ไป๋หู่และหลี่ซีหยานโผล่มาจากอากาศที่บิดเบี้ยวในตรอกเดิมและเดินกลับบ้าน ส่วนไป่ฉีนั้นไปปรากฏตัวในตรอกที่อยู่ไม่ไกลจากทั้ง 2 มากนัก เขาแวะร้านสะดวกซื้อเล็กน้อยก่อนกลับบ้าน
“กลับมาแล้วครับ” ไป่ฉีเปิดประตูเข้าบ้านมา เขาพบไป๋หู่กับหลี่ซีหยานกำลังนั่งรอเขาอยู่ นอกจากนั้นก็ยังมีไป่โม่ลี่ที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากทั้งคู่ ส่วนไป่ชิกับไป่เชอะน่าจะนั่งรอจนหลับไปเรียบร้อยแล้ว ท่าทางจะตื่นยากซะด้วย
“พี่ฉี จะทานอะไรไหม” ไป๋หู่ถาม
“ไม่ล่ะ ฉันขึ้นไปอาบน้ำแล้วไปนอนกับแฟนดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว
“โหย พี่ เห็นพี่ดูแลพี่ชิงชิงแบบนี้ ผมอยากหาคนมาดูแลผมเหมือนกันนะ” ไป๋หู่กล่าว
“งั้นคงต้องให้ไป่ฉีหาผู้หญิงโหด ๆ เจ้าระเบียบให้นายล่ะนะ เพราะนายน่ะไม่มีระเบียบเลยสักนิด กลับมาก็ถอดเรี่ยราด ไม่เป็นระเบียบ” หลี่ซีหยานเริ่มแซะไป๋หู่อีกครั้ง
“ใครว่าฉันถอดเรี่ยราด ฉันวางไว้เป็นสัดส่วนนะ ถุงเท้าก็ถอดไว้ใกล้ ๆ ชั้นวางรองเท้า เสื้อผ้ากางเกงก็ถอดไว้ใกล้ ๆ กับตะกร้าซักผ้า” ไป๋หู่กล่าว
“นั่นแหละที่เขาเรียกว่าเรี่ยราด” หลี่ซีหยานกล่าว
“ไอ้หัวสีน้ำยาล้างห้องน้ำ แกอยากมีเรื่องใช่ไหม” ไป๋หู่ลุกขึ้นพุ่งเข้าใส่หลี่ซีหยานทันที แต่หัวของเขาก็ถูกไป่ฉีคว้าเอาไว้และเริ่มบีบ
“อ๊าก พี่ฉี มันเจ็บน้า ทำไมพี่ไปเข้าข้างไอ้หัวสีน้ำยาล้างห้องน้ำนั่นด้วยล่ะ” ไป๋หู่ชี้ไปที่หลี่ซีหยาน
“อาบน้ำแล้วไปนอนซะ พ่อแม่ฉันเข้านอนไปแล้ว อย่าส่งเสียงดังให้พวกท่านตื่น เข้าใจไหม” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ” ไป๋หู่รับคำ พี่ฉีของเขาตอนนี้น่ากลัวจริง ๆ
“งั้น ฉันขอตัวก่อนนะ” หลี่ซีหยานเองก็ลุกขึ้นกลับเข้าห้องเช่นกัน ขณะเดียวกันไป่ฉีสัมผัสได้ถึงการปะทุของพลังปราณ แม้จะเพียงพริบตาก็ตาม
‘พลังปราณรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อไม่นานนี้ มันคืออะไรกัน จากที่ประเมินดู ตำแหน่งของมันอยู่ที่หุบเหวไร้ก้นนี่นา เกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่’ ไป่ฉีคิด
เขาเดินขึ้นห้องและอาบน้ำแต่งตัวมานอนกับเมิ่งชิงชิง ก่อนจะใช้วิชาแยกจิต มุ่งไปยังหุบเหวไร้ก้นทันที เพียงพริบตาเขาก็มาถึงหุบเหวดังกล่าว
‘พลังปราณที่พวยพุ่งออกมา ไม่ผิดแน่ ด้านล่างนี้น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดพลังปราณตามธรรมชาติ พลังมันบริสุทธิ์มาก แต่……’ ไป่ฉีไม่ค่อยสบายใจกับสิ่งที่เขาตรวจพบ เขาพบพลังปราณของสิ่งมีชีวิต หรือจะเรียกว่ามนุษย์ก็ได้ จำนวนกว่า 30 คน ระดับพลังปราณขั้นต่ำสุดคือระดับราชันย์ทรราช ขั้น 1 ส่วนระดับปราณสูงสุดในกลุ่มนั้นอยู่ที่ราชันย์จักรพรรดิ ขั้น 10
‘มิตรหรือศัตรูกันแน่’ ไป่ฉีคิด
เพียงไม่นานคนกลุ่มนั้นก็พุ่งขึ้นมาจากหุบเหวไร้ก้น พวกเขาแต่งกายด้วยชุดโบราณหรูหรา ลักษณะชุดนั้นน่าจะอายุน่าจะ 100 ปีขึ้นไป แต่พลังปราณที่แผ่ออกมาจากคนกลุ่มนี้รุนแรงเป็นอย่างมาก พวกเขาพุ่งแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง
‘ถ้าเป็นตามที่ประมุขจางพูดไว้ คนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้นำรุ่นก่อนของตำหนักเทพและ 7 เสาหลักแห่งยุทธภพแน่’ ไป่ฉีคิด ก่อนจะดึงจิตตนเองกลับ
ไป่ฉีค่อย ๆ ลุกขึ้น กินยาแปลงโฉมเป็นอวี้กงอีกครั้ง และเปิดประตูมิติไปหาจางหนี่หวังทันที เพียงพริบตาเขาก็มาโผล่ที่สมาคมการค้าตะวันจันทรา
“ท่านอวี้กง ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอะไรรึเปล่าครับ” อี้เซียนที่เห็นเทพกระบี่ปรากฏตัว รีบเข้ามาสอบถามถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายทันที
“ประมุขจางนอนรึยัง” ไป่ฉีถาม
“เข้านอนไปแล้วครับ” อี้เซียนตอบ
“ไปปลุกซะ เรามีเรื่องด่วนต้องแจ้งให้ประมุขจางทราบ” ไป่ฉีกล่าว
“เอ๋ เรื่องด่วนเหรอครับ” อี้เซียนแสดงสีหน้าสงสัยออกมา หากเป็นเรื่องด่วนปกติ เขาสามารถรับเรื่องได้เลย แต่การที่ถามหาประมุขจาง แสดงว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแน่
“ใช่ คาดว่างานประลองวันพรุ่งนี้คงวุ่นวายน่าดู” ไป่ฉีกล่าว
“กระผมจะนำทางให้ครับ” อี้เซียนรีบนำทางไป่ฉีไปที่ห้องนอนของจางหนี่หวังทันที
“ประมุขครับ ท่านอวี้กงมาขอเข้าพบ คาดว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วน” อี้เซียนเคาะประตูก่อนจะบอกถึงการมาของแขกในยามวิกาล
“เข้ามาได้” เสียงงัวเงียของจางหนี่หวังดังตอบกลับมา อี้เซียนจึงเปิดประตูให้ไป่ฉีเข้าไป
“เข้ามาด้วยกันสิ ยังไงผู้อาวุโสอย่างท่านสมควรรู้” ไป่ฉีกล่าว อี้เซียนจึงเดินตามเข้าไปด้วย
“ท่านอวี้กง มาหาฉันแบบนี้ มีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือคะ” จางหนี่หวังถาม
“ประมุขจางยังจำหุบเหวไร้ก้นได้หรือไม่” ไป่ฉีถาม
“ฉันเคยเล่าให้คุณฟังไปแล้ว มีอะไรหรือคะ” จางหนี่หวังถาม
“คนพวกนั้นกลับมาแล้ว มีทั้งหมด 30 คน ระดับพลังปราณต่ำสุดคือราชันย์ทรราช ขั้น 1 สูงสุดคือราชันย์จักรพรรดิ ขั้น 10” ไป่ฉีกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
อี้เซียนทรุดตัวลงด้วยความตกใจ จางหนี่หวังตื่นเต็มตาทันทีที่ฟังจบ เธอคิดว่าคนเหล่านั้นตายไปแล้วเสียอีก ดูจากจำนวนที่เข้าไปและจำนวนที่ออกมา โอกาสรอดออกมาอยู่ที่ 1 ใน 100 เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็น่าตกใจจริง ๆ ไม่คิดว่าคนที่รอดกลับมาจะมีระดับพลังปราณสูงล้ำขนาดนี้
“จากนี้ไปยุทธภพต้องวุ่นวายแน่” จางหนี่หวังกล่าวน้ำเสียงที่สั่น เพราะความกลัว
“หึ ให้เดา คนพวกนั้นเคยจะเปิดศึกต่อสู้กันเพื่อกลายเป็นเจ้ายุทธภพ แต่เพราะกินกันไม่ลง ถึงได้ไปที่นั่นเพื่อหวังจะเหนือกว่าอีกฝ่ายให้ได้แบบขาดลอยสินะ” ไป่ฉีแค่นหัวเราะให้กับความโลภของคน
“ใช่ หากแต่ประมุขของตำหนักเทพรุ่นปัจจุบันไม่ได้มีความคิดจะแย่งชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพ พวกเขาตกลงเซ็นสนธิสัญญาแบ่งกันปกครองยุทธภพคนละทวีป แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” จางหนี่หวังกล่าว
“เช่นนั้นเราขอตัวไปจัดการอะไรที่สนามประลองเสียหน่อย พรุ่งนี้พวกเขาอาจจะมาชมการประลองก็ได้ ควรเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยเพิ่ม หากพวกเขาทะเลาะกันเอง” ไป่ฉีกล่าว
“รบกวนท่านแล้ว” จางหนี่หวังประสานมือคารวะ
คืนนั้นไป่ฉีใช้เวลากว่าครึ่งไปกับการลงอักขระลมปราณเพิ่ม เขาเตรียมกับดักไว้เล่นงานคนพวกนั้นโดยเฉพาะ หากเกิดเหตุวิวาทกันขึ้นมา
“เสร็จเสียที รีบกลับไปนอนดีกว่า” อวี้กงกล่าวจบก็หายไปจากลานประลองทันที
ค่ำคืนนั้นที่ตำหนักเทพวุ่นวายกันใหญ่ เพราะประมุขรุ่นก่อนที่สละตำแหน่งไป เดินทางกลับมาที่ตำหนักเทพ ทางคนที่อยู่ตำหนักเทพตอนนี้จึงได้โทรไปรายงานเหล่าประมุขตำหนักเทพคนปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
อดีตประมุขตำหนักเทพทั้งหลายต่างนั่งฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ตอนนี้ ว่าประมุขที่ดำรงตำแหน่งอยู่ได้ทำสนธิสัญญาปกครองกันคนละทวีป มีสมาคมการค้าตะวันจันทราเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุด ระดับของประมุขสมาคมการค้าอยู่ในระดับราชันย์ทรราช และยังมีผู้ที่เพิ่งแสดงตนในยุทธภพเมื่อไม่นานนี้อย่างอวี้กง ที่เหล่าชาวยุทธ์ให้ฉายาเทพกระบี่ และยังมีพรรคของพวกฝ่ายอธรรม เกิดขึ้นด้วย คือ พรรคตะวันดับ
‘พรุ่งนี้คงต้องไปดูหน้าเสียหน่อย’ เหล่าอดีตประมุขตำหนักเทพคิดเหมือนกัน พวกเขาอยากจะรู้ว่าเทพกระบี่จะเก่งสักแค่ไหนกัน
วันรุ่งขึ้น
ไป่ฉี ไป๋หู่และหลี่ซีหยานใช้วิธีเดิมในการเดินทางไปยังสมาคมการค้า แต่เมื่อไปถึงทั้งไป๋หู่และหลี่ซีหยานต่างกระอักเลือดออกมาทันที เพราะพลังปราณมหาศาลจำนวนมากกดทับร่างพวกเขาตั้งแต่ที่พวกเขามาถึง
“คุ้มกัน” เสียงของไป่ฉีดังขึ้น ทำให้ไป๋หู่กับหลี่ซีหยานรู้สึกว่าแรงกดทับนั้นได้หายไปแล้ว
“ขอบคุณ” ไป๋หู่กล่าว
“วันนี้มีแขกพิเศษมาหลายท่าน เกรงว่าต้องไปพบเสียหน่อย ยังไงก็ระวังตัวกันด้วย” ไป่ฉีเตือนไป๋หู่กับหลี่ซีหยาน
“ครับ” หลี่ซีหยานกล่าว (เล่นตามบท ทำเป็นไม่รู้จัก)
ไป่ฉีเดินเข้ามาก็พบว่าผู้อาวุโสอี้เซียนมายืนรอเขาอยู่แล้ว สีหน้าของอี้เซียนไม่ค่อยสู้ดีนัก เขาจึงเดินเข้าไปทักทายอี้เซียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คำนับผู้อาวุโสอี้เซียน” ไป่ฉีน้อมกายลงทำความเคารพอี้เซียน
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านเทพกระบี่ ที่จริงตอนนี้กระผมมีเรื่องหนักใจที่จะต้องแจ้งให้ท่านทราบ” อี้เซียนกล่าว
“อดีตประมุขตำหนักเทพอยากจะคุยกับเราสินะ แถมตอนนี้ประมุขจางเองก็กำลังประจันหน้าอยู่กับคนพวกนั้นแต่เพียงผู้เดียวด้วย” ไป่ฉียิ้ม
“ท่านราวกับมีตาทิพย์หูทิพย์นัก ใช่แล้วครับ ประมุขจางกำลังนั่งประจันหน้ากับเหล่าอดีตประมุขตำหนักเทพ บรรยากาศกำลังตึงเครียดเลยครับ” อี้เซียนค่อนข้างกังวลกับความปลอดภัยของประมุขจาง
“พาเราไปเถอะ ให้พวกนั้นรอนานคงไม่ดีนัก” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับเดินนำไปเหมือนเขารู้ทาง
ภายในห้องประชุมของสมาคมการค้า
อดีตประมุขตำหนักเทพทั้ง 5 คนและผู้ติดตามอีก 10 คน (ที่เหลืออีก 15 คนอยู่ที่ห้อง VIP ของตำหนักเทพ) กำลังนั่งรออวี้กงอยู่ จางหนี่หวังที่นั่งประจันหน้ากับทั้ง 5 รู้สึกอึดอัดมาก ด้วยพลังปราณระดับราชันย์จักรพรรดิทั้ง 5 คนที่อยู่ต่อหน้า เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะประคองสติเอาไว้
ก๊อก ๆ ๆ
“ขออนุญาตครับ” เสียงของอี้เซียนดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตู
“เข้ามาได้” จางหนี่หวังกล่าว
เมื่อประตูเปิดออก เหล่าอดีตประมุขตำหนักเทพต่างจ้องไปยังประตูที่ถูกเปิดออก สิ่งที่พวกเขาเห็นคือชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่า แต่กลับแผ่พลังปราณระดับราชันย์ทรราชออกมา
‘อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับมีพลังปราณถึงระดับนี้ได้โดยไม่ต้องเข้าไปยังหุบเหวไร้ก้น นับว่ามีพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมาให้จริง ๆ’ อดีตประมุขตำหนักเทพมังกรครามคิด
‘ท่วงทา การก้าวเดิน มั่นคง หนักแน่น ไม่เกรงกลัวเราที่มีระดับพลังปราณสูงกว่าแม้แต่น้อย นับว่าจิตใจเข้มแข็งมาก’ อดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรคิด
‘อืม บุคลิกดีมาก แต่ฝีมือจะขนาดไหนกันนะ’ อดีตประมุขตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวคิด
‘เฟิงหลงบอกว่า อวี้กงสามารถเอาชนะอู่กุยหลงจินที่มีระดับปราณจักรพรรดิขั้น 10 ได้ขณะที่เขามีปราณแค่ปราณปฐพี นับว่าน่ากลัวยิ่งนัก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องข่มไว้บ้าง เพื่อไม่ให้เฟิงหลงกับเฟิงจินโดนคนคนนี้กดหัวไว้’ อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดคิด
‘เจ้าเวิ่นเทียน คิดจะนำคนคนนี้มาเป็นเขยในตระกูลนับว่าความคิดดีไม่น้อย หากเฟิงเทียนได้ฝึกกับคนคนนี้ ฝีมือจะต้องรุดหน้าไปมากกว่านี้แน่’ อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนคิด
ไป่ฉีเดินเข้ามายืนต่อหน้าอดีตประมุขตำหนักเทพทั้ง 5 คน เขาไม่ได้แสดงอาการเกร็งแต่อย่างใด กลับมีท่าทีสบาย ๆ เสียด้วยซ้ำ
