[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 183 หากเป็นเซียนเอ๋อร์ เช่นนั้นข้อเรียกร้องนี้ก็ยอมรับได้ ประกาศฐานะต่อโลกหล้า

    ตอนที่ 183 หากเป็นเซียนเอ๋อร์ เช่นนั้นข้อเรียกร้องนี้ก็ยอมรับได้ ประกาศฐานะต่อโลกหล้า

            นางยังคงรู้สึกกังวลอยู่ในใจ ลึกลงไปก็หวั่นเกรงว่ากู้ฉางเกอจะปฏิเสธคำร้องของผู้อาวุโสใหญ่ หากเป็นเช่นนั้น การคาดเดาทั้งหมดของนางก็จะพังทลายไปเสียสิ้น

            แท้จริงแล้ว คำพูดของผู้อาวุโสใหญ่ในครั้งนี้คือการปกป้องนาง

            ทว่าความคิดอ่านของกู้ฉางเกอนั้นล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง หาได้มีผู้ใดอ่านออกหรือเข้าใจได้อย่างแท้จริงไม่

            แม้ตอนนี้เขาจะมิมีท่าทีอาฆาตแค้นอันใดต่อนาง ทว่าผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ได้ว่าเบื้องหลังของเขานั้นยังมีจุดประสงค์อันเร้นลับที่มิอาจคาดเดาได้หรือไม่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้ใดเล่าจะสามารถแน่ใจได้

            ในขณะที่ความคิดของนางพลุ่งพล่าน สามสายตาของผู้อาวุโสใหญ่ กู้เซียนเอ๋อร์ และกู้หนานซาน ต่างก็จ้องมองไปยังกู้ฉางเกอ

            กู้ฉางเกอยืนสงบนิ่ง คำตอบที่เขาจะเอ่ยได้ถูกเตรียมเอาไว้ในใจเสียเนิ่นนานแล้ว รอยยิ้มบางจุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเรียบเย็น

            "คำร้องของผู้อาวุโสใหญ่ ข้าคงมิอาจรับปากได้โดยง่าย..."

            ทันทีที่คำกล่าวนี้จบลง สีหน้าของทั้งสามพลันแปรเปลี่ยนไปในทันใด กู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับหน้าซีดขาวไร้ซึ่งสีโลหิต ร่างน้อยสั่นสะท้านไหว นางกำกระโปรงเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

            ที่กู้ฉางเกอเอ่ยเช่นนี้ ด้วยเพราะยังคงคิดจะกำจัดนางเพื่อขจัดภัยในอนาคตหรือ

            "กู้ฉางเกอ เจ้าคิดจะ..."

            ดวงหน้าของผู้อาวุโสใหญ่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เมื่อมิอาจให้คำสัตย์ด้วยดวงจิตแห่งมรรคา นั่นหมายความว่ากู้ฉางเกอย่อมมีจุดประสงค์ลับที่เกี่ยวข้องกับกู้เซียนเอ๋อร์ และมิอาจจะรับประกันได้ว่าจะมิทำร้ายนาง แล้วเขาจะไปเชื่อใจกู้ฉางเกอได้อย่างไร

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับแสร้งทำเป็นมิได้ยินถ้อยคำของผู้อาวุโสใหญ่ ก่อนจะเอ่ยต่อขึ้นไปตามวิสัย รอยยิ้มยังคงแต้มอยู่ที่มุมปาก ทว่าเมื่อถ้อยคำนั้นผ่านเข้าหูของกู้เซียนเอ๋อร์ ก็กลับเย็นชาอย่างมิอาจจะต้านทานได้

            "ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านคิดหรือไม่ว่าคำร้องขอนี้ดูจะเกินเลยไปอยู่บ้าง จะให้ข้าสาบานด้วยจิตแห่งมรรคาว่าจะมิใช้วิธีการใดทำร้ายศัตรูของตนเองอย่างนั้นหรือ เช่นนี้ก็มิเท่ากับว่าข้าต้องเฝ้ารอคอยวันตาย ให้ศัตรูมาสังหารข้าได้อย่างตามใจชอบอย่างนั้นหรือ"

            "ข้อเรียกร้องเช่นนี้ หากเป็นผู้อาวุโสใหญ่เอง ท่านจะสามารถรับได้หรือไม่"

            กู้ฉางเกอแย้มยิ้มบางเบา เขารู้ดีว่าในขณะนี้ อำนาจในการเอ่ยถ้อยคำทั้งหมดนั้นกำลังตกอยู่ในกำมือของตน

            “เรื่องนี้...” ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วแน่น “เป็นความประมาทของข้าเอง”

            เขาพลันนึกถึงสิ่งที่หลงลืมไป หากวันหนึ่งกู้เซียนเอ๋อร์คิดจะสังหารกู้ฉางเกอเข้า เช่นนั้นแล้วกู้ฉางเกอจะทำเช่นไรได้ จะยอมจำนนอย่างไร้หนทางสู้ รอคอยชะตากรรมด้วยความสิ้นหวังอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นย่อมจะเป็นไปมิได้

