อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 67 เวชอสูร

    “โฮกกกก…..” มังกรสีแดงปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า คั่นกลางระหว่างชายชุดดำและเสี่ยวจือจือเอาไว้

    “เสี่ยวเชียน ! ” โม่เจี้ยนยินดีอย่างมากที่เห็นมู่เชียนปลอดภัย เมื่อครู่เขาแทบหมดหวังที่จะไปช่วยนางแล้ว

    “เหวอออ… นี่มันมังกรนี่ !!! ……. เหตุใดป่าพันอสูรมีมังกรปรากฏตัวขึ้นได้”

    ชายชุดดำมองมังกรไฟอย่างหวาดหวั่น แม้ขนาดของมันจะไม่ใหญ่นัก แต่เขานั่น กรงเล็บนั่น อย่างไรก็เป็นมังกรอย่างแน่นอน ทั้งยังมีระดับฝึกตนที่เหนือกว่าเขามากมายนัก เหลือบมองขึ้นไปบนหลังมังกรก็พบมู่เชียนนั่งอยู่ สีหน้าของนางที่มองมานั้นเย็นเยียบราวกับมองคนที่ตายแล้ว  

    ไม่ต้องคิดหาเหตุผลอีกต่อไป ชายชุดดำหันหลังแล้ววิ่งหนีด้วยความเร็วสูงสุดที่ตนมี มู่เชียนมองเสี่ยวจือจือ ฉวนสี่ และโม่เจี้ยนบาดเจ็บสาหัสแล้วดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็เปล่งประกายสังหาร

    “เสี่ยวจิ้ง ข้าไม่ต้องการให้มันตายเร็……” 


    “ฟึ่บบ….” กรงเล็บมังกรเพียงตวัดผ่าน ร่างที่หันหลังวิ่งอยู่ก็ฉีกขาดสลายหายไปทันทีไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผง 


    ………………


    “เมื่อกี้เจ้าต้องการอะไรนะ ?” เสี่ยวจิ้งจัดการคนร้ายเรียบร้อยก็หันกลับมาถามมู่เชียนอย่างเอื้ออาทร


    “……ไม่มีอะไรแล้ว……” 


    ปราชญ์ยุทธ์เจ้าของมีดบินที่ทำร้ายฉวนสี่นั้น เห็นพรรคพวกร่างแหลกสลายในกรงเล็บเดียวก็หวาดกลัวจนเข่าอ่อน รีบทรุดตัวลงกับพื้นไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ยามนี้เขาเพียงปรารถนาให้ตัวเองไม่เคยมาที่นี่ ในป่ามีกลุ่มผู้เยาว์ตั้งมากให้เขาเลือก เหตุใดเขาต้องเลือกโจมตีคนจากหมู่ตึกพฤกษาจนไปยั่วยุเทพเจ้าแห่งความตายตนนี้ด้วย

    เสี่ยวจือจือยังคงยืนเหม่อลอย นับแต่ฉวนสี่ถูกทำร้ายนางก็ราวกับไม่รับรู้อะไรอีก ไม่ว่าจะภาพคนร้ายคิดฆ่าตน ภาพเสี่ยวจิ้งฆ่าคนร้าย ตอนนี้นางรับรู้เพียงหัวใจของมนุษย์ในร่างของนางกำลังเต้นรัวแรง เลือดอุ่นๆสีแดงจากหัวใจไหลเวียนทั่วร่างตรงเข้ากดข่มพิษที่ออกฤทธิ์ได้กับสัตว์อสูรเท่านั้นลง หางอสรพิษของนางเปลี่ยนเป็นขาสองข้างของมนุษย์ ตอนนี้พิษที่ส่งผลต่อสัตว์อสูรไม่อาจส่งผลต่อนางได้อีกต่อไป  


    เสี่ยวจือจือในร่างมนุษย์ที่หลุดจากพัฒนาการรีบก้าวเข้าไปดูอาการของฉวนสี่ก่อน เห็นดวงตาของเขากระพริบมองมาที่นางอย่างอ่อนโยนก็โล่งใจขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มหงายร่างลงแล้วส่งยิ้มปลอบใจให้เสี่ยวจือจือ  บาดแผลที่ท้องของเขานั้นร้ายแรงมาก เลือดไหลยังคงไหลทะลักออกมาไม่หยุด มือสั่นๆของเสี่ยวจือจือเอื้อมไปแตะแผลเขาอย่างเบามือ 

    “เจ็บมากหรือไม่ ?”

    “ไม่…​อึ่ก !”

    เพียงคำเดียวที่เอ่ย เลือดจำนวนมากก็พุ่งทะลักออกมาจากปากชายหนุ่ม กระเซ็นใส่เสื้อผ้าของเสี่ยวจือจือจนเป็นดวง ทว่านางไม่ใส่ใจ ดวงตาของนางวาวโรจน์กลายเป็นสีดำสลับฟ้า ปราณอสูรในร่างของนางผสานเข้ากับปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ อย่างที่เสี่ยวจิ้งเคยบอกสัตว์อสูรที่มีปราณธาตุบริสุทธิ์นั้นร้ายกาจมาก ยามนี้เสี่ยวจือจือคือปราชญ์อสูรที่มีพลานุภาพสูงกว่าตนอื่นๆแล้ว นางมองอย่างเคียดแค้นไปทางคนที่ลงมือทำร้ายฉวนสี่ ในดวงตาคู่งามฉายแววเย็นเยียบโหดร้าย 

    “ท่านเสี่ยวจิ้ง ข้าขอจัดการมันเองได้หรือไม่ ?”


    “ตามใจเจ้าเถอะ”  

    เสี่ยวจิ้งพยักหน้ารับอย่างง่ายๆ ปราชญ์อสูรในสายตาของเขานั้นราวกับมดตัวหนึ่ง ถึงเสี่ยวจือจือจัดการมันไม่ได้อย่างไรมันก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือเขาอยู่แล้ว เมื่อได้รับอนุญาตแล้วร่างของเด็กสาวก็พุ่งตัววาบเข้าใส่ศัตรูทันที 



    ปราชญ์ยุทธ์นั่นเห็นคู่ต่อสู้ของตนกลายเป็นเด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่คนหนึ่ง ดวงตาก็เจิดจ้าด้วยความหวัง  มิใช่เพื่อเอาชนะ เขาเพียงหวังว่าจะหนีเอาตัวรอดไปได้เท่านั้น มันลุกขึ้นและเริ่มวิ่งหนีไป ทว่าเสี่ยวจือจือที่ยามนี้ปราณธาตุพุ่งสูงด้วยอารมณ์กลับเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า ฝ่ามือเต็มไปด้วยกลิ่นไอหนาวเย็น ฟาดลงบนพื้นรัศมีครึ่งลี้ถูกปกคลุมน้ำแข็งทันที  


    คนชุดดำที่วิ่งอยู่เบื้องหน้าเซถลาไปด้วยแรงปะทะจากฝ่ามือ ทว่าก็มันยังคงวิ่งต่อไปได้ เสี่ยวจือจือรวบรวมสมาธิวูบหนึ่ง กำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นดักทางหนีของศัตรูไว้จนสิ้น ชายชุดดำไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ จึงหันกลับมาหาเสี่ยวจือจือ ความหวังของเขามีเพียงทางเดียวคือจับสัตว์อสูรในร่างมนุษย์ผู้นี้ไว้เป็นตัวประกันเพื่อหลบหนีไป  

    “ถึงว่าเหตุใดจึงสามารถหลุดจากพิษสยบอสูรได้ ที่แท้ก็เป็นพวกพันธุ์ทาง”

    คำพูดยั่วยุถูกส่งออกมาก่อน… โดยปกติสัตว์อสูรครึ่งมนุษย์นั้นแม้พบได้บ้างแต่ก็หาได้ยาก ไม่เพียงจะเกิดมายาก แต่พวกครึ่งอสูรมักจะถูกทำร้ายจนตายไปตั้งแต่ยังเล็กด้วยฝีมือของมนุษย์ที่หวาดกลัวสัตว์อสูร และแม้จะโตมาได้ก็มักจะถูกรังเกียจและกีดกัน ชายชุดดำทราบดีว่าสิ่งที่ครึ่งอสูรเหล่านี้ถือสาที่สุดก็คือการเรียกพวกมันว่าพันธ์ุผสมหรือพันธ์ุทางนี่ล่ะ 

    ทว่าสำหรับเสี่ยวจือจือนั้นต่างออกไป นางถือกำเนิดด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของเทพอสูร อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างมาโดยตลอด คำพูดเสียดแทงเหล่านี้จึงไม่ส่งผลต่อนางเลยแม้แต่น้อย นางยังคงก้าวเดินอย่างใจเย็นเข้ามาใกล้บุรุษชุดดำผู้นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในมืดของหญิงสาวปรากฏกระบี่วารีเล่มหนึ่ง

    คนชุดดำเห็นนางไม่มีทีท่าจะถือสาคำพูดนี้เลยแม้แต่น้อยก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาพยายามคิดหาเรื่องอื่นที่คิดว่านางถือสาเพื่อรบกวนสมาธิและหาจังหวะเข้าควบคุมตัวนางไว้ ดวงตาชั่วร้ายกลอกไปมาก็พบกลุ่มของมู่เชียนที่กำลังรักษาฉวนสี่อยู่ ชายชุดดำก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้

    “เจ้าหนุ่มนั่นเป็นคนรักเจ้าหรือ มันรู้หรือไม่ว่าสมสู่กับสัตว์นั้นหากมีบุตรออกมาจะถูกรังเกียจเยี่ยงไร อ้อ… นั่นในกรณีที่มันรอดไปได้น่ะนะ”

    คราวนี้ได้ผลแล้ว ดวงตาสีดำสลับฟ้าของเสี่ยวจือจือพลันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าไปทั้งหมด ปราณอสูรและปราณธาตุน้ำในร่างที่รวมกันค่อยๆแข็งตัวขึ้น พื้นน้ำแข็งที่พวกเขายืนอยู่เริ่มสั่นสะเทือน เสาน้ำแข็งนับร้อยต้นกำลังค่อยๆแทงทะลุพื้นขึ้นมา

    “ปราณธาตุของนางกำลังกลายพันธุ์แล้ว !” เสี่ยวจิ้งที่ลอบสังเกตุการณ์อยู่เอ่ยยิ้มๆ


    “เสี่ยวจือจือก็เป็นปราณธาตุกลายพันธ์ุเช่นกันหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง

    อสรพิษหยกดำนั้นโดดเด่นเรื่องปราณธาตุอันหนาวเย็น เมื่อผสานกับปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ของเสี่ยวจือจือในร่างเดิมแล้วอย่างสมบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปได้ที่จะเกิดการกลายพันธุ์ ยามนี้ปราณธาตุในร่างของนางคือปราณธาตุน้ำแข็ง สามารถควบคุมและสร้างน้ำแข็งได้อย่างอิสระแล้ว ไม่เพียงเสาน้ำแข็งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเสี่ยวจือจือ แม้แต่แขนและขาสองข้างของชายชุดดำผู้นั้นก็ถูกโซ่น้ำแข็งงอกขึ้นมายึดไว้จนแน่น ไม่อาจขยับตัวได้อีกแล้ว 

    “นี่มันอะไรกัน … อสรพิษหยกดำ เหตุใดควบคุมน้ำแข็งได้ !!”  

    เสี่ยวจือจือยังคงก้าวเดินต่อมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชุดดำผู้นั้น กระบี่วารีนั้นแข็งตัวจนกลายเป็นน้ำแข็งไปนานแล้ว ดวงตาหวาดกลัวของเขาได้แต่กลอกไปมาอย่างหวาดกลัว ก่อนที่เขาจะคิดทันว่าควรอ้อนวอนเช่นไรกระบี่น้ำแข็งของอสูรสาวก็แทงทะลุเข้ามาที่ร่างของเขาเสียก่อน 

    “อ้ากกกกก……”

    เสี่ยวจือจือมองบาดแผลและเลือดที่จับตัวเป็นน้ำแข็งสีแดงด้วยความชื่นชม รอยแผลของฉวนสี่ก็เกิดขึ้นในบริเวณนี้เช่นกัน นางบิดยิ้มอย่างสาแก่ใจแล้วเริ่มบิดกระบี่ที่คาอยู่ในร่างนั้นเป็นวงกลม ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของชายชุดดำเด็กหญิงผู้ใบหน้างามล้ำค่อยๆหลับตาลงอย่างเพลิดเพลิน คนชุดดำผู้โชคร้ายได้แต่เสียใจว่าเหตุใดเมื่อครู่เขาไม่วิ่งเข้าไปหามังกรตัวนั้นเสียแต่แรก จะได้ไม่ต้องทรมาณเช่นนี้  

    ครู่ต่อมาความเย็นจากกระบี่น้ำแข็งก็ค่อยๆกัดกินร่างของเขาจนกระทั่งบริเวณรอบบาดแผลและช่วงท้องทั้งหมดกลายเป็นน้ำแข็ง คนชุดดำเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก เสียงกรีดร้องเปลี่ยนเป็นเสียงหายใจอย่างรวยระริน เสี่ยวจือจือเอียงคอมองแล้วย่นปากอย่างเบื่อๆ จากนั้นก็เริ่มมองหาบริเวณใหม่ที่นางจะแทงดาบลงไปอีกครั้ง


    “จือจือ พอได้แล้ว” มู่เชียนออกคำสั่งเรียบๆ  

    เหตุผลที่มู่เชียนเอ่ยห้ามมิใช่เพราะนางนึกเห็นใจคนร้ายผู้นั้นขึ้นมา นางเพียงแค่กังวลว่าจิตใจอันงดงามของเสี่ยวจือจือจะบิดเบี้ยวไป ซึ่งหากเสี่ยวจิ้งทราบก็คงจะบอกมู่เชียนว่า สิ่งที่นางกังวลนั้นไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย……. เพราะเสี่ยวจือจือผู้อ่อนโยน และอ่อนแอคนเดิมนั้นไม่มีอยู่ในโลกอีกต่อไปแล้ว มีเพียงอสรพิษหยกดำผู้โหดเหี้ยมและจงรักภักดี ที่พยายามแสดงออกถึงความไร้เดียงสาให้นายหญิงสบายใจเท่านั้น

    เสี่ยวจือจือได้ยินมู่เชียนสั่งก็ชะงักกึก…… นางสัมผัสได้ถึงความรักและหวังดีของคุณหนู จึงไม่คิดขัดขืนแม้แต่น้อย ดาบน้ำแข็งของนางในมือนางที่ยังคงค้างในในร่างศัตรูพลันตวัดวูบ ร่างของบุรุษชุดดำก็ขาดเป็นสองท่อน จบความทรมานลงแต่เพียงเท่านั้น

    ตอนนี้มู่เชียนเพิ่งเยียวยาโม่เจี้ยนและฉวนสี่เรียบร้อยแล้ว ด้วยความเป็นห่วงนางใช้ปราณอี้เจ๋อผสานกับปราณโอสถอย่างไม่เกรงกลัว ทำให้การฟื้นฟูบาดแผลเร็วกว่าปกตินับสิบเท่า ท่ามกลางความเงียบสงบโม่เจี้ยนกำลังมองมู่เชียนอย่างเหม่อลอย ดวงตาของเขาจดจ้องภาพหญิงงามผมสีอ่อนจางที่วูบไหวซ้อนทับกับมู่เชียนอยู่นั้นอย่างลุ่มหลง 


    ฉวนสี่นั้นบาดแผลที่ท้องของเขาหายเกือบสนิทแล้ว ปราณธาตุก็กลับมาราวแปดส่วน เขาลุกขึ้นและเดินมาหาเสี่ยวจือจือช้าๆพลางยื่นมือมาหา เสี่ยวจือจือเห็นชายหนุ่มปลอดภัยดีแล้ว หัวใจของนางกลับเต้นด้วยจังหวะที่มั่นคงดังเดิม ปราณธาตุน้ำแข็งที่คุกรุ่นอยู่ทั่วร่างก็ค่อยๆสงบลง ทันใดนั้นความเจ็บปวดแสบร้อนบางอย่างกลับพุ่งพรวดขึ้นมาแทนที่ เกินกว่าที่ร่างเล็กของนางจะแบกรับได้เด็กสาวลงไปนอนเกร็งกระตุกอยู่กับพื้น ขาสองข้างกลับกลายเป็นหางของอสรพิษยักษ์อีกครั้ง ยามนี้หางยาวเหยียดนั้นขดเกร็งด้วยความทรมาณ 

    “เสี่ยวจือจือ !”

    มู่เชียนและฉวนสี่วิ่งเข้ามาประคองร่างของเสี่ยวจือจือไว้ เสี่ยวจิ้งรีบตรงเข้ามาตรวจสอบเพียงครู่เดียวเทพอสูรมังกรไฟก็เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


    “พิษสยบอสูรตีย้อนกลับ เป็นเพราะเมื่อครู่นางฝืนใช้สายเลือดมนุษย์โคจรลมปราณ ยามนี้พิษสยบอสูรได้กระจายไปทั่วร่างแล้ว”

    เช่นนั้นต้องทำอย่างไร ปราณของข้าช่วยนางได้หรือไม่ มู่เชียนเอ่ยอย่างร้อนรน


    “ปราณของเจ้าเยียวยาได้เพียงอาการบาดเจ็บ แต่ไม่อาจรักษาพิษได้ โอสถของมนุษย์ก็ไม่อาจใช้กับสัตว์อสูรได้ มีเพียง ‘คัมภีร์เวชอสูร’ เท่านั้นที่รักษาได้ แต่…”


    “แต่อะไร ?!” ฉวนสี่เอ่ยขึ้นอย่างไม่อาจทนไหวอีกต่อไป  ร่างของนางที่เกร็งกระตุกอยู่ในอ้อมแขนทำให้เขาไม่อาจรักษาความเยือกเย็นดังเคยได้อีกต่อไป 


    “แต่ข้าไม่มีคัมภีร์นั่น พี่สามของข้าเท่านั้นที่มีคัมภีร์เวชอสูร” 


    “แล้วเสี่ยวจือจือจะทำอย่างไร ?” พี่สามของเขาอยู่ไกลถึงแคว้นฉิน ต่อให้รีบเดินทางเดี๋ยวนี้ก็คงไม่ทันแล้ว

    “ข้าเอง…”

    โดยไม่มีผู้ใดคาดคิด โม่เจี้ยนแทรกร่างเข้ามาด้านข้างของมู่เชียน แล้วเริ่มปล่อยวงเวทออกมาครอบร่างส่วนบนของเสี่ยวจือจือเอาไว้

    “เวชอสูร ชำระอสูร !”

    ร่างท่อนบนอันงดงามของเสี่ยวจือจือสงบลงทันที โม่เจี้ยนลุกขึ้นโดยไม่คลายวงเวท เขาเดินต่อไปหาส่วนหางของนางที่ยังขดเกร็งอยู่แล้วทำเช่นเดิม ทว่าด้วยส่วนหางที่ยาวมากของอสรพิษหยกดำ ทำให้เขาต้องสร้างวงเวทขึ้นอีกถึงสามวง จึงสามารถครอบคลุมร่างทั้งหมดของนางได้

    โม่เจี้ยนหันมามองมู่เชียน และฉวนสี่ที่ยังคงงุนงงไม่หาย แล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองขึ้นมาทันที ในที่สุดเขาก็มีสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ตกตะลึงบ้างแล้ว

    “ฮ่าฮ่า…. นี่เป็นเคล็ดวิชาประจำตระกูลของข้า ข้าใช้ได้ชำนาญตั้งแต่ยังเด็กแล้ว พวกท่านไม่ต้องชื่นชมข้าหรอก นี่เป็นเพียงความสามารถเล็กน้อยเท่านั้น…”

    ยังไม่มีผู้ใดเอ่ยชม เขาก็ชิงห้ามเสียก่อนแล้ว โม่เจี้ยนรู้สึกว่าตนเองช่างมีบุคลิกของผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ 

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน