[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    107 บังคับให้สูดควัน

    “ตื่นๆ”


    ตงฟางตบเบาๆไปยังหน้าของหัวหน้ากลุ่มที่เข้ามาโจมตีเขา การตบของตงฟางไม่ได้ทำให้ถึงตาย เขาต้องการเรียกมันขึ้นมาสอบถาม ตอนนี้การสะกดจิตของเขายังได้ผล จึงจะใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด


    “ลูกพี่ ที่นี่ที่ไหน”


    “ภายในนิกายโบราณ พวกแกช่วยฉันหลอมยาจนสลบไป เอาล่ะ พวกแกเคยสำรวจภายในวิหารแห่งนี้หรือไม่” 


    “เคยสิลูกพี่ แต่มันไม่เหลืออะไรแล้ว ของล้ำค่าต่างๆถูกขนออกไปตั้งแต่หลายปีก่อน พวกเราเข้ามาสำรวจเพื่อจะหาทางลับเท่านั้น แต่ยังไม่มีใครเจอมัน”


    “งั้นเหรอ สรุปแล้วมันเป็นแค่วิหารธรรมดา ที่ทุกคนคาดว่ามันยังมีของล้ำค่า”


    “ไม่ๆ ลูกพี่ อย่าคิดว่ามันเป็นวิหารธรรมดา ลูกพี่ดูรอบๆเราสิ  ตอนที่ลูกพี่เดินเข้ามา ลูกพี่พบเจอเข้ากับม่านพลังป้องกันเราและปีศาจใช่ไหม”


    “ใช่” ตงฟางพยักหน้าพลางคิดตาม


    “การที่นิกายโบราณยังคงมีพลังป้องกัน ก็หมายความว่ามันจะต้องมีของล้ำค่าแน่นอน”


    “แล้ว ในนี้มีสถานที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณไหม คล้ายๆค่ายกลวิญญาณ”


    ตงฟางมองหน้าลูกน้องของตัวเองที่กำลังทำหน้าครุ่นคิด 


    “ลูกพี่ มีนะ เยอะด้วย มันอยู่ด้านหลังวิหารนี้”


    “คนไปใช้งานเยอะไหม อันตรายหรือเปล่า” ตงฟางอยากรู้ความปลอดภัย เขาคิดจะใช้สถานที่นั่นเริ่มรักษาซูฮวา การเดินทางในสถานที่เต็มไปด้วยกับดัก เขากลัวว่าเธอจะถูกพลังงานของวิหารดึงไป อย่างน้อยๆช่วยรักษาตันเถียนของเธอแล้วเปิดจุดอีก 30 จุดที่เหลือให้ เธอน่าจะดูแลตัวเองได้


    “อันตรายนิดหน่อยเพราะระดับผันแปรวิญญาณยึดครองสถานที่แห่งนั้นเอาไว้ เพื่อให้ระดับจารึกวิญญาณที่มากับพวกเขาได้ใช้งาน


    “งั้นนำทาง ฉันอยากไปสถานที่แห่งนั้น”


    ระดับผันแปรวิญญาณทั้ง 20 เดินนำทางไปยังสถานที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ ตงฟางที่มองไปยังซูฮวาค่อยๆเดินตามหลังจึงยื่นมือไปคว้าแขนของเธอมาจับ กลัวว่าเธอจะหายไป ตอนนี้นับได้ว่าเธอยังคงตกอยู่ในอันตรายเพราะร่างกายใช้พลังวิญญาณไม่ได้


    “เจ็บใจนัก พวกนั่น ไอ้พวกจากเมืองหลวงไม่ยอมให้เราเข้าไป”


    “คอยดูเถอะ หากวันสุดท้ายมาถึง ข้าจะล่อปีศาจไปหาพวกมัน”


    เสียงของคนกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันจนเสียงมันดังผ่านหูตงฟาง จังหวะที่พวกเขาทั้งสองกลุ่มกำลังเดินสวนทาง ตงฟางจึงเอ่ยถามกลุ่มคนที่เดินมาจากเส้นทางที่พวกเขากำลังเดินทางไป


    “พี่ชาย เกิดอะไรขึ้น”


    “น้องชาย ข้าหวังดีกับพวกเจ้านะ อย่าไปเลย สถานที่ระดับจารึกใช้บ่มเพาะตอนนี้ถูกระดับผันแปรวิญญาณยึดครองไปแล้ว พวกมันเก็บที่ว่างเอาไว้ให้คนของพวกมันเท่านั้น”


    “งั้นเหรอพี่ชาย ข้าจะไปดูหน่อย ถ้าไม่ไหวก็ค่อยเดินออกมา”


    “แล้วแต่เจ้าเถอะ ข้าเตือนแล้ว เอาล่ะ ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน”


    ตงฟางให้คนของเขาเดินนำอีกเช่นเดิมกระทั่งผ่านมาราวหนึ่งชั่วโมงที่เขาเดินวกวนไปตามทางเดินที่คล้ายเขาวงกตในวิหาร เขาก็มาถึงด้านหลังของวิหารสถานที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณได้ในที่สุด


    อย่างไรก็ตามในสายตาของตงฟางกลับเห็นเหมือนที่คนกลุ่มก่อนหน้าพูด เพราะเขากำลังเห็นผู้คนมากมายกำลังดูดซับพลังวิญญาณจากหินสีฟ้าขนาดใหญ่ โดยมีระดับผันแปรวิญญาณอยู่ราว 1 พันคนกำลังยืนล้อมรอบหินสีฟ้าเอาไว้ โดยปล่อยให้ข้างในเข้าไปได้แค่ระดับจารึกวิญญาณ


    “ 20 กับ พัน ต่างกันเกินไป”


    ตงฟางถอนหายใจออกมาเบาๆ  ใกล้กับหินสีฟ้าอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณแล้วพวกมันกำลังถูกระดับจารึกวิญญาณดูดซับเป็นพัน เขาทำได้เพียงแค่มองไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะคนเฝ้ากำลังมองเขาด้วยแววตาขับไล่ ไม่ต้องการให้เขาเข้าไปหาพวกมัน


    “นี่ อธิบายให้ฟังหน่อยสิ การที่พวกมันสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันแบบนั้น หมายความว่าพวกมันมาจากสถาบันเดียวกันใช่ไหม แล้วสถาบันนี้อยู่ที่เมืองหลวงหรือเปล่า”


    “ลูกพี่ ใช่แล้วพวกมันมาจากสถาบันเดียวกันแล้วก็เป็นสถาบันที่เมืองหลวง แต่ลูกพี่อย่าไปใช้คำว่าสถาบันต่อหน้าพวกมันนะ”


    “ทำไมล่ะ” ตงฟางทำหน้าสงสัย เขาอยากรู้ว่ามันเป็นคำต้องห้ามมากถึงขั้นพูดต่อหน้าคนจากเมืองหลวงไม่ได้เลยหรือ


    “ข้าจะอธิบายอย่างไรดี เอาแบบนี้  ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับชาวบ้านที่เข้าเมือง”


    “ก็เฉยๆ”


    “ผิดแล้วลูกพี่ หลักการคิดของท่านไม่เหมือนคนทั่วไป ” ตงฟางหันมองไปยังซูฮวา เธอก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา เกี่ยวกับคำว่าเฉยๆ กับการที่ชาวบ้านเข้ามาในเมือง


    “เธอเห็นด้วยกับฉัน”


    “มันเป็นแบบนี้นะลูกพี่ ในสายตาของคนในเมืองจะมองชาวบ้านเป็นเหมือนพวกชั้นต่ำ”


