ราชันเวทเทพองเมียว

    51 นี่หรือคือโอซาก้า (1)

            หลังได้ยินคำพูดของต้าหมินทั้งชินโนสุเกะและโนะฮิเมะต่างอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนที่จะเริ่มทำใจได้ สุดท้ายได้บทสรุปที่สอดคล้องกันอย่างประหลาด

            “ด้วย...เท่านี้ก็น่าทึ่งแล้ว”

            โนะฮิเมะ

            “ด้วยเวลาในการฝึกฝนอันจำกัดได้เท่านี้ก็น่าทึ่งแล้ว”

            ชินโนสุเกะ

            “ด้วยอายุขนาดนี้ ท่านเซียนน้อยทำได้เท่านี้ก็น่าทึ่งแล้ว”

            หลังจากชินโนสุเกะอยู่ด้วยกันกับเด็กทั้งสองมาค่อนคืน ทำให้พอเข้าใจเรื่องราวของทั้งสองบ้าง ความยำเกรงที่มีก่อนหน้ายังคงมีอยู่แต่เจือจางลงมาก กลายเป็นความเคารพเจือปนกับความเอ็นดู สองความรู้สึกอันไม่น่าอยู่ร่วมกันได้

            เด็กทั้งสองมีความสามารถน่าตระหนก แต่ชีวิตลำบากไม่น้อย ต้องเดินทางรอนแรมปราบปีศาจ สร้างสมกุศลถึงสามารถคืนสู่สวรรค์ ระหว่างนี้ต้องการข้ามทะเลไปยังเกาะอิวาจิ* เพื่อขอพรท่านมหาเทพอิซานางิ** ระยะทางไกลแต่ถือว่าพออยู่ในระยะเรือเล็กพาไปได้ อยู่ในอ่าว คลื่นลมไม่มากเท่าไร

            ยิ่งใกล้ชิดยิ่งน่าเห็นใจ 

            เด็กหญิงเป็นผู้นำ เก่งเรื่องชีวิตในป่า ล่าสัตว์ ทำอาหาร หาที่พักแรม ทว่าไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอก ปากร้ายแต่ใจดี

            เด็กชายไม่รู้อะไรเลยแต่เป็นคนแสวงหาความรู้ ช่างซักช่างถาม วาจาดูมีการศึกษาออกไปทางบัณฑิต

            ชินโนสุเกะสรุปในใจ เด็กหญิงคือร่างกาย เด็กชายคือสมอง

            “เออ หากพวกท่านไม่รังเกียจรอฟ้าสว่างข้าขอนำทางเอง จากที่นี่พวกเราเดินล่องแม่น้ำไปเรื่อยไม่เกินชั่วยามน่าจะถึงท่าเรือเฮโจ ตรงนั้นเราสามารถนั่งเรือไปยังนานิวะได้ แล้วค่อยเดินเท้ากลับหมู่บ้านของข้า พวกท่านคิดว่าอย่างไร”

            “อืม ฟังดูเข้าท่านะ เธอล่ะ”

            ต้าหมินหันไปสบตากับโนะฮิเมะ

            “ดี แต่พวกเราไม่มีเงินหรอก”

            อ๊ะ! จริงด้วย ตั้งแต่เดินทางไม่เคยใช้เงินสักบาท นี่ตูกลายเป็นคนจนไปแล้วหรือเนี่ย บ้านก็ไม่มีให้กลับ เงินก็ไม่มีให้ใช้

            คิดได้แบบนี้ให้รู้สึกหม่นหมอง จนเกือบเช็ดน้ำตา คิดอีกทีก็เป็นเรื่องธรรมดา มาที่นี่ได้ไม่กี่วันงานการก็ไม่มี ยังดีมีคนหาเลี้ยง นอนกลางดินกินกลางทรายก็เป็นสิ่งสมควร หากเก่งกว่านี้อาจมีงานให้ทำก็ได้ อย่างเป็นอาจารย์ของเจ้าผู้ปกครองปราสาท หรือเป็นพวกผู้คุ้มกันแบบเปิดสำนักคุ้มภัยได้เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย หรือตั้งรกรากที่ไหนสักแห่ง อาศัยดาบบินกับสุนัขคู่ใจคงพอจับปลาขายได้บ้าง

            ต้าหมินเริ่มคิดเรื่อยเปื่อยตามประสาคนอยู่ว่าง เป็นการปลอบใจตัวเอง โดยใช้วิธีผูกโยงโลกใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตน

            ระหว่างนั้นโนะฮิเมะกับชินโนสุเกะกำลังวางแผนเดินทาง

            เมื่อเห็นตนไม่มีส่วนกับเรื่องนี้ เด็กชายจึงเดินออกจากราวป่า ทอดสายตาไปยังแม่น้ำสายใหญ่ตรงหน้า ธารดำมืดหายไป กลายเป็นสายน้ำสีเงินสลับทองเปล่งประกายระยิบระยับ เรือขึ้นล่องมองเห็นได้แต่ไกล ราวกับว่านาฬิกาชีวิตเริ่มเดิน แม่น้ำสายนี้พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา

            ขณะเด็กหญิงกับชายหนุ่มกำลังจะได้ข้อสรุป เสียงเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น

            “เด็กเอ๊ย ข้าตกลงตามข้อเสนอที่ว่า แต่มีเรื่องหนึ่งต้องทำความเข้าใจให้ชัดก่อน…”

     

            ท่าเรือเฮโจ ปากทางสู่แดนพุทธภูมิ


    บันทึกการเดินทางฉบับที่หนึ่ง

            น่าเสียดายไม่มีปากกา ไม่มีดินสอ เลยไม่รู้จะเขียนลงอะไรได้แต่จดจำไว้ก่อน หากมีอุปกรณ์เครื่องเขียนเมื่อไรค่อยลอกใส่แล้วกัน หวังว่าเวลาผ่านไปคงไม่ลืมนะ จำ จงจำ จงจำ

            เฮโจเจริญรุ่งเรืองมาก เพิ่งรู้ว่าเฮโจก็คือนารา ท่าเรือเต็มไปด้วยผู้คน แบ่งท่าขนส่งสินค้ากับท่าเรือโดยสารอย่างเด่นชัด เอกลักษณ์ของที่นี่คือพระ ระหว่างทางเจอพระบิณฑบาตมากมาย บางรูปก็กำลังเจรจาการค้า อ้อ ผู้คนที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญนั้นมากอยู่ หากบอกว่านี่คือดินแดนแห่งสถาบันสงฆ์คงไม่ผิดนัก เสียดายไม่มีเวลาไปนมัสการหลวงพ่อโต ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน

            การเดินทางระหว่างสองเมืองคือเฮอันกับเฮโจ หลัก ๆ มีอยู่สองเส้นทาง

            ทางบกเดินทางผ่านภูเขาในสึรากะ ไม่ใช่ทางเดินเลียบแม่น้ำอย่างที่เดินผ่านมา ได้ยินว่าถนนเส้นนี้เป็นทางเดินทัพ ใช้เป็นทางคู่ขนาน หากเคลื่อนพลทางเรืออย่างเดียวอาจถูกดักซุ่มโจมตีระหว่างสองฟากแม่น้ำ จึงมีอีกทางหนึ่งให้กองสอดแนมดูลาดเลา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเส้นทางนี้จึงไปไม่ถึงเฮอัน ได้ยินว่าสุดทางที่ปากแม่น้ำย่อยอะไรสักอย่าง ซึ่งแม่น้ำนั้นก็ไปนาราได้เหมือนกัน แต่เส้นทางมันเล็กแถมคดเคี้ยวผ่านป่าทึบ ถูกดักปล้นได้ง่าย

            ทางเรือคือแม่น้ำโยโดะเส้นนี้ ทั้งกว้างและลึกเหมาะให้เรือสินค้าขึ้นล่อง เรือเล็กสำหรับผู้โดยสารยิ่งสบาย ลืมถามคุณชินโนสุเกะเลยว่าปกติใช้เวลากี่วันกว่าจะถึงเฮอัน แต่คิดอีกทีไม่ถามดีกว่าสู้การเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กไม่ได้ เฮ้อ คิดถึงนกกระเรียนของอาจารย์จัง หากมีพี่นกอยู่คงไม่ต้องนั่งเบียดกันแบบนี้

            ต้าหมินเหม่อมองข้างทางก่อนคิดในใจ ขอจบบันทึกวันนี้ 

            ซาโยนาระ

            “โคทาโร่ ทำมืออะไรของเจ้าน่ะ ขีด ๆ เขียน ๆ ไปมา มองจนตาลายก็ไม่รู้เขียนอะไร ตัวอักษรประหลาด อักษรถังรึ?”

            “เขียนอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ เดินทางนาน ๆ มันน่าเบื่อ อย่าสนใจข้าเลย”

            เด็กสองคนถ่ายทอดเสียงพูดคุย ในเรือแค่เสียงกระซิบทุกคนก็ได้ยินกันหมด

            “ข้าไม่เข้าใจเท่าไร ทำไมเจ้าต้องแต่งเรื่องสวรรค์ สะสมกุศล ไปกราบศาลเจ้าเทพอิซานางิอะไรนั่น ทำไมไม่บอกไปตามตรงล่ะ พี่ชายคนนี้ดูจิตใจดีคงไม่ขายพวกเราหรอก”

            “เฮ้อ หากข้าปล่อยเจ้าไว้ตรงนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าจะเอาตัวรอดคนเดียวได้นานเพียงใด ชายคนนี้คงไม่ขายพวกเราหรอก แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เขาอาจเผลอเล่าเรื่องพวกเราให้คนใกล้ชิด ถึงตอนนั้นมีคนตามไปอิวาจิ ตามไปศาลเจ้ามหาเทพอิซานางิก็ไม่มีทางเจอพวกเรา เกาะนี้แค่ทางผ่านเท่านั้น”

            “ครับท่าน ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ว่าแต่เมื่อไรเจ้าจะบอกสักทีว่าพวกเรากำลังเดินทางไปไหน”

            “อีกไม่นาน ขอเพียงข้ามไปอิวาจิให้ได้ก่อนแล้วกัน”

            ต้าหมินมองตาเธอคล้ายค้นหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าเข้าใจดี

            ต่อมาโนะฮิเมะกล่าวปิดท้ายด้วยเหตุผลเข้าท่า

            “หากข้าไม่พูดเรื่องสวรรค์พวกเราจะเดินทางกันได้สบายแบบนี้หรือ ไหนจะเสื้อผ้าใหม่ อาหาร ยังไม่รวมที่พักอีก”

            ต้าหมินพยักหน้าอย่างรู้ความอีกครั้ง

            “ไม่เกินยามอู่ก็ถึงแล้ว”

            เสียงชินโนสุเกะบอกข้อมูลการเดินทางให้ทราบเป็นระยะ

            แรก ๆ ฟังชื่อเรียกเวลาเหมือนหลุดเข้ามาในนิยายกำลังภายใน ที่แท้ชาวบ้านแถบนี้เรียกเวลาเหมือนกับเมืองจีน คาดว่าเป็นเพราะเมืองท่า มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ยามอู่หมายถึงสิบเอ็ดโมงเช้าถึงบ่ายโมง ยังดีที่การเรียกเดือนนั้นเหมือนกับที่เข้าใจคือเรียก หนึ่ง สอง สาม ถึงสิบสอง แต่มีชื่อเรียกแบบญี่ปุ่นด้วย อย่างเดือนสามเรียกว่า ‘ยาโยอิ’ หมายถึงเดือนแห่งการมีชีวิตใหม่ คงเพราะเพิ่งผ่านหน้าหนาวอันโหดร้ายมา…

            ต้าหมินคิดทบทวนความรู้ที่ได้มาในใจ สายตามองออกไปยังปากอ่าวเบื้องหน้า

     

            โอซาก้า ข้ามาถึงแล้ว

     

            *อิวาจิ เป็นเกาะที่อยู่ตรงกลางระหว่างเกาะชิโกกุและเกาะฮอนชู มีพื้นที่ 512 ตารางกิโลเมตร

            **เทพอิซานางิ หนึ่งในสองเทพผู้สร้างเกาะญี่ปุ่น เรียกอีกนามว่าพระบิดา คู่กับเทพอิซานามิ พระมารดา