            เว้นเสียแต่จะให้กู้เซียนเอ๋อร์สาบานด้วยจิตแห่งมรรคาเช่นกันว่า จะปล่อยวางความแค้นทั้งหมด ทว่าเมื่อพิจารณาถึงความคิดนี้เพียงครู่เดียว ก็รู้สึกว่าแทบจะเป็นไปมิได้เสียยิ่งกว่า

            เขาเผลอคำนึงถึงเพียงการปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ โดยที่มิได้ใคร่ครวญถึงกู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ชายผู้นี้มิใช่ผู้ที่จะยอมเสียเปรียบได้แม้เพียงเล็กน้อย

            กู้เซียนเอ๋อร์เองก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน ข้อเรียกร้องนี้ สำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น มันเกินเลยไปมาก ด้วยนิสัยของเขา ก็ย่อมมิอาจจะยอมรับได้

            หากเป็นตัวนางเอง หากให้สาบานว่าจะมิทำร้ายศัตรูในอนาคตเล่า นางจะยินยอมหรือ เว้นเสียแต่นางจะเสียสติไปแล้ว หรือบางที ศัตรูผู้นั้นอาจจะมีความหมายพิเศษต่อนาง เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็เข้าใจเขา ทว่าในใจก็ยังคงเจือด้วยความรู้สึกผิดหวังอันบางเบา

            กู้ฉางเกอยังมองว่านางเป็นศัตรูอยู่อีกหรือ

            ในขณะที่ทั้งสามคนต่างมีความคิดอันสับสนวนเวียน กู้ฉางเกอพลันเปล่งเสียงอีกครั้ง น้ำเสียงนั้นราบเรียบทว่าหนักแน่น

            “แต่หากผู้ที่กล่าวถึงคือเซียนเอ๋อร์ เช่นนั้น… ข้อเรียกร้องนี้ ข้าก็ยอมรับได้”

            อันใดนะ!

            กู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึงไปในทันที ดวงตาเบิกกว้าง จนมิอาจจะเชื่อหูตนเองได้

            นางแทบจะสงสัยว่าตนเองฟังผิดไป

            กู้ฉางเกอที่เอ่ยคำปฏิเสธมาเนิ่นนาน สุดท้ายกลับยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินเลยถึงเพียงนี้อย่างนั้นหรือ เขายอมทำตามข้อเรียกร้องจริงๆ หรือ ยอมปล่อยให้ภัยร้ายอย่างนางยังคงอยู่อย่างนั้นหรือ

            ทันใดนั้น ห้วงอารมณ์ของนางพลันปั่นป่วนราวกับทะเลคลั่ง ทั้งความปิติยินดี ความตื่นเต้น และความขมขื่น อารมณ์ทั้งหมดได้หลั่งไหลเข้ามาจนมิอาจจะแยกแยะได้

            “ข้าว่าแล้ว ว่ากู้ฉางเกอย่อมจะต้องมีเหตุผลอันลึกซึ้งในใจ...”

            กู้หนานซานตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิด ก่อนจะกล่าวชื่นชมขึ้นในทันที แม้เขาจะมิเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลัง ทว่าก็มิได้ขัดขวางที่จะกล่าวสนับสนุน จากมุมมองของตระกูล นี่คือผลลัพธ์ที่ทุกคนต่างปรารถนา

            ตราบใดที่กู้ฉางเกอยอมรับในข้อเรียกร้องที่จะมิทำร้ายกู้เซียนเอ๋อร์ เรื่องอื่นก็ย่อมจะลงมือจัดการได้อย่างง่ายดาย

            ทว่ากู้หนานซานหาได้ล่วงรู้ไม่ ว่า เบื้องหลังกู้เซียนเอ๋อร์นั้นยังมีเหล่าอาจารย์ผู้ฝึกยุทธ์อันเกรียงไกร และต้นท้ออันลึกลับซึ่งทรงพลังที่ยากจะจินตนาการได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในความคิดของกู้ฉางเกอ ซึ่งย่อมจะมิยอมเดิมพันชีวิตของตนโดยปราศจากการใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน

            “ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็หวังว่าเจ้าจะรักษาสัจจะเอาไว้ได้ หากสาบานด้วยจิตแห่งมรรคา หากผิดคำสาบาน ผลลัพธ์ที่จะตามมานั้น เจ้าคงรู้ดี” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวขึ้นพร้อมกับพยักหน้าช้าๆ สายตาอันล้ำลึกนั้นเจือด้วยความซับซ้อน

            เขาได้แต่ครุ่นคิด… ว่าเขาอาจจะมองกู้ฉางเกอผิดไป ถึงแม้ชายผู้นี้จะมีรัศมีแห่งมารที่แผ่ซ่าน ทว่าหาได้วิปลาสเสียจนไร้สิ้นซึ่งมนุษยธรรมไม่

            เรื่องการช่วงชิงกระดูกนั้น หรือว่าอาจจะมีนัยบางอย่างซ่อนอยู่

            ผู้อาวุโสใหญ่มองดูกู้เซียนเอ๋อร์ที่ยืนนิ่งราวกับถูกสะกด สายตาของนางฉายประกายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เขาได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ เรื่องนี้ คงจะต้องหาจังหวะอันเหมาะสมที่จะอธิบายให้นางได้รับรู้

            “กำเนิดมาในร่างของมารอย่างนั้นหรือ” ผู้อาวุโสใหญ่พลันไตร่ตรองถึงถ้อยคำนี้ แต่เดิมเขามิเคยคิดจะสนใจเรื่องราวเหล่านี้ ทว่าบัดนี้กลับอยากจะล่วงรู้ถึงทุกสิ่งให้กระจ่างแจ้ง

            กู้ฉางเกอในเวลานั้นยังเอ่ยขึ้นอย่างสงบว่า “บัดนี้ผู้อาวุโสใหญ่คงจะสบายใจได้แล้วกระมัง”

            แม้กู้เซียนเอ๋อร์จะมีเจตนาคิดร้ายต่อเขา กู้ฉางเกอเองก็มิได้หวั่นเกรง เขามั่นใจว่าตนสามารถบดขยี้ความพยายามใดๆ ของนางได้โดยง่าย

            ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้ กู้เซียนเอ๋อร์จะมีเจตนาเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า

            ส่วนคำสาบานด้วยจิตแห่งมรรคา กู้ฉางเกอกลับเห็นว่าเป็นเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า มีครั้งใดบ้างที่เขามิเคยทำเช่นนี้ หากการสาบานนั้นศักดิ์สิทธิ์จริง แล้วเหตุใดจึงมีผู้คนมากมายละเมิดคำสัตย์ได้โดยมิเกรงกลัวเล่า

            “หวังว่าเจ้าจะมิทำให้ข้าผิดหวัง” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวขึ้นพร้อมกับพยักหน้าอีกครั้ง

            “ส่วนเรื่องของตระกูลมังกรในดินแดนเซียนโบราณ ข้าคงต้องขอรบกวนผู้อาวุโสใหญ่แล้ว” กู้ฉางเกอแย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

            เมื่อผู้อาวุโสใหญ่ออกหน้า นั่นย่อมเป็นการแสดงถึงเจตจำนงของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เมื่อถึงเวลาที่กู้ฉางเกอปรากฏตัวในฐานะผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ตระกูลมังกรแห่งดินแดนเซียนโบราณก็ย่อมมิอาจที่จะขัดขืนได้ หากเขาควบคุมพลังของตระกูลมังกรได้ การปกครองเหล่าเผ่าเซียนโบราณทั้งมวลก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น

            ทว่าความทะเยอทะยานของกู้ฉางเกอนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เป้าหมายของเขาในยามนี้ยังคงเป็นเผ่าเซียนโบราณ ทว่ามินาน มันจะขยายไปยังอำนาจแห่งดินแดนอนันต์สวรรค์ทั้งหมด

            เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่เขาครอบครองทั้งดินแดนอนันต์สวรรค์ นั่นจึงจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่เขาจะเผยกรงเล็บอันดุดันต่อแดนสวรรค์ทั้งหมด

            มินานนัก ผู้อาวุโสใหญ่ก็ได้อันตรธานจากไป ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ดินแดนเซียนโบราณอีกครั้ง

            เมื่อเขายอมตกปากรับคำต่อกู้ฉางเกอแล้ว ก็ย่อมจะปฏิบัติให้สำเร็จสมดังคำสัตย์

            “เซียนเอ๋อร์ ในตอนนี้เจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจในตัวพี่หรือไม่”

            กู้ฉางเกอทอดสายตามองกู้เซียนเอ๋อร์ที่ยังคงยืนงุนงงอยู่เล็กน้อย รอยยิ้มจางแต้มอยู่ที่มุมปาก ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยถามขึ้น

            เขามิจำเป็นจะต้องรอคำตอบจากนางก็รู้แจ้งอยู่แล้ว ด้วยเพราะในคำแจ้งเตือนของระบบนั้น เขาได้รับแต้มวาสนาและแต้มชะตาสวรรค์จำนวนมหาศาลจากกู้เซียนเอ๋อร์

            “ผู้ใดกันจะรู้สึกซาบซึ้งใจกับเจ้า มัวคิดถึงแต่เรื่องที่มิเข้าท่าไปได้” เมื่อกู้เซียนเอ๋อร์ได้สติ ก็รีบถลึงตาใส่เขา ก่อนจะกล่าวคำพร้อมกับถอยหลังออกห่าง นางทำได้แต่เพียงพยายามปกปิดหัวใจที่เต้นระส่ำ 

            “เช่นนั้นก็ดี”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอค่อยๆ เลือนหายไป เขากลับมาสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ “จงจดจำคำพูดของข้าเอาไว้ อย่าได้มีความรู้สึกอันใดเกินเลยต่อข้า เพราะสุดท้าย ผู้ที่ต้องเสียใจก็จะเป็นเจ้าเอง”

            “กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้มากล่าวคำเหลวไหล! ผู้ใดกันจะมีความรู้สึกอื่นใดต่อเจ้า!”

