ตอนที่127 แขกกิตติมศักดิ์
หลังจากที่ซูเวยรับรู้กำหนดการเดินทางของตนเองที่ต้องเริ่มออกเดินทางพรุ่งนี้ทำให้เธอรีบส่งเสียงบอกกับหงน้อยเนื่องจากเธอไม่แน่ใจว่าหงน้อยจะอยากอยู่ที่นี่มากกว่าหรือไปด้วยกันกับเธอที่เมืองหลวงพอหงน้อยมาถึงและสอบถามกันจนเข้าใจดีแล้ว หงน้อยต้องการอยู่ที่หมู่บ้านมังกรในบ้านที่เต็มไปด้วยพลังฉีมากกว่าเมืองหลวงที่มีบรรยากาศเหมือนกับคฤหาสน์ของตระกูลหลงและตระกูลกัวดังนั้นมันจึงให้คำสัญญาที่จะไม่ก่อความเดือดร้อนใดๆให้กับซูเวย
เพื่อให้การเดินทางไปเมืองหลวงของซูเวยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเธอจึงลอบร่ายเวทมนตร์ติดตามเข้าใส่หงน้อยเพื่อคอยตรวจสอบพิกัดของมันหากว่ามันเผลอออกห่างจากบ้านหรือเที่ยวเล่นที่อื่นเพลินจนไม่กลับมา
เมื่อยายและซ่งลี่หมิงกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นซูเวยรีบบอกกำหนดการเดินทางที่เลื่อนเร็วขึ้นหนึ่งวันให้ยายรับทราบทันที
“ยายคะครูมู่จะมารับหนูพรุ่งนี้เช้า เห็นว่ามีการประชุมย่อยก่อนเริ่มการแข่งขันหนึ่งวันพวกเราก็เลยจะเดินทางเร็วขึ้นกว่าเดิมหนึ่งวันค่ะ ครูมู่จะมารับหนูที่บ้านเหมือนเดิม”ซูเวยบอกกับยายพร้อมกับลอบสังเกตท่าทางของยาย
เธอเหลือบมองเห็นยายมีสีหน้าเศร้าซึมเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เธอจึงเดินเข้าไปกอดยายไว้อย่างแนบแน่นพลางพูดเสียงอู้อี้กับหน้าอกของยายว่า“หนูจะรีบไปรีบกลับ ไม่หายไปนานหลายวันแบบเดิมอีกดีไหมคะ?”
ท่าทางออดอ้อนของหลานสาวช่วยทำให้เกาอิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจเล็กน้อยเธอกอดตอบพลางตบแผ่นหลังเบาๆ และบอกกับหลานสาวอย่างเข้าใจว่า “ยายเข้าใจเวยเวยไปเมืองหลวงคราวนี้อย่าสร้างปัญหาให้กับครูมู่ละ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วค่ะยายเย็นนี้หนูจะทำอาหารอร่อยให้ยายทานเอง ดีไหมคะ?”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่ยายเข้าใจตนเอง เธอจึงอาสาทำอาหารเย็นเพราะยายไม่ได้ชิมฝีมือแสนอร่อยของตนเองมาหลายวันแล้วถือว่าเป็นการปลอบใจยายอีกวิธีหนึ่ง
คำพูดของซูเวยทำให้ยายนิ่งอึ้งพลางถามหลานสาวอย่างไม่แน่ใจว่า“เวยเวย ให้เสี่ยวหมิงมาทานด้วยกันกับพวกเราสักมื้อดีไหม? แค่มื้อนี้ก็พอหรือว่าจะให้เขามาทานกับยายวันละมื้อดี เขาน่าสงสารมากเลยนะ”
เกาอิงไม่แน่ใจว่าวิธีปัดเป่าเคราะห์ร้ายของซ่งลี่หมิงจะเคร่งเครียดจริงจังขนาดไหนทว่าเธอเคยแอบไปดูความเป็นอยู่ของชายหนุ่มด้วยความห่วงใย ซึ่งเธอพบว่าเขาทำอาหารเองเหมือนกับอาหารหมูที่ต้มทุกอย่างรวมกันหมดแล้วก็ปรุงอย่างลวกๆทำให้เธอรู้สึกสงสารเขาจึงลองเสนอกับหลานสาวตนเองดูว่าจะเป็นไปได้หรือไม่
ซูเวยและเกาอิงคลายอ้อมกอดจากกันโดยซูเวยนับนิ้วมือคำนวณอะไรบางอย่างในใจ ก่อนที่จะพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจว่า “ให้เขาทานด้วยแค่ตอนเย็นวันละมื้อก็พอค่ะยายแค่มื้อเดียวนะคะ เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ความยากลำบากให้เคยชินเข้าไว้”
เธอไม่กังวลว่าจะมีปัญหาในอนาคตจากเคราะห์กรรมของเขาเพราะได้เตรียมบทแก้ไขไว้เพิ่มเติมกรณีฉุกเฉินแล้วดังนั้นการที่เปิดโอกาสให้ซ่งลี่หมิงมาทานอาหารเย็นด้วยกันกับยายย่อมทำให้ยายมีความสุขมากขึ้นซึ่งจะช่วยส่งผลดีกลับไปหาซ่งลี่หมิงได้โดยอ้อม
……….
