ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    ตอนที่ 59 หนึ่งล้าน

    หนิวเซี่ยงตงครุ่นคิดกับตัวเอง ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งก็ตอบกลับไปว่า “พี่โจวเพราะเป็นพี่ ผมคิดว่าพี่คือคนที่เข้ากับผมได้ดี เอาอย่างนี้ผมไม่เอาส่วนแบ่งของผมก็ได้ แล้วผมก็จะช่วยออกหน้าไปคุยกับเพื่อนของผมให้ รวมๆแล้วพี่จะได้ส่วนลดหนึ่งล้านหยวน พี่คิดว่ายังไงบ้าง แต่ราคาต่ำสุดคือห้าล้านหยวนนะน้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว!”

            “ก็ได้ๆๆ ห้าล้านหยวนก็ห้าล้านหยวน ผมต้องการเครื่องลายครามชิ้นนี้!”โจวเทียนฉีปรบมือ และกัดฟันฝืนใจพูดออกมา

            ในขณะนั้นเองเสียงข้อความก็ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือ โจวเทียนฉีหยิบขึ้นมาดูนึกสงสัยว่าอู๋จื๋อเหรินโอนเงินมาให้ตนเองแล้วใช่ไหมเขาเหลือบมองข้อความในโทรศัพท์เมื่อกดเปิดดูก็พบว่าเป็นข้อความที่ส่งมาจากธนาคารจริงๆ เงินจำนวนหนึ่งล้านหยวนไม่ขาดไปแม้แต่หยวนเดียว!

            ในซองใส่เงินมีเงินสดอยู่สามแสนห้าหมื่นหยวนตอนที่เข้ามาดูเครื่องลายคราม แน่นอนว่าโจวเทียนฉีเก็บไว้ในกระเป๋าไม่ให้ห่างกายและเอาเข้ามาด้านในด้วย จากนั้นก็มีเงินเพิ่มเข้ามาในบัญชีอีกหนึ่งล้านหยวนเท่ากับว่าตอนนี้เขามีเงินสดอยู่ในมือจำนวนหนึ่งล้านสามแสนห้าหมื่นหยวนซึ่งยังขาดอีกสามล้านหกแสนห้าหมื่นหยวน

            ถึงแม้ว่าจำนวนดังกล่าวจะขาดอีกมหาศาลราวกับตัวเลขของหน่วยทางดาราศาสตร์แต่ในเวลานี้ความฮึกเหิมของโจวเทียนฉีกลับพุ่งสูงเทียมเมฆจนมองไม่เห็นเงินจำนวนสามล้านหกแสนห้าหมื่นหยวนอยู่ในสายตาไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะต้องไปรวบรวมเงินก้อนนี้มาและรีบทำการซื้อขายนี้ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วให้ได้ เมื่ออู๋จื๋อเหรินเดินทางออกจากเมืองหลวงมายังเมืองถงเฉิงในอีกสามวันข้างหน้าเขา โจวเทียนฉีก็จะกลายเป็นเศรษฐีระดับห้าล้านหยวนในทันที!

            ห้าล้านหยวนนี่คือจำนวนเงินในฝันที่ต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเท่านั้นถึงจะได้มาทว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นขนาดไหน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะได้เงินก้อนนี้มาโดยที่ไม่ต้องลงแรงเลย!

            สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คืออู๋จื๋อเหรินถึงกับโอนเงินหนึ่งล้านหยวนมาให้เขาโดยที่ไม่แม้แต่จะคิดไตร่ตรอง หนึ่งล้านหยวนเชียวนะนี่คือจำนวนเงินที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจจินตนาการได้ และเงินจำนวนนี้กลับถูกโอนเข้ามาในบัญชีธนาคารของเขาอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้หากในตอนนี้เขาไม่คิดจะทำการซื้อขายครั้งนี้แล้ว หรือไม่ก็เชิดเงินหนีไปถึงอย่างไร ระหว่างเขากับอู๋จื๋อเหรินก็ไม่มีการเซ็นสัญญา ไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินมัดจำใดๆ อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางทำอะไรเขาได้แน่นอน!

            มาถึงขั้นนี้แล้วแน่นอนว่าโจวเทียนฉีย่อมมีความคิดเช่นนี้อยู่ในหัว แต่เขาไม่อยากโลภเอาเงินหนึ่งล้านหยวนเพราะว่ากำไรที่เขากำลังจะได้จากอู๋จื๋อเหรินหลังจากนี้คือห้าล้านหยวนเต็มๆแม้แต่คนโง่ก็ไม่มีทางเลือกเงินแค่หนึ่งล้านหยวนแทนที่จะเป็นห้าล้านหยวน!

            ในเวลานี้หนิวเซี่ยงตงเองก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พี่โจวผมเองก็รู้สึกดีใจกับพี่เหมือนกัน แต่ผมจ่ายค่าเครื่องลายครามชิ้นนี้ไม่ไหวนี่ไม่ใช่ของของผม หนำซ้ำผมก็ยังเสียเงินก้อนใหญ่เพื่อพี่ด้วย เพราะฉะนั้น...”

            โจวเทียนฉีพยักหน้าในทันที“ผมรู้ๆ เถ้าแก่หนิวไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว ในเมื่อคุณช่วยผมผมก็ไม่มีทางที่จะไม่ซาบซึ้งในน้ำใจ เอาอย่างนี้แล้วกันเถ้าแก่หนิวคุณให้เวลาผมไปหาเงินสักสามวัน ภายในสามวันนี้ รอจนผมเตรียมเงินมาพร้อมแล้วเราค่อยมาทำการซื้อขายกัน ตกลงไหม”

            หนิวเซี่ยงตงพยักหน้าอย่างหนักแน่นและตอบกลับไปว่า “ตกลง พี่โจว ผมจะเก็บแจกันใบนี้ไว้ให้พี่ความจริงแล้วยังมีคนอื่นที่รอจะเอาอยู่เหมือนกัน แต่ในเมื่อผมกับพี่โจวตกลงกันแล้วถึงคนอื่นให้ราคาสูงกว่านี้ ผมก็ไม่สนใจ ถึงอย่างไรสิ่งที่คนเราใฝ่หาก็คือความพอใจนี่นา!”

            โจวเทียนฉีตอบกลับไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไปถึงดวงตา“จริงด้วยๆ คนเราต่างก็ใฝ่หาความพอใจกันทั้งนั้น ได้เงินน้อยยังดีกว่าการต้องทำเรื่องที่ไม่น่าพอใจ!”

            หนิวเซี่ยงตงนำเครื่องลายครามไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยและล็อกเอาไว้จากนั้นกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “พี่โจว พี่วางใจได้เลยผมจะเก็บแจกันใบนี้ไว้ให้พี่เอง ภายในสามวันนี้ถือว่ามันเป็นของพี่ ถ้าพ้นสามวันนี้ไปแล้วพี่ไม่ต้องการมันผมถึงจะเอาไปขายให้คนอื่น!”

            “ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเอา!” โจวเทียนฉีพูดอย่างไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย จากนั้นก็ประสานมือทั้งสองข้างคำนับและพูดว่า“เถ้าแก่หนิว เวลาไม่เคยคอยท่า ผมจะรีบกลับไปเตรียมเงินเดี๋ยวนี้ผมคงอยู่ดื่มชาคุยกับคุณที่นี่ไม่ได้แล้ว!”

            “ฮ่าๆๆ เชิญตามสบาย เชิญตามสบายเลย!” หนิวเซี่ยงตงคลี่ยิ้มกลับไปอย่างมีมารยาท แต่แล้วจู่ๆเขาก็กล่าวเตือนโจวเทียนฉีว่า “พี่โจว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ผมต้องบอกพี่เจ้าของแจกันใบนี้เคยบอกผมว่าของชิ้นนี้เป็นของเถื่อนการซื้อขายจึงต้องเป็นเงินสดทั้งหมด จะต้องไม่มีการโอนผ่านธนาคาร...”

            โจวเทียนฉีตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลใจ“ไม่เป็นไร เงินสดก็เงินสดสิ แค่ยุ่งยากนิดหน่อยเท่านั้นเอง เรื่องนี้ไม่มีปัญหาผมเข้าใจดีว่าการซื้อขายของเถื่อนต้องใช้เงินสด ผมจะทำตามกฎอย่างดี!”

            หลังจากที่ออกมาจากห้องนิรภัยโจวเทียนฉีเห็นสวี่ตงกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์ที่หน้าร้านอย่างตั้งอกตั้งใจอีกทั้งยังเช็ดจนสะอาดหมดจด ในเวลานี้เขาไม่อารมณ์เสียเมื่อเห็นสวี่ตงกลับโบกมือและออกคำสั่งด้วยสีหน้าแช่มชื่นว่า “ตั้งใจทำงานเข้าละเถ้าแก่หนิวเป็นคนดี ถ้าแกทำตัวดีๆ อยู่ที่นี่เขาก็จะไม่ปฏิบัติต่อแกอย่างไม่เป็นธรรม!”

            สวี่ตงก้มศีรษะลงไม่ตอบอะไรกลับไป ตอนนี้โจวเทียนฉีกำลังอารมณ์ดีสุดขีดจึงไม่ถือสากับการกระทำเล็กๆน้อยๆ ที่เสียมารยาทของสวี่ตง แล้วหันไปบอกลาหนิวเซี่ยงตง

            สิ่งแรกที่โจวเทียนฉีทำหลังจากขึ้นรถคือวางซองใส่เงินไว้บนที่นั่งข้างคนขับ เขาไม่ได้จ่าย ‘เงินมัดจำ’ ก้อนโตเหมือนอย่างอู๋จื๋อเหรินแต่หนิวเซี่ยงตงกลับยังคงไว้วางใจในตัวเขาอย่างยิ่ง อีกทั้งยังยอมให้เวลาเขาสามวันแน่นอนว่าเขาต้องใช้เวลาสามวันนี้ในการเสวยสุข!

            ในเวลานี้โจวเทียนฉีไม่มีความคิดที่จะกลับไปที่โรงรับจำนำของตัวเอง เขาขับรถไปพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาภรรยากับลูกสาวไปพลาง เขาไม่ได้ให้เหตุผลใดๆทางโทรศัพท์ เพียงแค่บอกให้ภรรยากับลูกสาวรีบกลับบ้านทันทีเนื่องจากเขามีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย!

            เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านโจวเทียนฉีจอดรถไว้ที่ริมถนนซึ่งอยู่ชั้นล่างของอาคาร จากนั้นก็รีบขึ้นไปชั้นบนเนื่องจากที่นี่คืออะพาร์ตเมนต์ซึ่งไม่มีลิฟต์ และห้องของเขาก็อยู่บนชั้นห้ายามเดินขึ้นไปจึงหายใจหอบไปด้วย เขาระบายลมหายใจผ่านลำคอภายในใจก็คิดว่ารอให้การซื้อขายคราวนี้เสร็จสิ้นเมื่อไรเขาจะรีบไปซื้อห้องชุดที่มีลิฟต์ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนที่อยู่ใหม่เสียที บ้านที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่คู่ควรกับสถานะของเขาอีกต่อไปแล้ว!

            ไม่มีใครอยู่ในบ้านหากเป็นเมื่อก่อน ตอนนี้สวี่ตงคงจะกลับมาจากโรงเรียนแล้วแต่หลังจากที่สวี่ตงถูกขับไล่ออกไป ที่นี่ก็ไม่มี ‘คนว่างงาน’ อีก โจวหลินลูกสาวของเขายังคงทำงานอยู่ที่ธนาคาร ส่วนภรรยาก็ยังไม่กลับมาจากโรงเรียนถึงแม้ว่าเมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะโทรไปหา แต่ทั้งสองคนก็ไม่มีทางกลับมาในเร็วๆนี้แน่นอน!

            โจวเทียนฉีวางซองใส่เงินลงบนโต๊ะกาแฟจากนั้นก็ต้มน้ำร้อน ชงชารินชาใส่แก้ว แล้วจึงนั่งพักบนโซฟา

            หลังจากที่สวี่ตงจากไปห้องรับแขกก็เริ่มรก ไม่มีคนทำงานบ้านอยู่ที่นี่อีกแล้วลูกสาวก็เป็นคุณหนูที่ต้องยื่นเสื้อผ้าให้ถึงมือ ป้อนข้าวให้ถึงปาก แทบจะไม่แตะงานบ้านงานเรือนเลยส่วนภรรยาเองก็ค่อนข้างจะเป็นคน ‘เจ้าอารมณ์’ ตอนที่สวี่ตงอยู่ที่นี่คนในครอบครัวแทบทุกคนจึงตะโกนดุด่าและออกคำสั่งกับสวี่ตง ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นทาส

            ตอนที่คนยังอยู่ก็ยังไม่รู้สึกทว่านับตั้งแต่ที่สวี่ตงจากไป โจวเทียนฉีถึงพบว่าตัวเองรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลยอย่างแรกคือไม่มีใครทำงานบ้านที่มีมากมายเป็นกองพะเนินภรรยากับลูกสาวก็ไม่ใช่คนที่เขานึกจะตวาดก็สามารถตวาดใส่ได้ ในเวลานี้พื้นห้องจึงสกปรกเป็นอย่างยิ่งทั่วทุกที่มีแต่รอยเท้ากับฝุ่น แม้แต่โจวเทียนฉีเองก็ยังรู้สึกว่ามองแล้วระคายตาเหลือเกิน

            แต่ไม่ว่าจะรู้สึกระคายตาเพียงใดโจวเทียนฉีก็ไม่ยอมลงมือทำเองเขากลับหยิบเงินในซองออกมาปึกแล้วปึกเล่าวางลงบนโต๊ะกาแฟกองธนบัตรสีแดงสดสามสิบห้ามัดถูกวางเรียงกันบนโต๊ะเห็นแล้วทำให้รู้สึกเบิกบานใจจริงๆ !

