ฮวาเหยียนยิ่งพูดก็ยิ่งเบาเสียงลง
มู่เอ้าเทียนต้องการพร่ำสอนนางอีกทว่ายังมิทันได้เอ่ยปาก ตัวเขาเองก็เจ็บปวดใจก่อนแล้ว
บุตรสาวของเขาผู้นี้ยอดเยี่ยมที่สุดหากมิใช่เพราะนางมีคุณธรรมและนำเงินสามล้านตำลึงมอบให้เป็นงบประมาณทางกองทัพ จะมีเหตุผลใดให้ต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อขโมยสัญญาในจวนไท่จื่อด้วยเล่า?
“ท่านพ่อเดิมทีข้าหาสัญญาฉบับนั้นไม่พบ หากมิใช่เพราะข้าเห็นตี้หลิงหานถูกลอบสังหารและทนดูเขาตายมิได้ที่สุดจึงได้ยื่นมือเข้าช่วย ตัวตนของข้าก็คงไม่ถูกเปิดโปง”
ฮวาเหยียนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
มู่เอ้าเทียนก็มิใช่ว่าจะไม่รู้เขาคิดตรึกตรอง อย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องที่จับพลัดจับผลูเข้ามาเกี่ยวข้อง นับว่าเป็นอาณาจักรต้าโจวและตระกูลมู่ที่ได้รับพร หากมู่อันเหยียนผู้เป็นบุตรสาวของเขามิได้ไปเยือนจวนไท่จื่อเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาก็ไม่กล้าคาดเดา
การไปในครั้งนี้ได้ช่วยชีวิตองค์รัชทายาทสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ อีกทั้งพระองค์ยังทรงยอมรับบุญคุณในครานี้จะช่วยหยวนเป่าถอนพิษ เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเองก็ให้เป็นโมฆะ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในราตรีนี้เกรงว่าคงมิถูกหยิบยกขึ้นมาอีก
บุตรสาวของเขาเองก็นับว่าได้รับโชคดีจากความโชคร้ายเช่นกัน
“เจ้ายังจะเถียงอีก”
มู่เอ้าเทียนเคาะหน้าผากของฮวาเหยียน
เห็นเพียงบุตรสาวของเขาลูบหัวตนเองพลางทำปากมุ่ย
มู่เอ้าเทียนถอนหายใจบุตรสาวผู้นี้ จากไปถึงสี่ปี กลับมาครานี้นิสัยร้ายกาจยิ่ง
“ไม่ว่าอย่างไรวันพรุ่งเจ้าจงนำของที่หยิบมาจากจวนไท่จื่อไปคืนทั้งหมดเสีย เด็กคนนี้เจ้าจะบาดหมางกับองค์รัชทายาทไปเพื่ออันใด? ข้าได้ยินว่าเจ้ายังเอาหมอนหยกของพระองค์มาด้วย?อัญมณีบนกระบี่ล้วนแกะมาทั้งสิ้น เจ้านี่...”
มู่เอ้าเทียนพูดหนึ่งประโยคมุมปากของฮวาเหยียนก็กระตุกหนึ่งครั้ง ยามนางขโมยสิ่งของ หัวใจของนางรื่นรมย์ยิ่งทว่ายามนางอยู่กลางสายตาของบิดาเช่นนี้ นางรู้สึกว่ามิอาจรักษาหน้าของตนเอาไว้ได้เลยนางบอกตนเองไว้ว่าจะปฏิบัติตัวเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ผู้งดงามอ่อนหวานมีชีวิตชีวา ทว่าเกมกระดานนี้ นางพ่ายแพ้แล้ว
ในสายตาของบิดาภาพลักษณ์ของนางทลายสิ้น ต้องโทษตี้หลิงหาน เมื่อลองทบทวนดู คนร้ายก็คือตี้หลิงหานยังดีที่ความรักที่บิดามอบให้นางยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมิเช่นนั้นแม้นางจะถลกหนังของตี้หลิงหานทั้งตัวก็ยังไม่คุ้ม
“ท่านพ่อ...”
ฮวาเหยียนตะโกนลากหางเสียง
“หืม?”
“ท่านพ่อ ข้าไปสร้างเรื่องที่จวนไท่จื่อก็เพราะรังเกียจตี้หลิงหานผู้ใดใช้ให้เขากลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นมากเกินไปเล่า ทว่าท่านพ่อของที่ข้าหยิบมาจากจวนไท่จื่อ ข้าจะไม่ส่งคืนเด็ดขาด ตี้หลิงหานไม่มีหลักฐานว่าข้าเป็นคนขโมยไปเหตุใดข้าถึงต้องไปแสดงตัวเพื่อยอมรับด้วยเล่า?
