทียนก็ทำให้บ่อสายฟ้าโมโหเกือบถึงขีดสุด ก้อนเมฆบนท้องฟ้าจึงหนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วพลังสายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนก็ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ฉีเทียนจับตัวอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายไว้จากนั้นก็เหวี่ยงไปด้านหลัง พวกเขาทั้งสองคนถูกฉีเทียนเหวี่ยงออกจากบ่อสายฟ้า ส่วนตัวฉีเทียนก็ถูกพลังสายฟ้าที่ลงมาล้อมเอาไว้พลังสายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนมีพลังการโจมตีที่ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตมหภาคก็ยังรับมือไม่ได้เพียงแค่สายฟ้าสายเดียวก็สามารถฆ่าล้างสำนักในเจียงหูได้แล้วส่วนฉีเทียนที่รูปร่างผอมบาง เมื่อต้องถูกพลังสายฟ้าจำนวนมากล้อมเอาไว้ก็ดูเหมือนจะเสียเปรียบไม่น้อย
แต่ใครบอกว่าเขาเสียเปรียบ?
“ตอนนั้นข้าปะทะกับบ่อสายฟ้าของจริงอย่างดุเดือด ต่อให้เป็นสาวกสิบเก้าองค์ยังไม่กล้าบังอาจต่อข้าของจำลองอย่างพวกเจ้า คิดว่าตัวเองคู่ควรจะมาต่อกรกับข้าแล้วหรือ?”
แววตาฉีเทียนสั่นประกาย นี่เป็นดวงตาที่ทรงอำนาจจริงๆ
“ไสหัวกลับไปจะดีกว่า!”
จู่ ๆ ร่างของฉีเทียนก็ขยายใหญ่ขึ้นเพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็นเยาโซ่วรูปร่างเหมือนลิงที่มีขนาดใหญ่หลายร้อยเมตรฉีเทียนหยิบไม้กระบองฟาดออกไปทำลายพลังสายฟ้าทำให้พลังสายฟ้าที่ดูยิ่งใหญ่และทรงอำนาจกลายเป็นเหมือนสุนัขจรจัดเท่านั้นฉีเทียนยกเท้าขึ้นแล้วเหยียบลง ทำให้พลังสายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนแหลกสลายเหลือเพียงแค่แสงประกายจากนั้นก็ฟาดไม้กระบองออกไป ทำให้สายฟ้าหักเป็นสองท่อน
สายฟ้าที่รูปร่างคล้ายคนหลายสิบสายที่อยู่กลางบ่อเหมือนดังเทพเจ้าแห่งสงครามที่สามารถทำลายล้างโลกทั้งโลกแต่ในชั่วพริบตาก็ถูกฉีเทียนทำลายไปจนหมด
ลิงขนาดใหญ่หลายร้อยเมตรก้มหน้ามองไปยังบ่อสายฟ้าด้วยแววตาที่ดุร้าย“ไม่พอใจรึ? รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
เขายกเท้าแล้วกระทืบลงอย่างแรง!
โครม!
บ่อสายฟ้าทั้งบ่อยุบลงอย่างน้อยสิบเมตรจากนั้นบ่อสายฟ้าก็เปล่งลำแสงไปรอบด้าน ราวกับยังอยากต่อต้านแต่บ่อสายฟ้ายังไม่ทันรวบรวมพลัง ฝ่าเท้าขนาดใหญ่ของฉีเทียนก็กระทืบลงอีกครั้ง “ข้าขอเตือนอีกครั้งรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
กระทืบเท้าครั้งที่หนึ่ง! ครั้งที่สอง!ครั้งที่สาม!
หลังจากฝ่าเท้ากระทืบลงสี่ครั้งบ่อสายฟ้าก็จมลงไปอยู่ใต้พื้นดิน ลำแสงที่เปล่งประกายก็อ่อนลงขณะที่เท้าของฉีเทียนกำลังจะเหยียบลงเป็นครั้งที่ห้าบ่อสายฟ้าก็ตกใจไม่ต่างจากงูที่กำลังหวาดกลัวแล้วรีบมุดตัวเข้าไปตามรอยแตกบนพื้นดินบ่อสายฟ้ากลับมาเป็นบ่อสีดำที่ไม่มีความอันตรายดังเดิม ไม่มีกลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวอีกแล้ว
ฉีเทียนกระทืบเท้าสี่ครั้งติดต่อกันทำให้บ่อสายฟ้ายอมแพ้ แต่เขากลับไม่มีความรู้สึกได้ใจเลยสักนิดเพราะจากที่ดูมาแล้วการเอาชนะบ่อสายฟ้าจำลองไม่ใช่เรื่องที่คู่ควรต่อการดีใจขนาดนั้น จากนั้นร่างที่ใหญ่หลายร้อยเมตรก็หดเล็กลงจนกลายเป็นลิงผอมๆ ที่มีขนาดหนึ่งเมตรกว่าเท่าเดิม
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายที่ร่างกายเริ่มฟื้นฟูแล้วยืนห่างออกไปด้วยอาการตกตะลึงและนับถือพลังที่เจ้าลิงตัวนี้มีอย่างมาก เฉินเซ่าป๋ายเองก็ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ตัวเองดูถูกเจ้าลิงตัวนี้เกินไปแล้วอีกทั้งหากไม่มีเขา เมื่อครู่อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายคงถูกพลังสายฟ้าทำลายไปแล้ว
“ขอบคุณ” อันเจิงยกมือคารวะ
หึ! ฉีเทียนเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“หากยังไม่มีปัญญา ก็อย่าไปท้าประลองคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองพวกเจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องที่เด็ก ๆ เล่นกันรึ? อย่าลืมตัวได้หรือไม่”
หึ! เฉินเซ่าป๋ายแค่นเสียงออกมาทางจมูก“เรื่องนี้จะโทษพวกข้ารึ? ก็เจ้าเป็นคนโยนพวกข้าเข้ามาเอง...”
ฉีเทียนมองไปยังเฉินเซ่าป๋าย “อย่างนั้นเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะโยนเจ้าลงไปอีกครั้งเดี๋ยวนี้แหละ?”
เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก“อย่าคิดว่าขู่แล้วข้าจะกลัวเจ้านะ หากเจ้ากล้าทิ้งข้าลงไปจริง ๆ ละก็ ข้าจะยอมแพ้เจ้าเลย”
ฉีเทียนชะงักไป นึกไม่ถึงว่าเฉินเซ่าป๋ายจะไร้ยางอายเช่นนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้าจึงลากไม้กระบองของตัวเองไปด้านข้างเขาใช้มือข้างหนึ่งถือไม้กระบอง ส่วนมืออีกข้างก็ลากไปกับพื้น ลิงที่ร่างกายซูบผอมขนาดนี้แต่กลับถือไม้กระบองขนาดใหญ่ดูแล้วช่างน่าประหลาดสิ้นดี ทว่าอันเจิงมองไปยังแผ่นหลังของฉีเทียน แล้วในใจก็รู้สึกว่าฉีเทียนต้องมีประสบการณ์มากกว่าเขาและเฉินเซ่าป๋ายแน่นอน
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” เฉินเซ่าป๋ายเดินเข้ามาถามอันเจิง
อันเจิงหันกลับไปมองบ่อสายฟ้าแวบหนึ่ง“ข้าก็อยากทำให้มันแพ้เช่นนั้นเหมือนกัน”
เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “รีบร้อนอะไรกันเขามีชีวิตมานานกี่หมื่นปีแล้ว หากเดาจากคำพูดของเขาอย่างน้อยหนึ่งหมื่นกว่าปีที่แล้วเขาถูกใครบางคนหลอกให้ได้รับบาดเจ็บฉะนั้นพลังวัตรที่มีจึงไม่อาจฟื้นฟูกลับมาเป็นดังเดิมหากเจ้าสามารถมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งหมื่นปี คิดว่าตัวเองจะแพ้อีกรึ? พูดตามตรง การทดสอบเมื่อครู่ทำเอาข้าเกือบตายเนื้อหนังทั่วร่างรู้สึกชาไปหมด รู้สึกเหมือนลำไส้ใหญ่ยังถูกเผาเกรียม”
เขานึกอะไรได้อย่างกะทันหัน“ก่อนมาที่นี่เจ้ากินข้าวรึยัง?”
อันเจิงพยักหน้า “กินมาแล้ว มีอะไรหรือไม่?”
เฉินเซ่าป๋ายขยับเข้ามาแล้วถาม“เมื่อครู่เราทั้งสองถูกเผาขนาดนั้น ข้าว่าอาหารในท้องเจ้าไม่มีเวลาย่อยแน่ มิสู้เราลองเอาอุจจาระออกมาแล้วดูว่ามันเป็นอย่างไรดีกว่า”
อันเจิงกลอกตา “ไสหัวไปไกล ๆ...”
เฉินเซ่าป๋ายสูดลมหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็เบ่งสุดแรง
พรวด! อุจจาระของเขาพุ่งออกมาพร้อมควัน
อันเจิงสะดุ้งแล้วถอยไปด้านหลัง
เฉินเซ่าป๋ายสะดุ้งเช่นกัน“เจ้าทำอะไรเนี่ย?”
