เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 33 : เพลงกระบี่สยบมาร และเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า

    ตอนที่ 33 : เพลงกระบี่สยบมาร และเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า

    เสียงโห่ร้องกึกก้องจากศิษย์นับพันรอบอัฒจันทร์ดังกระหึ่มประดุจเกลียวคลื่น ทว่าสำหรับอวิ๋นเซียวผู้ยืนอยู่เบื้องล่าง เสียงเหล่านั้นกลับอื้ออึงและหนาวเหน็บไม่ต่างจากเสียงสวดส่งวิญญาณในแดนปรโลก เบื้องหน้าของเขาคือสหายรักที่ร่วมเป็นร่วมตาย บัดนี้กลับกลายเป็นหุ่นเชิดสังหารที่ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ กรงเล็บมารสีดำทมิฬของพันซานฉีกกระชากอากาศ พุ่งทะลวงเข้าหาจุดตายของเขาระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไร้ความปรานี

    อวิ๋นเซียวไม่อาจชักกระบี่ออกจากฝัก และไม่อาจใช้พลังทำลายล้างเพื่อโต้กลับได้ หากเขาพลั้งมือทำร้ายร่างอวบอ้วนนั้นแม้เพียงเสี้ยวเดียว สหายของเขาอาจต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเขาเอง

    "พันซาน... ตื่นสิโว้ย!" อวิ๋นเซียวเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างของเขาพลิ้วไหวประดุจใบไม้ร่วง หลบหลีกกรงเล็บที่เฉียดลำคอไปเพียงเส้นยาแดงฝ่า

    ชายหนุ่มตัดสินใจใช้วิชา 'ฝ่ามืออ่อนหยุ่น' ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานระดับมนุษย์ ทว่าเขาแอบแฝง 'ปราณหลอมภพ' ไว้ที่ปลายนิ้วอย่างแยบยล ทุกครั้งที่สบโอกาส เขาจะตวัดฝ่ามือกระแทกเข้าที่จุดสกัดปราณบนท่อนแขนและหัวไหล่ของพันซาน หวังใช้อำนาจการดูดกลืนของปราณหลอมภพเพื่อสลายไออสูรและหยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว

    ปึก! ปึก! ปึก!

    ปลายนิ้วที่อัดแน่นด้วยปราณแท้จี้เข้าสกัดจุดสำคัญถึงสามแห่ง ทว่าราคาที่อวิ๋นเซียวต้องจ่ายกลับสาหัสยิ่งนัก การใช้ความอ่อนหยุ่นต้านทานพลังหยางที่แข็งกร้าวและบ้าคลั่งของนิกายเงากลืนดารา ทำให้แรงสะท้อนกลับพุ่งทะลวงเข้าสู่เส้นลมปราณที่บอบช้ำของเขาโดยตรง รสเลือดฝาดเฝื่อนทะลักขึ้นมาถึงลำคอ ทว่าเขาต้องฝืนกลืนมันลงไปเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต

    สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือพันซานในสภาวะถูกครอบงำกลับไม่ได้เชื่องช้าอย่างที่ควรจะเป็น ทันทีที่จุดชีพจรถูกสกัด อักขระสีม่วงคล้ำใต้ผิวหนังของพันซานก็สาดแสงวาบ มันบังคับเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อให้บิดเบี้ยวผิดรูป สะบัดหลุดจากการสกัดกั้นในชั่วพริบตา และสวนกลับด้วยลูกเตะที่รุนแรงจนอวิ๋นเซียวต้องยกแขนขึ้นตั้งรับจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ!

    ณ บนแท่นประธานที่ลอยเด่นอยู่เหนือลานประลอง นัยน์ตาของอวิ๋นหงหรี่แคบลงจนกลายเป็นเส้นตรง นายน้อยตระกูลหลักผู้นี้กำลังจ้องมองการต่อสู้เบื้องล่างด้วยความเคลือบแคลงใจอย่างล้นเหลือ

    ศิษย์สายนอกที่รอดตายกลับมางั้นรึ? สวะที่บาดเจ็บปางตาย ไฉนจึงมีปฏิกิริยาหลบหลีกกรงเล็บมารกลืนดาราได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนี้!

