ขบวนเสด็จฮองเฮาเคลื่อนผ่านอย่างสงบนิ่งแต่ทุกฝีเท้ากลับกดทับลงบนหัวใจของฮั่นอ๋อง
บรรยากาศรอบด้านกดดันจนผู้คนไม่กล้าหายใจแรงทว่าเสียงซุบซิบกลับค่อยๆ ดังขึ้น
“นั่น!...ฮั่นหวางเฟย!”
เสียงอุทานเสียงหนึ่งดังขึ้นเหมือนเสียงฆ้องซึ่งตีเพื่อดึงดูดสายตาฝูงชนให้หันมาทางต้นเสียงใบหน้ามากมายที่บ้างก้มลงเบื้องพระพักตร์บ้างก็ลอบชำเลืองไปทางจุดเกิดเหตุต่างหันขวับมายังทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพารที่แวดล้อมรอบกายฮองเฮายังมีฮูหยินผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางขวานางสวมชุดบรรดาศักดิ์พระชายาชินอ๋องสีแดง...เป็นฮั่นหวางเฟยอย่างไม่ต้องสงสัย
“แล้วสตรีที่อยู่ตรงนั้นคือผู้ใดกัน?”
เหล่าสตรีที่มั่นใจและกำลังรอดูเรื่องอื้อฉาวของซูอันหนิงต่างใบหน้าแข็งค้างอดหันไปสบตาตั้งคำถามกับคนข้างกายไม่ได้
จางลั่วหลินตกใจดวงตาแทบถลน ร่างของนางเซไปเล็กน้อยสาวใช้ข้างกายรีบเข้ามาพยุงนางหลีกออกจากเส้นทางเสด็จ
“เป็นไปไม่ได้” นางพึมพำเบาๆ แต่เมื่อสาวใช้ลูบแขนเตือนจึงได้สติรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะที่ไม่มีใครสังเกตจางลั่วหลินก็เปลี่ยนสีหน้าเรียบร้อย มองไปทางจุดเกิดเหตุด้วยแววตาใคร่รู้ไม่ต่างจากสตรีนางอื่น
จูเกาเซวียนยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นแววตาเบิกกว้างเล็กน้อยมองจ้องไปยังสตรีที่เดินตามฮองเฮามา ก้อนหินถ่วงใจที่จุกอยู่กลางอกหล่นร่วงลงลมหายใจพลันเปิดโล่ง ราวกับคนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำ
“ถวายพระพรฮองเฮา”
ฮองเฮาลูบปลอกเล็บเบาๆขยับปลายนิ้วเล็กน้อย “ตามสบายเถิด”
พระนางกวาดสายตาไปทางบุรุษและสตรีที่ยังอยู่ข้างกำแพงสายพระเนตรคมกริบขณะตรัสเสียงเรียบ “คาดว่าแขกสตรีคงอยู่ครบทุกคนกระมัง กลับไปเถิด...จากนี้คือการเก็บกวาดบ่าวไพร่แล้ว”
สิ้นรับสั่งสตรีที่อยู่ด้านหลังบุรุษผู้นั้นก็ร้องไห้ออกมาราวกับจะขาดใจ
เหล่าสตรีต่างเหลียวมองเพียงแค่นางผู้นั้นยอมขยับออกมาอีกเล็กน้อย ปริศนาก็จะกระจ่าง ทว่ารับสั่งฮองเฮาไม่อาจขัดขืนแม้จะยังค้างคาใจแต่ทุกคนก็ทำได้เพียงยอบกายคำนับแล้วถอยออกไปทีละก้าว
ซูอันหนิงทำความเคารพแล้วเดินออกมาจากขบวนเสด็จฮองเฮาไปเช่นกันใบหน้าของนางซีดเซียว ฝีเท้าล่องลอย มือที่ประสานกันใต้แขนเสื้อบีบกันแน่นยามเดินผ่านจูเกาเซวียนนางไม่ได้มองมาทางเขาแม้แต่น้อยราวกับไม่เห็นเขาอยู่ตรงนั้น
ชายหนุ่มมองนางอยู่ตลอดรู้สึกได้ว่านางไม่ปกติทว่าระเบียบพิธีการบังคับให้เขาสงบนิ่งเฝ้ามองจนนางจากไปไกลแล้วจึงได้คำนับฮองเฮาแล้วจึงตามไป
“ดูเหมือนจะเป็นนางกำนัลคนหนึ่ง”
เสียงของสตรีที่เดินนำอยู่ข้างหน้ากระซิบกระซาบคุยกัน
“ไร้ระเบียบยิ่งนักแล้วผู้ใดเอ่ยถึงฮั่นหวางเฟยกัน น่าตายจริงเชียว...เกือบไปแล้วไหมเล่า”
“นั่นน่ะสิ...เจ้าเห็นสีหน้าฮั่นหวางหรือไม่เกือบจะฆ่าคนอยู่แล้ว”
ใบหน้าของซูอันหนิงเรียบตึงร่างสั่นสะท้านขึ้นมาอีกระรอก อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นจริงๆ หากตอนนั้นนางไม่รู้สึกตัวขึ้นมาก่อนคนที่อยู่ตรงนั้นต้องเป็นนางอย่างแน่นอน
หลังจากถูกตีจนล้มลงนางหมดสติไปครู่หนึ่งแต่ความเจ็บปวดที่ท้ายทอยปลุกนางให้ตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนนั้นนางรู้สึกได้ว่าตนเองมีประสาทสัมผัสที่เฉียบไวขึ้นกว่าเดิมมากราวกับสัตว์ป่าตัวน้อยที่ระแวดระวังภัยจากป่าใหญ่
สิ่งแรกที่นางทำเมื่อรู้สึกตัวคือสำรวจกำลังของตนเองเมื่อพบว่ามือเท้ายังอ่อนแรงจึงแสร้งหมดสติต่อไป แต่มือกลับควานหาของใต้แขนเสื้อกว้างไม่หยุด
ตอนนั้นนางถึงได้กระจ่างแจ้งว่าตนเองรอดมาได้เพราะสัญชาตญาณติดตัวของเจ้าของร่างเดิมไม่ว่าสิ่งที่พระชายาซูควานหาจะเป็นอะไร นางย่อมรู้ดีว่าใต้แขนเสื้อของตนเองไม่มีสิ่งใดเลย
แม้จะผิดหวังแต่ซูอันหนิงก็ยังครองสติเอาไว้ได้นางแอบหรี่ตามองเส้นทางข้างหน้า พบว่านางกำนัลผู้นั้นกึ่งแบกกึ่งพยุงนางมุ่งไปทางประตูกั้นฝ่ายนอกฝ่ายในนั่นเอง
“นั่นใคร...งานเลี้ยงยังไม่เลิกเจ้าจะไปที่ใด”
เสียงองครักษ์เฝ้าประตูดังขึ้นขนตาของซูอันหนิงขยับเบาๆ พยายามจะมองภาพรอบตัววูบหนึ่งนั้นนางกลับคาดหวังว่าจะได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเป็นความคิดที่ผุดขึ้นอย่างไม่มีเค้าลางมาก่อนโดยไม่ฉุกคิดเลยว่าตนเองจะไปรู้จักองครักษ์ในวังได้อย่างไร
“หวางเฟยไม่สบาย ต้องการกลับไปที่รถม้า”เสียงนางกำนัลตอบ
นางขยับริมฝีปากหวังจะพูดอะไรสักคำ แต่กลับไม่มีเสียงหลุดรอดออกมา ทหารเปิดทางให้นางจึงถูกประคองเดินผ่านประตูออกมา แต่แทนที่นางกำนัลจะพานางไปที่รถม้าอย่างที่พูดกลับพานางเลี้ยวเข้าไปยังมุมอับข้างกำแพงซึ่งมีต้นไม้และสวนดอกไม้ปลูกค่อนข้างหนาแน่น
“หึ! เป็นถึงหวางเฟยกลับมานัดพบบุรุษ ชีวิตท่านช่างโลดโผนนัก”
น้ำเสียงประชดประชันของนางกำนัลดังขึ้นขณะประคองนางให้นั่งลง
หัวใจซูอันหนิงเต้นแรงในอกของนางยามนี้มีความตกใจและไฟโทสะ
ภาพครั้งที่ถูกชาวเมืองประณามหยามหมิ่นผุดขึ้นมาราวกับภาพจากโคมม้าวิ่งผ่านเหตุการณ์ถูกใส่ร้ายมาได้ แต่ต้องมาถูกจัดฉากในข้อหาร้ายแรงถึงชีวิตแทนหรือ?
ซูอันหนิงกัดฟัน ข่มความเจ็บปวดที่ศีรษะมือค่อยๆ กำหมัดแน่น
ไม่รู้กำลังแขนมาจากไหนอาจเพราะความกลัวตายทำให้คนยกหมูขึ้นได้ทั้งตัวกระมัง
นางลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันดวงตาแปรเปลี่ยนไปราวเป็นคนละคนทั้งเย็นเยียบราวกับบึงน้ำแข็ง คมกร้าวประหนึ่งทวนแหลมนางกำนัลผงะถอยด้วยความตกใจ ซูอันหนิงไม่รอให้ฝ่ายนั้นตั้งตัวได้ นางกำมือฟาดไปที่ขมับของอีกฝ่ายอย่างแรง
ร่างนางกำนัลเซถลาล้มฟาดลงไปบนทางเดินหินเสียงดังอั๊ก!แต่ก็ยังพยายามดันตัวลุกขึ้น ปากยังพล่ามด้วยแรงแค้น “เจ้า!...เจ้า!”
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากยกกายขึ้นเล็กน้อยเพื่อส่งแรงจากร่างกายส่วนล่างเหวี่ยงขาข้างหนึ่งเตะเข้าที่ปลายคางนางกำนัลอย่างแรง ร่างของนางกำนัลหงายหลังล้มลงไปล้มลงไปครั้งนี้นางก็ลุกขึ้นมาอีกไม่ได้แล้ว
ซูอันหนิงหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมาจากอกศีรษะปวดตุบหน้ามืดตาลายไปครู่หนึ่ง นางใช้ปลายนิ้วแตะแผลที่ท้ายทอยเบาๆ สัมผัสถูกโลหิตเหนียวเหนอะหนะมือสั่นเทาควานหาผ้าเช็ดหน้าอย่างลนลาน จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดปากแผลห้ามเลือดไว้
นางครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด สายตากวาดมองไปรอบด้านขณะพยุงตัวลุกขึ้นยามนี้รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เสียงหายใจของนางดังชัดยิ่งขึ้น
“ทางนี้ขอรับ”
เสียงพูดดังแว่วมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินอย่างเร่งรีบหัวใจของซูอันหนิงหล่นวูบ เวลานี้นางไม่อาจให้ผู้ใดเห็นว่านางอยู่ที่นี่
คนที่มาคงจะเป็นบุรุษที่จะสวมรอยเป็นชายชู้ของนางไม่ผิดแน่!
นางรีบเร้นกายเข้าไปหลังต้นไม้เดินหลบมาตามสุมทุมพุ่มไม้ บางครั้งต้องคลานไปบนพื้นราวกับหนูในท่อเพื่อจะหลบสายตาผู้ที่กำลังมุ่งตรงเข้ามายามที่กองลาดตระเวนผ่านมา นางต้องแนบตัวไปกับพื้น กลั้นหายใจจนพวกเขาเดินผ่านไป
ซูอันหนิงเดินโซซัดโซเซ ต่อมาอีกครู่ใหญ่ก็พลันหน้ามืดสะดุดก้อนหินจนเกิดเสียงดังกังวานนางทำได้เพียงประคองตัวเองให้ยืนนิ่ง เสียงความเคลื่อนไหวครั้งนี้คงดังเกินไปจนดึงความสนใจขององครักษ์หลวงเข้าให้
ทันใดนั้นเสียงห้าวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “นั่นใคร!”
ภาพตรงหน้าของซูอันหนิงสั่นไหว ร่างกายแข็งทื่อ...ไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป
นางรวบรวมสติดึงปิ่นปักผมลงมาซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อขณะเสียงเดินซึ่งดังมาจากด้านหลังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ซูอันหนิงกำด้ามปิ่นแน่นเหงื่อผุดซึมจนฝ่ามือเปียกชื้น
เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งเป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่ง
“หนิ๋งเอ๋อร์...เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย”
ซูอันหนิงหันขวับมามองเห็นซูอันเหิงยืนกุมกระบี่ห่างออกไป ไม่รู้ว่าเส้นเอ็นหัวใจของนางขึงจนตึงเพียงใดยามได้เห็นหน้าพี่ชายทุกอย่างจึงได้คลายออกราวกับปาฏิหาริย์
นางลืมไปได้อย่างไรว่าตนเองมีพี่ชายเป็นถึงหัวหน้ากององครักษ์อวี่หลินตอนที่นางมองหาใบหน้าคุ้นตาหวังขอความช่วยเหลือ ก็คงเพราะหวังจะได้เห็นผู้ใต้บัญชาที่คุ้นหน้าคุ้นตาของพี่ชายกระมัง
พอแน่ใจแล้วว่าเป็นพี่ชายจริงๆซูอันหนิงก็เบะปากร้องไห้ออกมาอย่างสุดระงับ ร้องออกมาอย่างสิ้นไร้หนทางเป็นครั้งแรก
“พี่ชาย...ช่วยหนิ๋งเอ๋อร์ด้วย”
ซูอันเหิงสะดุ้งตกใจกำลังวิ่งเข้ามาหานาง แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ายามนี้ทั้งคู่อยู่ที่ไหนด้วยสถานะของนางและสถานที่แห่งนี้ เขาไม่อาจวางตัวเป็นพี่ชายของนางได้ ชายหนุ่มจึงชะงักฝีเท้า
แค่เพียงชั่วขณะหนึ่งความคิดของเขาก็หมุนไปได้หลายร้อยเหตุการณ์
เพียงเห็นสภาพน้องสาว เขาก็เข้าใจได้โดยพลันว่าเกิดอะไรขึ้น
ซูอันเหิงกัดฟันกรอด“หนิงเอ๋อร์ไหวหรือไม่ เดินได้หรือไม่ ยามนี้เจ้าไม่ควรอยู่ข้างนอกนี่ต้องกลับเข้าฝ่ายในให้เร็วที่สุด”
ซูอันหนิงตอบด้วยเสียงขาดห้วง“ข้า...กำลัง...จะกลับเข้าไป”
“เช็ดน้ำตาเสีย อย่าได้ร้องออกมาอย่าได้แสดงความอ่อนแอให้คนเห็น อยู่ในวังจงเก็บอารมณ์ไว้ให้มิดชิด”
ซูอันหนิงสูดหายใจลึก พยักหน้าเบาๆ
“ตามพี่มา”
ซูอันเหิงเดินนำไปด้านหน้า มองซ้ายขวาก่อนจะหันกลับมาบอกนาง “หนิงเอ๋อร์เดินตรงไป พี่จะไปที่ประตู เปลี่ยนเอาคนที่ไว้ใจได้มาเฝ้าแทน”
ซูอันหนิงซับน้ำตาแล้วพยักหน้าเดินต่อไปจนถึงประตูกั้นฝ่ายใน ก็สามารถผ่านเข้าไปได้โดยไม่ต้องตอบคำถามผู้ใด
ขณะเดินผ่านพี่ชาย ซูอันเหิงก็เอ่ยว่า“ฮองเฮากำลังเสด็จกลับหนิงเอ๋อร์หายออกมานานเพียงนี้อาจมีข่าวลือไม่ดีกระจายออกไปแล้วไปดักรอพระนางบนเส้นทางกลับเถิด”
ซูอันหนิงกัดริมฝีปากเดินผ่านเขาเข้าไปยังฝ่ายใน
นางจะไม่ยอมให้คนที่วางแผนเล่นงานนางได้สมหวังแน่!
นึกถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาหัวใจของนางก็เย็นเยียบคนที่วางแผนเล่นงานนางช่างโหดเหี้ยมนัก หากนางแก้ไขสถานการณ์ไม่ทันตอนนี้นางอาจจะถูกโทษทัณฑ์ถึงชีวิต สร้างความเสื่อมเสียให้ตระกูลซูต้องแบกรับชื่อเสียงเหม็นเน่าที่ตนเองไม่ได้ก่อพอรวมกับข่าวลือจากนิยายก่อนหน้านี้ จะยังมีผู้ใดเชื่ออีกว่านางถูกใส่ร้าย
ซูอันหนิงถอนสายตากลับมาจากแผ่นหลังบุรุษผู้ยืนกำบังสายตาผู้คนแทนนางกำนัลนางนั้นแล้วเดินผ่านไปเสียงนางกำนัลยังคงร่ำไห้ไม่หยุด ทว่าไม่อาจเรียกความสงสารจากนางได้
หากนางไม่ฟื้นขึ้นมาก่อนที่แผนร้ายจะสำเร็จหากนางไม่เจอพี่ชาย คนที่ต้องนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น ก็คงจะเป็นนาง
ถึงยามนั้นจูเกาเซวียนจะมองนางด้วยสายตาอย่างไร...
ซูอันหนิงใจลอยไปไกลยามก้าวขึ้นรถม้าปลายเท้าพลันสะดุด ร่างเสียหลักพุ่งเข้าใส่ขอบรถม้าเสียงบ่าวด้านหลังอุทานดังลั่น ซูอันหนิงหลับตาแน่นยื่นแขนออกไปตามสัญชาตญาณ
คนยังไม่ทันล้มกระแทกอุ้งมือใหญ่ก็ประคองไหล่นางไว้แน่น
แรงนั้นมั่นคง อบอุ่น และคุ้นเคยเกินไป
ซูอันหนิงชะงัก เปลือกตาที่ยังปิดแน่นสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้น
ชายแขนเสื้อสีแดงเข้มของบุรุษสะท้อนอยู่ในสายตาพร่าเลือนกลิ่นไม้จันทน์อ่อนๆ ลอยผ่านลมหายใจ ปลายนิ้วที่กดอยู่บนไหล่นั้นเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเอ็นตึงขึ้นใต้ผิว
“ระวัง” เสียงเขาเบา ต่ำ และนิ่ง
นิ่งจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
บ่าวที่ตามมาด้านหลังรีบคุกเข่า “บ่าวผิดเองเพคะ...”
“กลับไปค่อยรับโทษ”เขาตัดบทโดยไม่หันมอง
ซูอันหนิงพยายามยืนให้ตรง แต่ปลายนิ้วยังสั่นไม่หยุดนางดึงแขนเสื้อมากอดไว้แน่น “ข้า… ไม่เป็นไร”
เสียงนางแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน จูเกาเซวียนมองใบหน้าซีดเซียวของนางแววตาเขาไม่ขยับ แต่เงาเข้มใต้ดวงตาลึกลงกว่าเดิมมาก
“ขึ้นรถ” เขาออกคำสั่งสั้นๆจากนั้นก็ประคองซูอันหนิงขึ้นรถม้าอย่างอ่อนโยน ช่างแตกต่างจากน้ำเสียงที่เปล่งออกมายิ่งนัก
ทันทีที่ม่านรถถูกปิด เสียงจากโลกภายนอกขาดหายความเงียบดำเนินอยู่ไม่นานนัก มือคู่หนึ่งพลันดึงนางเข้าไปหา
ซูอันหนิงยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นอกแข็งแน่นก็ปะทะเข้ามาแขนทั้งสองข้างของจูเกาเซวียนโอบรัดร่างนางไว้แน่น ลมหายใจของเขาไม่สม่ำเสมอ ไหล่ของเขาดกลงเล็กน้อยหน้าผากแทบจรดเรือนผมนาง
มือที่เคยมั่นคงตอนประคองไหล่ บัดนี้กลับสั่นไม่หยุด
ซูอันหนิงเบิกตากว้าง ร่างแข็งค้างไปในบัดดลนางไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้
บุรุษผู้นี้...เมื่อครู่ยังยืนท่ามกลางผู้คนด้วยสีหน้าไม่ไหวติงออกคำสั่งเหมือนทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ยามนี้กลับคล้ายคนที่ควบคุมตนเองไม่ได้
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงของเขาจึงดังขึ้นชิดข้างหูนางแผ่ว ต่ำ และแหบพร่า “เจ้าไม่เป็นไร...ก็ดีแล้ว”
ซูอันหนิงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ตั้งแต่เมื่อไรที่มือซึ่งเคยกำแน่นอยู่ข้างลำตัวได้คลายออกแล้วจับชายเสื้อเขาไว้ปลายนิ้วเย็นเฉียบเริ่มอุ่นขึ้นในอ้อมแขนเขาอย่างช้าๆ
นางอยากร้องไห้ออกมาดังๆแต่กลับทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่นข่มกลั้นมันเอาไว้จึงมีเพียงแรงสะอื้นจากอกเท่านั้น
คนที่นางอยากด่ามากที่สุดก็คือเขาหากไม่ใช่เขาสร้างศัตรูไว้ นางจะถูกวางแผนร้ายเช่นนี้หรือ
แต่ซูอันหนิงก็รู้ดีนี่เป็นเพียงความคิดพาลพาโลของนางเท่านั้น
ทว่ายามนี้นางผ่านมันมาได้แล้ว...
พอความกังวลคลายลง อาการวิงเวียนศีรษะพลันตีขึ้นมาร่างของนางอ่อนระทวยลงซบอยู่ในอ้อมกอดของจูเกาเซวียน หมดสติลงอย่างสิ้นเชิง
“อันหนิง!”
ร่างที่อ่อนปวกเปียดลงทำให้จูเกาเซวียนตกใจเขากอดรัดร่างในอ้อมแขนแน่นขึ้นเพื่อไม่ให้นางล้มลงไป มือหนึ่งประคองท้ายทอยนางไว้สัมผัสเหนียวชื้นติดปลายนิ้วทำให้เขาชะงักนิ่ง กลิ่นคาวเลือดโชยมาแตะจมูก
เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมอง ใต้แสงสลัวในรถม้าสีแดงคล้ำเกาะอยู่เต็มฝ่ามือ
ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ ดวงตาเบิกว้าง
นางถูกทำร้ายมา!
เข่าของเขาอ่อนยวบทรุดลงนั่งไปพร้อมกับร่างในอ้อมแขน เขาแนบใบหน้าชิดจมูกนางราวกับต้องการให้แน่ใจว่านางยังหายใจอยู่ ก่อนจะเร่งเร้าคนขับรถม้า
“ไปให้เร็วกว่านี้!”
ฮั่นอ๋องประคองใบหน้าพระชายามาแนบอกพริบตาต่อมาเขาก็เปลี่ยนความลนลานเป็นความสงบนิ่งเอ่ยเรียกออกไปทางหน้าต่างรถม้าเสียงขรึม
“เหอไห่!”
“พ่ะย่ะค่ะ หวางเย่”
“ตามหมอหลวงเซี่ย ข้าอาการป่วยกำเริบ”
“รับพระบัญชา”