ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่107 ไป๋หลี่เย่เจียนตายอีกครา (1)

     61 1-2

    ตอนที่107 ไป๋หลี่เย่เจียนตายอีกครา(1)

    เซี่ยหลู่เฟิงถูกฝ่ามืออัดอากาศของย่าเฟิงกระแทกกลางแผ่นอก กระเด็นไปติดกำแพงอีกรอบ

    “เจ้าหนูโสโครกระดับความแกร่งกล้าห่างชั้นกันปานนี้ แต่ยังกล้าออกฉรงหยุดข้าจริงๆ”

    ย่าเฟิงสูดไอเย็นแช่มลึกสุดขั้วปอดพินิจจับจ้องไปที่เซี่ยหลู่เฟิงเล็กน้อย เห็นได้ชัดแจ้งเจ้าหนุ่มคนนี้มีพลังอยู่เพียงขอบเขตเสาหลักเขียวเท่านั้น แต่จิตใจหาญกล้าเข้าหยุดนางที่เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าขนานแท้คนหนึ่งหากมิใช่เพราะเขาคนนี้เคยมีบุญคุณช่วยเหลือฉีหมิงเยว่ในตอนนั้นปานนี้นางคงจะฆ่าเขาทิ้งภายในหนึ่งฝ่ามือนานแล้ว

    “สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของข้าหากผู้อาวุโสยังมีประสงค์ร้ายสังหารองค์รัชทายาท เกรงว่าต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”

    เซี่ยหลู่เฟิงปาดเลือดคราบเลือดที่มุมปากพยุงร่างลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทิ้งกระบี่หักครึ่งท่อนในมือแล้วหยิบกระบี่ยาวเล่มที่หลุดมือไป๋หลี่เย่ระหว่างปะทะเมื่อครู่มาใช้แทนชูปลายกระบี่คมแหลมใส่ทางย่าเฟิง เตรียมพร้อมสัประยุทธ์ทุกเมื่อ

    “หากเจ้าอยากตายนักกเช่นนั้นเราหญิงชราคนนี้ย่อมสนองให้!”

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยหลู่เฟิงยังคงยืนกรานไม่หนีไปไหนสายตาคู่ชราของย่าเฟิงก็ฉายแววเหี้ยมดุออกมา นางสะบัดข้อมือขวาถอดถอนเส้นด้ายทมิฬทั้งหมดออกจากร่างไป๋หลี่เย่ยิงเส้นด้ายนับร้อยพุ่งสอดผสานกลายเป็นหนึ่งคันศรหวังแทงทะลุขั้วหัวใจของเซี่ยหลู่เฟิงในคราวเดียว...

    “ย่าเฟิง หยุดมือ!”

    ฉีหมิงเยว่กรีดร้องตื่นตระหนกดังสนั่นจากทางหน้าต่างชั่วขณะอึดใจ ทันทีที่คู่เท้าของเซียถงเหยียบถึงหน้าต่างบานนั้น นางก็ปราดพุ่งเข้าเร่งรุดเข้าไปช่วยเซี่ยหลู่เฟิงทันทีเงาร่างสายหนึ่งโฉบแล่นคั่นกลางระหว่างตัวพี่ชายของนางและคันศรด้ายผสานทั่วอณูกายาของเซียถงระเบิดรัศมีสีครามเข้มปะทุคลั่งทะลักล้นใช้มือเปล่าคว้าจับคันศรด้ายผสาน หยุดยั้งความเกรี้ยวกราดของมันเอาไว้ได้ทั้งยังจับกระชับเส้นด้ายทมิฬเหล่านั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อยคลาย

    “พี่ชายของข้าเคยช่วยชีวิตฉีหมิงเยว่เอาไว้ครั้งหนึ่งหากเจ้าสังหารเขาทิ้งเช่นนี้ หรือไม่กลัวว่าเจ้าจะถูกฉีหมิงเยว่เกลียดขี้หน้าไปชั่วชีวิต?”

    เรียวมือสวยน่าทะนุถนอมดั่งหยกเผยปรากฏกระแสลมปราณขุมใหญ่ที่ผนึกกลายเป็นเกราะแขนปราณสีครามเข้มชัดเจนยามนี้กำลังจับกุมเส้นด้ายจำนวนหนึ่งไว้แน่นสายตาเย็นชาจับจ้องย่าเฟิงเขม็งไม่แม้แต่กะพริบ

    ต่อให้หญิงชราจะเกลียดไป๋หลี่เย่เหมือนกับนางเพียงใดแต่จู่ๆ ก็ต้องการจะเอาชีวิตของเซี่ยหลู่เฟิงแบบนี้มันก็อดรู้สึกโกรธเกรี้ยวมิได้เช่นกัน

    ย่าโพล่งตาโตเบิกขึ้นขว้างจับจ้องไปที่เซียถงด้วยสีหน้าประหลาดใจยิ่งยวดสาวน้อยที่อยู่ต่อหน้านางนี้อย่างมากที่สุดก็น่าจะอายุแค่สิบห้าหรือสิบหกปีเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังดูสุขุมเยือกเย็นเกินเด็กไปมาก แถมพินิจจากระดับความเข้มข้นของพลังลมปราณแล้วกลับด้อยกว่าตัวนางที่ฝึกปรือมาทั้ง

    ชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!?

    ทัศนคติความคิดของย่าเฟิงแปรเปลี่ยนไปทันควันหญิงชรารีบชักเส้นด้ายทมิฬดึงกลับเข้ามาโดยไวครั้งนี้ถึงขั้นใช้สองมือควบคุมเส้นด้ายทมิฬพัลวันจากเส้นด้ายธรรมดาในยามนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นเงาสีดำขนาดใหญ่แพร่กระจายไปทั่วทั้งห้องอาหารอย่างรวดเร็ว หวังเข้าตีกรอบล้อมเซียถงเอาไว้

    “ย่าเฟิง!นางเป็นสหายของข้าเอง! ได้โปรดปล่อยนางไป!”

    ฉีหมิงเยว่รีบวิ่งมาหาย่าเฟิงคว้าแขนเสื้อกระตุกไม่หยุด คุกเข่าลงกับพื้นจับจ้องอีกฝ่ายพร้อมแววตาอ้อนวอนขอความเมตตา ทว่าย่าเฟิงก็ยังมิได้สนใจควบคุมเงาดำเหล่านั้นเข้าโจมตีเซียถงพร้อมกันจากทุกสารทิศ

    เซียถงกระโจนเข้าโรมรันพันตูกับเงาดำเหล่านั้นโดยไม่มีเกรงกลัวในมือข้างขวามีมีดสั้นส่วนมืออีกข้างมีกระบี่ที่เก็บมาจากเซี่ยหลู่เฟิงอีกทีหนึ่งมาใช้เพียงหนึ่งกระบวนโจมตีสอดผสานระหว่างมีดสั้นและกระบี่ก็สามารถฉีกกระชากเงาดำเหล่านั้นได้ในเสี้ยวพริบตา

    พอเห็นว่ทาย่าเฟิงกับเซี่ยถงกำลังสัประยบบุทธ์เดือดกันอยู่ไป๋หลี่เย่ฉวยจังหวะนี้ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ และก้าวถอยออกไปทางบานประตูทุกย่างก้าวไร้สุ้มเสียงระมัดระวังสุดขีด ขณะที่ย่องเบาไปถึงประตูขณะจะเอื้อมมือไปเปิด ทันใดนั้นก็มีเงาสีดำสายหนึ่งปราดพุ่งเข้ามารัดคอของเขาแน่นพอพยายามเหลียวหลังหันไปมอง ก็พบว่าเป็นฝ่ามือของย่าเฟิงที่แบ่งเงาดำส่วนหนึ่งมาดักจับตัวเขาในขณะที่เงาดำโดยส่วนใหญ่ยังคงเข้าพัลวันกับเซียถงอยู่เบื้องหลัง

    พอเงาดำหายไปหนึ่งส่วนก็เท่ากับว่าปราการป้องกันและโจมตีของย่าเฟิงเองก็หายไปหนึ่งส่วนเช่นกันเซียถงใช้จังหวะนี้กระโจนขึ้นกลางอากาศ ใช้คมมีดสั้นในมือเสียบทะลุไหล่ซวาของย่าเฟิงส่งผ่านกระแสเจ็บปวดขุมใหญ่แล่นผ่านไปถึงห้วงสมอง ก่อนถอดถอนคมมีดสั้นออกมาเซียถงทิ้งทวนไว้หนึ่งประโยคแก่ย่าเฟิงว่า

    “มีดเล่มนี้สำหรับเจ้าที่ริอาจทำร้ายพี่ชายของข้า”

    ย่าเฟิงเหลียวสายตาจับจ้องอีกฝ่ายโดยไม่ปริปากพูดอะไรใดๆเพียงสะบัดข้อมือข้างซ้าย กระชากคอของไป๋หลี่เย่ดีดกลับเข้ามายามนี้สภาพขององค์รัชทยาทผู้ทรงสง่าราศีไม่เหลือเค้าโครงอีกต่อไปได้แต่นอนดีดดิ้นอยู่กับพื้นคล้ายว่ากำลังจะขาดลมหายใจสีหน้าเริ่มซีดหนักจนแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาขาว

    “ท่านผู้อาวุโสโปรดมีเมตตา!แม้พฤติกรรมขององค์รัชทยาทจะน่ารังเกียจเพียงใด แต่หากผู้อาวุโสลงมือสังหารไปเกรงว่าท่านคงหนีไม่พ้นโทษประหาร! โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้ง!”

    ขณะเดียวกันเซี่ยหลู่เฟิงก็ประสานมือพยายามพูดเกลี้ยกล่อมย่าเฟิงส่งผลใหเงาดำที่บีบรัดคอของไป๋หลี่เย่ผ่อนคลายอ่อนลง

    ทันทีที่เงาสีดำคลายออกมาทุกคนต่างตระหนักได้ทันทีว่า เงาดำเหล่านี้มันคมแค่ไหนเพิ่งบีบรัดลำคอของไป๋หลี่เย่ไดไม่นานแต่ยามนี้กลับบังเกิดรอยแผลบาดลึกทั่วทั้งลำคอเต็มไปหมดแต่ย่าเฟิงมิได้ปล่อยไปเฉยๆนางบังคับเงาดำจำนวนหนึ่งจับร่างของไป๋หลี่เย่ลอยขึ้นกลางอากาศ ไม่มีใครทราบว่าอีกฝ่ายจะถูกตมยำทำแกงอันใดอีก

    “ย่าเฟิงได้โปรดปล่อยองค์รัชทายาทไปเถิด!”

    ฉีหมิงเยว่รีบคลานเข่ากอดขาย่าเฟิงไว้แน่นเพราะหากย่าเฟิงลงมือสังหารองค์รัชทยาทไปจริงๆชีวิตของหญิงชราจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

    ย่าเฟิงเห็นดังนั้นได้แต่ถอนหายใจเสียงยืดยาวสุดท้ายก็ควบคุมเงาสีดำโยนร่างของไป๋หลี่เย่ทิ้งออกไปโดยไม่แยแสราวกับขยะเปียกไป๋หลี่เย่กรีดร้องระงมเสียงหลง ร่างปลิวกระเด็นไปฟาดกับกำแพงอย่างแรงจนแตกระแหง

    ‘ปัง!’

    ส่วนศีรษะของไป๋หลี่เย่อัดกระแทกกับกำแพงแข็งแรงมากส่งผลให้หัวแตกเป็นแผลใหญ่ มีเลือดไหลออกมาไม่หยุดราวกับน้ำพุกำแพงด้านนั้นถึงกับเป็นรูร้าวรานแตกแขนงเป็นใยแมงมุมก่อนที่สุดท้ายร่างจะร่วงกระแทกพื้น นอนหมดสภาพดั่งสุนัขใกล้ตายแน่นิ่งอยู่แบบนั้น

    “สวะตัวนี้จะอยู่หรือตายทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเขาแล้ว เสี่ยวเย่ เราไปกันเถอะ”

    ย่าเฟิงกวาดสายตามองเซี่ยหลู่เฟิงไปทีหนึ่งอย่างเยนชาอุ้มฉีหมิงเยว่เข้าใส่ในอ้อมแขนของตนจากนั้นก็กระโดดออกไปทางหน้าต่างลาจากออกไปโดยตรง

    สภาพอันน่าสยดสยองของไป๋หลี่เย่ในตอนนี้ใครเห็นก็ว่าตาย ทั้งบาดแผลเหวอะหวะทั่วทั้งร่างกายและบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะส่งผลให้ไป๋หลี่เย่เสียเลือดมากเกินไป หากไม่ได้รับโอสถฟื้นชีพในทันทีทันใดเกรงว่าเขาจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้เป็นไป๋หลี่อวี๋อิงที่เป็นถึงราชาโอสถแต่นางก็ไม่มีทางหลอมกลั่นโอสถฟื้นชีพได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ กล่าวได้ว่าไป๋หลี่เย่ถึงคราวตายแล้วของจริง

    ก่อนที่ฉีหมิงเยว่จะจากไปนางแลเหลียวปรายสายตามองเซี่ยหลู่เฟิงพร้อมสีหน้าเศร้าสร้อยได้สร้างคลื่นอารมณ์หลายหลากถาโถมเข้าใส่ใจดวงนี้ของเขาเซี่ยหลู่เฟิงรู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกความปรารถนาบัดนี้เพียงอยากจะเก็บนางไว้ข้างกาย มิใช่แยกจากไปไหนเฉกเช่นนี้

    “องค์รัชทายาท”

    หลังจากที่ฉีหมิงเยว่จากไปได้สักพักเซี่ยหลู่เฟิงเพิ่งจะไดสติกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งและรีบวิ่งไปดูอากาศของไป๋หลี้เย่โดยทันทีพลิกใบหน้าของเขาให้หงายขึ้นมาจากพื้นดินเห็นเพียงว่าสีหน้าของอีกฝ่ายในขณะนี้ซีดขาวไร้เลือดหล่อเลี้ยงแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทมิอาจทราบได้ว่ายังเป็นหรือตายไปแล้ว?

    เซี่ยหลู่เฟิงตื่นตกใจสุดขีดรีบโน้มตัวเข้าตรวจสัมผัสลมหายใจคล้อยยังพอสัมผัสได้ถึงอุ่นแผ่วบางจากใต้จมูกเล็กน้อยจะอย่างไรกลับเบาบางจนแทบไม่เหลือแล้วเช่นกันอาการของไป๋หลี่เย่ในตอนนี้พร้อมตายได้ทุกเมื่อ

    “เจ้าหมอนี่หนังเหนียวโดนแท้สาหัสปานนี้แต่ก็ยังหลงเหลือลมหายใจ แต่ช่างเถอะ...อีกสักพักก็ตายแล้ว”

    เซี่ยถงเดินตรงเข้ามาใกล้ยกเท้าเขี่ยร่างอีกฝ่ายเล็กน้อย จ้องมองร่างกึ่งเป็นกึ่งตายของอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งจมกองเลือดไม่เหลือเค้าความสง่างามดั่งองค์รัชทยาทใดๆ อีกต่อไป

    “ถงถงได้โปรด!”

    เซี่ยหลู่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองเซียถงตาเขม็งสีหน้าการแสดงออกบนใฝบหน้าอันหล่อเหลาของเขามีแต่ความตื่นตระหนกอยู่เต็มไปหมด

    “องค์รัชทายาทกำลังจะตายแล้ว!เจ้าช่วยข้าพาเขาไปหาองค์หญิงเพื่อทานโอสถโดยเร็ว!”

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน