ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 21 ดูตัว
ฮองเฮาที่อยู่ในตำหนักเรียกโอรสคนเล็กของนางมาหาทันทีที่เขากลับมาจากชายแดน องค์ชายห้าที่รู้ว่ามารดาของเขา้าพบ ก็มาหามารดาที่ตำหนักทันที หลังเข้ามาในตำหนัก ฮองเฮาก็เอ่ยกับโอรสของนางขึ้นว่า
"ลูกรักไปชายแดนเป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนหรือไม่"
"ลูกไปเป็หน่วยแพทย์ ไม่ได้รับาเ็หรอกพ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮาที่ได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ ก่อนจะเอ่ยกับโอรสคนเล็กต่อว่า
"กลับมาคราวนี้ก็ดีแล้ว แม่จะจัดงานเลี้ยงดูตัวให้ เ้าจะได้เลือกสาวงามเป็ชายา แม่รอเ้ามานานเกินไปแล้ว เ้าห้ามปฏิเสธแม่เชียว"
"โถ่เสด็จแม่ ลูกไม่ชอบงานเลี้ยงนี่พ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่ได้ เ้าอายุจะสิบแปดอยู่แล้ว ขนาดสัญญาหมั้นหมายก็ยังไม่มี จะให้แม่ตายก่อนได้เห็นหน้าหลานหรือยังไง"
"เสด็จแม่อย่าพูดเช่นนี้นะพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ต้องแข็งแรงอยู่กับลูกได้อีกเป็ร้อยๆปีเลย"
"แหมปากหวานจริงๆเ้าลูกคนนี้ ว่าแต่เ้าอย่ามาเปลี่ยนเื่นะ"
องค์ชายห้าได้แต่หัวเราะเขินๆออกมา เมื่อพูดถึงดูตัว จู่ๆใบหน้าของมี่มี่ก็โผล่ขึ้นมาในห้วงความคิดของเขาแวบหนึ่ง แต่เขาที่มีสตรีในใจอยู่แล้วก็ได้แต่สะบัดหัวไล่ความคิดออกไปและเอ่ยขึ้นว่า
"ขอเวลาลูกอีกหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ แล้วลูกจะพาลูกสะใภ้ที่เสด็จแม่พอพระทัยมาพบอย่างแน่นอน"
"เ้าพูดเช่นนี้มาเกือบสามปีแล้วนะ ไม่รู้ล่ะ แม่ให้โอกาสเ้าอีกเพียงหกเดือน หากเ้าไม่พาลูกสะใภ้มาพบแม่ เ้าต้องเข้าร่วมงานดูตัว!!"
องค์ชายห้าได้แต่ตอบรับอย่างจำใจ หกเดือนก็ยังดีกว่าไม่ได้เลยก็แล้วกัน หลังจากคุยกับมารดาจบเขาก็เตรียมตัวออกไปนอกวังหลวงทันที
"หากเ้ากล้าผิดคำพูด ข้าจะเอาไปฟ้องเสด็จย่าของเ้า ดูซิเ้าจะเอาตัวรอดอย่างไร"
เมื่อได้ยินมารดาเอ่ยถึงเสด็จย่าของเขา องค์ชายห้าก็หน้าซีดลงทันที เสด็จย่าของเขาชอบที่สุดคือเื่ช่วยจับคู่ หากเื่นี้รู้ถึงหูนาง เขาต้องถูกจับมัดมาเลือกคู่ในงานเลี้ยงอย่างแน่นอน แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว ดังนั้นเขาจึงตั้งปณิธานไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องค้นหาสตรีในดวงใจที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ให้เจอภายในระยะเวลานี้ให้จงได้
------------------
หลังจากมี่มี่กลับจากออกไปเที่ยวชมตลาดเมืองหลวง อี้เฉินก็เดินเข้ามาหานางทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
'แม่หนูน้อย พรุ่งนี้ข้าว่าเ้าลองไปที่สำนักการแพทย์เพื่อดูว่าเขาจะเปิดสอบใบประกอบการรักษาอีกครั้งเมื่อไหร่ดีไหม'
มี่มี่ที่ได้เจอพี่ชายก็ลืมเื่ของอี้เฉินไปทันที นางลืมว่าเขายัง้าการช่วยเหลือจากนางเพื่อให้ได้กลับคืนร่างเดิม ดังนั้นนางจึงพยักหน้าตอบรับ นางมาเมืองหลวงครั้งนี้มีเื่ที่ต้องทำสองเื่ หนึ่งคือออกตามหาพี่ชาย และสองคือต้องออกตามหาคนร้ายที่สังหารบิดามารดาและทวงความยุติธรรมให้พวกท่านทั้งสอง ซึ่งนางก็ทำสำเร็จไปแล้วหนึ่งอย่าง เหลืออีกหนึ่งที่ต้องสืบหากันต่อไป วันนี้นางมัวแต่ดีใจจนลืมคุยเื่นี้กับพี่ชายของนาง ไว้พรุ่งนี้ก่อนค่อยว่ากันก็แล้วกัน
วันรุ่งขึ้น มี่มี่ตื่นั้แ่เช้าตรู่เป็กิจวัตรเหมือนตอนอยู่ที่ค่ายทหาร ในตอนอยู่ที่นั่นนางได้ช่วยรักษาผู้ป่วยได้แล้วเกือบๆสองร้อยคน ทำให้ความหวังที่จะกลับคืนร่างของอี้เฉินเริ่มมีประกายขึ้นมาอยู่บ้าง ระหว่างมี่มี่ช่วยรักษาผู้ป่วย สิ่งที่อี้เฉินค้นพบอย่างหนึ่งคือ หากรักษาผู้ป่วยคนเดิมจะไม่ได้รับคะแนนการช่วยเหลือ ดังนั้น่ที่อยู่ที่ค่ายทหารจึงได้ยอดรักษาผู้ป่วยไม่มากนัก อีกทั้งนางยังอยู่ที่นั่นเพียงแค่เดือนเดียว ได้ยอดรักษาเท่านี้ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว
"อ้าวเม่ยเม่ย เหตุใดไม่นอนต่ออีกหน่อย"
จางจือเอ่ยทักน้องสาวของเขา ขณะที่เขากำลังออกกำลังกายในตอนเช้า ปกติทุกวันเขาจะตื่นมาออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอายุได้สิบปี ครอบครัวของเขาต่างออกไปเที่ยวชมเทศกาลในเมือง ขากลับน้องสาวอยากจะขุดต้นไม้ไปปลูก เขาจึงอาสาไปหากิ่งไม้ใหญ่ๆมาใช้ขุดดิน แต่เมื่อกลับมา เขาก็ไม่พบน้องสาวแล้ว จึงคิดว่านางทนรอไม่ไหว อาจจะกลับบ้านไปแล้วก็เป็ได้ เพราะบ้านกับจุดที่ขุดต้นไม้ต้นนี้อยู่ไม่ไกลกันมากนัก
เมื่อมาถึงใกล้ๆตัวบ้านเขากลับได้ยินเสียงชายฉกรรจ์พูดคุยกันอยู่ เขาจึงหลบอยู่หลังต้นไม้โดยสัญชาตญาณ เมื่อไม่มีใครสนใจทางด้านที่เขาอยู่เขาก็แอบชะโงกหน้ามองไปทางบ้านของตัวเองทันที ภาพตรงหน้าที่เห็นทำเอาเขาแทบจะทรงตัวไม่อยู่ บิดามารดาของเขานอนจมกองเือยู่บนแคร่ไม้ด้านหน้าตัวบ้าน เขาเอามือปิดปากตัวเองไม่ให้เสียงของเขาเล็ดลอดออกมาแต่เสียงอุทานของเขากลับเข้าหูหนึ่งในชายฉกรรจ์ที่อยู่ละแวกบ้าน
ขณะที่กำลังตื่นใ เขาได้แต่วิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ในหัวมีแต่เื่น้องสาวที่กำลังขุดต้นไม้อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ เขาจะทำอย่างไรดี ระหว่างที่กำลังขบคิดไม่ทันได้ระวังด้านหน้า เขาก้าวเท้าพลัดตกลงไปบนเนินสูงชัน สลบไสลไม่ได้สติ เมื่อตื่นมาก็พบว่าตนเองถูกช่วยเหลือโดยชาวบ้านละแวกนั้น
หลังจากรักษาจนอาการดีขึ้น จางจือได้กลับมาที่บ้านเดิมอีกครั้ง พบว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านหลังนั้น หลังสอบถามเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อนบ้านได้บอกเป็เสียงเดียวกันว่า พวกเขาคิดว่าสองสามีภรรยาตระกูลจาง พาบุตรสาวบุตรชายจากไปที่เมืองอื่น เพราะไม่เห็นวี่แววพวกเขามาหลายเดือนแล้ว ดังนั้นจางจือจึงไม่มั่นใจว่าน้องสาวของเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่นี่คือความหวังเดียวในการใช้ชีวิตของเขา เขาจึงได้ออกเดินทางจนได้พบสองสามีภรรยา ขุนนางเล็กๆในเมืองแห่งหนึ่งรับจางจือเข้าทำงานในจวน พอเห็นเขาใฝ่รู้จึงส่งให้เขาได้เรียน
เมื่อเขาอายุได้สิบแปดปี จึงขอออกเดินทางตามหาน้องสาวและก็ได้เจอนางแล้วในตอนนี้ เขายืนมองนางนิ่งๆก่อนจะได้สติเมื่อน้องสาวเอ่ยว่า
"เกอเกอ ท่านมองข้ามีอะไรหรือเปล่าเ้าคะ"
"อ๋อ เปล่าหรอก พี่แค่คิดถึงเ้าก็เท่านั้น"
เมื่อทั้งสองสนทนากันพักหนึ่งต่างก็แยกย้ายไปทำธุระส่วนตัว อี้เฉินที่ยืนมองจางจือก็ครุ่นคิดถึงคำพูดของฟางเซียน หากเป็อย่างที่นางเล่าจริง จางจือผู้นี้จะตกอยู่ในอันตรายหรือไม่กันนะ เขาต้องรีบให้แม่หนูน้อยช่วยให้เขาได้คืนร่างเร็วๆเสียแล้ว หากเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้น เขาที่เป็แค่แมวจะช่วยอะไรได้ ดังนั้นเมื่อจางจือจากไป อี้เฉินจึงพูดกับมี่มี่ขึ้นว่า
"แม่หนูน้อย รีบอาบน้ำแต่งตัวเถอะ จะได้รีบไปสำนักการแพทย์กัน"
มี่มี่ที่ได้ยินดังนั้นก็เดินเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเตรียมออกไปข้างนอกพร้อมกับอี้เฉิน ฟางเซียนที่เดินออกมาพอดีเห็นเข้าก็เอ่ยทักทายขึ้นว่า
"แม่หนูมี่มี่ กำลังจะออกไปไหนหรือ"
"กำลังจะไปสอบถามเื่การขอสอบใบรับรอง ที่สำนักการแพทย์เ้าค่ะ"
"เ้ารู้ทางหรือ??"
มี่มี่ที่ได้ยินก็นึกได้ว่านางไม่รู้ทางนี่นา แต่อี้เฉินที่ยืนฟังรู้ทาง เพราะเขาได้สำรวจเมืองนี้มารอบหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังมีเ้าแมวสีเทาเ้าถิ่นที่ตามเขาไม่หยุดอยู่ด้วย ดังนั้นพวกเขาไม่ต้องกลัวหลงหรอก เขาจึงเอ่ยกับมี่มี่ขึ้นว่า
'ข้ารู้ทาง'
มี่มี่จึงเอ่ยตอบฟางเซียนขึ้นว่า
"แมวข้ารู้ทางเ้าค่ะ ไม่ต้องเป็ห่วง มี่มี่ไปเองได้ สบายมากเ้าค่ะ"
ฟางเซียนที่ได้ยินก็หรี่ตามองเ้าแมวสีขาวกับเ้าแมวสีเทานิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า วันนี้นางมีธุระจึงไม่อาจพาเด็กสาวผู้นี้ไปส่งที่สำนักการแพทย์ได้ นางจึงพยักหน้ารับก่อนจะแยกจากมี่มี่ไปทำธุระของตัวเอง มี่มี่จึงออกจากบ้านมุ่งหน้าไปที่สำนักการแพทย์ทันที