            ถ้อยคำของเขาราวกับคอยทิ่มแทงหัวใจ ส่วนกู้เซียนเอ๋อร์ก็เป็นราวกับแมวน้อยที่ถูกเหยียบหาง นางถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธขึ้ง 

            นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขากล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้านาง ครั้งแรกนั้นอาจจะเป็นเพียงเพราะความบังเอิญ ทว่าครั้งที่สองนี้ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่

            ในชั่วขณะนั้น กู้เซียนเอ๋อร์พลันรู้สึกราวกับกู้ฉางเกอได้มองเห็นอนาคต นางที่ก่อนหน้านี้ยังเต็มไปด้วยความยินดี ในยามนี้กลับปั่นป่วนและอึดอัดใจ

            “ฉางเกอ…”

            เสียงของกู้หนานซานดังขึ้น ราวกับจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่ากู้ฉางเกอกลับแย้มยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นล่วงหน้า

            “ท่านบรรพชนโปรดวางใจเถิด”

            “การยอมรับฐานะของเซียนเอ๋อร์ สำหรับข้าแล้วนั้นหาใช่เรื่องยากเย็นอันใดไม่ เพียงคำพูดประโยคเดียวก็เพียงพอแล้ว”

            กู้หนานซานพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะปิดปากเงียบ แม้ว่าเขาจะเป็นถึงบรรพชน ทว่าก็มิอาจบีบบังคับให้กู้ฉางเกอทำในสิ่งที่เขาเองมิต้องการได้

            ในยามนี้ กู้ฉางเกอคือหน้าตาของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นนายน้อยของตระกูล เกียรติภูมิของเขานั้นย่อมมิอาจจะไปล่วงเกินได้

            หากสถานะของกู้เซียนเอ๋อร์ถูกเปิดเผยโดยกู้หนานซานเอง นั่นย่อมหมายถึงความอับอายที่จะทำให้ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงตกเป็นขี้ปากของเหล่าสำนักมรรคาและตระกูลเซียนทั้งปวง เขาย่อมต้องรักษาเกียรติยศ และมิอาจจะกระทำการเช่นนั้นได้โดยง่าย ดังนั้น ตอนนี้กู้หนานซานจึงได้แต่เฝ้าดูว่า กู้ฉางเกอจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

            “กู้ฉางเกอ ข้ามิต้องการให้เจ้ามายืนยันฐานะของข้า ข้ามิเห็นจะใส่ใจเลยสักนิด” กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวขึ้นอย่างมิแยแส น้ำเสียงนั้นยังคงไร้ซึ่งความเกรงใจต่อเขาแม้แต่น้อย

            “เช่นนั้นพี่จะรอดูเรื่องสนุกดูว่า วังสมุทรจะตอบโต้เจ้าเช่นไร ดีหรือไม่” กู้ฉางเกอยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            เด็กผู้ดื้อรั้นเช่นนี้ เขาจะมิมีทางคอยตามใจนางเป็นแน่

            วังสมุทรซึ่งเป็นหมากสำคัญในแผนการของเขา กู้ฉางเกอได้วางหมากเอาไว้มาอย่างเนิ่นนานแล้ว และครานี้คงจะถึงเวลาที่จะใช้งานมันแล้ว

            แน่นอนว่า หากกู้เซียนเอ๋อร์ยังคงปากแข็งต่อไป กู้ฉางเกอจะทำให้นางได้ลิ้มรสว่าการลงทัณฑ์อย่างแท้จริงเป็นเช่นไร

            “เจ้า…”

            กู้เซียนเอ๋อร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ หากวังสมุทรมิได้มีผู้คนมากมายและพลังอันลึกล้ำ นางก็คงจะมิยำเกรงถึงเพียงนี้

            กู้ฉางเกอผู้นี้อย่าได้คิดจะดูแคลนนางเกินไปนัก

            หากเหตุการณ์เลวร้ายอย่างถึงที่สุด นางก็แค่หลบหนีกลับไปยังหมู่บ้านท้อโบราณ ต่อให้วังสมุทรจะแข็งแกร่งสักเพียงใด พวกมันก็คงมิอาจจะสั่งการเผ่าห้วงสมุทรทั้งมวลให้ตามล่านางไปถึงที่แห่งนั้นได้

            “อย่าดื้อนัก ฟังพี่สักครั้งเถิด นี่คือโอกาสที่พี่ตั้งใจจะจัดเตรียมเอาไว้ให้แก่เจ้าโดยเฉพาะ”

            “เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นดั่งองค์หญิงน้อยของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง เป็นดั่งดวงใจของทุกคน...”

            “นี่คือฐานะที่เหมาะสมกับเจ้าที่สุด”

            กู้ฉางเกอกล่าวพลางมองดูนางด้วยสายตาอันอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างเหมาะเจาะ

            กู้เซียนเอ๋อร์ที่มิเคยเห็นกู้ฉางเกอในท่วงท่าเช่นนี้ ถึงกับนิ่งงันไป

            ความคิดในหัวพลันว่างเปล่าราวกับปรากฏเสียงอื้ออึงในห้วงสมอง นางแทบจะมิได้ยินในถ้อยคำสุดท้ายของเขา มีเพียงประโยค “อย่าดื้อ” ที่ดังก้องในใจซ้ำไปซ้ำมา

            ทันใดนั้น กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าว ราวกับเป็นปูที่ถูกต้มจนแดงก่ำ

            …

            ข่าวคราวการเคลื่อนไหวของเหล่าผู้แข็งแกร่งจากวังสมุทร ที่นำทัพมุ่งหน้าสู่นครโบราณมรรคาสวรรค์ ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งดินแดนอนันต์สวรรค์ในเวลาอันรวดเร็ว เป็นประดุจสายลมที่สั่นสะเทือนผืนแผ่นดิน ก่อนจะดึงดูดสายตาของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์และสรรพชีวิตให้มุ่งหน้ามาชมเหตุการณ์

            ในฐานะอำนาจอันเก่าแก่ที่ปกครองมหาสมุทรไร้สิ้นสุดมาเป็นเวลาอันเนิ่นนาน วังสมุทรถือได้ว่าเป็นหนึ่งในขุมกำลังอำนาจที่มิมีผู้ใดกล้าล่วงเกิน แม้แต่สำนักอมตะนิรันดร์หรือสำนักมรรคาสูงสุดก็ยังต้องยำเกรงและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

            ครานี้ การที่ศิษย์เอกของผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้สังหารองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรในดินแดนเซียนโบราณ ได้ก่อให้เกิดคลื่นพายุสะเทือนฟ้า

            ผู้ฝึกบำเพ็ญหลายคนต่างลงความเห็นว่า วังสมุทรย่อมจะต้องเดือดดาลและบีบคั้นให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ส่งตัวศิษย์หญิงผู้นั้นออกมารับผิดชอบ

            สถานะของกู้เซียนเอ๋อร์ในดินแดนอนันต์สวรรค์ในเวลานี้ มิใช่ความลับอีกต่อไป

            นางใช้นามสกุลกู้ ทว่ากลับมิได้รับการยอมรับจากตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ซึ่งหมายความว่า นางอาจจะเป็นเพียงสมาชิกที่ถูกขับออกจากตระกูล

            กระนั้น นางกลับสังหารองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายต่างลงความเห็นว่า ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงคงมิคิดจะเผชิญหน้ากับอำนาจซึ่งยิ่งใหญ่มหาศาลของวังสมุทร เพียงเพื่อจะปกป้องผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูล

            การกระทำเช่นนั้นหาใช่หนทางที่ชาญฉลาดไม่

            ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เอง ก็มิอาจจะปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ได้ แม้เขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ทว่าการต่อต้านขุมพลังอำนาจในระดับวังสมุทร ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เกินกำลังนัก และตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ทั้งสำนัก ก็คงจะมิยอมเสียสละความสัมพันธ์กับวังสมุทรเพียงเพราะศิษย์เพียงคนเดียว

            ดังนั้น เมื่อกองเรือรบโบราณของวังสมุทรเคลื่อนทัพด้วยอำนาจคุกคามรุนแรงเข้าสู่เขตตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ หลายคนก็คาดเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้

            ผู้คนต่างมองไปยังหญิงสาวผู้เลื่องลือว่าเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์จนทัดเทียมกับกู้ฉางเกอด้วยสายตาที่ปนเปไปด้วยความซับซ้อน เสียดาย และอาวรณ์ 

            วังสมุทรดูเหมือนจะต้องการเพียงคำอธิบาย จึงมิมุ่งหน้าไปยังตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ทว่ากลับตรงมายังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์!

            ตูม!

            ในขณะนั้น ทางทิศตะวันออกของนครโบราณมรรคาสวรรค์ซึ่งห่างออกไปราวหมื่นลี้ ก็ปรากฏกองเรือรบขนาดมหึมาที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งฟากฟ้า คลื่นพลังครอบคลุมราวกับบดบังแสงตะวัน สะท้านสะเทือนไปทั้งจิตใจ พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไป ราวกับจะเขย่าทั้งแผ่นฟ้าและแผ่นดินให้ไหวสะท้าน

            เหล่าผู้คนจากวังสมุทร กองทัพทหารสรรพชีวิตกุ้งปูจากส่วนลึกแห่งมหาสมุทร ร่ายอักขระสีฟ้าสว่างเจิดจ้า ราวกับท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไหลหลั่งขึ้นสู่ฟากฟ้า

            แววตาทั้งหลายเปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหาร ซึ่งพุ่งตรงไปยังเขตแดนที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ตั้งอยู่

            "ดูท่าว่าวังสมุทรจะมาเยือนอย่างเกรี้ยวกราด ศึกในการทวงคืนความยุติธรรมให้กับองค์หญิงเจ็ดในครานี้ดูจะหลีกเลี่ยงมิได้แล้ว เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาเดือดดาลอย่างถึงขีดสุด"

            "การประลองของคนรุ่นเยาว์ หากมีฝีมือมิถึงขั้นแล้วนั้นก็ย่อมถูกสังหารให้เสียสิ้น แล้วยังจะมีหน้ามาทวงคืนความยุติธรรมอีกหรือ"

            ผู้ฝึกบำเพ็ญคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ใบหน้านั้นฉายแววดูแคลนต่อการกระทำของวังสมุทร

            "อย่าได้กล่าวเช่นนั้น หากฐานะเบื้องหลังเท่าเทียมกัน นั่นถึงจะเรียกว่าการประลองของคนรุ่นเยาว์ เจ้าเป็นเพียงผู้ที่ไร้ซึ่งที่มาที่ไป หากกล้าล่วงเกินอัจฉริยะมากพรสวรรค์เข้า นี่ย่อมมิอาจเรียกได้ว่าเป็นการประลอง ทว่ากลับเรียกว่าเป็นการรนหาที่ตายเสียมากกว่า" อีกผู้หนึ่งเอ่ยเยาะเย้ยกลับ

            "ก็จริงดังว่า" เหล่าผู้คนต่างทอดถอนหายใจด้วยความหนักอึ้ง

            "ทว่าเท่าที่ได้ยินมา เหตุการณ์ในครั้งนั้นดูเหมือนจะมิเกี่ยวข้องกับเด็กสาวสกุลกู้มากนัก นางกลับเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า จนในยามคับขัน นายน้อยกู้ฉางเกอจากตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงได้ปรากฏตัวขึ้น จากนั้นเมื่อเห็นญาติร่วมตระกูลถูกข่มเหง จึงได้ระบายโทสะด้วยการปราบปรามองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร"

            "ภายหลัง เด็กสาวสกุลกู้ผู้นั้นจึงได้สังหารองค์หญิงเจ็ดไปเสีย สุดท้ายจึงทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตขึ้น"

            "ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายอัจฉริยะอย่างเด็กสาวผู้นั้นยิ่ง นอกจากผู้อาวุโสใหญ่แล้ว เกรงว่าจะมิมีผู้ใดที่จะคอยคุ้มครองนางได้อีก ต่อให้วังสมุทรจะบุกมาข่มเหงกันถึงเพียงนี้ ทว่าตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงก็กลับยังคงนิ่งเฉย มิกระทำการตอบโต้อันใด"

            ในนครโบราณน้อยใหญ่ ผู้ฝึกบำเพ็ญต่างสนทนากันอย่างออกรส ขณะกล่าว พวกเขาก็ล้วนแต่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะกลายเป็นสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตามไปชมสถานการณ์อันดุเดือด

            ทว่าพวกเขาหาได้ล่วงรู้ถึงความลับในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงไม่ ยิ่งมิรู้ว่ากู้เซียนเอ๋อร์เองก็ยังมีเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงคอยปกป้องอยู่ แม้วังสมุทรจะทรงพลังถึงเพียงใด ทว่าก็มิมีทางจะทำอันใดนางได้

            กู้ฉางเกอทราบถึงข้อนี้ดีตั้งแต่ต้น ทว่าก็กลับมิได้ขัดขวางแผนการของเขาในการใช้วังสมุทรเป็นหมากในกระดาน

            ตูม!

            เสียงกึกก้องสะท้านฟ้าดังขึ้น ก่อนที่กองทัพเผ่าห้วงสมุทรนับหมื่นจะเคลื่อนทัพเข้ามาพร้อมกัน พลันบดบังท้องนภาไปเสียจนมืดมิด พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายไปไกลนับล้านลี้ ในที่สุด พวกเขาก็ปรากฏตัว ณ เบื้องหน้านครโบราณมรรคาสวรรค์!

            "ส่งตัวฆาตกรออกมา!"

            "ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จงส่งตัวกู้เซียนเอ๋อร์ออกมา!"

            "ทวงความยุติธรรมให้แก่องค์หญิงเจ็ด!"

            เสียงตะโกนสะท้อนดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน เสียงขับไล่อันเกรี้ยวกราดดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาด

            เหนือกองเรือรบแห่งวังสมุทร พลันปรากฏเงาร่างของแม่ทัพใหญ่ผู้มีเส้นผมสีคราม ดวงตาคมเย็นเฉียบและไร้ความปรานี

            "ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ส่งตัวกู้เซียนเอ๋อร์ออกมา!"

            เขาคือแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแห่งเผ่าห้วงสมุทร ครั้งนี้ได้ปรากฏกายเพื่อบีบบังคับตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ 

            ความตายขององค์หญิงเจ็ดได้จุดเพลิงโทสะของราชาวังสมุทร ก่อให้เกิดโทษทัณฑ์อันหนักหน่วงต่อเผ่าห้วงสมุทรทั่วท้องนภาและมหาสมุทร

            บัดนี้ แม่ทัพใหญ่ผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจได้ยืนตระหง่านในอากาศ มือขวาถือหอกใหญ่สีคราม พลังอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นรอบตัว

            รัศมีแห่งผู้แข็งแกร่งในขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ร่างจำแลงแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์ตนใหญ่ยักษ์ยืนอยู่เบื้องหน้า รัศมีครอบคลุมฟ้าดินดุจจอมมารในตำนาน ดวงตาสีครามลึกล้ำราวกับทะเลสาบอันกว้างใหญ่ได้เพ่งมองลงมา บดบังแสงสว่างแห่งท้องนภา

            อักขระแห่งมรรคาถักทอเป็นโซ่ยาวพันรอบหอกในมือของเขา แสดงถึงอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ พลังอันยิ่งใหญ่สะท้านโลกหล้าของมหาศักดิ์สิทธิ์ ได้ทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ในระยะไกลต่างต้องหยุดนิ่งด้วยความหวาดกลัว

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตที่มาชื่นชมเหตุการณ์ ล้วนแล้วแต่จับจ้องมองด้วยดวงตาเบิกโพลง รู้สึกหายใจได้มิทั่วท้อง

            แม้จะคาดการณ์เอาไว้แล้ว ทว่าเมื่อได้เห็นกับตา ความยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้มีผู้ใดจะสามารถเตรียมใจรับมือได้ไม่

            "นี่คือร่างอันแท้จริงแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์!"

            "วังสมุทรถึงกับส่งยอดฝีมือระดับนี้มา!"

            เสียงอุทานขึ้นด้วยความตื่นตระหนกดังระงมไปทั่ว เหล่าผู้คนต่างถอยร่นเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย หากเกิดการปะทะขึ้น คลื่นพลังที่ระเบิดออกมาจากมหาศักดิ์สิทธิ์เพียงครั้งเดียว ก็ย่อมจะสามารถลบล้างทุกสรรพสิ่งจนมลายสิ้น

            "นี่คือผู้แข็งแกร่งระดับมหาศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง!"

            ในขณะเดียวกัน เหล่าผู้อาวุโสแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างก็พลันมีสีหน้าแปรเปลี่ยน หวาดกลัวรัศมีที่แผ่ซ่านจนจิตวิญญาณแทบจะแตกสลาย พวกเขาเองก็มีเพียงพลังในระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะไปต่อต้านกับมหาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร นอกจากจะเผชิญหน้ากับความพินาศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

            "ผู้อาวุโสใหญ่ยังมิกลับมาถึงตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เวลานี้เราจะทำอย่างไรกันดี หรือควรจะไปเชิญตัวท่านบรรพชนมา" สีหน้าของพวกเขาฉายแววเคร่งเครียดยิ่ง

            พวกเขามิล่วงรู้ถึงความซับซ้อนระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์และกู้ฉางเกอ ทว่าในตอนนี้ก็ยังคงคิดว่า หากผู้อาวุโสใหญ่มิปรากฏตัว ก็คงจะมิมีผู้ใดสามารถหยุดยั้งมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังสมุทรได้ แม้แต่เจ้าตำหนักเองก็มีเพียงพลังอยู่ในระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเท่านั้น

            "กู้เซียนเอ๋อร์เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสใหญ่ แม้วังสมุทรจะมาเยือนอย่างเกรี้ยวกราด ทว่าก็คงมิกล้าเหิมเกริมเกินไปนัก"

            ในขณะที่เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างมีสีหน้าหวั่นไหวแตกต่างกันไป ทันใดนั้นเอง สายรุ้งศักดิ์สิทธิ์พลันพาดผ่านฟากฟ้า ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะปรากฏขึ้นกลางอากาศ

            เงาร่างนั้นงามงดหมดจด สง่างามในอาภรณ์ที่พลิ้วไหว เท้าเปล่าเปลือยขาวดุจหิมะยืนอยู่ในความว่างเปล่า ผู้ที่ปรากฏขึ้นนั้นคือกู้เซียนเอ๋อร์ นางเผยใบหน้าอันสงบนิ่ง มองมิเห็นเค้าความหวาดกลัวในแววตา

            เบื้องหน้านั้นคือความยิ่งใหญ่อันน่าเกรงขามของกองทัพวังสมุทร ทว่านางกลับยังคงยืนนิ่งสงบ และเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม

            "ข้ามาแล้ว"

            เสียงของนางเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย

            ในชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งฟ้าดินพลันตกอยู่ในความเงียบงัน เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตต่างจับจ้องมองนางด้วยความตกตะลึง มิมีผู้ใดคาดคิดว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ นางกลับยังกล้าปรากฏตัวขึ้นด้วยตนเอง

            ต้องมิลืมว่าเบื้องหน้าของนางนั้นคือเหล่าสรรพชีวิตแห่งวังสมุทรนับหมื่น รวมถึงยอดฝีมือจำนวนมากที่ซ่อนเร้นกายอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมหาศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงอำนาจยืนตระหง่านอยู่ด้วย! กู้เซียนเอ๋อร์ไปเอาความมั่นใจและความกล้าหาญเช่นนี้มาจากที่ใด

            ในยามนี้ ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงมิได้แสดงท่าทีใดๆ อีกทั้งผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังมิปรากฏกายขึ้น ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เลือกที่จะเงียบงัน ร่างของนางที่ยืนอยู่ตรงที่นั้นจึงดูเปราะบางอย่างยิ่ง

            "เจ้าเด็กน้อย ช่างกล้าหาญนัก รู้ตัวหรือไม่ว่าได้ส่งตนเองมาตายถึงที่ เช่นนั้นข้าก็อาจจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากความทรมานได้บ้าง"

            แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแห่งเผ่าห้วงสมุทรกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา ดวงตาที่ไร้แววปรานีจับจ้องมองกู้เซียนเอ๋อร์ คำพูดของเขานั้นราวกับได้ตัดสินโทษประหารให้แก่นางแล้ว

            "เจ้ารู้หรือไม่ว่าองค์หญิงเจ็ดนั้นสิ้นชีพเช่นไร" กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ราวกับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

            "ตายเช่นไรน่ะหรือ" แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวเอ่ยถามกลับ ใบหน้าอันเย็นยะเยือกพลันแปรเปลี่ยนเป็นฉายแววเคร่งเครียด

            เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งเผ่าห้วงสมุทรเบื้องหลังนับหมื่น ต่างโกรธเกรี้ยวราวกับเพลิงไฟโหมกระหน่ำ 

            พวกเขามิคาดคิดเลยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ กู้เซียนเอ๋อร์จะกล้าเอ่ยถึงเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นมาอีก นางท้าทายความอดทนของพวกเขาเกินไปแล้ว ดวงตาทุกคู่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ราวกับพร้อมจะฉีกทึ้งนางให้เป็นพันชิ้น

            "เพราะนางรังแกข้า"

            กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวขึ้นอย่างเรียบง่ายและสงบนิ่ง ทว่าคำพูดนั้นกลับสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน

            สายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจากเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งเผ่าห้วงสมุทรมิอาจทำให้นางสั่นสะท้านได้

            "เจ้า..."

            แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวผู้นั้นถึงกับเดือดดาล ร่างสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นางถึงกับกล้าเอ่ยถ้อยคำที่ท้าทายเช่นนี้ในสถานการณ์ที่มิมีผู้ใดกล้ายืนหยัดเคียงข้างนาง

            นี่มิใช่การเดินทางเข้าสู่หนทางแห่งความตายด้วยตนเองหรอกหรือ

            เขากระแทกฝ่ามือครั้งใหญ่ พลังอันน่าสะพรึงกลัวพลันระเบิดออกมา ก่อนจะกลายเป็นฝ่ามือสีทองขนาดมหึมา เปล่งประกายกฎแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์และลวดลายมรรคาอันสว่างเจิดจ้า พลังทำลายล้างของมันดูราวกับสามารถบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง ความว่างเปล่ารอบด้านพลันสั่นไหวก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

            ทว่าในช่วงเวลานั้นเอง วัตถุคล้ายกับเม็ดโอสถเม็ดหนึ่งพลันพุ่งทะยานออกมา แสงสว่างเจิดจ้าพลันแตกกระจายออกจากเม็ดโอสถนั้น จากนั้นจึงปรากฏแสงแห่งกระบี่สายหนึ่งที่พลันผ่าออกจากเม็ดโอสถ ก่อนจะพุ่งทำลายพลังแห่งฝ่ามือของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวผู้นั้นจนสลายไปเสียสิ้น

            เพียงมินาน เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบสงบ ก่อนที่เงาร่างนั้นจะก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า

            คนผู้นั้นคือกู้ฉางเกอ

            รัศมีแห่งเซียนแผ่กระจายรอบกายเขา พลังอำนาจของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เงาร่างของมหามรรคาอันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหลัง ราวกับเทพเจ้าเสด็จสู่แดนโลก

            "มหาศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างนั้นหรือ ทว่าการลงมือกับเด็กน้อยเพียงคนเดียว เช่นนี้จะมิดูเป็นการลดทอนคุณค่าของตนเองหรอกหรือ"

            กู้ฉางเกอแย้มยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เขายืนหยัดรับพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของมหาศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้าอย่างมิสะทกสะท้าน

            การกระทำเช่นนี้มิใช่เพียงการแสดงอวดอำนาจ ทว่าเป็นการเลือกจังหวะที่เหมาะสมที่สุด

            เมื่อวังสมุทรพุ่งตรงเข้าสู่กับดักที่เขาวางไว้ กู้ฉางเกอย่อมจะต้องขยายเรื่องราวให้ยิ่งใหญ่ สร้างความสะเทือนเลือนลั่นให้ทุกคนต่างจับจ้อง

            กู้เซียนเอ๋อร์นึกย้อนถึงคำพูดของท่านบรรพชนกู้หนานซานที่เคยกล่าวไว้กับนางก่อนหน้านี้ เขาบอกให้นางเดินออกไปด้วยความมั่นใจ

            เมื่อมีบรรพชนผู้ทรงพลังซึ่งสามารถสังหารว่าที่มหายุทธ์สูงสุดได้ในเพียงฝ่ามือเดียว และด้วยไพ่ลับอันแข็งแกร่งที่อยู่ในมือ นางก็ย่อมจะมิหวาดหวั่นต่อภัยใด ดังนั้น นางจึงก้าวเดินออกมาโดยมิลังเล

            ทว่าสิ่งที่นางคาดมิถึงก็คือ ท่านบรรพชนกลับมิได้เป็นผู้ลงมือ ทว่ากลับกลายเป็นกู้ฉางเกอที่ก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้านางอีกครั้ง เช่นเดียวกับครั้งก่อน

            "หรือว่านี่คือวิธีที่เขาตั้งใจจะใช้ในการประกาศฐานะของข้าต่อโลกหล้า"

            กู้เซียนเอ๋อร์ได้แต่มองดูกู้ฉางเกอด้วยสายตาเหม่อลอย ดวงตาดุจแก้วผลึกสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะจับจ้องเขาโดยที่มิอาจจะละสายตาไปได้


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน