“ตื่นๆ”
ตงฟางตบเบาๆไปยังหน้าของหัวหน้ากลุ่มที่เข้ามาโจมตีเขา การตบของตงฟางไม่ได้ทำให้ถึงตาย เขาต้องการเรียกมันขึ้นมาสอบถาม ตอนนี้การสะกดจิตของเขายังได้ผล จึงจะใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด
“ลูกพี่ ที่นี่ที่ไหน”
“ภายในนิกายโบราณ พวกแกช่วยฉันหลอมยาจนสลบไป เอาล่ะ พวกแกเคยสำรวจภายในวิหารแห่งนี้หรือไม่”
“เคยสิลูกพี่ แต่มันไม่เหลืออะไรแล้ว ของล้ำค่าต่างๆถูกขนออกไปตั้งแต่หลายปีก่อน พวกเราเข้ามาสำรวจเพื่อจะหาทางลับเท่านั้น แต่ยังไม่มีใครเจอมัน”
“งั้นเหรอ สรุปแล้วมันเป็นแค่วิหารธรรมดา ที่ทุกคนคาดว่ามันยังมีของล้ำค่า”
“ไม่ๆ ลูกพี่ อย่าคิดว่ามันเป็นวิหารธรรมดา ลูกพี่ดูรอบๆเราสิ ตอนที่ลูกพี่เดินเข้ามา ลูกพี่พบเจอเข้ากับม่านพลังป้องกันเราและปีศาจใช่ไหม”
“ใช่” ตงฟางพยักหน้าพลางคิดตาม
“การที่นิกายโบราณยังคงมีพลังป้องกัน ก็หมายความว่ามันจะต้องมีของล้ำค่าแน่นอน”
“แล้ว ในนี้มีสถานที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณไหม คล้ายๆค่ายกลวิญญาณ”
ตงฟางมองหน้าลูกน้องของตัวเองที่กำลังทำหน้าครุ่นคิด
“ลูกพี่ มีนะ เยอะด้วย มันอยู่ด้านหลังวิหารนี้”
“คนไปใช้งานเยอะไหม อันตรายหรือเปล่า” ตงฟางอยากรู้ความปลอดภัย เขาคิดจะใช้สถานที่นั่นเริ่มรักษาซูฮวา การเดินทางในสถานที่เต็มไปด้วยกับดัก เขากลัวว่าเธอจะถูกพลังงานของวิหารดึงไป อย่างน้อยๆช่วยรักษาตันเถียนของเธอแล้วเปิดจุดอีก 30 จุดที่เหลือให้ เธอน่าจะดูแลตัวเองได้
“อันตรายนิดหน่อยเพราะระดับผันแปรวิญญาณยึดครองสถานที่แห่งนั้นเอาไว้ เพื่อให้ระดับจารึกวิญญาณที่มากับพวกเขาได้ใช้งาน
“งั้นนำทาง ฉันอยากไปสถานที่แห่งนั้น”
ระดับผันแปรวิญญาณทั้ง 20 เดินนำทางไปยังสถานที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ ตงฟางที่มองไปยังซูฮวาค่อยๆเดินตามหลังจึงยื่นมือไปคว้าแขนของเธอมาจับ กลัวว่าเธอจะหายไป ตอนนี้นับได้ว่าเธอยังคงตกอยู่ในอันตรายเพราะร่างกายใช้พลังวิญญาณไม่ได้
“เจ็บใจนัก พวกนั่น ไอ้พวกจากเมืองหลวงไม่ยอมให้เราเข้าไป”
“คอยดูเถอะ หากวันสุดท้ายมาถึง ข้าจะล่อปีศาจไปหาพวกมัน”
เสียงของคนกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันจนเสียงมันดังผ่านหูตงฟาง จังหวะที่พวกเขาทั้งสองกลุ่มกำลังเดินสวนทาง ตงฟางจึงเอ่ยถามกลุ่มคนที่เดินมาจากเส้นทางที่พวกเขากำลังเดินทางไป
“พี่ชาย เกิดอะไรขึ้น”
“น้องชาย ข้าหวังดีกับพวกเจ้านะ อย่าไปเลย สถานที่ระดับจารึกใช้บ่มเพาะตอนนี้ถูกระดับผันแปรวิญญาณยึดครองไปแล้ว พวกมันเก็บที่ว่างเอาไว้ให้คนของพวกมันเท่านั้น”
“งั้นเหรอพี่ชาย ข้าจะไปดูหน่อย ถ้าไม่ไหวก็ค่อยเดินออกมา”
“แล้วแต่เจ้าเถอะ ข้าเตือนแล้ว เอาล่ะ ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน”
ตงฟางให้คนของเขาเดินนำอีกเช่นเดิมกระทั่งผ่านมาราวหนึ่งชั่วโมงที่เขาเดินวกวนไปตามทางเดินที่คล้ายเขาวงกตในวิหาร เขาก็มาถึงด้านหลังของวิหารสถานที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตามในสายตาของตงฟางกลับเห็นเหมือนที่คนกลุ่มก่อนหน้าพูด เพราะเขากำลังเห็นผู้คนมากมายกำลังดูดซับพลังวิญญาณจากหินสีฟ้าขนาดใหญ่ โดยมีระดับผันแปรวิญญาณอยู่ราว 1 พันคนกำลังยืนล้อมรอบหินสีฟ้าเอาไว้ โดยปล่อยให้ข้างในเข้าไปได้แค่ระดับจารึกวิญญาณ
“ 20 กับ พัน ต่างกันเกินไป”
ตงฟางถอนหายใจออกมาเบาๆ ใกล้กับหินสีฟ้าอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณแล้วพวกมันกำลังถูกระดับจารึกวิญญาณดูดซับเป็นพัน เขาทำได้เพียงแค่มองไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะคนเฝ้ากำลังมองเขาด้วยแววตาขับไล่ ไม่ต้องการให้เขาเข้าไปหาพวกมัน
“นี่ อธิบายให้ฟังหน่อยสิ การที่พวกมันสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันแบบนั้น หมายความว่าพวกมันมาจากสถาบันเดียวกันใช่ไหม แล้วสถาบันนี้อยู่ที่เมืองหลวงหรือเปล่า”
“ลูกพี่ ใช่แล้วพวกมันมาจากสถาบันเดียวกันแล้วก็เป็นสถาบันที่เมืองหลวง แต่ลูกพี่อย่าไปใช้คำว่าสถาบันต่อหน้าพวกมันนะ”
“ทำไมล่ะ” ตงฟางทำหน้าสงสัย เขาอยากรู้ว่ามันเป็นคำต้องห้ามมากถึงขั้นพูดต่อหน้าคนจากเมืองหลวงไม่ได้เลยหรือ
“ข้าจะอธิบายอย่างไรดี เอาแบบนี้ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับชาวบ้านที่เข้าเมือง”
“ก็เฉยๆ”
“ผิดแล้วลูกพี่ หลักการคิดของท่านไม่เหมือนคนทั่วไป ” ตงฟางหันมองไปยังซูฮวา เธอก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา เกี่ยวกับคำว่าเฉยๆ กับการที่ชาวบ้านเข้ามาในเมือง
“เธอเห็นด้วยกับฉัน”
“มันเป็นแบบนี้นะลูกพี่ ในสายตาของคนในเมืองจะมองชาวบ้านเป็นเหมือนพวกชั้นต่ำ”
“อ๋อ พอเข้าใจแล้ว สายตาพวกนั้นที่กำลังมองมายังฉัน ก็เพราะว่าเสื้อผ้าที่ฉันสวมใส่บอกได้ว่าฉันไม่ใช่คนของสถาบันเมืองหลวง พวกมันจึงมองอย่างดูถูก”
“ใช่แล้วลูกพี่ พวกเขาจะมองคนอื่นที่ไม่ได้อยู่เมืองหลวงเป็นพวกชั้นต่ำ ไม่มีค่าให้มอง แล้วก็ อย่าไปเรียกพวกมันว่าสถาบัน เพราะสถาบันในสายตาของพวกมันเป็นสถานที่ต่ำมากๆ เป็นสถานที่ไม่ต่างจากโรงเลี้ยงหมู”
“ขนาดนั้น”
“ใช่ พวกมันคิดแบบนั้นแหละ ระดับพลังของเหล่าอาจารย์ในสถาบัน สำหรับพวกมันไม่ได้น่ากลัวเลย แล้วสถานที่พวกมันเข้าเรียน จะมีชื่อว่า วิหาร ไม่ใช่สถาบัน เพราะงั้นลูกพี่อย่าไปพูดคำว่าสถาบันกับพวกมันนะ จะทำให้พวกมันโกรธมากๆที่ถูกลดตัวลงไป”
ตงฟางเข้าใจความคิดของคนจากเมืองหลวง เขาจึงหันมองไปยังซูฮวาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ทางด้านหลัง
“ซูฮวา วิหารหมื่นบุปผาของเธอก็เป็นหนึ่งในสถานที่เล่าเรียนในเมืองหลวงสินะ”
“อืม แต่เราไม่อยู่ในเมืองหลวง”
“ลูกพี่ สำหรับวิหารหมื่นบุปผา เป็นวิหารที่พิเศษมากๆ เนื่องจากด้านในไม่มีผู้ชาย ทุกคนล้วนแล้วเป็นผู้หญิงทั้งหมด แล้วทักษะวิชาของพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำแข็ง จึงแยกตัวไปอาศัยอยู่ในภูเขาน้ำแข็งอันหนาวเย็น”
“งั้น ไว้ถ้าฉันไปถึงเมืองหลวงจะแวะไปหานะเทพธิดาของวิหารหมื่นบุปผา คุณหงส์เหมันต์สีเลือด”