            เสียงกุญแจดังแว่วเข้าหูโจวเทียนฉีได้ยินเสียงนี้ก็รับรู้ได้ว่าหวงซูอวี๋ ภรรยาของตนเองกลับมาแล้วเขารีบกระแอมไอในลำคอ เตรียมตัวเริ่ม ‘กล่าวคำปราศรัย!’

            ฝ่ายหวงซูอวี๋เปิดประตูไปพลางพูดไปพลาง “เหล่าโจว วันนี้คุณไปกินอะไรมาถึงได้ทำตัวแปลกๆ ตอนที่โทรหาฉันก็ไม่ยอมพูดให้ชัดเจนให้ฉันกลับบ้านมาทำอะไร...เฮ้ ได้อย่างไรกัน...คุณมีเงินตั้งมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร”

            ตอนแรกหวงซูอวี๋กำลังพร่ำบ่นไม่หยุดแต่เมื่อเดินเข้าไปด้านในและเงยหน้าขึ้น และเห็นธนบัตรมากมายวางกองเต็มโต๊ะกาแฟเธอก็ตะลึงงันไปและเอ่ยถามโจวเทียนฉีด้วยความประหลาดใจอย่างอดไม่อยู่

            โจวหลินลูกสาวก็กลับมาพร้อมกับหวงซูอวี๋เช่นกัน เมื่อเธอเห็นว่ามีเงินวางกองอยู่เต็มโต๊ะก็เดินก้าวเข้าไปด้วยความตื่นเต้น แล้วนั่งลงบนโซฟา หยิบธนบัตรเหล่านั้นขึ้นมาตรวจสอบดูในระหว่างที่กำลังดูก็เอ่ยถามไปด้วยว่า “พ่อคะ พ่อไปเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้มาจากไหน”

            โจวหลินทำงานเป็นพนักงานธนาคารแค่ใช้มือสัมผัสเธอก็บอกได้แล้วว่าธนบัตรเหล่านี้เป็นของจริง ไม่ใช่ของปลอมใช้เวลานับครู่เดียวเธอก็รู้ถึงจำนวนเงินแล้ว เงินเหล่านี้ถูกมัดรวมกันเป็นปึกปึกละหนึ่งหมื่นหยวน รวมกันแล้วมีสามสิบห้าปึก ทั้งหมดนี้คิดรวมกันเป็นเงินสามแสนห้าหมื่นหยวน!

            โจวเทียนฉีหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบหนึ่งอึกจากนั้นโคลงศีรษะ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง “วันนี้พ่อได้กำไรจากการทำธุรกิจเป็นเงินสดสองแสนห้าหมื่นหยวนน่ะ!”

            “สองแสนห้าหมื่นหยวน?”

            หวงซูอวี๋กับโจวหลินสองแม่ลูกแทบไม่เชื่อหู พวกเธอถึงกับเอ่ยถามเป็นเสียงเดียวกัน!

            โจวเทียนฉีเห็นภรรยากับลูกสาว‘ตกใจ’ เขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา จากนั้นหยิบบัตรธนาคารออกมาวางลงบนโต๊ะกาแฟแล้วพูดพลางคลี่ยิ้มว่า “ไม่ใช่แค่เงินสดอย่างเดียว ในบัตรใบนี้ยังมีเงินอีกหนึ่งล้านหยวนที่ไม่ต่างอะไรกับเงินสดพ่อสามารถถอนเงินสดหนึ่งล้านหยวนออกมาเมื่อไหร่ก็ได้!”

            “หนึ่งล้านหยวนเนี่ยนะ!”

            คราวนี้สองแม่ลูกหวงซูอวี๋กับโจวหลินต่างสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ พร้อมทั้งพูดเป็นเสียงเดียวกัน!

            โจวหลินยังถึงขั้นยิงคำถามเพิ่มอีกว่า“พ่อคะ พ่อไปเอาเงินตั้งมากมายขนาดนี้มาจากไหน คงไม่ได้ไปปล้นธนาคารมาใช่ไหมคะ”

            แน่นอนว่านี่เป็นแค่คำพูดล้อเล่นเท่านั้นโจวหลินรู้ดีว่าถึงแม้พ่อของเธอมีใจจะทำ แต่ก็ไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น

            โจวเทียนฉีพูดแกมดุ“ยัยเด็กคนนี้ ลูกไม่เชื่อใจพ่อขนาดนั้นเลยหรือไง หึๆ จะบอกให้ก็ได้เช้าวันนี้ฉันได้กำไรสุทธิสองแสนห้าหมื่นหยวนจากการซื้อขายครั้งเดียวหลังจากที่เอาเงินของสวี่ตงมาใช้จ่ายไปก่อนหน้านี้ฉันก็ยังมีเงินสดหมุนเวียนอยู่อีกหนึ่งแสนหยวน พอเอาเงินสองแสนห้าหมื่นหยวนที่เพิ่งได้มารวมกับเงินหนึ่งแสนหยวนก่อนหน้านี้ก็เท่ากับว่าฉันมีเงินสดอยู่ในมือทั้งหมดสามแสนห้าหมื่นหยวนแล้วแต่พวกเธออย่าเพิ่งตกใจไปละ เพราะการซื้อขายครั้งที่สองของฉันกำลังจะทำให้ฉันได้กำไรห้าล้านหยวนภายในสามวันห้าล้านหยวนเชียวนะ!”

            โจวหลินตกตะลึงกับคำพูดของผู้เป็นพ่อจนตัวแข็งทื่อถึงกับไม่สามารถทำความเข้าใจไปชั่วขณะหนึ่งว่านี่คือเรื่องจริงหรือไม่ แต่เงินสดสามแสนห้าหมื่นหยวนที่กองอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่ของปลอมยังไม่ต้องพูดถึงจำนวนเงินที่อยู่ในจินตนาการจำนวนห้าล้านหยวน ตรงหน้าของเธอมีเงินสดสามแสนห้าหมื่นหยวนอยู่จริงๆอีกทั้งนี่ก็ยังเป็นเงินจริง!

            โจวเทียนฉีโบกมือและเอ่ยสั่งโจวหลินว่า “ลูกเปิดคอมพิวเตอร์เข้าไปในบัญชีธนาคารของพ่อแล้วลองตรวจสอบดูสิว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่!”

            “ตกลงค่ะ!” แน่นอนว่าโจวหลินรู้ข้อมูลบัญชีออนไลน์ของพ่อเธอเป็นอย่างดีเธอเปิดคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเข้าไปในหน้าบัญชีเงินฝาก

            ในบัญชีธนาคารของผู้เป็นพ่อไม่มีเงินอยู่มากนักโจวหลินรู้เรื่องนี้ดี หลังจากที่ฮุบเอาเงินสามแสนแปดหมื่นหยวนของสวี่ตงไปครอบครัวของเธอถึงได้มีเงินสดจำนวนมาก เธอใช้เงินซื้อรถยนต์ แม่ของเธอเก็บเงินไว้ห้าหมื่นหยวนส่วนพ่อ หลังจากที่ซื้อรถยนต์แล้วก็ยังเหลือเงินสดอีกหนึ่งแสนหยวนไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในร้านอย่างมากเขาก็มีเงินติดบัญชีอยู่แค่ไม่กี่พันหยวนเท่านั้น

            แต่เมื่อเปิดหน้าบัญชีเงินฝากและดูยอดเงินคงเหลือโจวหลินก็ต้องตกใจจนสะดุ้งโหยงในทันที “กรี๊ดดด...มีเงินหนึ่งล้านหยวนอยู่จริงๆเหรอ พะ...พ่อคะ พ่อ...พ่อไปเอาเงินตั้งมากมายขนาดนี้มาจากไหน”

            แค่คำพูดที่ว่าเขาได้กำไรสองแสนห้าหมื่นหยวนในครั้งเดียวเมื่อครู่นี้ก็ทำให้โจวหลินไม่อยากจะเชื่ออยู่แล้วแล้วนับประสาอะไรกับการซื้อขายที่สามารถทำกำไรได้มากกว่าหนึ่งล้านหยวน ขนาดไปปล้นธนาคารยังมีความเสี่ยงเลยต่อให้ปล้นมาได้ก็ไม่มีชีวิตรอดมาเสวยสุขอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นเงินหนึ่งล้านหยวนนี้มาจากไหนกัน


             

    คล้ายกับเรื่องดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน