ตอนที่ 68 มิต่างอันใดกับดินแดนในอาณานิคม คู่หมั้นหมายในอดีตที่ข้าเคยรักสุดหัวใจ
เมื่อคลื่นมหันตภัยแห่งอสูรปะทุออกจากเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทั้งแผ่นดินจงโจวและแม้แต่พื้นพิภพเทียนชิง ก็ล้วนตื่นตระหนกจนแทบลืมหายใจ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายพากันเชื่อว่ามหันตภัยกำลังจะมาเยือน
กระแสพลังมารที่โหมกระหน่ำดุจคลื่นยักษ์สูงตระหง่าน พลุ่งพล่านขึ้นสู่ฟากฟ้า ราวกับเสียงกึกก้องแห่งการตื่นขึ้นของอสูรในตำนาน ศาสตรามารซึ่งถูกผนึกไว้ที่นี่ บัดนี้อาจหลุดพ้นจากพันธนาการ
หรืออาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่มาปลดปล่อยผนึกนั้นกำลังนำมหันตภัยมาสู่ผู้คน อสูรโลกันตร์ที่ไร้ผู้ต้านทานใกล้จะออกมาอาละวาดในมิช้า
แต่แล้ว…ท่ามกลางความหวาดหวั่นและการเฝ้ารอด้วยใจสั่นระทึก สิ่งที่ปรากฏกลับทำให้ทุกคนตะลึงงัน เมื่อพบว่ามิมีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
กลับกัน พลังมารภายในเขตแดนลี้ลับกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว เสมือนว่าอสูรโลกันตร์ที่กำลังจะปรากฏได้ถูกผนึกกลับคืนอีกครั้ง
เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร
แม้จะมีผู้ตั้งข้อสงสัยต่อบันทึกในเขตแดนลี้ลับ แต่สิ่งที่ปรากฏในซากปรักหักพังและกองศพที่เกลื่อนกลาดก็ยืนยันว่าที่นี่เคยเป็นดินแดนแห่งการสังหารครั้งใหญ่
ดังนั้น บันทึกเหล่านี้จึงหาได้ผิดพลาดไม่
ท้ายที่สุด เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรล้วนสรุปข้อเท็จจริงที่พ้องต้องกันในที่สุด
บุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์ปรากฏตัวในโลกเบื้องล่างด้วยอำนาจที่ชวนให้ผู้คนตกตะลึง แท้จริงแล้วเดินทางมาเพื่อผนึกศาสตรามารในเขตแดนลี้ลับ ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนนับมิถ้วนเห็นเขาก้าวเข้าสู่เขตแดนลี้ลับด้วยตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งเดือน เขตแดนลี้ลับก็ได้ปิดตัวลง เขาก็กลับมาพร้อมกับผู้ติดตาม และในเวลาเดียวกันนั้นเอง พลังมารที่ปะทุพลุ่งพล่านก็เริ่มจางหายไป
สองเหตุการณ์นี้สอดประสานกันอย่างไร้ที่ติ ราวกับเส้นด้ายแห่งโชคชะตาถักทอเรื่องราวนี้ให้เป็นหนึ่งเดียว
ความคิดนี้ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเกิดความสำนึกในพระคุณอย่างยิ่ง พวกเขามิลังเลที่จะสร้างรูปสลักของเขาไว้กลางดินแดนจงโจว เพื่อเป็นการยกย่องและรำลึกถึงคุณงามความดี
แต่สำหรับกู้ฉางเกอ เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขามิเคยรับรู้
หากได้ยินเข้า คงอดมิได้ที่จะหัวเราะในใจ จินตนาการของพวกเขานั้นสุดจะลี้ลับเกินหยั่งถึง
เหตุใดมิมีผู้ใดคิดว่าเขาเดินทางไปทำลายผนึก และนำศาสตรามารกลับมาเป็นของตนเองบ้างเล่า
ขณะนี้ เขาก็ได้นำคณะผู้ติดตาม รวมถึงผู้อาวุโสหมิงมุ่งหน้าเดินทางกลับสู่แดนสวรรค์
วาบ!
แสงเจิดจ้าพุ่งสาดส่องปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อร่างราวกับเป็นช่องทางมิติเชื่อมโยงจักรวาลอันมั่นคง ซึ่งภายในดูคล้ายตำหนักโบราณที่ยิ่งใหญ่และวิจิตรตระการตา
“นี่หรือคือการเดินทางสู่แดนสวรรค์”
หลินชิวหานและซูชิงเกอมองสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง ความตระการตาอันเกินบรรยายตรงหน้านี้ แตกต่างจากภาพในจินตนาการของพวกนางอย่างสิ้นเชิง
พวกนางเคยจินตนาการถึงการฉีกเปิดมิติ ฝ่าสายฟ้าพิพากษา ราวกับการเหินสู่สวรรค์ในตำนาน
แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นเส้นทางมิติที่สง่างาม ราวกับสร้างขึ้นมาเพื่อกู้ฉางเกอโดยเฉพาะ
“นี่คือตำหนักรับรองของตระกูลกู้ ใช้สำหรับนำนายน้อยกลับสู่ตระกูล สามารถเดินทางข้ามมิติมากมาย ฉีกจักรวาลเพื่อเปิดเส้นทาง”
ผู้อาวุโสหมิงกล่าวพลางมองหญิงสาวทั้งสอง ขณะนี้การเรียกขานต่อกู้ฉางเกอของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยได้เปลี่ยนจากคุณชายเป็นนายน้อย
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงอำนาจและบารมีที่มิอาจเทียบเคียง
“ตำหนักรับรอง…เดินทางข้ามโลก ฉีกจักรวาล…”
เสียงพึมพำจากซูชิงเกอเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึง กู้ฉางเกอมิเคยเล่าเรื่องนี้ให้พวกนางฟัง เพียงแต่บอกว่า “เจ้าจะเข้าใจในวันข้างหน้า”
และในวันนี้ นางก็เริ่มเข้าใจแล้ว
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในโลกเบื้องล่าง แม้แต่การทำลายขอบเขตมิติก็เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปมิได้ ส่วนการเดินทางในโลกหลากมิติยิ่งเป็นเรื่องที่มิอาจฝันถึง
ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าช่างเกินจินตนาการโดยแท้
“ตระกูลของคุณชาย… ยิ่งใหญ่อย่างเหลือเชื่อ…” หลินชิวหานพึมพำ นางรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เกินความเข้าใจ ราวกับว่าที่ผ่านมา นางช่างตื้นเขินเสียเหลือเกิน
ความตื่นตะลึงของนางท่วมท้นจนมิมีคำพูดอื่นใดจะบรรยาย
ผู้อาวุโสหมิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของพวกนาง
ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง สำนักอมตะนิรันดร์ ราชสำนักเซียนผู้ยิ่งใหญ่ และตระกูลเซียนโบราณ เหล่านี้คือขุมกำลังอำนาจที่อยู่บนจุดสูงสุดของแดนสวรรค์
แม้จะมีขุมกำลังที่สามารถเทียบเคียงได้ แต่การแสวงหาผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ย่อมแทบเป็นไปมิได้เลย
เพราะขุมกำลังเหล่านี้ล้วนมีประวัติศาสตร์สืบทอดยาวนานเกินจินตนาการ เวลาอันยาวนานนับหมื่นปีเป็นเพียงเศษทรายในสายธารแห่งกาลเวลา แม้แต่พวกเขาเองก็ยังมิอาจหยั่งรู้ถึงขุมกำลังของอีกฝ่ายได้
ตามที่ผู้อาวุโสหมิงเคยได้ยินมา เมื่อหลายล้านปีก่อน เคยเกิดสงครามนิรันดร์อันลึกล้ำ การต่อสู้นั้นทำให้ทะเลเปลี่ยนเป็นห้วงโคลน กวาดล้างทำลายโลกเบื้องล่างจำนวนมากมาย
ชีวิตในโลกเบื้องล่างจำนวนมหาศาลถูกพลังนั้นกวาดล้างในพริบตา เสมือนธุลีที่ถูกสายลมพัดปลิวไป
นี่คือความยิ่งใหญ่ที่น่ากริ่งเกรงของขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในแดนสวรรค์
“เมื่อครั้งข้ายังอยู่ในแดนสวรรค์ ข้าโชคดีที่ได้พบกับผู้อาวุโสของตระกูลนายน้อย หากมิได้พบเขา ป่านนี้ข้าคงอยู่ในซอกหลืบเล็กๆ ที่ใดสักแห่ง ทำงานขุดเหมืองให้ผู้อื่นอยู่แล้ว…”
คำพูดนี้ทำให้ซูชิงเกอและหลินชิวหานตะลึงงัน
ขุดเหมืองหรือ
บรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินในโลกเบื้องล่าง เมื่อมายังแดนสวรรค์กลับต้องได้รับชะตากรรมเช่นนี้หรือ
มิน่าแปลกใจเลยที่ชีวิตในโลกเบื้องล่างกลับดูไร้ค่าจนมิต่างอันใดกับมดปลวกในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรในแดนสวรรค์
สำหรับกู้ฉางเกอที่ปฏิบัติต่อพวกนางด้วยความเมตตาเช่นนี้ พวกนางก็มิรู้จะกล่าวขอบคุณได้อย่างไร
ผู้อาวุโสหมิงกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มบางว่า “นายน้อยเป็นถึงทายาทของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง ตำหนักรับรองนี้นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
“พวกเจ้าจงรู้ไว้ แม้แต่ในแดนสวรรค์อันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต สถานะของนายน้อยก็ยังนับเป็นที่สุดแห่งความสูงส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายน้อยยังเป็นศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ด้วยสถานะทั้งสองนี้ มิมีผู้ใดในแดนสวรรค์ที่อาจเทียบเคียงได้”
“การที่พวกเจ้าได้ติดตามนายน้อย นับเป็นเกียรติอันสูงสุดยิ่ง ในแดนสวรรค์นี้ เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์มิรู้เท่าไรที่ปรารถนาจะได้ตำแหน่งนี้ แต่ก็มิมีทางไขว่คว้าได้”
“จงตั้งใจเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ของพวกเจ้าให้กว้างไกล และอย่าได้ทำให้นายน้อยต้องเสียหน้า”
คำกล่าวเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องอธิบาย ผู้อาวุโสหมิงรู้ดีว่าสถานะของนายน้อยสูงส่งเกินกว่าที่จะลดตัวมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองได้
เมื่อซูชิงเกอและหลินชิวหานได้ฟัง ก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าแรงอย่างตื่นตะลึง พวกนางมิอาจปฏิเสธได้เลยว่ากู้ฉางเกอคือบุคคลที่เหนือชั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้
ในโลกเบื้องล่าง พวกนางย่อมสัมผัสได้ถึงอำนาจและบารมีอันไร้ขอบเขตของกู้ฉางเกอ ซึ่งหากจะใช้คำว่ายิ่งใหญ่ไร้เทียมทานมาอธิบายเขา ก็ยังนับว่ามิเกินเลย
แต่บัดนี้ เมื่อได้ล่วงรู้ถึงความลึกซึ้งของอำนาจในแดนสวรรค์ คำว่าไร้เทียมทานก็ยังดูต่ำต้อยเกินไปเสียแล้ว
โดยเฉพาะซูชิงเกอ ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ความทรงจำจากจิตวิญญาณดวงที่สองของนางก็เริ่มฟื้นคืนอีกครั้ง
ข้อมูลส่วนใหญ่แม้จะเลือนราง แต่ก็ล้วนเกี่ยวกับแดนสวรรค์ ราวกับว่านางมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับแดนสวรรค์แห่งนี้
เรื่องนี้ นางตั้งใจจะหาช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อบอกกล่าวกับกู้ฉางเกอในภายหลัง
“ไปกันเถิด การเดินทางกลับสู่ตระกูลยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นในที่สุด สายตาที่มองไปยังหญิงสาวทั้งสองนั้นแฝงไว้ด้วยแววลึกซึ้ง ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ตำหนักรับรองเป็นคนแรก
ฟึ่บ!
ในเวลาไม่นาน ทุกคนก็เข้าสู่ภายในตำหนักรับรอง เส้นทางมิติที่มั่นคงเริ่มปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักนั้นกว้างใหญ่และโอ่อ่า ทิวทัศน์ภายนอกเผยให้เห็นห้วงมิติที่แผ่กว้าง เสมือนพวกเขากำลังล่องลอยผ่านความว่างเปล่าในจักรวาลอันมิมีที่สิ้นสุด
ภายนอกคือคลื่นพลังแห่งกาลเวลาอันเชี่ยวกราก มิติและจักรวาลถูกฉีกกระชาก เส้นทางเบื้องหน้านั้นพุ่งตรงสู่ศูนย์กลางของแดนสวรรค์อันลึกล้ำ
กู้ฉางเกอยืนมองโลกภายนอกที่แผ่กว้างดั่งมหาสมุทร สายตาของเขาสะท้อนความคิดที่กำลังเรียบเรียงภาพความทรงจำเกี่ยวกับแดนสวรรค์
แดนสวรรค์…คืออาณาเขตอันกว้างใหญ่เกินจะจินตนาการ
ในสายตาของเขา มันคือการหลอมรวมตัวกันของมิติที่แตกต่าง ทั้งใหญ่และเล็ก ร้อยเรียงกันเป็นดินแดนเดียว
ศูนย์กลางของแดนสวรรค์คือดินแดนที่นิกายโบราณตั้งตระหง่าน เผ่าพันธุ์นับหมื่นนับแสนอยู่ร่วมกันอย่างรุ่งเรืองและสงบสุข
ทุกนิกายและทุกเผ่าพันธุ์ล้วนปกครองโลกและมิตินับมิถ้วนในอาณาเขตของตน
ตอนนี้ พวกเขากำลังเดินทางอยู่ในแดนสวรรค์แล้ว
แม้ว่าบริเวณนี้จะเป็นเพียงเขตชายขอบ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังแห่งโลกอันเข้มข้นได้อย่างชัดเจน
ในหมู่โลกนับมิถ้วนที่เชื่อมโยงหรือผลักไสกันออก ต่างแผ่กระจายตัวในห้วงจักรวาลอันไร้ขอบเขต หากไร้ซึ่งพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ผู้บำเพ็ญเพียรย่อมมิอาจดำรงอยู่ในช่องว่างแห่งนี้ได้
เพียงชั่วพริบตา พวกเขาจะถูกแรงกดทับอันรุนแรงบดขยี้จนร่างและจิตวิญญาณมลายสิ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเดินทางจากโลกเบื้องล่างจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก มีเพียงสมบัติล้ำค่าเช่นตำหนักรับรองเท่านั้น ที่จะสามารถฝ่าผ่านกำแพงมิติเหล่านี้ได้
ยิ่งตำหนักรับรองเคลื่อนที่ลึกเข้าสู่ศูนย์กลางของแดนสวรรค์ พวกเขาก็จะยิ่งผ่านโลกที่มีระดับสูงกว่าพื้นพิภพแห่งเทียนชิง โลกเหล่านี้อยู่ใกล้ศูนย์กลางของแดนสวรรค์มากกว่า
ในแดนสวรรค์ ขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดย่อมครอบครองอาณาเขตที่กว้างใหญ่ที่สุด และปกครองโลกจำนวนมากในโลกเบื้องล่าง
การจัดระเบียบนี้ในสายตาของกู้ฉางเกอ ก็คล้ายกับระบบอาณานิคม
ยิ่งไปกว่านั้น ขุมพลังยักษ์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางของแดนสวรรค์ ดังเช่นตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงและสำนักอมตะนิรันด์ ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจ อีกทั้งยังมีเหล่าขุมพลังโบราณที่เป็นบริวารนับมิถ้วน
ขุมพลังโบราณเหล่านั้นเองก็ปกครองโลกในอาณัติของตนอีกมากมาย ก่อร่างเป็นเครือข่ายอันซับซ้อนและหยั่งรากลึก
นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรในแดนสวรรค์ ผู้ที่ทะยานขึ้นจากโลกเบื้องล่าง แม้จะทรงพลังเพียงใด ก็ยังถูกมองว่าด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาในแดนสวรรค์เบื้องบน
ความแตกต่างนี้เกิดจากลำดับชั้นในระบบสังคม และหยั่งรากลึกจนมิอาจสั่นคลอนได้
อย่างไรก็ตาม โลกโบราณบางแห่งซึ่งตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางของแดนสวรรค์ ก็มิอาจนำไปเปรียบเทียบกับโลกทั่วไปเหล่านี้ได้เลย
“การจัดวางเช่นนี้ ช่างสอดคล้องกับแนวทางของการเหินฟ้าสู่แดนเซียน แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ข้ากลับยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมันเสียแล้ว”
กู้ฉางเกอยิ้มบางพลางพึงพอใจกับสถานะของตนเองในตอนนี้
มิว่าจะเป็นพรสวรรค์ ต้นกำเนิดอันสูงส่ง และพลังที่เหนือกว่าผู้ใด ทุกสิ่งทำให้เขายืนอยู่บนจุดสูงสุดในเส้นทางแห่งนี้
นี่ช่างเป็นความรู้สึกที่มิอาจหาใดเปรียบได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางสู่โลกเบื้องล่างครั้งนี้ ที่ทำให้เขาได้รับผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเขาตั้งใจจะกลับไปยังตระกูลและค่อยๆ กลืนกินสิ่งที่ได้มาอย่างช้าๆ
…
ในขณะเดียวกัน ณ แดนสวรรค์
ราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ภายในนครเซียน
ราชสำนักนี้ ยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา แม้สายธาราแห่งยุคสมัยจะพัดพาสิ่งอื่นให้ผุพังไป แต่กลับมิอาจแตะต้องความเป็นอมตะนิรันดร์ของมันได้
ราชสำนักเซียนไร้เทียมทานนี้ครอบครองอาณาเขตอันไร้ที่สิ้นสุด และได้รับการขนานนามว่าเป็นราชสำนักเซียนอันดับหนึ่งในแดนสวรรค์
ในพระราชวังที่โอ่อ่าทรงพลังและแฝงไว้ด้วยความโบราณ หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วยท่วงท่าสง่างาม
นางสวมฉลองพระองค์สีทองเปล่งประกาย ประดับประดาด้วยลวดลายสูงศักดิ์ สะท้อนพลังอำนาจและความสง่างามที่หาใดเปรียบ
วงหน้านั้นงดงามประหนึ่งภาพวาด อาภรณ์ทิ้งตัวบางเบาพริ้วไหว แม้ชายแขนเสื้อจะกว้างใหญ่ แต่ก็มิอาจปกปิดความงามอันล้ำเลิศได้
เส้นผมดำขลับปล่อยพลิ้วไหวคลอเคลียปกปิดใบหน้าด้านหนึ่ง และกลับยิ่งขับให้ดวงพักตร์งดงามราวกับเทพเซียนจนแทบลืมหายใจ
แม้สีหน้าของนางยังคงเยียบเย็น แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวก็กลับแผ่กระจายออกมา จนฟ้าดินต้องแปรเปลี่ยนสี
ใต้พระบาทของนาง ปรากฏภาพของดวงดาราและจักรวาลที่หมุนเวียน
มือประคองดวงอาทิตย์และจันทรา เท้าก้าวย่างเหนือฟ้าดิน
ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย
นางคือองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
ผู้มีพระนามว่า เยวี่ยหมิงคง
“พระเชษฐา บัดนี้ตำแหน่งองค์รัชทายาท พระองค์ก็ควรสละเสียเถิด”
สุรเสียงขององค์หญิงในฉลองพระองค์สีทองดังขึ้น น้ำเสียงนั้นสงบเยือกเย็นไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
สายตาของนางทอดมองบุรุษผู้หนึ่งที่ทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมองโดยปราศจากความหวัง
บรรดาขุนนางในท้องพระโรงรอบข้างเขาล้วนแต่ตัวสั่นงันงก สีหน้าซีดขาว เหงื่อเย็นไหลท่วมหน้าผาก มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยคำแม้เพียงคำเดียว
ในเวลาเพียงครึ่งปี องค์หญิงเยวี่ยหมิงคงทรงใช้มาตรการอันเด็ดขาดและทรงอำนาจ ปลดพระเชษฐาของพระองค์ออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาทได้สำเร็จ
ทุกก้าวย่างล้วนแยบยลและไร้ที่ติ จนมิมีผู้ใดอาจทัดทาน
กระทั่งองค์จักรพรรดิก็ทรงเปี่ยมด้วยพระราชหฤทัยที่ยกย่องในพระปรีชาสามารถของนาง
องค์หญิงผู้เปี่ยมด้วยความสง่างามและอำนาจ ได้แสดงให้ผู้คนประจักษ์แล้วว่า แม้จะเป็นสตรี พระนางก็มิได้ด้อยไปกว่าบุรุษแม้แต่น้อย
ในราชวงศ์ที่ยึดมั่นในหลักการอยู่รอดของผู้แข็งแกร่ง นางสามารถฟันฝ่าทุกอุปสรรคขึ้นมาได้จนได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน
พรสวรรค์ขององค์หญิงสี่ผู้เลอโฉมนี้เป็นสิ่งที่หายากยิ่งในหมู่ชน แม้แต่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรยอดอัจฉริยะก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้
ในยามนี้ พลังฝีมือของนางได้แซงหน้าพระเชษฐาและพระภคินีทั้งหลายไปไกลลิบ
สักวันหนึ่ง นางจักขึ้นสู่บัลลังก์แห่งจักรพรรดินี!
เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างมั่นใจและเคารพยำเกรงในพระองค์อย่างถึงที่สุด!
“ทหาร นำตัวพระเชษฐาของข้าออกไปเสีย…”
เยวี่ยหมิงคงทอดพระเนตรบุรุษผู้สิ้นหวังที่ทรุดตัวอยู่เบื้องหน้า สายพระเนตรของพระนางเย็นชาจนไร้ความเมตตา
“นับแต่วันนี้ ข้าคือองค์รัชทายาท! ใต้หล้านี้ จักเป็นดินแดนในปกครองของข้า!”
“จบการว่าราชการ!”
พระนางตรัสพลางลดพระเนตรลงเล็กน้อย ดวงพระพักตร์แฝงความลึกล้ำเยียบเย็น จนทำให้ผู้ที่ได้พบรู้สึกหวั่นเกรงลึกถึงจิตวิญญาณ
เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างพากันล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ ความหวาดกลัวแฝงไว้ในทุกย่างก้าว มิมีผู้ใดกล้าท้าทายหรือแม้แต่คาดเดาความคิดของพระนาง
แม้พระนางจะเป็นสตรี แต่พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมากลับเหนือกว่าบุรุษผู้ใด
“ครึ่งปี…”
“ในเวลานี้ เจ้าคงกลับมาจากโลกเบื้องล่างแล้วกระมัง… คู่หมั้นหมายในอดีตที่ข้าเคยรักสุดหัวใจ…”
พระนางรำพึงเบาๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอ่อนโยน ทว่าประกายในดวงพระเนตรกลับเยียบเย็นจนแทงลึกถึงกระดูก