ตงฟางฉีกยิ้มเล็กน้อย เขารู้จักทั้งสถานที่ รู้จักทั้งชื่อและรู้จักทั้งฉายา การจะตามหาซูฮวาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาแล้ว แต่เขาจำเป็นต้องอายุ 20 แล้วก็ต้องมีพลังก่อน ถึงจะเดินทางไปได้ ด้วยพลังของซูฮวาเพียงคนเดียวก็ฆ่าเขาได้แล้ว หากคนเฝ้าหน้าประตูเก่งไม่ต่างจากซูฮวา เขาคงเป็นก้อนน้ำแข็งเฝ้าหน้าประตูอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ พวกแกเดินเข้าไปหน่อย ฉันจะฝากอะไรไปพูดกับคนเหล่านั้น”
ตงฟางบอกให้ระดับผันแปรวิญญาณทั้ง 20 เดินตรงเข้าหากลุ่มคนที่กำลังยึดครองพลังศิลาวิญญาณ ทันทีที่คนทั้ง 20 ไปถึงตงฟางก็ส่งกระแสจิตให้หัวหน้าเป็นคนพูดคุยทันที
“พวกท่าน ข้าขอใช้งานศิลาวิญญาณด้วยได้หรือไม่ เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น แล้วพวกข้าจะไม่สร้างปัญหา”
“ฮ่าๆๆ ดูสิ นี่มันวิหารของพวกบ้านนอกหนิ ไม่! ออกไปซะ ข้าจะไม่พูดอีกครั้ง”
“แค่ 1 คนเท่านั้น พวกข้าจะไม่รบกวนพวกท่านเลย” ชายทั้ง 20 ยืนนิ่ง รอคำตอบจากชายอีกฝั่ง ตงฟางที่กำลังจะให้คนทั้ง 20 ลงมือพร้อมกัน เขาก็ถูกสะกิดแขนจากทางด้านหลังจึงหันไปมอง
“วิหารสุริยันต์แข็งแกร่ง อย่าไปมีปัญหาด้วย”
“ชื่อวิหารของพวกมันคือสุริยันต์เหรอ นี่ สมมตินะ ถ้าเกิดพวกมันเกือบจะสามพันคนที่นี่ตาย จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ วิหารสุริยันต์จะรู้เรื่องไหม”
“รู้” ตงฟางย่นคิ้ว เขาอยากรู้ว่าพวกวิหารสุริยันต์จะรู้ได้อย่างไร
“รู้ว่าพวกนั้นตาย แล้วรู้ไหมว่าใครเป็นคนฆ่า”
“ไม่รู้ว่าใครฆ่า รู้แค่ว่าตาย แต่หากมีศพส่งกลับไปถึงวิหาร พวกเขาสามารถตามร่องรอยคนฆ่าได้”
“น่าจะมีทักษะอันตราย งั้นแค่ทำให้พวกมันสลบก็เพียงพอแล้ว เพื่อตัดปัญหาของฉันแล้วตัดปัญหาที่อาจจะตามติดเธอไป”
ตงฟางบอกให้คนทั้ง 20 เปลี่ยนสมุนไพรจากก้อนสีแดงหวังจะให้พวกมันตายไปทั้งหมด เปลี่ยนไปเป็นก้อนสีขาว แม้กลุ่มคนตรงหน้าจะเป็นถึงระดับผันแปรวิญญาณ เขากลับไม่ได้กลัวเพราะพวกมันได้รับพิษของเขาไปแล้วครึ่งหนึ่งจากการดมควันที่เขาจุดในลานกว้างหน้าวิหาร หากรับควันของยาพิษที่เขาเตรียมเอาไว้เข้าไปอีกครึ่งหนึ่ง พวกมันจะสลบไปทันที จะตื่นขึ้นมาอีกหนึ่งวันให้หลัง
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ
เปลวไฟหลากสีจากคนทั้ง 20 จุดขึ้นพร้อมกัน ทำให้สมุนไพรทรงกลมในมือของพวกเขาเกิดควันขึ้นมา ทางฝั่งระดับผันแปรวิญญาณที่ยึดครองหินต่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้สิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดพิษ จึงบอกให้ผู้ใช้ธาตุลมเข้ามาพัดควันเหล่านี้ให้ออกไป
ตงฟางกลับไม่ยอมให้พวกมันทำอะไรง่ายๆ ยังไม่ทันที่พวกมันจะออกคำสั่ง พลังจิตของเขาก็หอบเอาควันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆเข้าไปครอบหัวของคนที่เขามองเห็นแล้วใช้พลังจิตต่อยท้องของพวกมันจนทำให้เกิดอาการสำลักควันเข้าไป
ตุบ~!
ระดับจารึกวิญญาณเป็นกลุ่มแรกที่ร่วงลงไปนอนด้วยอาการสลบ ทางฝั่งระดับผันแปรวิญญาณที่สูดควันเข้าไปต่างพยายามเบิกตากว้าง นำยาถอนพิษออกมาใช้งาน แต่พวกมันกลับไม่สามารถกรอกยาลงไปในปากเพราะมีพลังจิตของตงฟางปิดปากของพวกมันเอาไว้อีกที ทำให้พวกมันค่อยๆร่วงลงไปนอนบนพื้นจากการถูกบังคับให้สูดควันเข้าไปในร่างกาย
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ~!
“ไปกันเถอะ เราต้องรีบใช้งานแล้วรีบออกไป”
ตงฟางจูงมือซูฮวารีบก้าวข้ามผู้คนมากมายที่ถูกทำให้สลบ เขาได้ใช้พลังจิตตรวจสอบพวกมันอีกครั้ง พลางจุดกำยานเพิ่มไปอีก เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครตื่นขึ้นมาขัดขวางเขา
“เฝ้าเอาไว้ อย่าให้ใครเข้ามาได้”
ตงฟางหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมใส่ มันเป็นหน้ากากใหม่ที่พี่ซิงเยียนเตรียมเอาไว้ให้เขาปลอมตัว ไม่เพียงเท่านั้นเขาได้นำผ้าบางๆปิดหน้าให้กับซูฮวาด้วย เพราะการรักษาเขาคิดว่าน่าจะมีคนเข้ามาเห็น เขาไม่อยากให้คนจดจำใบหน้าของพวกเขาที่เป็นคนทำให้วิหารสุริยันต์สลบ ในตอนตื่นพวกมันจะต้องโกรธจนออกตามหาพวกเขาอย่างแน่นอน
“ฟังนะ ฉันจะเปิดจุดใหม่ที่เหลือ 30 จุดให้เธอ”
ตงฟางบอกความจริงออกไป สร้างความตกใจให้ซูฮวาไม่น้อย เธอนึกว่าตงฟางจะเริ่มด้วยการรักษาหนึ่งในจุดทั้ง 78 ที่เสียหายไป เขากลับบอกว่าจะเปิดจุดอีก 30 จุดที่คนของวิหารหมื่นบุปผาไม่สามารถเปิดได้ให้กับเธอ
“นอนลงก่อนนะ แล้วทำใจให้สบายๆ”
ตงฟางปูหนังสัตว์อสูรให้ซูฮวานอน จากนั้นเขาก็นำเข็มเงินของเขาออกมาสำหรับช่วยเปิดจุดทั้ง 30 ที่เหลือ ทันทีที่ซูฮวานอนหลับตา ตงฟางก็เริ่มนั่งข้างๆแล้วใช้พลังจิตของเขาบังคับเข็มเงินจำนวน 30 เล่มให้ลอยไปยังตำแหน่งทั้ง 30 ที่เขาต้องการเปิด
“จะบอกว่าเจ็บแค่มดกัดมันก็โกหกเกินไป งั้นฉันจะบอกว่ามันเจ็บมากๆ กว่าจะเปิดครบ 30 จุดเธออาจจะรู้สึกเหมือนถูกสิบล้อชนแล้วถูกกระบะตามซ้ำ ปิดท้ายด้วยการถูกจักรยานยนต์กระแทกอีกที อ๋อแล้วก็มีจักรยานขี่เข้ามาล้มทับเพราะตกใจกับร่างที่กระเด็นมาหยุดตรงหน้ากระทันหัน”
ตงฟางฉีกยิ้มหลังจากเขาเปรียบเทียบความรู้สึกเจ็บให้หญิงสาวได้รับรู้ เธอกลับมองเขาด้วยความสงสัยแทนที่จะเข้าใจ
“เออใช่ ที่นี่ไม่มีรถบรรทุกนี่ งั้นอย่าใส่ใจเลย มันเจ็บน้องๆอาการเดินตกเขา เอาล่ะ ฉันจะเริ่มแล้วนะ”
“อือ”
ซูฮวามองไปยังพลังวิญญาณจำนวนมากกำลังถูกตงฟางดึงเข้ามารวมกันบนนิ้วมือทั้ง 10 ของเขา เธอรู้สึกตกใจมากเพราะไม่เคยเห็นคนดึงพลังวิญญาณมาใช้โดยไม่ผ่านตันเถียนมาก่อน
“เข็มที่หนึ่ง”