“ยินดีที่ได้พบอดีตประมุขตำหนักเทพทั้ง 5 ท่าน อย่างแรกขอทราบวัตถุประสงค์ที่มานั่งรวมตัวกันอยู่ที่นี่ก่อน” ไป่ฉีถามวัตถุประสงค์ของอดีตผู้นำทั้ง 5 คน
“งานประลองครั้งนี้ เหตุใดจึงใช้กฎแปลก ๆ ในการคัดคน” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดถาม
“ให้ดูวิดีโอเมื่อวานน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับหันไปหาอี้เซียน
คลิปวิดีโอการต่อสู้ของหลี่ซีหยานเมื่อวานถูกเล่นให้ผู้ทรงอำนาจทั้ง 5 ได้ดู สีหน้าของทั้ง 5 คนจากเคร่งเครียดเปลี่ยนเป็นสีหน้าของความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาเคยใช้พลังปราณต่อสู้กันแทบเป็นแทบตาย แต่ชายหนุ่มในวิดีโอที่มีพลังปราณด้อยกว่าอีกฝ่าย กลับสามารถชนะผู้ที่มีพลังปราณสูงกว่าได้ วิธีใช้ปราณในการต่อสู้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
“วิธีที่หลี่ซีหยานใช้นั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อจำกัด หากพลังปราณต่างกันมาก ย่อมใช้ไม่ได้ผล และเพื่อให้การประลองเป็นการประลองที่แท้จริง หากคู่ใดที่มีพลังปราณแตกต่างกันมาก การประลองของคู่นั้นจะเป็นการประลองแบบไม่ใช้พลังปราณ เพื่อให้ได้คนมีฝีมือจริง ๆ มาเป็นผู้ชนะในงานประลองประจำปี” ไป่ฉีอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง ฉันเข้าใจแล้ว” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดพยักหน้า
“ในเมื่อไขข้อสงสัยเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกท่านที่มีระดับพลังปราณชั้นราชันย์ทรราชขึ้นไป สวมกำไลข้อมือนี้ด้วย” ไป่ฉีเรียกกำไลออกมาจำนวนหนึ่ง
“สิ่งนี้คือ.....” อดีตประมุขตำหนักเทพมังกรครามถาม
“กำไลนี้จะสร้างเขตแดนขึ้นมากักไอพลังปราณที่รุนแรงของพวกท่าน พวกท่านอาจจะไม่รู้อะไร ตอนเรามาถึงเราพบผู้มีพลังปราณระดับต่ำกระอักเลือดหลายคน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในการจัดการประลองวันนี้ พวกท่านต้องสวมมันไว้ แต่ไม่ต้องห่วง พวกมันไม่ส่งผลต่อการใช้พลังปราณของพวกท่าน ถ้าจะถอดออกก็สามารถถอดออกได้ด้วยตนเอง แต่เราขอความร่วมมือให้พวกท่านสวมมันเอาไว้ระหว่างที่ทางเราดำเนินการจัดการประลองอยู่” ไป่ฉีกล่าว
“ประมุขจาง จะไม่พูดอะไรหน่อยรึ” อดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรถามจางหนี่หวังที่นั่งอยู่เงียบ ๆ
“ตามที่ท่านอวี้กงกล่าว พวกท่านควรสวมมัน” จางหนี่หวังตอบเพียงสั้น ๆ
เหล่าผู้ทรงอำนาจในอดีตหยิบกำไลไปสวม เมื่อเห็นว่าทุกคนสวมแล้ว จางหนี่หวังจึงได้บอกให้ทุกคนไปรอชมการประลองที่ห้อง ซึ่งเป็นห้องเดียวกันกับประมุขตำหนักเทพคนปัจจุบันนั่นเอง
______________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