ตอนนี้ชายแดนวุ่นวายยิ่งผู้คนพลัดถิ่น ข้าจะบริจาคสิ่งของทั้งหมดของจวนไท่จื่อให้ชายแดน กล่าวคือ ข้าไม่คืนเจ้าค่ะ”
เมื่อมู่เอ้าเทียนได้ยินคำตอบของฮวาเหยียนเขายังจะพูดอันใดได้อีก?
เป็นความจริงที่เถียงมิได้ว่าบุตรสาวของเขามีจิตใจเปี่ยมคุณธรรม
แต่การไปขโมยของที่จวนไท่จื่อเรื่องนี้ถือว่าผิด อย่างไรก็ไม่ควรให้อภัยโดยง่าย มิเช่นนั้นภายหน้าบุตรสาวของเขาจะยิ่งไม่สนกฎฟ้าดินมิอาจรับประกันได้ว่าวันใดนางจะไม่เสียท่า
ดังนั้นมู่เอ้าเทียนจึงยังคงรักษาหน้าให้นิ่งไว้“ไม่ว่าอย่างไร ปัญหาที่เจ้าสร้างในคืนนี้ก็ใหญ่เกินไปพ่อยังคงต้องลงโทษเจ้า”
“เจ้าคะ?”
ฮวาเหยียนยังมิทันได้สติโต้กลับนางก็ได้ยินมู่เอ้าเทียนกล่าวว่า “พ่อจะลงโทษเจ้า เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนตลอดทั้งสัปดาห์หน้าจงอยู่แต่ในจวนอย่างเชื่อฟัง ไม่ว่าที่ใดล้วนห้ามไปทั้งสิ้น ได้ยินหรือไม่?”
“ห้ามออกจากจวนเป็นเวลาเจ็ดวัน? ท่านพ่อ ท่านล้อข้าเล่นกระมัง ท่านจะกักบริเวณบุตรสาวของท่านหรือ?”
ดวงตาของฮวาเหยียนเบิกกว้างนางมองบิดาอย่างไม่เชื่อสายตา
ฮวาเหยียนคิดว่าบิดาจะดุนางเพียงสองสามคำดังนั้นนางจึงยอมฟังแต่โดยดี ทั้งยังแสดงท่าทียอมรับผิด แต่นางคิดไม่ถึงว่าบิดายังจะลงโทษนางอีก?ไม่อนุญาตให้ออกจากจวนเจ็ดวัน? นี่มิใช่การบีบบังคับให้นางอึดอัดตายหรอกหรือ?
“สิบวัน!ถ้าเจ้ายังพูดมากกว่านี้ เจ้าจะถูกกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
หลังสิ้นเสียงนี้มู่เอ้าเทียนก็ทำหน้านิ่งทันที
นี่ย่อมเป็นความมุ่งมั่นที่จะสอนบทเรียนให้นาง
“ไม่เอานะเจ้าคะท่านพ่อ เจ็ดวันก็เจ็ดวัน ข้าสัญญาว่าจะไม่ไปที่ใดเป็นเวลาเจ็ดวัน จะอยู่ในจวนอย่างเชื่อฟังอ่านหนังสือ เล่นฉิน และวาดภาพเจ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนยกมือสัญญาด้วยสีหน้าจริงจังที่สุดเท่าที่นางจะทำได้
มู่เอ้าเทียนเห็นท่าทางเช่นนี้ของฮวาเหยียนเขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“อืมเด็กดี...”
มู่เอ้าเทียนลูบศีรษะของฮวาเหยียนกำชับนางอีกสองสามคำ ก่อนจะเร่งให้ฮวาเหยียนรีบเข้านอน
...
ณ จวนไท่จื่อ
ราตรีกาลอันสว่างไสวนี้ถูกกำหนดให้เป็นค่ำคืนที่นอนไม่หลับ
หลังมู่เอ้าเทียนและฮวาเหยียนกลับไปตี้หลิงหานก็โยนงานที่เหลือให้ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตนจัดการ ก่อนจากจีอู๋ซวงยังได้ตามไปที่ห้องนอนเพื่อดูว่ามีสิ่งใดหายไปบ้าง
“โจรผู้นี้ช่างบ้าระห่ำยิ่งมาขโมยบนศีรษะเจ้า ช่างขวัญกล้านัก!”
สีหน้าของจีอู๋ซวงหนักอึ้งเขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
อั้นจิ่วนั่งรออยู่ใกล้ๆไม่พูดอันใดสักคำ...
หลังเข้าไปในห้องนอนหลักเสียงร้องแปลกๆ ของจีอู๋ซวงก็ดังขึ้นอีกครั้ง เพราะโจรผู้นี้ขโมยจนสะอาดเอี่ยมทั้งห้องของประดับล้ำค่าล้วนหายจนหมดสิ้น กระทั่งด้ายทองที่ปักบนผ้าห่มชั้นดีก็ถูกดึงออกไป...
จีอู๋ซวงนิ่งมองกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ
เขาหยิบกระบี่ที่ไม่คุ้นตาออกจากที่แขวนบนกำแพงมุมปากของเขากระตุก ชายหนุ่มพลิกกระบี่มองซ้ายมองขวา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า“โจรโง่เขลาผู้นี้มาจากที่ใด? เหตุใดกระบี่ดีเช่นนี้จึงไม่หยิบไปกลับงัดอัญมณีทั้งหมดบนกระบี่ออกไปแทน ไยไม่เอากระบี่ไปพร้อมกันเล่า ต้องรู้ด้วยว่ากระบี่เล่มนี้คมราวกับเหล็กมีค่ามากกว่าอัญมณีเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง แท้จริงแล้วโจรผู้นี้โง่เขลาเกินไปแล้วกระมัง”
จีอู๋ซวงรู้สึกไร้คำจะกล่าวเขาเปิดปากด่าโจรผู้นั้นนับร้อยครั้ง
“หึ...”
กลับกันตี้หลิงหานพลันเค้นเสียงหัวเราะออกมา ไม่โกรธไม่เคือง ดวงตาราวบ่อน้ำลึกจีอู๋ซวงได้ยินก็รีบเดินไปปลอบเขา “อาหานร่างกายของเจ้าเพิ่งจะดีขึ้น อย่าโมโหไปเลย โจรผู้นี้อย่างไรก็หนีไม่พ้น ไม่ช้าก็เร็วย่อมถูกจับได้ถึงยามนั้นค่อยตัดมือและเท้าของเขาทิ้งเสีย”
“ข้ามิได้โกรธ...”
แววตาของจีอู๋ซวงทอประกายสังหารเขาเปิดปากกล่าวอย่างโหดเหี้ยม ทว่าเมื่อได้ยินคำของตี้หลิงหาน น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่เหมือนเขาปราศจากความขุ่นเคือง มีเพียงความนิ่งเฉย ทำให้จีอู๋ซวงตกใจยิ่ง
“หา?”
เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย
ได้ยินเพียงตี้หลิงหานกล่าวว่า“เป็นฝีมือของมู่อันเหยียน”
“ว่าอย่างไรนะ?”
เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าเป็นผู้ใด?
เมื่อได้ยินคำพูดของตี้หลิงหานจีอู๋ซวงพลันตื่นตระหนกยิ่ง เขามองกระบี่ที่เปลี่ยนโฉมไปจนจำไม่ได้ในมือจากนั้นมองหมอนหยกอายุนับพันปีที่หายไปบนเตียง ในตอนที่เขาต้องการชงชาหลังจากเข้ามาในห้องเสียนานกลับพบว่ากาน้ำชาและถ้วยชาล้วนหายไปทั้งสิ้น...
ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของมู่อันเหยียนหรือ?
มุมปากของจีอู๋ซวงกระตุกเร่งร้อนโบกมือไปมา “ปะ เป็นไปมิได้กระมัง?”
ทว่าเขากลับเห็นอั้นจิ่วค่อยๆหยิบถ้วยชาออกมาจากอกเสื้อ “นี่คือถ้วยที่คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ใช้ใส่น้ำละลายโอสถเพื่อล้างพิษให้พวกข้าน้อยวัสดุคือหยกหลิวหลี [1] เป็นของที่ยามปกติวางอยู่ในห้องบรรทมขอรับ”
จีอู๋ซวง “...!”
เขานึกถึงดอกบัวพันปีของอาหานที่ถูกขโมยจากนั้นไม่นานจึงลูบจมูก ก่อนกล่าวว่า “เช่นนั้น คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ก็เป็นนักโทษที่ทำผิดซ้ำสองหรือ...”
เหอๆๆ...
ที่แท้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ก็เป็นคนเช่นนี้เอง!
ตี้หลิงหานมองห้องนอนโทรมๆของตนด้วยใบหน้าว่างเปล่า
อั้นจิ่วและจีอู๋ซวงมองหน้ากันก่อนจะหันมองเขาอย่างระวัง
“อาหานเจ้าคิดจะทำเช่นไร? จะไปหามู่อันเหยียนเพื่อเอาของคืนหรือไม่?”
เชิงอรรถ
[1] หลิวหลี 琉璃 (Liú lí) คือสีเคลือบสำหรับใช้ทำเครื่องแก้วหลากสีหรือกระเบื้องเคลือบของประเทศจีน และยังหมายถึง ‘แก้วคริสตัล’ ได้อีกด้วย