จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 148 งานประลองตำหนักเทพกิเลน 3 Re

            ก่อนได้ยินประกาศเริ่มการประลองจากผู้อาวุโสคุมกฎ  ทุกคนในที่นั้นต่างเงียบเสียงลงเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสกล่าวไป  นั่นคือเรื่องระดับพลังปราณของจี๋หลินเฟิงเทียน  ผู้ที่เคยเป็นขยะของตระกูล  จนฮูหยินใหญ่ถูกเปิดโปงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เฟิงเทียนกลายเป็นขยะของตระกูล  เพราะถูกวางยาพิษ  หลังจากนั้นภายในระยะเวลาอันสั้น  จี๋หลินเฟิงเทียนกลับขึ้นมาถึงระดับปราณจักรพรรดิได้แล้ว  นี่แสดงให้เห็นเลยว่าเฟิงเทียนเป็นอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะพลังปราณอย่างแท้จริง


            เมื่อการประลองเริ่มขึ้น  เฟิงเทียนนั้นตั้งท่าโดยการแยกขาออก และย่อตัวเล็กน้อย  หากแต่แขนขวาของเขากลับเหยียดตรง  ฝ่ามือก็หงายขึ้น  ท่วงท่าอันแปลกประหลาดนี่ทำให้เวิ่นเทียนกับผู้อาวุโสและผู้ที่ชมการประลองต่างจ้องไปที่เฟิงเทียน  พวกเขาอยากรู้ว่าเฟิงเทียนนั้นฝึกกระบวนท่าแบบไหนมา


            “ย่าห์” ไท่หยางพุ่งเข้ามาหาเฟิงเทียนก่อน  ถึงจะดูเหมือนพุ่งเข้ามาตรง ๆ แต่พอถึงระยะ 2 เมตรกลับบิดข้อเท้าแล้วถีบพื้นส่งตัวเองไปด้านซ้ายของเฟิงเทียนที่เปิดโล่ง  ก่อนจะเข้าประชิดหมายจะโจมตีที่หน้าอกด้านซ้ายของเฟิงเทียน


            “โอ้” เสียงผู้ชมฮือฮาขึ้น  เพราะแขนที่เหยียดตรงของเฟิงเทียนนั้นวาดผ่านตัวไท่หยาง  หากแต่ทำให้ไท่หยางขาชี้ขึ้นฟ้า  หัวตกกระแทกกับพื้น


            'อะไรกันเมื่อกี้เราโดนอะไรไป  พลังหมัดของเราเมื่อครู่หายไปเพราะขาทั้ง 2 ข้างไม่ได้ยันพื้นทำให้แรงส่งของหมัดหายไปงั้นเหรอ  วิชาพิศดารเกินไปแล้ว' ไท่หยางคิด


            “เขากิเลนพลิกฟ้า” เฟิงเทียนใช้ 1 ในกระบวนท่ากิเลนอัสนี สลายพลังหมัดและพลังเตะของฝั่งตรงข้าม  โดยอาศัยการโจมตีที่จุดศูนย์ถ่วงของอีกฝ่าย  ทำให้คู่ต่อสู้เสียหลักพลิกกลับหัว และพลังหมัดกับลูกเตะจะสูญเสียพลังทำลายไปทันที


            “กิเลนเหรอ  ฉันจะคว่ำให้ดู” ไท่หยางบุกเข้ามาอีกครั้ง ก่อนจะใช้มือและแขนต่างกระบี่เข้าฟาดฟันใส่เฟิงเทียน  โดยเฟิงเทียนใช้แขนข้างขวาที่เปรียบเสมือนเขาของกิเลนรับไว้ได้ทุกกระบวนท่า  ซ้ำยังเห็นช่องว่างของไท่หยาง  เขาจึงแทงเข้าไปตรงอกด้านขวาที่เป็นช่องว่าง


            ปึก ปึก ปึก  นิ้วมือของเฟิงเทียนนั้นแข็งมาก  มันกระแทกเข้าที่อกด้านขวาของไท่หยาง  ต่อด้วยเฟิงเทียนคลื่อนที่เข้ามาอีก  แต่หดนิ้วมือและเปลี่ยนมันเป็นหมัด เข้าโจมตีซ้ำจุดเดิม  จากนั้นเขาบิดเอวเล็กน้อย ก่อนจะใช้หมัดเดิมส่งไปกระแทกที่จุดเดิมซ้ำเป็นครั้งที่ 3  ทำให้ไท่หยางกระเด็นหงายท้อง  ซ้ำยังหลังครูดไปกับพื้นเป็นระยะทาง 5 เมตร


            “เขากิเลน  แทงสามครั้ง” เฟิงเทียนกล่าว  กระบวนท่านี้นั้นฝึกยากมาก  เพราะต้องใช้การประสานงานที่สอดคล้องกันของร่างกาย  การโจมตีแรกนั้นพลังหมัดยังส่งออกไปเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วน  การโจมตีที่ 2 พลังหมัดจะแรงขึ้นเป็น 6 ใน 10 ส่วน และหมัดสุดท้ายเป็นการกระแทกให้กระเด็น  มีความรุนแรงเต็ม 10 ส่วน  หากกระบวนท่านี้ใช้พลังปราณประสานร่วมในการโจมตีมันอาจทำให้อกของไท่หยางทะลุได้เลยทีเดียว


            “วิชาอะไรกัน  ช่างร้ายกาจนัก  เฟิงเทียนไปเรียนวิชามาจากไหนกัน” จี๋หลินเวิ่นเทียนตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด  เขาเห็นกระบวนท่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววิ  ตัวเขารู้สึกว่าวิชานี้มันสมบูรณ์มาก  ต่อให้มีปราณคุ้มกาย  หากโดน 3 ครั้งติดในจุดจุดเดียว  ยังไงก็สามารถทะลวงไปถึงตัวศัตรูได้แน่  หากแต่ต้องมีทักษะการโจมตีที่ชำนาญ  จึงจะสามารถโจมตีจุดเดิมได้ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว


            “ฝีมือไม่เลวจริง ๆ ความต่อเนื่องของท่า  ดีกว่าเส้าเทียนเยอะเลย” จางหนี่หวังกล่าวชม


            “เฮ้อ  เส้าเทียนเพิ่งมาเริ่มฝึกจริงจังหลังจากแม่ของเขาตาย  ถ้าเทียบกับเฟิงเทียนที่มักฝึกกระบวนท่าเป็นประจำแล้ว  ฝีมือด้านกระบวนท่า  เส้าเทียนไม่มีทางสู้ได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “หากประมาทก็แพ้ได้  การประลองเป็นเช่นนั้น” ไป่ฉีกล่าว


            ในสนามประลอง  แม้ว่าไท่หยางจะบุกไปกี่ครั้งก็จะโดนโต้กลับมา  ตอนนี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ จากการถูกสวนกลับด้วยกระบวนท่าของเฟิงเทียน


            ‘ฝ่าการป้องกันไปไม่ได้เลย  พอบุกโดยระวังด้านบนก็เจอการโจมตีด้านล่าง  พอระวังด้านล่างก็โดนด้านบนแทน  ด้วยประสบการณ์และฝีมือตอนนี้  เราเทียบกับเฟิงเทียนไม่ติดเลย  หากยังฝืนสู้ต่อไปอาการบาดเจ็บอาจจะกระทบต่อการฝึกได้’ ไท่หยางคิด


            “ผมขอยอมแพ้ครับ” ไท่หยางยกมือ 2 ข้างขึ้นเพื่อแสดงว่าตนยอมแพ้


            “ทำไมถึงยอมแพ้ล่ะ” มีคนเริ่มไม่พอใจ  เพราะการต่อสู้ของทั้ง 2 กำลังน่าตื่นตาตื่นใจ


            “เพราะเป็นลูกชายของประมุข  เลยไม่กล้าสู้รึไง” อีกคนเสริมขึ้น


            “เงียบ” เสียงของไป่ฉีกระแทกเข้าโสตประสาททุกคนทันที  ทำให้เสียงตะโกนก่นด่าไท่หยางเงียบลง


            “ไท่หยาง  ถ้าเจ้ายืนยันอย่างนั้น.....ผู้ชนะ  นายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ  ไป่ฉียืนขึ้นปรบมือ  ซึ่งทุกคนต่างสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น  ทั้ง ๆ ที่การประลองนี้เหมือนไท่หยางสู้ไม่เต็มที่ หรืออาจจะมีการนัดแนะให้ยอมแพ้เฟิงเทียนก็ได้


            “เราปรบมือให้กับไท่หยาง  แม้กระบวนท่าจะสู้เฟิงเทียนไม่ได้  แต่สามารถวิเคราะห์ฝีมือของคู่ต่อสู้ได้ว่าแข็งแกร่งกว่าตนเองขนาดไหน และยังรู้อีกว่าตนเองเริ่มบาดเจ็บภายในแล้ว  หากยังดันทุรังต่อ  อาจต้องพักฟื้นระยะยาวและส่งผลกระทบต่อการฝึก  ที่เราพูดมาถูกหรือไม่  จี๋หลินไท่หยาง” ไป่ฉีถาม


            “ครับ  สมกับเป็นท่านอวี้กง  สามารถมองออกว่าผมไม่ต้องการให้ร่างกายบาดเจ็บจนส่งผลกระทบต่อการฝึกฝน” จี๋หลินไท่หยางตอบ


            “ด้านกระบวนท่าต่อเนื่อง  ทำได้ดี  ขาดเพียงการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น  ฝึกต่อสู้กับผู้อื่นด้วยกระบวนท่าบ่อย ๆ เพื่อสั่งสมประสบการณ์  แล้วจะสามารถพัฒนาตนเองได้มากกว่านี้” ไป่ฉีกล่าวชี้แนะ


            “ขอบคุณมากครับ  ท่านเทพกระบี่” จี๋หลินไท่หยางประสานมือคำนับก่อนจะลงจากลานประลองไป


            “ส่วนเจ้า  เฟิงเทียน  กระบวนท่าที่เลือกใช้ต่อเนื่องและสอดประสานกันเป็นอย่างดี  แสดงให้เห็นว่าฝึกกระบวนท่ามาดี  ส่วนด้านพลังปราณก็จัดว่าอยู่ในชั้นแนวหน้าของรุ่นเดียวกัน  ความสามารถคงจะพอ ๆ กับหลงเทียนหมิงจากตำหนักเทพมังกรคราม  แต่ยังขาดประสบการณ์ในการต่อสู้จริงไปบ้าง  สำหรับคำแนะนำก็คือเจ้าควรหาประสบการณ์จากการต่อสู้ให้มากกว่านี้” ไป่ฉีกล่าว


            “ขอบคุณท่านอวี้กง” เฟิงเทียนคำนับก่อนจะลงจากลานประลองไป  ตัวของเขาสั่น  ทุกคนต่างคิดว่าเฟิงเทียนตื่นเต้นดีใจที่ได้รับคำชม  แต่ไม่ใช่เลย  เขากำลังกลั้นหัวเราะให้กับอาจารย์หน้าตายของเขา  ที่สวมบทบาทคนไม่รู้จักกันได้แนบเนียนจริง ๆ


            การประลองดำเนินต่อไปดุเดือดกว่าที่ควรจะเป็น  เพราะการต่อสู้ด้วยกระบวนท่าห้ำหั่นกัน  ทำให้ผู้ชมอดตื่นเต้นไม่ได้  พวกเขาไม่คิดว่าแค่เปลี่ยนกฎ  การแข่งขันจะร้อนแรงขึ้นขนาดนี้  มือของพวกเขาต่างชื้นเหงื่อ  เพราะลุ้นว่าลูกหลานของพวกเขา  เมื่อต้องใช้กระบวนท่าในการต่อสู้จะแข็งแกร่งเหมือนตอนใช้ปราณต่อสู้หรือไม่  พวกเขาได้เห็นการชิงไหวชิงพริบในการปะทะกระบวนท่าทั้งรุกและรับ  ซึ่งสมควรเป็นหัวใจหลักในการต่อสู้มากกว่าการใช้ปราณ


            ไป่ฉีที่นั่งดูการประลองเผลอใช้มือลูบเคราของตนที่ไม่มีอยู่ด้วยความเคยชิน  ราวกับตนเองมีหนวดเคราเหมือนคราที่อยู่ต้าเซียน  พร้อมเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา  จางหนี่หวังกับจี๋หลินเวิ่นเทียนถึงกับมองตาค้าง  เพราะไป่ฉีมักมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับมีแผนการในหัวอยู่ตลอดเวลา  แต่รอยยิ้มอ่อนโยนที่มองเหล่าผู้ประลองยุทธ์กันนั้นราวกับอาจารย์ที่กำลังมองการประลองของลูกศิษย์อยู่


            “ท่านอวี้กง  ดูจะสนุกกับการประลองนะคะ” จางหนี่หวังถาม


            “นั่นสิ  คนอื่นลุ้นกันตัวโก่ง  ตื่นเต้นกัน  มีแต่ท่านที่มีท่าทางสบาย ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “พวกท่านไม่เห็นอนาคตอันสดใสของคนรุ่นใหม่งั้นรึ  หากมีการประลองอย่างนี้  รับรองได้ว่าฝ่ายธรรมะจะต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่ ๆ  เรายิ้มให้กับอนาคตนั้น” ไป่ฉีกล่าว


            “ท่านอวี้กง  บางครั้งผมก็คิดนะว่าท่านราวกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านโลกมาแล้วหลายร้อยปี” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “แค่ท่านอาจารย์ของเรา  สอนให้เห็นโลกแห่งการฝึกตนที่แท้จริง  รวมถึงความจริงของโลกใบนี้บางส่วน  ทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นของธรรมดาไปซะมาก  พวกท่านเลยไม่ค่อยเห็นเราแสดงอารมณ์สักเท่าไหร่” ไป่ฉีกล่าว (แถสีข้างถลอก)


            “ต่อไป  เป็นการประลองรอบชิงชนะเลิศ  ระหว่างนายน้อยจี๋หลินเส้าเทียน กับนายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน  ขอให้ทั้ง 2 ขึ้นมาบนเวที” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศให้ทั้ง 2 ขึ้นมาบนสนามประลอง


            “หึ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง  วันที่แกหลบฉันไม่ได้อีกต่อไปเฟิงเทียน  ถึงช่วงหลังพ่อจะเอาใจใส่แก  แล้วยังไง  แกมันก็แค่ลูกอนุ  วันนี้ฉันกับแกต้องมีคนใดคนหนึ่งตาย” เส้าเทียนชี้ไปที่เฟิงเทียน


            “นั่นไง  ว่าแล้วว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นพวกใจแคบ  เอาแต่ใจจริง ๆ ด้วย” ไป่ฉีพึมพำเบา ๆ  แต่จี๋หลินเวิ่นเทียนได้ยินชัดทุกคำพูด


            “นายน้อย  หมายความว่า......” ผู้อาวุโสคุมกฎถาม


            “ใช่  การประลองเป็นตาย  ผมขอท้าเฟิงเทียนให้มาประลองเป็นตายกับผม” เส้าเทียนเผยจุดประสงค์ของตัวเองออกมา


            เกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง  ผู้อาวุโสคุมกฎได้บอกให้ทั้งเส้าเทียนและเฟิงเทียนรอก่อน  เพราะต้องปรึกษากับผู้อาวุโสคนอื่นว่าเห็นด้วยกับการร้องขอนี้หรือไม่  ต้องให้เสียงเห็นด้วยมากกว่าครึ่ง  ถึงจะสามารถดำเนินการประลองเป็นตายได้


            “ฉันเห็นด้วยกับการประลองเป็นตาย  ประมุขน้อยควรเป็นผู้สืบเชื้อสายจากประมุขเวิ่นเทียนเพียงคนเดียวเท่านั้น  ให้สู้ตัดสินกันไปเลย” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว


            “แต่ฉันไม่เห็นด้วย  หากเกิดอะไรขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง  อย่างน้อยก็ยังมีอีกคนที่สามารถแทนที่ได้” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งโต้แย้ง


            “ฉันเห็นด้วยกับการประลองเป็นตาย  ด้วยความไม่ลงรอยกันของทั้ง 2 คนมีแต่จะยิ่งรุนแรงขึ้น  ให้มันจบซะตั้งแต่ตอนนี้  ดีกว่าเกิดการทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น” ผู้อาวุโสหอโอสถกล่าว


            “ฉันเองก็เห็นด้วย  นายน้อยเส้าเทียนมุทะลุ  ครั้งก่อนฝ่าฝืนคำสั่งประมุขจนโดนลงโทษไป  ครานี้ยังขอท้าประลองเป็นตายอีก  เห็นทีคงจะไม่อยากอยู่ร่วมโลกกันเสียแล้ว  สู้กันให้ตายไปข้างเสียจะได้หมดปัญหา” ผู้อาวุโสคุมกฎแสดงความคิดเห็น


            สุดท้ายผลการตัดสินออกมาว่า  เห็นด้วยให้มีการประลองเป็นตาย  ด้วยเห็นว่าหากไม่เห็นด้วย  ปัญหาที่ตามมาจากความมุทะลุ  เจ้าคิด  เจ้าแค้นของเส้าเทียนจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในตำหนักเทพ  เมื่อได้ผลแล้ว  ผู้อาวุโสคุมกฎก็เหาะลงมาที่ลานประลองอีกครั้ง  เพื่อแจ้งผล


            “จากการหารือกัน  มีมติเสียงข้างมาก  เห็นด้วยกับการประลองรอบชิงชนะเลิศ  เป็นการประลองแบบเป็นตาย และเมื่อเป็นการประลองแบบเป็นตาย  พวกเจ้าก็สามารถใช้ได้ทั้งพลังปราณและกระบวนท่า  เพราะนี่เกี่ยวพันถึงชีวิต  ไม่ว่าใครจะสิ้นชีพที่นี่  จะไม่มีการล้างแค้นหรือโกรธเคืองกันภายหลัง  มิเช่นนั้นจะถูกเราที่เป็นผู้อาวุโสคุมกฎลงโทษ” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศให้ทุกคนได้ยิน


            “ประมุขจี๋หลิน  จับตาดูตระกูลของฮูหยินใหญ่ให้ดี  เราเห็นมีคนเตรียมเข็มเอาไว้  คาดว่าระหว่างประลอง  คงมีการเล่นไม่ซื่อแน่  ท่านจะทำอย่างไร  หากท่านนิ่งเฉย  เราจะขอลากหมูสกปรกมาลงโทษด้วยตัวของเราเอง” ไป่ฉีกล่าว  สิ่งที่ได้ยินทำให้จี๋หลินเวิ่นเทียนรีบจ้องไปที่ผู้นำตระกูลของภรรยาเอกทันที  ซึ่งก็ทำให้เขาได้เห็นว่าฝั่งนั้นกำลังเตรียมจะเล่นตุกติก


            “ท่านอวี้กง  ระยะขนาดนี้เกรงว่าผมจะไปช่วยเฟิงเทียนไม่ทัน” จี๋หลินเวิ่นเทียนรู้สึกกังวล


            “บอกผู้อาวุโสคุมกฎ  ให้ระวังไว้  ส่วนเราจะช่วยอีกแรง  เราจะไม่ปล่อยพวกเล่นตุกติกนี้ไว้แน่นอน” รอยยิ้มก่อนหน้านี้ของไป่ฉีจางหายไป  กลายเป็นใบหน้าจริงจังทันที  ตั้งแต่อยู่ที่ต้าเซียน  หากเขาพบการเล่นตุกติกแบบนี้ในการประลอง  รับรองว่าเขาจะลากพวกมันมาลงโทษก่อนที่พวกมันจะลงมือซะอีก  แต่พอมาโลกนี้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิด  หากอีกฝ่ายยังไม่ลงมือก็ยังไม่ถือว่ามีความผิด  แต่ถ้าลงมือแล้วพลาด  นั่นสามารถเอาผิดได้  แต่จะพูดปากเปล่าไม่ได้


            ไป่ฉีลอบหยิบเอากล้องขนาดจิ๋วที่เคยใช้ถ่ายเนี่ยฟงตอนทะเลาะกับเขาออกมาติดตั้ง  ปรับให้โฟกัสไปที่ผู้นำตระกูลอดีตภรรยาหลวงของจี๋หลินเวิ่นเทียน  เขาคิดว่าการกล่าวหาลอย ๆ ไม่สามารถเอาผิดกับคนพวกนี้ได้  นอกจากมีหลักฐาน กับพยานให้เห็น  จึงสามารถเอาผิดและลงโทษพวกมันได้โดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง

    ___________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+