“ข้ากลัวว่าอีกประเดี๋ยวเจ้าจะถ่ายสายฟ้าออกมา”
เฉินเซ่าป๋ายพูดพลางยิ้ม “อีกหน่อยเราสองคนร่วมมือกันเปิดกิจการกันดีกว่าคาดว่าคงได้เงินไม่น้อย พวกเราไปเปิดร้านปิ้งย่างเถอะ ไม่ต้องเปลืองแม้กระทั่งไฟเพียงแค่อย่าให้ลูกค้าเห็นขั้นตอนการย่างก็พอแล้ว หากเห็นละก็ คาดว่าคงไม่มีอารมณ์กินแล้วล่ะ...”
อันเจิงหัวเราะ “กลับไปข้าจะแนะนำตู้โซ่วโซ่วให้รู้จักกับเจ้าหากไม่ใช่เพราะพวกเจ้ามีรูปร่างที่ต่างกันมากละก็ข้าต้องสงสัยว่าพวกเจ้าทั้งสองคนเป็นฝาแฝดที่พลัดพรากจากกันแน่ ๆ”
“แต่หากพูดถึงเรื่องเมื่อครู่เจ้ารู้สึกว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?” เฉินเซ่าป๋ายถามอย่างจริงจัง
อันเจิงจ้องเฉินเซ่าป๋ายจากนั้นก็หันหน้าหนี “ข้าคิดว่าพวกเราสองคนควรไปหาเสื้อผ้าใส่ก่อนดีกว่า...”
เฉินเซ่าป๋ายขานรับจากนั้นก็มองไปยังอันเจิง “ทำไมของลับเจ้าใหญ่ขนาดนั้น?”
อันเจิง “...”
อันเจิงพักเป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อฟื้นฟูร่างกายถึงแม้ตอนที่อยู่ในบ่อสายฟ้า พลาดเพียงนิดเดียวเขาก็อาจตายได้แต่หลังจากหลอมร่างในบ่อสายฟ้าแล้ว เขารู้สึกว่าร่างตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อยถึงแม้หากพูดในเรื่องของระดับพลังวัตรแล้ว เขามีพลังเพียงแค่ขอบเขตสุมารุขั้นเก้าเท่านั้นแต่ตอนนี้อันเจิงมั่นใจว่าเจอผู้ฝึกพลังวัตรที่ต่างจากตัวเองแล้วซึ่งสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องใช้กระดิ่งแก้วที่ทรงพลังข้อดีของบ่อสายฟ้าก็คือ สามารถทำให้ร่างที่ธรรมดาแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้ผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ระดับเดียวกันกับเขามาสู้กันหมัดต่อหมัดเขาต้องไม่เป็นอะไร ทว่าคู่ต่อสู้ต้องไม่มีทางรับมือไหวอย่างแน่นอน
หลังจากสองชั่วโมงผ่านไป อันเจิงก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายแล้วถ่มน้ำลายจากนั้นก็เดินไปหาเฉินเซ่าป๋ายเพื่อถามว่าสามเดือนในนี้จะเท่ากับด้านนอกกี่วันเพราะเขาเป็นห่วงคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์
อันเจิงเดินอ้อมด้านหน้าห้องโถงจากนั้นก็เห็นคลื่นทรายขนาดใหญ่กำลังซัดเข้ามาเป็นระลอกราวกับมีอสูรร้ายกำลังจะพุ่งออกมาจากใต้ผืนทราย สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันทีแล้วรีบเตรียมตัวรับมือแม้กระทั่งฉีเทียนที่อยู่บนหลังคาห้องโถงยังลุกขึ้นมานั่งแล้วมองไปยังพื้นทรายด้วยใบหน้าที่หนักอึ้ง
จากนั้นคลื่นบนพื้นทรายขนาดใหญ่ก็แยกออกเป็นสองฝั่งเฉินเซ่าป๋ายขี่เยาโซ่วที่แปลกประหลาดออกมาจากคลื่นทะเลทราย ตัวมันมีลักษณะกลม ดูแล้วไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่
“รีบดูเจ้าหนอนยักษ์ตัวนี้สิ!”เฉินเซ่าป๋ายขี่อยู่บนตัวของเยาโซ่วด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
“หนอน...ยักษ์...”อันเจิงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาอุดปาก
นี่คือมังกรทะเลทราย
“เจ้าจะทำอะไร!” อันเจิงตะโกนถาม
“ฆ่ามันให้ตายแล้วเอามากินหาอะไรบำรุงร่างกายหน่อย!”
อันเจิง “...”
ฉีเทียนนอนลง “ปัญญาอ่อน”