เมื่อเกาอิงได้ยินคำตอบจากหลานสาวที่อนุญาตให้ชายหนุ่มมาทานอาหารเย็นกับตนเองเธอรู้สึกยินดีที่หลานสาวไม่เคร่งครัดเกินไป จึงตอบรับหลานสาวก่อนเดินไปบอกกับซ่งลี่หมิงที่บ้านหลังเล็กทันทีว่า“ดีจริง งั้นยายไปบอกเสี่ยวหมิงก่อนนะ”
ส่วนซูเวยก็เข้าครัวไปเตรียมรายการอาหารกับจิวมู่ตานอย่างผ่อนคลายขณะที่เธอกำลังเตรียมทำอาหารอยู่ในครัวนั้น พลันได้ยินเสียงต่อสู้กันในลานหน้าบ้านจึงใช้ทักษะดวงตาสวรรค์ตรวจสอบพอเห็นว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างหงน้อยที่กำลังปะทะพลังกับสืออู๋เจ๋อที่เขาเพิ่งกลับจากโรงเรียนเธอจึงปล่อยให้ทั้งสองคนต่อสู้กันต่อไปอย่างไม่กังวลใจ
ทว่ามีเสียงร้องโวยวายด้วยความตื่นตกใจของจิวมู่ตานกับเกาอิงที่เห็นภาพการต่อสู้ระหว่างสืออู๋เจ๋อกับก้อนมีขนสีแดงเพลิงอย่างจริงจังส่วนทางหลังบ้านเล็กมีซ่งลี่หมิงวิ่งออกมาดูการต่อสู้ที่ลานหน้าบ้านด้วยความสนใจเช่นกัน
จนกระทั่งซูเวยทำอาหารเสร็จเรียบร้อยครบทุกรายการไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศผัดไข่ของโปรดของยาย ต้มจืดซี่โครงหมูผักกาดขาว ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานหน่อไม้ผัดพริก และตุ๋นเนื้อกระต่าย
ซูเวยเดินออกไปดูเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ลานหน้าบ้านด้วยความแปลกใจเธอพบว่าสืออู๋เจ๋อล้มลุกคลุกคลานจนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยฝุ่นมอมแมมทั่วทั้งตัวในขณะที่หงน้อยยืนอยู่กลางอากาศด้วยท่าทางองอาจ ทว่าภาพของหงน้อยที่ยืนกลางอากาศทำให้เกาอิงจิวมู่ตาน และซ่งลี่หมิงยืนมองอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง เพราะทุกคนไม่คิดว่ากระรอกน้อยสีแดงเพลิงจะทรงพลังเช่นนี้
“หงน้อย มานี่”ซูเวยส่งเสียงเรียกหงน้อยอย่างเรียบเฉย เธอพบว่าสืออู๋เจ๋อไม่มีร่องรอยบาดเจ็บแต่อย่างใดมีแค่สภาพของการล้มคลุกฝุ่นมากกว่า ทำให้เธอต้องการสอบถามกับหงน้อยตามจริง
“วะ...เวยเวยนี่คือสัตว์อะไร? มันไม่ใช่กระรอกน้อยธรรมดาใช่ไหม?” เกาอิงฟื้นสติขึ้นมาเธอถามหลานสาวด้วยความแปลกใจ
“เสี่ยวเจ๋อเป็นยังไงบ้างลูก?”จิวมู่ตานปราดเข้าไปตรวจสอบดูร่างกายของลูกชายโดยจับเขาหมุนไปมาด้วยความกังวล
ซ่งลี่หมิงจ้องมองสืออู๋เจ๋อสลับกับหงน้อยพร้อมกับจ้องมองซูเวยตาเป็นประกายเขาไม่คิดว่าตนเองจะได้เห็นภาพอันน่าอัศจรรย์เหนือคำบรรยายเช่นนี้โดยเฉพาะกระรอกน้อยสีแดงที่สามารถยืนกลางอากาศได้ เป็นยิ่งกว่าภาพยนตร์เกี่ยวกับอภินิหารทั้งหลายทำให้เขากระตือรือร้นที่จะแข็งแกร่งเหมือนกับเด็กชายสืออู๋เจ๋อบ้าง
