ก่อนได้ยินประกาศเริ่มการประลองจากผู้อาวุโสคุมกฎ ทุกคนในที่นั้นต่างเงียบเสียงลงเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสกล่าวไป นั่นคือเรื่องระดับพลังปราณของจี๋หลินเฟิงเทียน ผู้ที่เคยเป็นขยะของตระกูล จนฮูหยินใหญ่ถูกเปิดโปงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เฟิงเทียนกลายเป็นขยะของตระกูล เพราะถูกวางยาพิษ หลังจากนั้นภายในระยะเวลาอันสั้น จี๋หลินเฟิงเทียนกลับขึ้นมาถึงระดับปราณจักรพรรดิได้แล้ว นี่แสดงให้เห็นเลยว่าเฟิงเทียนเป็นอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะพลังปราณอย่างแท้จริง
เมื่อการประลองเริ่มขึ้น เฟิงเทียนนั้นตั้งท่าโดยการแยกขาออก และย่อตัวเล็กน้อย หากแต่แขนขวาของเขากลับเหยียดตรง ฝ่ามือก็หงายขึ้น ท่วงท่าอันแปลกประหลาดนี่ทำให้เวิ่นเทียนกับผู้อาวุโสและผู้ที่ชมการประลองต่างจ้องไปที่เฟิงเทียน พวกเขาอยากรู้ว่าเฟิงเทียนนั้นฝึกกระบวนท่าแบบไหนมา
“ย่าห์” ไท่หยางพุ่งเข้ามาหาเฟิงเทียนก่อน ถึงจะดูเหมือนพุ่งเข้ามาตรง ๆ แต่พอถึงระยะ 2 เมตรกลับบิดข้อเท้าแล้วถีบพื้นส่งตัวเองไปด้านซ้ายของเฟิงเทียนที่เปิดโล่ง ก่อนจะเข้าประชิดหมายจะโจมตีที่หน้าอกด้านซ้ายของเฟิงเทียน
“โอ้” เสียงผู้ชมฮือฮาขึ้น เพราะแขนที่เหยียดตรงของเฟิงเทียนนั้นวาดผ่านตัวไท่หยาง หากแต่ทำให้ไท่หยางขาชี้ขึ้นฟ้า หัวตกกระแทกกับพื้น
'อะไรกันเมื่อกี้เราโดนอะไรไป พลังหมัดของเราเมื่อครู่หายไปเพราะขาทั้ง 2 ข้างไม่ได้ยันพื้นทำให้แรงส่งของหมัดหายไปงั้นเหรอ วิชาพิศดารเกินไปแล้ว' ไท่หยางคิด
“เขากิเลนพลิกฟ้า” เฟิงเทียนใช้ 1 ในกระบวนท่ากิเลนอัสนี สลายพลังหมัดและพลังเตะของฝั่งตรงข้าม โดยอาศัยการโจมตีที่จุดศูนย์ถ่วงของอีกฝ่าย ทำให้คู่ต่อสู้เสียหลักพลิกกลับหัว และพลังหมัดกับลูกเตะจะสูญเสียพลังทำลายไปทันที
“กิเลนเหรอ ฉันจะคว่ำให้ดู” ไท่หยางบุกเข้ามาอีกครั้ง ก่อนจะใช้มือและแขนต่างกระบี่เข้าฟาดฟันใส่เฟิงเทียน โดยเฟิงเทียนใช้แขนข้างขวาที่เปรียบเสมือนเขาของกิเลนรับไว้ได้ทุกกระบวนท่า ซ้ำยังเห็นช่องว่างของไท่หยาง เขาจึงแทงเข้าไปตรงอกด้านขวาที่เป็นช่องว่าง
ปึก ปึก ปึก นิ้วมือของเฟิงเทียนนั้นแข็งมาก มันกระแทกเข้าที่อกด้านขวาของไท่หยาง ต่อด้วยเฟิงเทียนคลื่อนที่เข้ามาอีก แต่หดนิ้วมือและเปลี่ยนมันเป็นหมัด เข้าโจมตีซ้ำจุดเดิม จากนั้นเขาบิดเอวเล็กน้อย ก่อนจะใช้หมัดเดิมส่งไปกระแทกที่จุดเดิมซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ทำให้ไท่หยางกระเด็นหงายท้อง ซ้ำยังหลังครูดไปกับพื้นเป็นระยะทาง 5 เมตร
“เขากิเลน แทงสามครั้ง” เฟิงเทียนกล่าว กระบวนท่านี้นั้นฝึกยากมาก เพราะต้องใช้การประสานงานที่สอดคล้องกันของร่างกาย การโจมตีแรกนั้นพลังหมัดยังส่งออกไปเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วน การโจมตีที่ 2 พลังหมัดจะแรงขึ้นเป็น 6 ใน 10 ส่วน และหมัดสุดท้ายเป็นการกระแทกให้กระเด็น มีความรุนแรงเต็ม 10 ส่วน หากกระบวนท่านี้ใช้พลังปราณประสานร่วมในการโจมตีมันอาจทำให้อกของไท่หยางทะลุได้เลยทีเดียว
“วิชาอะไรกัน ช่างร้ายกาจนัก เฟิงเทียนไปเรียนวิชามาจากไหนกัน” จี๋หลินเวิ่นเทียนตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด เขาเห็นกระบวนท่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววิ ตัวเขารู้สึกว่าวิชานี้มันสมบูรณ์มาก ต่อให้มีปราณคุ้มกาย หากโดน 3 ครั้งติดในจุดจุดเดียว ยังไงก็สามารถทะลวงไปถึงตัวศัตรูได้แน่ หากแต่ต้องมีทักษะการโจมตีที่ชำนาญ จึงจะสามารถโจมตีจุดเดิมได้ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว
“ฝีมือไม่เลวจริง ๆ ความต่อเนื่องของท่า ดีกว่าเส้าเทียนเยอะเลย” จางหนี่หวังกล่าวชม
“เฮ้อ เส้าเทียนเพิ่งมาเริ่มฝึกจริงจังหลังจากแม่ของเขาตาย ถ้าเทียบกับเฟิงเทียนที่มักฝึกกระบวนท่าเป็นประจำแล้ว ฝีมือด้านกระบวนท่า เส้าเทียนไม่มีทางสู้ได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“หากประมาทก็แพ้ได้ การประลองเป็นเช่นนั้น” ไป่ฉีกล่าว
ในสนามประลอง แม้ว่าไท่หยางจะบุกไปกี่ครั้งก็จะโดนโต้กลับมา ตอนนี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ จากการถูกสวนกลับด้วยกระบวนท่าของเฟิงเทียน
‘ฝ่าการป้องกันไปไม่ได้เลย พอบุกโดยระวังด้านบนก็เจอการโจมตีด้านล่าง พอระวังด้านล่างก็โดนด้านบนแทน ด้วยประสบการณ์และฝีมือตอนนี้ เราเทียบกับเฟิงเทียนไม่ติดเลย หากยังฝืนสู้ต่อไปอาการบาดเจ็บอาจจะกระทบต่อการฝึกได้’ ไท่หยางคิด
“ผมขอยอมแพ้ครับ” ไท่หยางยกมือ 2 ข้างขึ้นเพื่อแสดงว่าตนยอมแพ้
“ทำไมถึงยอมแพ้ล่ะ” มีคนเริ่มไม่พอใจ เพราะการต่อสู้ของทั้ง 2 กำลังน่าตื่นตาตื่นใจ
“เพราะเป็นลูกชายของประมุข เลยไม่กล้าสู้รึไง” อีกคนเสริมขึ้น
“เงียบ” เสียงของไป่ฉีกระแทกเข้าโสตประสาททุกคนทันที ทำให้เสียงตะโกนก่นด่าไท่หยางเงียบลง
“ไท่หยาง ถ้าเจ้ายืนยันอย่างนั้น.....ผู้ชนะ นายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ ไป่ฉียืนขึ้นปรบมือ ซึ่งทุกคนต่างสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่การประลองนี้เหมือนไท่หยางสู้ไม่เต็มที่ หรืออาจจะมีการนัดแนะให้ยอมแพ้เฟิงเทียนก็ได้
“เราปรบมือให้กับไท่หยาง แม้กระบวนท่าจะสู้เฟิงเทียนไม่ได้ แต่สามารถวิเคราะห์ฝีมือของคู่ต่อสู้ได้ว่าแข็งแกร่งกว่าตนเองขนาดไหน และยังรู้อีกว่าตนเองเริ่มบาดเจ็บภายในแล้ว หากยังดันทุรังต่อ อาจต้องพักฟื้นระยะยาวและส่งผลกระทบต่อการฝึก ที่เราพูดมาถูกหรือไม่ จี๋หลินไท่หยาง” ไป่ฉีถาม
“ครับ สมกับเป็นท่านอวี้กง สามารถมองออกว่าผมไม่ต้องการให้ร่างกายบาดเจ็บจนส่งผลกระทบต่อการฝึกฝน” จี๋หลินไท่หยางตอบ
“ด้านกระบวนท่าต่อเนื่อง ทำได้ดี ขาดเพียงการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น ฝึกต่อสู้กับผู้อื่นด้วยกระบวนท่าบ่อย ๆ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ แล้วจะสามารถพัฒนาตนเองได้มากกว่านี้” ไป่ฉีกล่าวชี้แนะ
“ขอบคุณมากครับ ท่านเทพกระบี่” จี๋หลินไท่หยางประสานมือคำนับก่อนจะลงจากลานประลองไป
“ส่วนเจ้า เฟิงเทียน กระบวนท่าที่เลือกใช้ต่อเนื่องและสอดประสานกันเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าฝึกกระบวนท่ามาดี ส่วนด้านพลังปราณก็จัดว่าอยู่ในชั้นแนวหน้าของรุ่นเดียวกัน ความสามารถคงจะพอ ๆ กับหลงเทียนหมิงจากตำหนักเทพมังกรคราม แต่ยังขาดประสบการณ์ในการต่อสู้จริงไปบ้าง สำหรับคำแนะนำก็คือเจ้าควรหาประสบการณ์จากการต่อสู้ให้มากกว่านี้” ไป่ฉีกล่าว
“ขอบคุณท่านอวี้กง” เฟิงเทียนคำนับก่อนจะลงจากลานประลองไป ตัวของเขาสั่น ทุกคนต่างคิดว่าเฟิงเทียนตื่นเต้นดีใจที่ได้รับคำชม แต่ไม่ใช่เลย เขากำลังกลั้นหัวเราะให้กับอาจารย์หน้าตายของเขา ที่สวมบทบาทคนไม่รู้จักกันได้แนบเนียนจริง ๆ
การประลองดำเนินต่อไปดุเดือดกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการต่อสู้ด้วยกระบวนท่าห้ำหั่นกัน ทำให้ผู้ชมอดตื่นเต้นไม่ได้ พวกเขาไม่คิดว่าแค่เปลี่ยนกฎ การแข่งขันจะร้อนแรงขึ้นขนาดนี้ มือของพวกเขาต่างชื้นเหงื่อ เพราะลุ้นว่าลูกหลานของพวกเขา เมื่อต้องใช้กระบวนท่าในการต่อสู้จะแข็งแกร่งเหมือนตอนใช้ปราณต่อสู้หรือไม่ พวกเขาได้เห็นการชิงไหวชิงพริบในการปะทะกระบวนท่าทั้งรุกและรับ ซึ่งสมควรเป็นหัวใจหลักในการต่อสู้มากกว่าการใช้ปราณ
ไป่ฉีที่นั่งดูการประลองเผลอใช้มือลูบเคราของตนที่ไม่มีอยู่ด้วยความเคยชิน ราวกับตนเองมีหนวดเคราเหมือนคราที่อยู่ต้าเซียน พร้อมเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา จางหนี่หวังกับจี๋หลินเวิ่นเทียนถึงกับมองตาค้าง เพราะไป่ฉีมักมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับมีแผนการในหัวอยู่ตลอดเวลา แต่รอยยิ้มอ่อนโยนที่มองเหล่าผู้ประลองยุทธ์กันนั้นราวกับอาจารย์ที่กำลังมองการประลองของลูกศิษย์อยู่
“ท่านอวี้กง ดูจะสนุกกับการประลองนะคะ” จางหนี่หวังถาม
“นั่นสิ คนอื่นลุ้นกันตัวโก่ง ตื่นเต้นกัน มีแต่ท่านที่มีท่าทางสบาย ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“พวกท่านไม่เห็นอนาคตอันสดใสของคนรุ่นใหม่งั้นรึ หากมีการประลองอย่างนี้ รับรองได้ว่าฝ่ายธรรมะจะต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่ ๆ เรายิ้มให้กับอนาคตนั้น” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านอวี้กง บางครั้งผมก็คิดนะว่าท่านราวกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านโลกมาแล้วหลายร้อยปี” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“แค่ท่านอาจารย์ของเรา สอนให้เห็นโลกแห่งการฝึกตนที่แท้จริง รวมถึงความจริงของโลกใบนี้บางส่วน ทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นของธรรมดาไปซะมาก พวกท่านเลยไม่ค่อยเห็นเราแสดงอารมณ์สักเท่าไหร่” ไป่ฉีกล่าว (แถสีข้างถลอก)
“ต่อไป เป็นการประลองรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างนายน้อยจี๋หลินเส้าเทียน กับนายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน ขอให้ทั้ง 2 ขึ้นมาบนเวที” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศให้ทั้ง 2 ขึ้นมาบนสนามประลอง
“หึ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่แกหลบฉันไม่ได้อีกต่อไปเฟิงเทียน ถึงช่วงหลังพ่อจะเอาใจใส่แก แล้วยังไง แกมันก็แค่ลูกอนุ วันนี้ฉันกับแกต้องมีคนใดคนหนึ่งตาย” เส้าเทียนชี้ไปที่เฟิงเทียน
“นั่นไง ว่าแล้วว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นพวกใจแคบ เอาแต่ใจจริง ๆ ด้วย” ไป่ฉีพึมพำเบา ๆ แต่จี๋หลินเวิ่นเทียนได้ยินชัดทุกคำพูด
“นายน้อย หมายความว่า......” ผู้อาวุโสคุมกฎถาม
“ใช่ การประลองเป็นตาย ผมขอท้าเฟิงเทียนให้มาประลองเป็นตายกับผม” เส้าเทียนเผยจุดประสงค์ของตัวเองออกมา
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง ผู้อาวุโสคุมกฎได้บอกให้ทั้งเส้าเทียนและเฟิงเทียนรอก่อน เพราะต้องปรึกษากับผู้อาวุโสคนอื่นว่าเห็นด้วยกับการร้องขอนี้หรือไม่ ต้องให้เสียงเห็นด้วยมากกว่าครึ่ง ถึงจะสามารถดำเนินการประลองเป็นตายได้
“ฉันเห็นด้วยกับการประลองเป็นตาย ประมุขน้อยควรเป็นผู้สืบเชื้อสายจากประมุขเวิ่นเทียนเพียงคนเดียวเท่านั้น ให้สู้ตัดสินกันไปเลย” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว
“แต่ฉันไม่เห็นด้วย หากเกิดอะไรขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง อย่างน้อยก็ยังมีอีกคนที่สามารถแทนที่ได้” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งโต้แย้ง
“ฉันเห็นด้วยกับการประลองเป็นตาย ด้วยความไม่ลงรอยกันของทั้ง 2 คนมีแต่จะยิ่งรุนแรงขึ้น ให้มันจบซะตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าเกิดการทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น” ผู้อาวุโสหอโอสถกล่าว
“ฉันเองก็เห็นด้วย นายน้อยเส้าเทียนมุทะลุ ครั้งก่อนฝ่าฝืนคำสั่งประมุขจนโดนลงโทษไป ครานี้ยังขอท้าประลองเป็นตายอีก เห็นทีคงจะไม่อยากอยู่ร่วมโลกกันเสียแล้ว สู้กันให้ตายไปข้างเสียจะได้หมดปัญหา” ผู้อาวุโสคุมกฎแสดงความคิดเห็น
สุดท้ายผลการตัดสินออกมาว่า เห็นด้วยให้มีการประลองเป็นตาย ด้วยเห็นว่าหากไม่เห็นด้วย ปัญหาที่ตามมาจากความมุทะลุ เจ้าคิด เจ้าแค้นของเส้าเทียนจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในตำหนักเทพ เมื่อได้ผลแล้ว ผู้อาวุโสคุมกฎก็เหาะลงมาที่ลานประลองอีกครั้ง เพื่อแจ้งผล
“จากการหารือกัน มีมติเสียงข้างมาก เห็นด้วยกับการประลองรอบชิงชนะเลิศ เป็นการประลองแบบเป็นตาย และเมื่อเป็นการประลองแบบเป็นตาย พวกเจ้าก็สามารถใช้ได้ทั้งพลังปราณและกระบวนท่า เพราะนี่เกี่ยวพันถึงชีวิต ไม่ว่าใครจะสิ้นชีพที่นี่ จะไม่มีการล้างแค้นหรือโกรธเคืองกันภายหลัง มิเช่นนั้นจะถูกเราที่เป็นผู้อาวุโสคุมกฎลงโทษ” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศให้ทุกคนได้ยิน
“ประมุขจี๋หลิน จับตาดูตระกูลของฮูหยินใหญ่ให้ดี เราเห็นมีคนเตรียมเข็มเอาไว้ คาดว่าระหว่างประลอง คงมีการเล่นไม่ซื่อแน่ ท่านจะทำอย่างไร หากท่านนิ่งเฉย เราจะขอลากหมูสกปรกมาลงโทษด้วยตัวของเราเอง” ไป่ฉีกล่าว สิ่งที่ได้ยินทำให้จี๋หลินเวิ่นเทียนรีบจ้องไปที่ผู้นำตระกูลของภรรยาเอกทันที ซึ่งก็ทำให้เขาได้เห็นว่าฝั่งนั้นกำลังเตรียมจะเล่นตุกติก
“ท่านอวี้กง ระยะขนาดนี้เกรงว่าผมจะไปช่วยเฟิงเทียนไม่ทัน” จี๋หลินเวิ่นเทียนรู้สึกกังวล
“บอกผู้อาวุโสคุมกฎ ให้ระวังไว้ ส่วนเราจะช่วยอีกแรง เราจะไม่ปล่อยพวกเล่นตุกติกนี้ไว้แน่นอน” รอยยิ้มก่อนหน้านี้ของไป่ฉีจางหายไป กลายเป็นใบหน้าจริงจังทันที ตั้งแต่อยู่ที่ต้าเซียน หากเขาพบการเล่นตุกติกแบบนี้ในการประลอง รับรองว่าเขาจะลากพวกมันมาลงโทษก่อนที่พวกมันจะลงมือซะอีก แต่พอมาโลกนี้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิด หากอีกฝ่ายยังไม่ลงมือก็ยังไม่ถือว่ามีความผิด แต่ถ้าลงมือแล้วพลาด นั่นสามารถเอาผิดได้ แต่จะพูดปากเปล่าไม่ได้
ไป่ฉีลอบหยิบเอากล้องขนาดจิ๋วที่เคยใช้ถ่ายเนี่ยฟงตอนทะเลาะกับเขาออกมาติดตั้ง ปรับให้โฟกัสไปที่ผู้นำตระกูลอดีตภรรยาหลวงของจี๋หลินเวิ่นเทียน เขาคิดว่าการกล่าวหาลอย ๆ ไม่สามารถเอาผิดกับคนพวกนี้ได้ นอกจากมีหลักฐาน กับพยานให้เห็น จึงสามารถเอาผิดและลงโทษพวกมันได้โดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง
___________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
