ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 31 ราวกับโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ


            ขบวนเสด็จฮองเฮาเคลื่อนผ่านอย่างสงบนิ่งแต่ทุกฝีเท้ากลับกดทับลงบนหัวใจของฮั่นอ๋อง

            บรรยากาศรอบด้านกดดันจนผู้คนไม่กล้าหายใจแรงทว่าเสียงซุบซิบกลับค่อยๆ ดังขึ้น

            “นั่น!...ฮั่นหวางเฟย!”

            เสียงอุทานเสียงหนึ่งดังขึ้นเหมือนเสียงฆ้องซึ่งตีเพื่อดึงดูดสายตาฝูงชนให้หันมาทางต้นเสียงใบหน้ามากมายที่บ้างก้มลงเบื้องพระพักตร์บ้างก็ลอบชำเลืองไปทางจุดเกิดเหตุต่างหันขวับมายังทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            ท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพารที่แวดล้อมรอบกายฮองเฮายังมีฮูหยินผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางขวานางสวมชุดบรรดาศักดิ์พระชายาชินอ๋องสีแดง...เป็นฮั่นหวางเฟยอย่างไม่ต้องสงสัย

            “แล้วสตรีที่อยู่ตรงนั้นคือผู้ใดกัน?”

            เหล่าสตรีที่มั่นใจและกำลังรอดูเรื่องอื้อฉาวของซูอันหนิงต่างใบหน้าแข็งค้างอดหันไปสบตาตั้งคำถามกับคนข้างกายไม่ได้

            จางลั่วหลินตกใจดวงตาแทบถลน ร่างของนางเซไปเล็กน้อยสาวใช้ข้างกายรีบเข้ามาพยุงนางหลีกออกจากเส้นทางเสด็จ

            “เป็นไปไม่ได้” นางพึมพำเบาๆ แต่เมื่อสาวใช้ลูบแขนเตือนจึงได้สติรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

            ชั่วขณะที่ไม่มีใครสังเกตจางลั่วหลินก็เปลี่ยนสีหน้าเรียบร้อย มองไปทางจุดเกิดเหตุด้วยแววตาใคร่รู้ไม่ต่างจากสตรีนางอื่น

            จูเกาเซวียนยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นแววตาเบิกกว้างเล็กน้อยมองจ้องไปยังสตรีที่เดินตามฮองเฮามา ก้อนหินถ่วงใจที่จุกอยู่กลางอกหล่นร่วงลงลมหายใจพลันเปิดโล่ง ราวกับคนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำ

             

            “ถวายพระพรฮองเฮา”

             ฮองเฮาลูบปลอกเล็บเบาๆขยับปลายนิ้วเล็กน้อย “ตามสบายเถิด”

             พระนางกวาดสายตาไปทางบุรุษและสตรีที่ยังอยู่ข้างกำแพงสายพระเนตรคมกริบขณะตรัสเสียงเรียบ “คาดว่าแขกสตรีคงอยู่ครบทุกคนกระมัง กลับไปเถิด...จากนี้คือการเก็บกวาดบ่าวไพร่แล้ว”

             สิ้นรับสั่งสตรีที่อยู่ด้านหลังบุรุษผู้นั้นก็ร้องไห้ออกมาราวกับจะขาดใจ

             เหล่าสตรีต่างเหลียวมองเพียงแค่นางผู้นั้นยอมขยับออกมาอีกเล็กน้อย ปริศนาก็จะกระจ่าง ทว่ารับสั่งฮองเฮาไม่อาจขัดขืนแม้จะยังค้างคาใจแต่ทุกคนก็ทำได้เพียงยอบกายคำนับแล้วถอยออกไปทีละก้าว

             ซูอันหนิงทำความเคารพแล้วเดินออกมาจากขบวนเสด็จฮองเฮาไปเช่นกันใบหน้าของนางซีดเซียว ฝีเท้าล่องลอย มือที่ประสานกันใต้แขนเสื้อบีบกันแน่นยามเดินผ่านจูเกาเซวียนนางไม่ได้มองมาทางเขาแม้แต่น้อยราวกับไม่เห็นเขาอยู่ตรงนั้น

             ชายหนุ่มมองนางอยู่ตลอดรู้สึกได้ว่านางไม่ปกติทว่าระเบียบพิธีการบังคับให้เขาสงบนิ่งเฝ้ามองจนนางจากไปไกลแล้วจึงได้คำนับฮองเฮาแล้วจึงตามไป

            

            “ดูเหมือนจะเป็นนางกำนัลคนหนึ่ง”

             เสียงของสตรีที่เดินนำอยู่ข้างหน้ากระซิบกระซาบคุยกัน

             “ไร้ระเบียบยิ่งนักแล้วผู้ใดเอ่ยถึงฮั่นหวางเฟยกัน น่าตายจริงเชียว...เกือบไปแล้วไหมเล่า”

             “นั่นน่ะสิ...เจ้าเห็นสีหน้าฮั่นหวางหรือไม่เกือบจะฆ่าคนอยู่แล้ว”

             ใบหน้าของซูอันหนิงเรียบตึงร่างสั่นสะท้านขึ้นมาอีกระรอก อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นจริงๆ หากตอนนั้นนางไม่รู้สึกตัวขึ้นมาก่อนคนที่อยู่ตรงนั้นต้องเป็นนางอย่างแน่นอน

            หลังจากถูกตีจนล้มลงนางหมดสติไปครู่หนึ่งแต่ความเจ็บปวดที่ท้ายทอยปลุกนางให้ตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนนั้นนางรู้สึกได้ว่าตนเองมีประสาทสัมผัสที่เฉียบไวขึ้นกว่าเดิมมากราวกับสัตว์ป่าตัวน้อยที่ระแวดระวังภัยจากป่าใหญ่

            สิ่งแรกที่นางทำเมื่อรู้สึกตัวคือสำรวจกำลังของตนเองเมื่อพบว่ามือเท้ายังอ่อนแรงจึงแสร้งหมดสติต่อไป แต่มือกลับควานหาของใต้แขนเสื้อกว้างไม่หยุด

            ตอนนั้นนางถึงได้กระจ่างแจ้งว่าตนเองรอดมาได้เพราะสัญชาตญาณติดตัวของเจ้าของร่างเดิมไม่ว่าสิ่งที่พระชายาซูควานหาจะเป็นอะไร นางย่อมรู้ดีว่าใต้แขนเสื้อของตนเองไม่มีสิ่งใดเลย

            แม้จะผิดหวังแต่ซูอันหนิงก็ยังครองสติเอาไว้ได้นางแอบหรี่ตามองเส้นทางข้างหน้า พบว่านางกำนัลผู้นั้นกึ่งแบกกึ่งพยุงนางมุ่งไปทางประตูกั้นฝ่ายนอกฝ่ายในนั่นเอง

            “นั่นใคร...งานเลี้ยงยังไม่เลิกเจ้าจะไปที่ใด”

            เสียงองครักษ์เฝ้าประตูดังขึ้นขนตาของซูอันหนิงขยับเบาๆ พยายามจะมองภาพรอบตัววูบหนึ่งนั้นนางกลับคาดหวังว่าจะได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเป็นความคิดที่ผุดขึ้นอย่างไม่มีเค้าลางมาก่อนโดยไม่ฉุกคิดเลยว่าตนเองจะไปรู้จักองครักษ์ในวังได้อย่างไร

            “หวางเฟยไม่สบาย ต้องการกลับไปที่รถม้า”เสียงนางกำนัลตอบ

            นางขยับริมฝีปากหวังจะพูดอะไรสักคำ แต่กลับไม่มีเสียงหลุดรอดออกมา ทหารเปิดทางให้นางจึงถูกประคองเดินผ่านประตูออกมา แต่แทนที่นางกำนัลจะพานางไปที่รถม้าอย่างที่พูดกลับพานางเลี้ยวเข้าไปยังมุมอับข้างกำแพงซึ่งมีต้นไม้และสวนดอกไม้ปลูกค่อนข้างหนาแน่น

            “หึ! เป็นถึงหวางเฟยกลับมานัดพบบุรุษ ชีวิตท่านช่างโลดโผนนัก”

            น้ำเสียงประชดประชันของนางกำนัลดังขึ้นขณะประคองนางให้นั่งลง

            หัวใจซูอันหนิงเต้นแรงในอกของนางยามนี้มีความตกใจและไฟโทสะ

            ภาพครั้งที่ถูกชาวเมืองประณามหยามหมิ่นผุดขึ้นมาราวกับภาพจากโคมม้าวิ่งผ่านเหตุการณ์ถูกใส่ร้ายมาได้ แต่ต้องมาถูกจัดฉากในข้อหาร้ายแรงถึงชีวิตแทนหรือ?

            ซูอันหนิงกัดฟัน ข่มความเจ็บปวดที่ศีรษะมือค่อยๆ กำหมัดแน่น

            ไม่รู้กำลังแขนมาจากไหนอาจเพราะความกลัวตายทำให้คนยกหมูขึ้นได้ทั้งตัวกระมัง

            นางลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันดวงตาแปรเปลี่ยนไปราวเป็นคนละคนทั้งเย็นเยียบราวกับบึงน้ำแข็ง คมกร้าวประหนึ่งทวนแหลมนางกำนัลผงะถอยด้วยความตกใจ ซูอันหนิงไม่รอให้ฝ่ายนั้นตั้งตัวได้ นางกำมือฟาดไปที่ขมับของอีกฝ่ายอย่างแรง

            ร่างนางกำนัลเซถลาล้มฟาดลงไปบนทางเดินหินเสียงดังอั๊ก!แต่ก็ยังพยายามดันตัวลุกขึ้น ปากยังพล่ามด้วยแรงแค้น “เจ้า!...เจ้า!”

            ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากยกกายขึ้นเล็กน้อยเพื่อส่งแรงจากร่างกายส่วนล่างเหวี่ยงขาข้างหนึ่งเตะเข้าที่ปลายคางนางกำนัลอย่างแรง ร่างของนางกำนัลหงายหลังล้มลงไปล้มลงไปครั้งนี้นางก็ลุกขึ้นมาอีกไม่ได้แล้ว

            ซูอันหนิงหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมาจากอกศีรษะปวดตุบหน้ามืดตาลายไปครู่หนึ่ง นางใช้ปลายนิ้วแตะแผลที่ท้ายทอยเบาๆ สัมผัสถูกโลหิตเหนียวเหนอะหนะมือสั่นเทาควานหาผ้าเช็ดหน้าอย่างลนลาน จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดปากแผลห้ามเลือดไว้

            นางครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด สายตากวาดมองไปรอบด้านขณะพยุงตัวลุกขึ้นยามนี้รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เสียงหายใจของนางดังชัดยิ่งขึ้น

            “ทางนี้ขอรับ”

            เสียงพูดดังแว่วมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินอย่างเร่งรีบหัวใจของซูอันหนิงหล่นวูบ เวลานี้นางไม่อาจให้ผู้ใดเห็นว่านางอยู่ที่นี่

            คนที่มาคงจะเป็นบุรุษที่จะสวมรอยเป็นชายชู้ของนางไม่ผิดแน่!

            นางรีบเร้นกายเข้าไปหลังต้นไม้เดินหลบมาตามสุมทุมพุ่มไม้ บางครั้งต้องคลานไปบนพื้นราวกับหนูในท่อเพื่อจะหลบสายตาผู้ที่กำลังมุ่งตรงเข้ามายามที่กองลาดตระเวนผ่านมา นางต้องแนบตัวไปกับพื้น กลั้นหายใจจนพวกเขาเดินผ่านไป

            ซูอันหนิงเดินโซซัดโซเซ ต่อมาอีกครู่ใหญ่ก็พลันหน้ามืดสะดุดก้อนหินจนเกิดเสียงดังกังวานนางทำได้เพียงประคองตัวเองให้ยืนนิ่ง เสียงความเคลื่อนไหวครั้งนี้คงดังเกินไปจนดึงความสนใจขององครักษ์หลวงเข้าให้

            ทันใดนั้นเสียงห้าวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “นั่นใคร!”

            ภาพตรงหน้าของซูอันหนิงสั่นไหว ร่างกายแข็งทื่อ...ไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป

            นางรวบรวมสติดึงปิ่นปักผมลงมาซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อขณะเสียงเดินซึ่งดังมาจากด้านหลังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

            ซูอันหนิงกำด้ามปิ่นแน่นเหงื่อผุดซึมจนฝ่ามือเปียกชื้น

            เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งเป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่ง

            “หนิ๋งเอ๋อร์...เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย”

            ซูอันหนิงหันขวับมามองเห็นซูอันเหิงยืนกุมกระบี่ห่างออกไป ไม่รู้ว่าเส้นเอ็นหัวใจของนางขึงจนตึงเพียงใดยามได้เห็นหน้าพี่ชายทุกอย่างจึงได้คลายออกราวกับปาฏิหาริย์

            นางลืมไปได้อย่างไรว่าตนเองมีพี่ชายเป็นถึงหัวหน้ากององครักษ์อวี่หลินตอนที่นางมองหาใบหน้าคุ้นตาหวังขอความช่วยเหลือ ก็คงเพราะหวังจะได้เห็นผู้ใต้บัญชาที่คุ้นหน้าคุ้นตาของพี่ชายกระมัง

            พอแน่ใจแล้วว่าเป็นพี่ชายจริงๆซูอันหนิงก็เบะปากร้องไห้ออกมาอย่างสุดระงับ ร้องออกมาอย่างสิ้นไร้หนทางเป็นครั้งแรก

            “พี่ชาย...ช่วยหนิ๋งเอ๋อร์ด้วย”

            ซูอันเหิงสะดุ้งตกใจกำลังวิ่งเข้ามาหานาง แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ายามนี้ทั้งคู่อยู่ที่ไหนด้วยสถานะของนางและสถานที่แห่งนี้ เขาไม่อาจวางตัวเป็นพี่ชายของนางได้ ชายหนุ่มจึงชะงักฝีเท้า

            แค่เพียงชั่วขณะหนึ่งความคิดของเขาก็หมุนไปได้หลายร้อยเหตุการณ์

            เพียงเห็นสภาพน้องสาว เขาก็เข้าใจได้โดยพลันว่าเกิดอะไรขึ้น

            ซูอันเหิงกัดฟันกรอด“หนิงเอ๋อร์ไหวหรือไม่ เดินได้หรือไม่ ยามนี้เจ้าไม่ควรอยู่ข้างนอกนี่ต้องกลับเข้าฝ่ายในให้เร็วที่สุด”

            ซูอันหนิงตอบด้วยเสียงขาดห้วง“ข้า...กำลัง...จะกลับเข้าไป”

            “เช็ดน้ำตาเสีย อย่าได้ร้องออกมาอย่าได้แสดงความอ่อนแอให้คนเห็น อยู่ในวังจงเก็บอารมณ์ไว้ให้มิดชิด”

            ซูอันหนิงสูดหายใจลึก พยักหน้าเบาๆ

            “ตามพี่มา”

            ซูอันเหิงเดินนำไปด้านหน้า มองซ้ายขวาก่อนจะหันกลับมาบอกนาง “หนิงเอ๋อร์เดินตรงไป พี่จะไปที่ประตู เปลี่ยนเอาคนที่ไว้ใจได้มาเฝ้าแทน”

            ซูอันหนิงซับน้ำตาแล้วพยักหน้าเดินต่อไปจนถึงประตูกั้นฝ่ายใน ก็สามารถผ่านเข้าไปได้โดยไม่ต้องตอบคำถามผู้ใด

            ขณะเดินผ่านพี่ชาย ซูอันเหิงก็เอ่ยว่า“ฮองเฮากำลังเสด็จกลับหนิงเอ๋อร์หายออกมานานเพียงนี้อาจมีข่าวลือไม่ดีกระจายออกไปแล้วไปดักรอพระนางบนเส้นทางกลับเถิด”

            ซูอันหนิงกัดริมฝีปากเดินผ่านเขาเข้าไปยังฝ่ายใน

            นางจะไม่ยอมให้คนที่วางแผนเล่นงานนางได้สมหวังแน่!

             

            นึกถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาหัวใจของนางก็เย็นเยียบคนที่วางแผนเล่นงานนางช่างโหดเหี้ยมนัก หากนางแก้ไขสถานการณ์ไม่ทันตอนนี้นางอาจจะถูกโทษทัณฑ์ถึงชีวิต สร้างความเสื่อมเสียให้ตระกูลซูต้องแบกรับชื่อเสียงเหม็นเน่าที่ตนเองไม่ได้ก่อพอรวมกับข่าวลือจากนิยายก่อนหน้านี้ จะยังมีผู้ใดเชื่ออีกว่านางถูกใส่ร้าย

            ซูอันหนิงถอนสายตากลับมาจากแผ่นหลังบุรุษผู้ยืนกำบังสายตาผู้คนแทนนางกำนัลนางนั้นแล้วเดินผ่านไปเสียงนางกำนัลยังคงร่ำไห้ไม่หยุด ทว่าไม่อาจเรียกความสงสารจากนางได้

            หากนางไม่ฟื้นขึ้นมาก่อนที่แผนร้ายจะสำเร็จหากนางไม่เจอพี่ชาย คนที่ต้องนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น ก็คงจะเป็นนาง

            ถึงยามนั้นจูเกาเซวียนจะมองนางด้วยสายตาอย่างไร...

             ซูอันหนิงใจลอยไปไกลยามก้าวขึ้นรถม้าปลายเท้าพลันสะดุด ร่างเสียหลักพุ่งเข้าใส่ขอบรถม้าเสียงบ่าวด้านหลังอุทานดังลั่น ซูอันหนิงหลับตาแน่นยื่นแขนออกไปตามสัญชาตญาณ

             คนยังไม่ทันล้มกระแทกอุ้งมือใหญ่ก็ประคองไหล่นางไว้แน่น

            แรงนั้นมั่นคง อบอุ่น และคุ้นเคยเกินไป

            ซูอันหนิงชะงัก เปลือกตาที่ยังปิดแน่นสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้น

            ชายแขนเสื้อสีแดงเข้มของบุรุษสะท้อนอยู่ในสายตาพร่าเลือนกลิ่นไม้จันทน์อ่อนๆ ลอยผ่านลมหายใจ ปลายนิ้วที่กดอยู่บนไหล่นั้นเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเอ็นตึงขึ้นใต้ผิว

            “ระวัง” เสียงเขาเบา ต่ำ และนิ่ง

            นิ่งจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

            บ่าวที่ตามมาด้านหลังรีบคุกเข่า “บ่าวผิดเองเพคะ...”

            “กลับไปค่อยรับโทษ”เขาตัดบทโดยไม่หันมอง

            ซูอันหนิงพยายามยืนให้ตรง แต่ปลายนิ้วยังสั่นไม่หยุดนางดึงแขนเสื้อมากอดไว้แน่น “ข้า… ไม่เป็นไร”

            เสียงนางแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน จูเกาเซวียนมองใบหน้าซีดเซียวของนางแววตาเขาไม่ขยับ แต่เงาเข้มใต้ดวงตาลึกลงกว่าเดิมมาก

            “ขึ้นรถ” เขาออกคำสั่งสั้นๆจากนั้นก็ประคองซูอันหนิงขึ้นรถม้าอย่างอ่อนโยน ช่างแตกต่างจากน้ำเสียงที่เปล่งออกมายิ่งนัก

            ทันทีที่ม่านรถถูกปิด เสียงจากโลกภายนอกขาดหายความเงียบดำเนินอยู่ไม่นานนัก มือคู่หนึ่งพลันดึงนางเข้าไปหา

            ซูอันหนิงยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นอกแข็งแน่นก็ปะทะเข้ามาแขนทั้งสองข้างของจูเกาเซวียนโอบรัดร่างนางไว้แน่น ลมหายใจของเขาไม่สม่ำเสมอ ไหล่ของเขาดกลงเล็กน้อยหน้าผากแทบจรดเรือนผมนาง

            มือที่เคยมั่นคงตอนประคองไหล่ บัดนี้กลับสั่นไม่หยุด

            ซูอันหนิงเบิกตากว้าง ร่างแข็งค้างไปในบัดดลนางไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้

            บุรุษผู้นี้...เมื่อครู่ยังยืนท่ามกลางผู้คนด้วยสีหน้าไม่ไหวติงออกคำสั่งเหมือนทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ยามนี้กลับคล้ายคนที่ควบคุมตนเองไม่ได้

            ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงของเขาจึงดังขึ้นชิดข้างหูนางแผ่ว ต่ำ และแหบพร่า “เจ้าไม่เป็นไร...ก็ดีแล้ว”

            ซูอันหนิงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ตั้งแต่เมื่อไรที่มือซึ่งเคยกำแน่นอยู่ข้างลำตัวได้คลายออกแล้วจับชายเสื้อเขาไว้ปลายนิ้วเย็นเฉียบเริ่มอุ่นขึ้นในอ้อมแขนเขาอย่างช้าๆ

            นางอยากร้องไห้ออกมาดังๆแต่กลับทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่นข่มกลั้นมันเอาไว้จึงมีเพียงแรงสะอื้นจากอกเท่านั้น

            คนที่นางอยากด่ามากที่สุดก็คือเขาหากไม่ใช่เขาสร้างศัตรูไว้ นางจะถูกวางแผนร้ายเช่นนี้หรือ

            แต่ซูอันหนิงก็รู้ดีนี่เป็นเพียงความคิดพาลพาโลของนางเท่านั้น

            ทว่ายามนี้นางผ่านมันมาได้แล้ว...

            พอความกังวลคลายลง อาการวิงเวียนศีรษะพลันตีขึ้นมาร่างของนางอ่อนระทวยลงซบอยู่ในอ้อมกอดของจูเกาเซวียน หมดสติลงอย่างสิ้นเชิง

            “อันหนิง!”

            ร่างที่อ่อนปวกเปียดลงทำให้จูเกาเซวียนตกใจเขากอดรัดร่างในอ้อมแขนแน่นขึ้นเพื่อไม่ให้นางล้มลงไป มือหนึ่งประคองท้ายทอยนางไว้สัมผัสเหนียวชื้นติดปลายนิ้วทำให้เขาชะงักนิ่ง กลิ่นคาวเลือดโชยมาแตะจมูก

            เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมอง ใต้แสงสลัวในรถม้าสีแดงคล้ำเกาะอยู่เต็มฝ่ามือ

            ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ ดวงตาเบิกว้าง

            นางถูกทำร้ายมา!

            เข่าของเขาอ่อนยวบทรุดลงนั่งไปพร้อมกับร่างในอ้อมแขน เขาแนบใบหน้าชิดจมูกนางราวกับต้องการให้แน่ใจว่านางยังหายใจอยู่ ก่อนจะเร่งเร้าคนขับรถม้า

            “ไปให้เร็วกว่านี้!”

            ฮั่นอ๋องประคองใบหน้าพระชายามาแนบอกพริบตาต่อมาเขาก็เปลี่ยนความลนลานเป็นความสงบนิ่งเอ่ยเรียกออกไปทางหน้าต่างรถม้าเสียงขรึม

            “เหอไห่!”

            “พ่ะย่ะค่ะ หวางเย่”

            “ตามหมอหลวงเซี่ย ข้าอาการป่วยกำเริบ”

            “รับพระบัญชา”


    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808