สืออู๋เจ๋อตาเป็นประกายอย่างยินดีที่ได้ทดสอบพลังของตนเองอย่างเต็มที่เขาพบว่าตนเองใช้พลังเต็มที่แล้วก็ไม่สามารถต่อสู้กับกระรอกน้อยได้ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งกว่าเดิมมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในตอนนี้แม่กำลังห่วงใยตนเองทำให้เขารีบบอกแม่ด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายว่า “แม่ครับ ผมไม่เป็นอะไรพวกเราแค่ฝึกฝนกันเฉยๆครับ แม่อย่ากังวลเลย” สืออู๋เจ๋อรับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากแม่ซึ่งทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มใจ
ในทำนองเดียวกันเขาเองก็รับรู้ได้ว่ากระรอกน้อยออมมือและไม่ได้ปลดปล่อยพลังออกมาทั้งหมดคงเป็นเพราะมันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายเขาโดยตรงแต่เป็นเหมือนการฝึกฝนให้กับเขามากกว่าทำให้เขารู้สึกดีกับกระรอกน้อยอย่างจริงใจจึงถามชื่อกระรอกกับซูเวยว่า “เวยเวยเจ้ากระรอกน้อยชื่ออะไรหรือ?”
“มันชื่อหงน้อยพูดกับมันได้โดยตรง มันฉลาดและฟังรู้เรื่องเหมือนคนเลยนะ” ซูเวยบอกชื่อหงน้อยพร้อมกับพูดยกยอมันเพื่อให้มันยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงฝึกฝนสืออู๋เจ๋อแทนตนเองในระหว่างที่ไม่ได้อยู่หมู่บ้านมังกร
คำชมของซูเวยทำให้หงน้อยแยกเขี้ยวยิ้มรับอย่างยินดีมันส่ายก้นส่ายหางพร้อมกับส่งเสียงร้องออกมาแสดงความพึงพอใจ
“เวยเวย หงน้อยไม่ใช่กระรอกธรรมดาใช่ไหม?”เกาอิงถามหลานสาวซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่ตอบคำถามตนเอง
“ใช่ค่ะมันเป็นกระรอกน้อยวิเศษ” ซูเวยเหล่ตามองหงน้อยพลางตอบกลับยายอย่างคลุมเครือ เธอไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรเพราะอาจทำให้ผู้คนหวาดกลัวเกินไปจึงเลือกคำที่ดูอ่อนโยนและสร้างความพึงพอใจให้กับหงน้อยดีกว่า
เกาอิงและจิวมู่ตานพยักหน้ารับอย่างงุนงงแต่ทั้งสองคนไม่ได้คาดคั้นอะไรกับซูเวยอีกมีแค่ซ่งลี่หมิงที่หรี่ตามองซูเวยด้วยความสนใจมากขึ้นเขาพบว่าซูเวยนักทำนายมีความลับมากมายที่เขารู้สึกว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกับเขาแต่อย่างใดทำให้เขาในใจแกมเกรงกลัวซูเวยมากขึ้น
หลังจากนั้นทุกคนมาทานอาหารเย็นฝีมือแม่ครัวซูเวยอย่างอิ่มหนำสำราญมีเสียงชื่นชมฝีมืออาหารแสนอร่อยจากซูเวยกันถ้วนหน้าซ่งลี่หมิงประหลาดใจมากขึ้นที่พบว่าซูเวยมีทักษะทำอาหารที่ดีเยี่ยมมากกว่าพ่อครัวหรือเชฟที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เนื่องจากธุรกิจของครอบครัวเขาทำเกี่ยวกับโรงแรมและภัตตาคารฉะนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับรสชาติอาหารแสนอร่อยมากมาย พอได้ชิมรสชาติอาหารของซูเวยแล้วเขารู้สึกว่ารสชาติอาหารอร่อยที่เคยทานมาก่อนนั้น ล้วนไม่สามารถเปรียบเทียบกับรสชาติอาหารของซูเวยได้แม้แต่น้อยทั้งที่เป็นรายการอาหารพื้นบ้านธรรมดา
หลังทานอาหารเย็นอิ่มแล้วก่อนที่ซูเวยจะนั่งฝึกตนบนเตียงนอน ซูเวยตรวจสอบความก้าวหน้าของสำนักนิรนามเธอพบว่ามีอีเมลแจ้งผลการดำเนินงานมาจากไต้อี้ ตอนนี้เขารวบรวมและคัดเลือกผู้คนได้มากถึงยี่สิบคนแล้วและเริ่มปรับสภาพร่างกายพวกเขาด้วยสมุนไพรจากนั้นจึงเริ่มต้นฝึกฝนซึ่งไม่มีปัญหาอุปสรรคใดเพราะมีเงินมากพอสำหรับดำเนินการ
ส่วนงานของกองกำลังพิเศษด้วยทักษะการสร้างระบบป้องกันของซูเวยทำให้ไม่มีแฮ็กเกอร์คนใดสามารถฝ่าเข้าไปในฐานข้อมูลสำคัญของกองทัพและหน่วยงานรัฐได้ฉะนั้นเธอจึงไม่มีงานที่ต้องทำเพิ่มในเวลานี้
ส่วนข่าวจากสมาร์ตเอกซ์นั้นเงียบหายไปเหมือนกับว่าเขามีภารกิจสำคัญและไม่ได้ออนไลน์ในเว็บไซต์มายามานาน
ซูเวยเห็นว่าไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวขององค์กรชั่วร้ายในเวลานี้ทำให้เธอกังวลใจเพราะสัญชาตญาณเตือนว่าจะมีพายุร้ายในอีกไม่นาน ซึ่งเธอไม่ได้ผ่อนคลายในการรักษาความปลอดภัยของยายและครอบครัวกัวแต่อย่างใด
..........
รุ่งเช้าเวลา 08.00น. ครูมู่มารับซูเวยด้วยรถเก๋งคนเล็กคันเดิม ทั้งคู่ใช้เวลาเดินทางไปถึงเมืองหลวงเกือบเจ็ดชั่วโมงเพราะแวะทานอาหารกลางวันระหว่างทางกอปรกับครูมู่ขับรถไม่เร็วเนื่องจากสมรรถนะรถที่ไม่เหมาะสมในการเดินทางไกลเท่าใดนัก
ทั้งสองคนมาถึงโรงแรมที่อาจารย์ถังจองไว้ให้ซูเวยและลูกศิษย์ของเขาเป็นการเฉพาะเป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้กับสมาคมมากที่สุด
ซูเวยพบว่ามีผู้เข้าร่วมแข่งขันบางส่วนเดินทางมาก่อนล่วงหน้าหลายคนเหมือนกับตนเองทำให้บรรยากาศภายในโรงแรมเต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวาครูมู่และซูเวยได้พักห้องสูทขนาดใหญ่ มีสองห้องนอนและหนึ่งห้องรับแขกซึ่งสะดวกสบายยิ่งนัก
“ซูเวยเย็นนี้ครูมีนัดกับเพื่อนแล้ว ท่านประธานจะส่งคนขับรถมารับซูเวยที่โรงแรม หากคนขับรถมาถึงเขาจะโทรหาซูเวยนะ” ครูมู่บอกกับซูเวยหลังจากที่ทั้งคู่เข้ามาในห้องพักเนื่องจากเธอไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำด้วยทำให้เธอไม่กล้าแสดงตัวตนไปกับซูเวย รวมทั้งเพื่อนชายที่รู้ข่าวว่าเธอเดินทางมาเมืองหลวงจึงนัดหมายไปทานอาหารค่ำด้วยกันแทน
“แสดงว่างานเลี้ยงนี้ไม่ได้เชิญครูมู่ใช่ไหมคะ?”ซูเวยถามครูมู่อย่างคาดเดากับท่าทางที่ดูแปลกตาของครู
“ใช่ พวกเขาระบุชื่อซูเวยคนเดียวครูเลยคิดว่าไม่ไปดีกว่า ซูเวยดูแลตัวเองดีๆนะ ไม่ต้องเป็นห่วงครู” ครูมู่พยักหน้าตอบรับตามจริงเธอพูดกำชับเรื่องการดูแลเธอเองเพื่อไม่ให้ซูเวยเป็นกังวล ซึ่งซูเวยยิ้มรับอย่างเข้าใจทำให้ครูมู่ยิ้มอย่างมีความสุข
..........
เมื่อถึงเวลา18.00 น. มีเสียงเรียกเข้าในสมาร์ตโฟนของซูเวย เธอรับสายและพบว่าเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ดูจริงจังโดยเขาแจ้งว่ากำลังรอเธออยู่ด้านหน้าโรงแรมในรถสีดำเธอจึงตอบรับที่จะลงไปด้านล่างอย่างเข้าใจ
ซูเวยสะพายกระเป๋าเป้ใบโปรดของตนเองลงไปชั้นล่างโรงแรมอย่างสบายใจพอเหลือบมองเห็นชายใส่ชุดสูทดูขึงขังโดยเขายืนรออยู่ข้างรถยนต์ตัวตรงเหมือนทหารเธอจึงเดินตรงเข้าไปหาเขา พอเขาเหลือบมองเห็นเธอจึงส่งเสียงถามว่า “คุณหนูซูไหมครับ?”
“ใช่ค่ะ”ซูเวยพยักหน้ารับอย่างผ่อนคลาย เธออยากรู้ว่าเขาจะพาตนเองไปที่ใดสำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ดูลึกลับน่าสงสัยนี้
จากนั้นชายหนุ่มขับรถพาซูเวยตรงไปยังภัตตาคารหนึ่งที่อยู่ห่างจากโรงแรมเกือบยี่สิบกิโลเมตรเป็นพื้นที่ส่วนตัวเหมือนกับสโมสรเฉพาะชนชั้นสูง ซึ่งเป็นภัตตาคารที่มีชื่อว่า “วันเดอร์”เพราะซูเวยเหลือบมองเห็นแต่รถยนต์หรูราคาแพงที่จอดในพื้นที่จอดรถยนต์ของภัตตาคาร
หลังจากจอดรถยนต์เสร็จแล้วชายหนุ่มเดินนำซูเวยตรงเข้าไปยังพื้นที่ส่วนตัวที่ระบุหมายเลขห้องคือหมายเลขสิบสองพอชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไป เธอเหลือบมองเห็นกงซุนหลาง ประธานสมาคมศิลปกรรมแห่งชาติและชายชราชาวตะวันตกนั่งตรงข้ามเขาโดยที่ภายในห้องมีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังแขกกิตติมศักดิ์คนดังกล่าว
สรุปได้ว่าภายในห้องตอนนี้มีแค่สี่คนประกอบด้วยกงซุนหลาง ซูเวย ชายชราและชายวัยกลางคนชาวตะวันตก ส่วนชายหนุ่มหลังจากที่เปิดประตูและปล่อยให้ซูเวยเดินเข้าไปแล้วเขาเดินหันหลังกลับออกไปทันที
“สวัสดีซูเวย”กงซุนหลางส่งเสียงทักทายซูเวยอย่างเป็นมิตร เขาชี้นิ้วตำแหน่งที่จะให้เธอนั่งซึ่งเป็นตำแหน่งเก้าอี้ใกล้เคียงกับเขาและอยู่ระหว่างกงซุนหลางกับชายชราชาวตะวันตก
ซูเวยเดินเข้ามาด้วยความสงสัยทว่าในจังหวะที่ชายชราและชายวัยกลางคนเอี้ยวตัวพูดคุยกันนั้น เธอมองเห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งคู่มีรอยสักรูปดาวที่ต้นคอนั่นหมายความว่าชายทั้งสองคนเป็นสมาชิกขององค์กรชั่วร้ายอย่างแน่นอน
เธอต้องการรู้จุดประสงค์ที่พวกเขาเชิญเธอมางานเลี้ยงส่วนตัวมากกว่าจึงไม่ลงมือฆ่าทั้งสองคนในทันทีถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะอ่อนแอกว่าตนเองมากนักก็ตามเธอสงสัยว่าพวกเขาต้องการพบตนเองด้วยเหตุใดกันแน่
“สวัสดีค่ะ”ซูเวยทักทายตอบกลับกงซุนหลางอย่างเป็นมิตรเพราะเธอไม่พบเจตนาร้ายจากเขา