    “อ๋อ พอเข้าใจแล้ว สายตาพวกนั้นที่กำลังมองมายังฉัน ก็เพราะว่าเสื้อผ้าที่ฉันสวมใส่บอกได้ว่าฉันไม่ใช่คนของสถาบันเมืองหลวง พวกมันจึงมองอย่างดูถูก”


    “ใช่แล้วลูกพี่ พวกเขาจะมองคนอื่นที่ไม่ได้อยู่เมืองหลวงเป็นพวกชั้นต่ำ ไม่มีค่าให้มอง แล้วก็ อย่าไปเรียกพวกมันว่าสถาบัน เพราะสถาบันในสายตาของพวกมันเป็นสถานที่ต่ำมากๆ เป็นสถานที่ไม่ต่างจากโรงเลี้ยงหมู”


    “ขนาดนั้น”


    “ใช่ พวกมันคิดแบบนั้นแหละ ระดับพลังของเหล่าอาจารย์ในสถาบัน สำหรับพวกมันไม่ได้น่ากลัวเลย แล้วสถานที่พวกมันเข้าเรียน จะมีชื่อว่า วิหาร ไม่ใช่สถาบัน เพราะงั้นลูกพี่อย่าไปพูดคำว่าสถาบันกับพวกมันนะ จะทำให้พวกมันโกรธมากๆที่ถูกลดตัวลงไป”


    ตงฟางเข้าใจความคิดของคนจากเมืองหลวง เขาจึงหันมองไปยังซูฮวาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ทางด้านหลัง


    “ซูฮวา วิหารหมื่นบุปผาของเธอก็เป็นหนึ่งในสถานที่เล่าเรียนในเมืองหลวงสินะ”


    “อืม แต่เราไม่อยู่ในเมืองหลวง”


    “ลูกพี่ สำหรับวิหารหมื่นบุปผา เป็นวิหารที่พิเศษมากๆ เนื่องจากด้านในไม่มีผู้ชาย ทุกคนล้วนแล้วเป็นผู้หญิงทั้งหมด แล้วทักษะวิชาของพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำแข็ง จึงแยกตัวไปอาศัยอยู่ในภูเขาน้ำแข็งอันหนาวเย็น”


    “งั้น ไว้ถ้าฉันไปถึงเมืองหลวงจะแวะไปหานะเทพธิดาของวิหารหมื่นบุปผา คุณหงส์เหมันต์สีเลือด”


    ตงฟางฉีกยิ้มเล็กน้อย เขารู้จักทั้งสถานที่ รู้จักทั้งชื่อและรู้จักทั้งฉายา การจะตามหาซูฮวาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาแล้ว แต่เขาจำเป็นต้องอายุ 20 แล้วก็ต้องมีพลังก่อน ถึงจะเดินทางไปได้ ด้วยพลังของซูฮวาเพียงคนเดียวก็ฆ่าเขาได้แล้ว หากคนเฝ้าหน้าประตูเก่งไม่ต่างจากซูฮวา เขาคงเป็นก้อนน้ำแข็งเฝ้าหน้าประตูอย่างแน่นอน


    “เอาล่ะ พวกแกเดินเข้าไปหน่อย ฉันจะฝากอะไรไปพูดกับคนเหล่านั้น”


    ตงฟางบอกให้ระดับผันแปรวิญญาณทั้ง 20 เดินตรงเข้าหากลุ่มคนที่กำลังยึดครองพลังศิลาวิญญาณ ทันทีที่คนทั้ง 20 ไปถึงตงฟางก็ส่งกระแสจิตให้หัวหน้าเป็นคนพูดคุยทันที


    “พวกท่าน ข้าขอใช้งานศิลาวิญญาณด้วยได้หรือไม่ เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น แล้วพวกข้าจะไม่สร้างปัญหา”


    “ฮ่าๆๆ ดูสิ นี่มันวิหารของพวกบ้านนอกหนิ  ไม่! ออกไปซะ ข้าจะไม่พูดอีกครั้ง”


    “แค่ 1 คนเท่านั้น พวกข้าจะไม่รบกวนพวกท่านเลย” ชายทั้ง 20 ยืนนิ่ง รอคำตอบจากชายอีกฝั่ง ตงฟางที่กำลังจะให้คนทั้ง 20 ลงมือพร้อมกัน เขาก็ถูกสะกิดแขนจากทางด้านหลังจึงหันไปมอง


    “วิหารสุริยันต์แข็งแกร่ง อย่าไปมีปัญหาด้วย”


    “ชื่อวิหารของพวกมันคือสุริยันต์เหรอ นี่ สมมตินะ ถ้าเกิดพวกมันเกือบจะสามพันคนที่นี่ตาย จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ วิหารสุริยันต์จะรู้เรื่องไหม”


    “รู้” ตงฟางย่นคิ้ว เขาอยากรู้ว่าพวกวิหารสุริยันต์จะรู้ได้อย่างไร


    “รู้ว่าพวกนั้นตาย แล้วรู้ไหมว่าใครเป็นคนฆ่า”


    “ไม่รู้ว่าใครฆ่า รู้แค่ว่าตาย แต่หากมีศพส่งกลับไปถึงวิหาร พวกเขาสามารถตามร่องรอยคนฆ่าได้”


    “น่าจะมีทักษะอันตราย งั้นแค่ทำให้พวกมันสลบก็เพียงพอแล้ว เพื่อตัดปัญหาของฉันแล้วตัดปัญหาที่อาจจะตามติดเธอไป”


    ตงฟางบอกให้คนทั้ง 20 เปลี่ยนสมุนไพรจากก้อนสีแดงหวังจะให้พวกมันตายไปทั้งหมด เปลี่ยนไปเป็นก้อนสีขาว แม้กลุ่มคนตรงหน้าจะเป็นถึงระดับผันแปรวิญญาณ เขากลับไม่ได้กลัวเพราะพวกมันได้รับพิษของเขาไปแล้วครึ่งหนึ่งจากการดมควันที่เขาจุดในลานกว้างหน้าวิหาร หากรับควันของยาพิษที่เขาเตรียมเอาไว้เข้าไปอีกครึ่งหนึ่ง พวกมันจะสลบไปทันที จะตื่นขึ้นมาอีกหนึ่งวันให้หลัง


    พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ


    เปลวไฟหลากสีจากคนทั้ง 20 จุดขึ้นพร้อมกัน ทำให้สมุนไพรทรงกลมในมือของพวกเขาเกิดควันขึ้นมา ทางฝั่งระดับผันแปรวิญญาณที่ยึดครองหินต่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้สิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดพิษ จึงบอกให้ผู้ใช้ธาตุลมเข้ามาพัดควันเหล่านี้ให้ออกไป 


    ตงฟางกลับไม่ยอมให้พวกมันทำอะไรง่ายๆ ยังไม่ทันที่พวกมันจะออกคำสั่ง พลังจิตของเขาก็หอบเอาควันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆเข้าไปครอบหัวของคนที่เขามองเห็นแล้วใช้พลังจิตต่อยท้องของพวกมันจนทำให้เกิดอาการสำลักควันเข้าไป


    ตุบ~!


    ระดับจารึกวิญญาณเป็นกลุ่มแรกที่ร่วงลงไปนอนด้วยอาการสลบ ทางฝั่งระดับผันแปรวิญญาณที่สูดควันเข้าไปต่างพยายามเบิกตากว้าง นำยาถอนพิษออกมาใช้งาน แต่พวกมันกลับไม่สามารถกรอกยาลงไปในปากเพราะมีพลังจิตของตงฟางปิดปากของพวกมันเอาไว้อีกที ทำให้พวกมันค่อยๆร่วงลงไปนอนบนพื้นจากการถูกบังคับให้สูดควันเข้าไปในร่างกาย


    ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ~!


    “ไปกันเถอะ เราต้องรีบใช้งานแล้วรีบออกไป”


    ตงฟางจูงมือซูฮวารีบก้าวข้ามผู้คนมากมายที่ถูกทำให้สลบ เขาได้ใช้พลังจิตตรวจสอบพวกมันอีกครั้ง พลางจุดกำยานเพิ่มไปอีก เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครตื่นขึ้นมาขัดขวางเขา


    “เฝ้าเอาไว้ อย่าให้ใครเข้ามาได้”


    ตงฟางหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมใส่ มันเป็นหน้ากากใหม่ที่พี่ซิงเยียนเตรียมเอาไว้ให้เขาปลอมตัว ไม่เพียงเท่านั้นเขาได้นำผ้าบางๆปิดหน้าให้กับซูฮวาด้วย เพราะการรักษาเขาคิดว่าน่าจะมีคนเข้ามาเห็น เขาไม่อยากให้คนจดจำใบหน้าของพวกเขาที่เป็นคนทำให้วิหารสุริยันต์สลบ ในตอนตื่นพวกมันจะต้องโกรธจนออกตามหาพวกเขาอย่างแน่นอน


    “ฟังนะ ฉันจะเปิดจุดใหม่ที่เหลือ 30 จุดให้เธอ”


    ตงฟางบอกความจริงออกไป สร้างความตกใจให้ซูฮวาไม่น้อย เธอนึกว่าตงฟางจะเริ่มด้วยการรักษาหนึ่งในจุดทั้ง 78 ที่เสียหายไป เขากลับบอกว่าจะเปิดจุดอีก 30 จุดที่คนของวิหารหมื่นบุปผาไม่สามารถเปิดได้ให้กับเธอ


    “นอนลงก่อนนะ แล้วทำใจให้สบายๆ”


    ตงฟางปูหนังสัตว์อสูรให้ซูฮวานอน จากนั้นเขาก็นำเข็มเงินของเขาออกมาสำหรับช่วยเปิดจุดทั้ง 30 ที่เหลือ ทันทีที่ซูฮวานอนหลับตา ตงฟางก็เริ่มนั่งข้างๆแล้วใช้พลังจิตของเขาบังคับเข็มเงินจำนวน 30 เล่มให้ลอยไปยังตำแหน่งทั้ง 30 ที่เขาต้องการเปิด


    “จะบอกว่าเจ็บแค่มดกัดมันก็โกหกเกินไป งั้นฉันจะบอกว่ามันเจ็บมากๆ กว่าจะเปิดครบ 30 จุดเธออาจจะรู้สึกเหมือนถูกสิบล้อชนแล้วถูกกระบะตามซ้ำ ปิดท้ายด้วยการถูกจักรยานยนต์กระแทกอีกที อ๋อแล้วก็มีจักรยานขี่เข้ามาล้มทับเพราะตกใจกับร่างที่กระเด็นมาหยุดตรงหน้ากระทันหัน”


    ตงฟางฉีกยิ้มหลังจากเขาเปรียบเทียบความรู้สึกเจ็บให้หญิงสาวได้รับรู้ เธอกลับมองเขาด้วยความสงสัยแทนที่จะเข้าใจ


    “เออใช่ ที่นี่ไม่มีรถบรรทุกนี่  งั้นอย่าใส่ใจเลย มันเจ็บน้องๆอาการเดินตกเขา เอาล่ะ ฉันจะเริ่มแล้วนะ”


    “อือ”


    ซูฮวามองไปยังพลังวิญญาณจำนวนมากกำลังถูกตงฟางดึงเข้ามารวมกันบนนิ้วมือทั้ง 10 ของเขา เธอรู้สึกตกใจมากเพราะไม่เคยเห็นคนดึงพลังวิญญาณมาใช้โดยไม่ผ่านตันเถียนมาก่อน


    “เข็มที่หนึ่ง”


    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน