เหตุที่เธอดึงเงินสองพันเพื่อให้รู้ว่าเธอไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบง่ายๆ ด้วยเช่นกัน เงินสองพันนี้มีวิธีช่วยเหลือคนได้อยู่
หลายคนรู้สึกอิจฉาที่น้าสนมีคนออกหน้าให้ แถมได้เงินชดเชยมาอีก แต่พวกเขาเองก็ไม่อยากถูกทำร้าย ไล่ออกจากบ้านแล้วให้ลูกๆ ขวัญผวาอย่างนี้จริงๆ
“ขยะอย่างนี้เก็บไว้ก็ไม่เป็มงคลหรอกค่ะน้า เชื่อหนูเถอะ” แล้วเธอก็หันมาหากำนัน
"กำนันคะทำไมไม่มีใครจัดการกับการกู้นอกระบบ” ริน
ก็ชาวบ้านไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครนี่เล่นแชร์บางทีก็โดนโกง ไปกู้ธนาคาร ไหนจะเอกสารเอย ความน่าเชื่อถือก็ไม่มี กู้ไม่ผ่าน ครั้นจะยืมชาวบ้านด้วยกันก็ไม่มีใครให้ยืมเพราะต่างคนต่างก็ไม่มี
“แต่เราเคยมีกองทุนหมู่บ้านไม่ใช่เหรอคะ” ริน
“นั่นมันนานมาแล้วหลังจากระบอบการปกครองเปลี่ยนไปทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม ต่างคนทำได้แค่พึ่งพาตัวเอง"กำนันกริชส่ายหน้า
“งั้นหนูขอเวลาไปนอน (เอาตีน) ก่ายหน้าผากสักวันสองวันนะคะ แล้วหนูจะมาคุยเื่นี้อีกที ระหว่างนี้รบกวนกระจายข่าวออกไปว่าใครที่้ากู้เงินยายจันทร์มากู้ที่หนูได้ ส่วนใครที่เป็หนี้ดอกเบี้ยโหดให้มาหาหนูจะจ้างทนายและผู้เชี่ยวชาญปรับโครงสร้างหนี้ ถ้ายายจันทร์ไม่ยอมเื่ถึงศาลแน่ หนูจะเอาให้ถึงที่สุด” ริน
หลังจากนั้นเป็เวลาสามเดือนที่รินสามารถปรับโครงสร้างหนี้จากนายทุนปล่อยกู้โหดออกได้ อย่างน้อยก็ในตำบลที่เธออยู่
โดยมีกำนันกริชออกหน้าและเธอไม่ลืมที่จะแนะนำว่าให้ดึงผู้กำกับและนายกเทศบาลมาร่วมโครงการด้วย
ได้หน้าเห็นๆ ไม่มาก็แย่แล้ว ส่วนยายจันทร์นั้น ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตา ทำอาหารตามสั่งที่มีแต่ลูกค้าขาจรเท่านั้น
บอกแล้วไม่เอาถึงตายหรอก ส่วนครอบครัวยายจันทร์นั้นจะเป็ยังไงก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวกันแล้วล่ะนะ
เหตุที่เธอรู้เื่นี้เพราะเ้าโต ลูกชายของน้าสนมาจับกระรอกกระแตแถวบ้านเธอ จึงโดนเธอสวดภาณั์ขนาดใหญ่
เธอถามเ้าโตว่า หากใครมาจับเธอออกจากอกแม่แล้วฆ่าแม่ของเธออย่างที่เธอทำกับกระรอกพวกนี้เธอจะทำยังไง เ้าโตฟังถึงกับน้ำตาร่วงไม่พูดอะไร
เธอเลยถามว่าทำทำไม เพราะเด็กๆ มักจะมายิงนก ยิงกระรอกเพื่อความสนุก แต่สิ่งที่เ้าโตตอบกลับมาคือ
“หิว” โต
ไม่ใช่แค่คำพูดท้องของเ้าโตก็ยืนยันร้องลั่นโครกครากขนาดนั้น เธอยืนมองนิ่งๆ แล้วสั่งให้โตไปล้างมือแล้วเธอก็เดินไปคดข้าวแล้วเจียวไข่ กับผัดผักบุ้ง เ้าโตไปล้างมือมาแล้วเธอให้เขานั่งลงกินข้าว แต่เ้าโตไม่ขยับ รินถามกลับไปว่า
“มีอะไร” โตอึกอัก
“คือ…คือผะผมห่อไปได้มั้ยครับ น้องกับพ่อแม่ก็ยังไม่ได้กิน” พูดไปน้ำตาเม็ดใหญ่ก็หยดแหมะลงมา
“ไม่ได้” รินตอบ โตสะอึก
“ไปเลย” ริน
โตเงยหน้าเหมือนอยากจะเปลี่ยนคำพูดเพราะเขาเองก็หิวมากๆ
“ไปตามพ่อแม่กับน้องๆ มากินด้วย ทั้งหมดกี่คนจะเตรียมข้าวให้พอ” รินถามหน้านิ่ง
เ้าโตตะลึงและสับสนตกลงยังไงตกลงว่าไล่เขา หรือไล่ให้ไปตามพ่อแม่กับน้อง
“อ่าว ยังไม่ไปอีก มีน้องกี่คน”
“2คนครับ” โตตอบ
“งั้นรวมนายด้วยก็เป็ทั้งหมด 5คนรวมพ่อกับแม่ ไปตามมาเดี๋ยวพี่หุงข้าวทำกับข้าวเพิ่มให้” รินคำนวณ
เ้าโตกระเด้งตัวเองขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปตามพ่อแม่กับน้องๆ
หลังจากเ้าโตวิ่งออกไป รินก็หุงข้าวเพิ่มทั้งที่อยู่ในหม้อก็น่าจะพอแต่คนอย่างเธอเหลือดีกว่าขาด แล้วหันไปที่ตู้เย็นคุ้ยหมูกับคะน้ามาผัด
แล้วก็ทำไข่เจียวหมูสับเพิ่มอีกเพราะง่ายเร็วและอร่อย
ฝ่ายเ้าโตก็วิ่งไปที่เพิงที่ปลูกไว้ลวกๆ เพราะเมื่อวานบ้านเขาเพิ่งถูกไล่ที่ออกจากบ้าน ทั้งบ้านไม่มีเงินและไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย พวกเขาไม่ได้กินข้าวั้แ่เมื่อวานเพราะพ่อถูกคนที่มาไล่ที่ตีจนหัวแตก แขนขาถูกตีจนช้ำไปหมด
เมื่อคืนก็นอนตากน้ำค้าง พ่อที่เจ็บอยู่ก็ไปหาไม้กระถินมาตีโครงสี่เหลี่ยมเอาสังกะสีเก่าๆ มาตีโดยที่น้าจั่นที่ผ่านมาช่วยแต่แกก็ให้พวกเขาไปอยู่ด้วยไปได้เพราะบ้านแกไม่ได้ใหญ่โตแถมในบ้านเองก็นอนเบียดเสียดกันอยู่แล้ว
ชาวบ้านแถวนี้ก็อยู่กันตามยถากรรมพอกินไปวันๆ ใครจะยื่นมือเข้ามาช่วยก็เกรงว่าจะโดนยายจันทร์เขม่น เพราะต่างก็ไม่อยากยุ่งกับบ้านนี้
ลูกชายเยอะเลยรวมตัวกันเหมือนแก๊งอันธพาล น้าสนเองที่จริงก็ไม่ได้อยากกู้เงินแกแต่น้าเพียงเมียแกกำลังจะคลอดลูกแกหมดหนทางไม่เคยคิดเลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะทำให้แกกับลูกๆ ต้องมาเผชิญชะตากรรมแบบนี้
ด้วยความที่ถูกทำร้ายและไม่ได้กินอาหาร น้าสนไข้ขึ้นทั้งคืนนางเพียงทำได้แค่เช็ดตัวส่วนเด็กๆ ก็อยู่ด้วยความหวาดกลัวว่าพ่อจะตายหรือไม่
เช้านี้โตจึงตัดสินใจไปจับกระรอกในบ้านของรินเพราะที่นั่นเป็แหล่งหลบหนีของเหล่าสัตว์เล็ก
“พ่อแม่ พาน้องๆ มาเร็ว” โตวิ่งละล่ำละลัก
“เดี๋ยวก่อน อะไรเ้าโต” น้าเพียงพยุงสามีลุกนั่งทำหน้าสงสัย
“ไปก่อเื่อะไรมาอีก” โตไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยบอกไปว่า
“พี่รินเรียกให้ไปที่บ้านเดี๋ยวนี้เลย” โตเร่ง
“หนูรินเหรอ แกไปก่อเื่อะไรบ้านเขา หา” น้าสนที่เพิ่งฟื้นไข้ใ
“เอ่อ…คือเอาอย่างนี้ยังไงพ่อกับแม่พาน้องๆ ไปก่อนเดี๋ยวก็รู้เื่เอง” โตเองก็งง
ไม่รู้จะอธิบายยังไงที่จะไม่ให้พ่อด่า แล้วจูงมือน้องสาวตามมาโดยที่แม่อุ้มน้องเล็กแล้วเดินตามพ่อมา
เมื่อมาถึงหน้าบ้านของรินกลิ่นอาหารและกลิ่นข้าวที่หุงหอมๆ มันช่างทรมาน เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งรี่ตามกลิ่นอาหารด้วยความหิวโหย
“เล็กรอก่อนลูก อย่าวิ่ง” น้าเพียงใเร่งฝีเท้าตามลูกเข้าไป ทิ้งสามีค่อยๆ เดินตาม
เมื่อได้ยินเสียงน้าเพียงเรียกลูกสาว รินก็เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะที่วางอาหารแล้วมองตามเสียงจึงเห็นเด็กหญิงตัวเล็กวิ่งพุ่งมาทางที่รินยืน ที่จริงพุ่งมาทางอาหารน่าจะถูกกว่า
“หยุด!” รินดุ
เด็กหญิงใผงะ รวมทั้งพ่อแม่ที่ตามมาข้างหลัง
“ไปล้างมือก่อน ทุกคนเลยรวมเราด้วยเ้าโตเอาอ่างใส่น้ำมาล้างมือให้พ่อ” แล้วหันมาเห็นน้าสนที่มีแผลพันศีรษะหน้าซีดได้ขนาดนั้นในใจอยากถามไปหาหมอก่อนดีมั้ย
“น้าสน นั่งก่อน” เดี๋ยวล้างมือกินข้าวก่อนแล้วค่อยไปหาหมอ”
น้าสนไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนเป็คำสั่ง แต่เป็คำสั่งที่แสดงความห่วงใย แกเลยทำตามที่รินบอก
“จ้ะ หนูรินเ้าโต มัน…”
“น้ากินข้าวกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน” รินตอบเสียงเรียบ
พอดีกับที่น้าเพียงพาลูกๆ มากินข้าว นั่งล้อมลงกัน รินจึงลุกขึ้นเตรียมจานชามและอาหาร
“กินตามสบายให้เต็มที่นะคะ น้ำอยู่ในกระติกมีกระบอกน้ำ ไว้แล้ว เดี๋ยวรินขอขึ้นไปเอาล่วมยากับโทรเรียกหมอแดงให้มาก่อน” ริน
ทั้งครอบครัวของน้าสนได้แต่นั่งตาปริปๆ แล้วมองขารินที่ขึ้นบันไดไปบนบ้าน ทั้งบ้านมองหน้ากันแต่เ้าตัวเล็กทนกลิ่นเย้ายวนไม่ไหวลงมือจ้วงไข่เจียวหอมๆ
แล้วเงยหน้ามองแม่เหมือนจะขออนุญาต น้าเพียงได้แต่พยักหน้าแล้วทั้งครอบครัวก็เริ่มลงมือกินข้าว
ข้าวหอมๆ อร่อย ไข่เจียวรสกลมกล่อม ผัดผักบุ้งและผัดคะน้าที่มีหมูที่ไม่ได้แตะมานานแสนนาน ทั้งห้าคนเหมือนจะดำดิ่งอยู่กับอาหารข้างหน้าเป็อาหารมื้อแรกที่ทั้งอร่อยและตื้นตัน และหลากหลายอารมณ์
หลังอาหารมื้อนั้นหมอแดงขี่มอเตอร์ไซค์มาดูแผลให้แล้วจ่ายยาให้คนป่วย้าที่พัก เรือนลูกไม้ของรินด้านล่างมีเรือนหลังเล็กแยกสำหรับคนงานทางหลังสวนผักของเธอ
รินจึงบอกให้น้าสนพาครอบครัวเข้าไปอยู่ก่อนพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาด
ถึงแม้จะไม่มีคนอยู่แต่ก็ไม่ทรุดโทรมมีแค่ฝุ่นบางๆ เกาะ เพราะรินจะเข้ามาทำความสะอาดทุกๆ อาทิตย์
นอกจากอุปกรณ์ทำความสะอาดเธอก็หอบเอาที่นอนปิกนิคมาสามชุดเพื่อให้ปูนอนชั่วคราว แล้วบอกแค่ว่า พักก่อน ตอนเย็นค่อยคุยกันเลยจ้างงาน พูดจบก็ออกไปทำงานต่อ
หากใครจะหวังความอ่อนหวานปลอบประโลมจากรินคงยากหน่อย เพราะเธอไม่ได้เกิดมาแสดงอารมณ์เห็นอกเห็นใจหรือเอื้ออารี
เธอแค่ให้ความช่วยเหลือเท่าที่เธอจะช่วยได้เท่านั้น นั่นเป็สิ่งที่คนอย่างเธอทำได้ อาจจะเรียกได้ว่ามันเป็ความเมตตาของเนิร์ด
——————————————————
เด็กที่ต้องทำท่าเข้มๆ เพื่อให้คนเห็นว่าร้่ายจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ อยู่คนเดียวก็ต้องสร้างกำแพงสูงๆ