    อวิ๋นหงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ กระบวนท่าหลบหลีกนั้นแม้มองเผินๆ จะดูทุลักทุเล ทว่าจังหวะก้าวเท้านั้นลึกล้ำเกินกว่าที่ศิษย์ชั้นปลายแถวจะทำได้ ความระแวงเริ่มเกาะกุมจิตใจ มันไม่ยอมให้มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นในลานเชือดแห่งนี้เด็ดขาด

    อวิ๋นหงลอบประสานอินใต้แขนเสื้ออย่างเงียบงัน ใช้ 'เคล็ดวิชาเสียงส่งผ่านจิต' อัดกระแทกคำสั่งอำมหิตทะลวงเข้าไปในโสตประสาทของพันซานโดยตรง

    "มัวเล่นบ้าอันใดอยู่! สังหารมันซะ! ควักหัวใจมันออกมาเดี๋ยวนี้!"

    สิ้นคำสั่งผ่านจิต ร่างของพันซานพลันชะงักงัน ดวงตาที่เคยมีตาขาวหลงเหลืออยู่บ้างบัดนี้ถูกความมืดมิดกลืนกินจนดำสนิท โลหิตสีดำไหลซึมออกจากหางตา รังสีมารปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด กลิ่นอายความตายพวยพุ่งออกมาราวกับพายุหมุน

    พริบตานั้น อวิ๋นเซียวที่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงพลันขนลุกซู่ เขารับรู้ได้ถึงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของพันซานที่กำลังกรีดร้องอย่างเจ็บปวดอยู่เบื้องลึก ท่ามกลางกระแสคลื่นอันบ้าคลั่งนั้น สหายของเขากำลังร่ำไห้และขอร้องให้เขาหนีไป

    หากดึงดันตั้งรับต่อไป พันซานจะต้องธาตุไฟแตกซ่านจนตายเป็นแน่... ข้าต้องเข้าถึงจิตของมัน!

    ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตาย อวิ๋นเซียวตัดสินใจกระทำการที่บ้าบิ่นและอันตรายที่สุด! เขาละทิ้งการป้องกันตัวทั้งหมด ลดมือทั้งสองข้างลงแนบลำตัว ยืนนิ่งงันเปิดเปลือยจุดตายอย่างจงใจ

    กรงเล็บมารของพันซานพุ่งทะลวงอากาศเข้ามากระแทกทะลุหัวไหล่ขวาของอวิ๋นเซียวอย่างจัง!

    ฉวะ!!

    เลือดสดๆ สาดกระเซ็น หยดลงบนพื้นหินอ่อนสีขาว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่กรงเล็บนั้นฝังลึกลงในเนื้อ อวิ๋นเซียวกลับไม่ถอยหนี เขากลับพุ่งสวนตัวเข้าไปข้างหน้า อาศัยจังหวะที่พันซานชะงักจากการจู่โจม คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของสหายรัก กดนิ้วหัวแม่มือลงบนจุดชีพจรสำคัญอย่างรุนแรง!

    "อ๊ากกกก!"

    อวิ๋นเซียวคำรามลั่น ความเจ็บปวดจากกรงเล็บมารยังไม่เท่าการปะทุของ 'ตราทัณฑ์สวรรค์' กลางอกที่ตื่นขึ้นเพื่อต่อต้านไออสูร ทว่าเขาฝืนทนความเจ็บปวดที่แทบฉีกวิญญาณ รีดเร้น ปราณหลอมภพ ทั้งหมดที่มี แปรเปลี่ยนเป็นเข็มเล่มเล็กที่แหลมคม พุ่งทะลวงผ่านจุดชีพจรของพันซาน ตรงดิ่งเข้าสู่จิตสำนึกของสหายโดยตรง!

    ภายในห้วงจิตที่มืดมิดและหนาวเหน็บ ท่ามกลางทะเลหมอกสีม่วงคล้ำ อวิ๋นเซียวในรูปของจิตจำแลงปรากฏตัวขึ้น เขามองเห็นร่างของพันซานถูกตรึงด้วยโซ่ตรวนอักขระมารนับร้อยเส้น ร่างนั้นซูบผอมและเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าเมื่อพันซานเห็นอวิ๋นเซียว ดวงตาที่อ่อนล้ากลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก

    "ศิษย์พี่อวิ๋น! หนีไป! ออกไปจากที่นี่!" เสียงของพันซานดังก้องในห้วงจิต เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด "เจ้าไม่เข้าใจ! ที่นี่ไม่ใช่ลานประลอง... หนีไปเถอะ!"

    "ข้าไม่ทิ้งเจ้า! ข้าจะหาทางทำลายโซ่พวกนี้..." อวิ๋นเซียวพยายามก้าวเข้าไป ทว่าพันซานกลับส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง

    "ไม่มีประโยชน์! โซ่พวกนี้ไม่ได้เชื่อมกับยอดเขาหลัก... ศิษย์พี่... เจ้าฟังข้านะ..." พันซานกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ความลับที่เขาล่วงรู้จากการถูกจับไปทำเป็นแกนพลังงานถูกถ่ายทอดออกมา "เจ้าสำนัก... เซี่ยคงหมิง... เดรัจฉานนั่นไม่ได้กักตัวอยู่ที่ยอดเขาหลักอย่างที่ทุกคนคิด! มันกำลังนั่งสมาธิอยู่... เบื้องล่างค่ายกล... ตรงกึ่งกลางลานประลองนี้เอง!!"

    ราวกับมีอสนีบาตฟาดฟันลงกลางกระหม่อม! อวิ๋นเซียวเบิกตากว้างจนแทบถลน ความเย็นเยียบแผ่ซ่านตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ที่แท้ลานประลองหินอ่อนอันวิจิตรตระการตานี้ ก็คือ 'หลังคา' ของแท่นสังเวย และเขากำลังยืนอยู่บน 'หัวใจ' ของปรมาจารย์จอมมารที่กำลังสูบกินเลือดเนื้อของศิษย์ตนเอง!

    ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้จิ๊กซอว์ทุกชิ้นปะติดปะต่อกัน งานประลองที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่การคัดเลือกคนไปแดนลับ แต่มันคือการนำ 'อาหาร' มาเสิร์ฟถึงปากของปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินต่างหาก!

    จิตสำนึกของอวิ๋นเซียวถูกกระชากกลับสู่โลกความจริง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน สายตาที่เคยมุ่งมั่นบัดนี้เต็มไปด้วยโทสะที่ลุกโชนยิ่งกว่าเพลิงบรรพกาล หากปล่อยให้การประลองดำเนินต่อไป เลือดทุกหยดที่หลั่งลงบนพื้นลานประลองแห่งนี้ จะกลายเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงให้เจ้าสำนักแข็งแกร่งขึ้นจนไม่อาจต้านทานได้!

    ในเมื่อมันอยากจะซ่อนตัวสูบเลือดอยู่ในเงามืด... ข้าก็จะกระชากมันออกมาแฉกลางแสงตะวัน!

    อวิ๋นเซียวตัดสินใจกระทำการที่บ้าคลั่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา เขาออกแรงกระชากข้อมือพันซานจนหลุดจากการเกาะกุม ยอมให้กรงเล็บกรีดเนื้อไหล่ของตนเองจนเหวอะหวะ อาศัยแรงเหวี่ยงนั้นพุ่งตัวลอยขึ้นไปในอากาศเพียงครึ่งจั้ง

    นัยน์ตาสีรัตติกาลแปรเปลี่ยนเป็นสีทองแดงสว่างวาบ อวิ๋นเซียวโคจรปราณหลอมภพย้อนกลับอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพื่อดูดกลืน ทว่าเพื่อ 'ทำลายล้าง' เขารวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ฝ่าเท้าขวา มุ่งเป้าไปยังจุดเชื่อมต่อของค่ายกลที่เขาเคยมองเห็นตอนที่สื่อสารผ่านจิต

    "แตกซะ!!"

    อวิ๋นเซียวแผดเสียงคำรามลั่น ทิ้งน้ำหนักตัวและพลังปราณระดับก่อกำเนิดทั้งหมด กระทืบลงบนพื้นหินอ่อนกึ่งกลางลานประลองอย่างสุดแรงเกิด!

    ตู้มมมมมมม!!!!

    เสียงระเบิดกึกก้องปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย! ปราณหลอมภพที่อัดแน่นด้วยความร้อนของเพลิงบรรพกาลกระแทกทะลวงค่ายกลลวงตาจนแหลกละเอียด พื้นหินอ่อนสีขาวที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ปริร้าวและยุบตัวลงเป็นวงกว้าง ฝุ่นผงตลบอบอวลไปทั่วหุบเขา เสียงเชียร์ของศิษย์นับพันพลันเงียบงัน เปลี่ยนเป็นเสียงหวีดร้องด้วยความตกตะลึง

    เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคู่กลับไม่ใช่เศษซากของลานประลอง ทว่ามันคือรอยแยกขนาดมหึมาที่เผยให้เห็น 'อุโมงค์มืดมิด' เบื้องล่าง!

    ภายในอุโมงค์นั้น คบเพลิงสีเขียวอมฟ้าสาดส่องให้เห็นภาพอันน่าสะอิดสะเอียน ร่างของศิษย์นับร้อยนับพันที่เคยหายสาบสูญไป ถูกตรึงไว้กับเสาหินด้วยโซ่อักขระมาร ร่างกายของพวกเขาซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โลหิตกำลังถูกสูบออกไปตามร่องหินที่ทอดยาวลึกลงไปในความมืด กลิ่นคาวเลือดเน่าเหม็นพวยพุ่งขึ้นมาปะทะจมูกผู้คนเบื้องบน

    ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานประลอง ทุกสรรพสิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ศิษย์นับพันตลอดจนผู้อาวุโสบางคนที่ยืนอยู่บนอัฒจันทร์ต่างเบิกตากว้างด้วยความสยดสยองกับความจริงอันโสมมที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขามาตลอด!

    "บัดซบ!! ไอ้มดปลวกนั่น!!"

    อวิ๋นหงที่อยู่บนแท่นประธานหน้าถอดสีจนขาวซีด ความลับที่ตระกูลหลักสู้อุตส่าห์ปกปิดพังทลายลงในพริบตา มันแผดเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น พุ่งทะยานตัวลงมาจากฟ้า หมายจะบดขยี้อวิ๋นเซียวให้กลายเป็นผุยผงเพื่อปิดปาก!

    ทว่า... ในวินาทีที่อวิ๋นหงกำลังจะเงื้อดาบฟาดฟันลงมานั้นเอง...

    หึ... หึหึ... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!

    เสียงหัวเราะอันแหบพร่าและเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ พลันลอยล่องขึ้นมาจากก้นบึ้งของอุโมงค์มืดมิดนั้น เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ดังกระหึ่ม ทว่ามันกลับแฝงด้วยแรงกดดันแห่งวิถีแก่นแท้ขั้นสูงสุดที่บดขยี้มวลอากาศจนหนักอึ้ง!

    พริบตานั้น ไม่เพียงแต่อวิ๋นหงที่ถูกคลื่นพลังไร้รูปกระแทกจนต้องร่วงหล่นลงมากระอักเลือด ทว่ายอดฝีมือทุกคนในลานประลองต่างทรุดเข่าลงกับพื้นโดยไม่อาจต้านทานได้

    "นกน้อยที่กล้าทุบเปลือกไข่ก่อนเวลาอันควร... ช่างน่าสนใจเสียจริง..."

    เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าดังก้องในโสตประสาทของทุกคน พร้อมกับกลิ่นอายมารที่เข้มข้นยิ่งกว่าอสูรบรรพกาลใดๆ ที่กำลังปะทุขึ้นมาจากเบื้องล่าง เจ้าสำนักแห่งวิถีธรรมะ... ได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลแล้ว!


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน