ยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า

    ยันต์มรณะ

    ท่ามกลางซากศพของฝูงสุนัขป่าโลกันตร์เกล็ดนิลที่นอนตายเกลื่อนกลาดจนแทบไม่มีที่ว่างให้เดิน แสงสีฟ้าครามสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับแรงกดดันปราณที่เย็นเยียบดุจสายวารี ผู้อาวุโสซู และ ชิงเสวี่ย ศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักหอคอยวารีเร้นลับมาถึงจุดเกิดเหตุด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

    ทว่าเมื่อพวกนางมองเห็นสภาพของเหล่าศิษย์น้อง สิ่งแรกที่รู้สึกคือความตกใจ... นอกเหนือจากเสื้อผ้าที่ฉีกขาดเล็กน้อยจากการต่อสู้ในช่วงแรก ร่างกายของศิษย์ทุกคนกลับดูเป็นปกติอย่างน่าประหลาด หากไม่เห็นซากอสูรนับร้อยรอบกาย ผู้อาวุโสซูคงคิดว่าศิษย์พวกนี้กุเรื่องมาหลอกนางแน่ๆ

    "เกิดอะไรขึ้นกันแน่? พวกเจ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่!" ผู้อาวุโสซูถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

    ศิษย์หญิงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มรีบก้าวออกมาคุกเข่า แล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเลื่อมใส "มีชายหนุ่มสองคนกับหญิงสาวลึกลับช่วยพวกเราเจ้าค่ะ... โดยเฉพาะชายหนุ่มคนหนึ่งที่สะพายดาบยาวไว้ที่เอว เขาต่อสู้โดยที่พวกเราสัมผัสพลังปราณจากตัวเขาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับสังหารฝูงอสูรเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายราวกับตัดหยวกกล้วย!"

    ชิงเสวี่ยขมวดคิ้วงามพลางมองซากอสูรที่ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนด้วยดาบเดียว "ไร้ปราณ... แต่ฆ่าอสูรเกล็ดนิลได้เนี่ยนะ?"

    "ยังมีอีกเจ้าค่ะ!" ศิษย์หญิงอีกคนรีบเสริม "ชายอีกคนที่ท่าทางขี้เกียจๆ เขาโยนเม็ดถั่วสีเขียวที่เรียกว่า 'ถั่วเซียน' ให้พวกเรากิน ทันทีที่กลืนลงไป บาดแผลฉกรรจ์ก็สมานตัว พลังปราณที่แห้งเหือดก็กลับมาเต็มเปี่ยมทันทีเจ้าค่ะ!"

    ผู้อาวุโสซูและชิงเสวี่ยหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ ไม่เคยมีบันทึกถึงยาหรือของวิเศษชนิดใดที่สามารถฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณได้อย่างฉับพลันขนาดนี้ แม้แต่น้ำทิพย์สวรรค์ของวังหลวงยังต้องใช้เวลาโคจรพลัง "ของวิเศษระดับนี้... พวกเขาเป็นใครกันแน่?"

     

    ผู้อาวุโสซูเดินไปตรวจสอบซากอสูรตัวหนึ่ง นางสังเกตเห็นคราบผงสีม่วงจางๆ ตามขนของพวกมัน "ธูปกระตุ้นอสูร... มีคนปองร้ายสำนักหอคอยวารีเร้นลับของพวกเราจริงๆ ด้วย"

    นางหันไปสั่งการศิษย์ทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ป่าแห่งนี้เริ่มไม่สงบแล้ว และเราไม่รู้ว่าคนที่มาช่วยพวกเจ้าคือมิตรหรือศัตรูในระยะยาว แต่สิ่งที่แน่นอนคือมีคนจงใจสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมา เราต้องรีบไปที่เมืองหลวงแคว้นจ้าวโดยด่วน! เจ้าสำนักรออยู่ที่นั่น ความปลอดภัยของพวกเจ้าต้องมาก่อน"

    ชิงเสวี่ยพยักหน้า แววตาของนางมีความสงสัยลึกๆ เกี่ยวกับ "ชายหนุ่มไร้ปราณ" คนนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่นางเองก็อธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

     

    ในเวลาเดียวกันที่อีกด้านหนึ่งของหุบเขา ซ่งฉือ และกองกำลังศิษย์สำนักกระบี่เมฆาครามควบม้ามาถึงจุดนัดพบที่ควรจะได้สวมบทบาทวีรบุรุษ แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นร่างที่ไร้หัวของ มู่หรง และศิษย์น้องอีกคน

    "มู่หรง! ใคร... ใครมันกล้าจัดการคนของข้า!" ซ่งฉือคำรามด้วยความโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แผนการวีรบุรุษจอมปลอมของเขาพังยับเยิน แถมยังเสียมือขวาคนสำคัญไปอีก

    "นายน้อยครับ... ดูเหมือนเป้าหมายที่ชื่อเย่ฟานจะไม่ได้อยู่ที่เมืองจินไห่แล้วจริงๆ" ลูกน้องคนหนึ่งรายงานด้วยท่าทางหวาดกลัว "กู่เฉิงกับพวกที่หายไปก่อนหน้านี้ ก็มีร่องรอยว่าตามใครบางคนเข้าไปในป่าลึกแล้วโดนจัดการแบบเดียวกันครับ"

    ซ่งฉือกัดฟันกรอด "แล้วเรื่องที่ข้าสั่งให้ไปจัดการตระกูลมันที่เมืองหลวงล่ะ?"

    "เรียบร้อยแล้วครับนายน้อย ข้าส่งคนไปบีบบนบีบล่าง ตอนนี้ตระกูลเย่ในเมืองหลวงกำลังเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก ผู้นำตระกูลถูกกดดันจากราชสำนักเรื่องการค้าอาวุธเถื่อนที่เรายัดไส้ไป"

    ซ่งฉือได้ยินดังนั้นก็เหยียดยิ้มอย่างโหดเหี้ยม "ดี... ในเมื่อข้าฆ่าตัวมันไม่ได้ ข้าก็จะทำให้ตระกูลมันพินาศจนมันต้องคลานออกมาอ้อนวอนขอชีวิตข้าเอง!"

     

    "นายน้อย! ดูนั่นครับ!" ลูกน้องคนหนึ่งชี้ไปที่กิ่งไม้ใหญ่

    หัวของมู่หรงและศิษย์น้องอีกคนห้อยต้อยแต่งอยู่บนกิ่งไม้ ที่หน้าผาของทั้งคู่มียันต์กระดาษสีเหลืองลึกลับแปะอยู่ พวกลูกน้องต่างรุมล้อมดูด้วยความฉงน "นี่มันยันต์อะไรกัน? หรือจะเป็นยันต์สะกดวิญญาณ?"

    "ใช่แน่ๆ ครับนายน้อย! คนที่ทำคงเป็นพวกโหดเหี้ยมที่ไม่อยากให้วิญญาณมู่หรงไปผุดไปเกิด เลยสะกดไว้ที่หัวแบบนี้" ลูกน้องคนหนึ่งวิเคราะห์

    ซ่งฉือยิ้มเย็นชา "จัดการคนของข้าแล้วยังกล้าสะกดวิญญาณอีกรึ? ช่างสามหาวนัก! เจ้า... ไปดึงยันต์บ้าๆ นั่นออกซะ ข้าจะดูสิว่าวิญญาณมู่หรงจะบอกอะไรข้าได้บ้างเกี่ยวกับไอ้ฆาตกรนั่น"

    ลูกน้องผู้โชคร้ายเดินเข้าไปใกล้หัวที่ห้อยอยู่ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปดึงยันต์ระเบิดแรงสูงของหลี่หมิงออกมาทันทีที่ยันต์ถูกลอกออก เสียง ฟิ้ว... คล้ายจดชนวนระเบิดก็ดังขึ้นเบาๆ

    "นายน้อย... เสียงนี่มัน..." ลูกน้องคนนั้นพูดไม่ทันจบ

    ตู้มมมมมมมมมมมมมมมม!

     

    แรงระเบิดมหาศาลจากยันต์ระบบของหลี่หมิงรุนแรงยิ่งกว่าดินปืนทั่วไปนับสิบเท่า เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าฉีกร่างของลูกน้องและม้าในรัศมีรอบข้างจนแหลกเป็นผง ซ่งฉือถูกแรงอัดจนกระเด็นไปกระแทกโขดหินอย่างแรง หูอื้ออึงและตาพร่ามัว ป่าทั้งป่าสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว

    ทางด้านผู้อาวุโสซูและชิงเสวี่ยที่กำลังพาศิษย์หนี เมื่อได้ยินเสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นมาจากทิศทางเบื้องหลัง ทุกคนต่างก็หน้าเสีย

    "เสียงระเบิดแรงขนาดนี้... การต่อสู้ในป่าต้องรุนแรงมากแน่ๆ!" ผู้อาวุโสซูสั่งการทันที "อย่าหันหลังกลับ! เร่งฝีเท้าให้ถึงประตูเมืองหลวงแคว้นจ้าวโดยเร็วที่สุด ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่ต่อได้แล้ว!"

    ชิงเสวี่ยเหลียวหลังไปมองเปลวเพลิงที่พุ่งขึ้นฟ้าด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง นางไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มลึกลับคนนั้นเป็นคนทิ้งระเบิดลูกนี้ไว้ หรือเป็นศัตรูของเขากันแน่ แต่ที่แน่ๆ ... เพลิงสงครามครั้งนี้กำลังจะไปประทุต่อที่เมืองหลวงแคว้นจ้าวที่อยู่เบื้องหน้าพวกนาง

    คล้ายกับเรื่องยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า ที่คุณอ่าน