อภินิหารมารฟ้า

    ตอนที่ 26 บาดเจ็บ

    "ท่านประมุขน้อย!!! "


    ทั้งสามคนร่ำร้องตะโกนออกมาก่อนจะพุ่งเข้าไปหาเทียนฟางในทันที ทิวรั่วซานรีบประคองร่างที่กำลังล้มลงของเทียนฟางก่อนจะรีบป้อนเม็ดยาฟื้นฟูให้


    "เยี่ยซุน ฟงหยาน ต่อให้พวกเจ้าต้องตาย อย่าได้ให้ผู้ใดเข้ามาแตะต้องท่านประมุขน้อยได้อีก!!! "


    ทิวรั่วซานตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง


    "พวกเจ้าจะต้องชดใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้! อสรพิษมรกต! "


    เยี่ยซุนหยิบขวดยาพิษออกมาก่อนจะกระแทกมันเข้ากับคมกระบี่ เขาเลือกที่จะใช้พิษที่เหลือทั้งหมดแทนที่จะค่อยๆ เทเช่นครั้งก่อน


    ฉวะ!!!


    แขนของคนจากสำนักกระบี่พลันขาดลง เยี่ยซุนในตอนนี้ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายผู้อาฆาต ใครก็ตามที่เข้ามาใกล้เทียนฟาง ล้วนถูกเขาฟาดฟัน แม้ว่าเขาจะต้องเอาร่างกายของเขาเข้ารับคนกระบี่แทนก็ตามที สิ่งเหล่านี้หาได้สำคัญอันใดกับตัวเขาในตอนนี้ไม่


    ฟงหยานที่อยู่ด้านข้างล้วนไม่แตกต่างกัน มันพลันกู่ร้องตะโกนด้วยความโกรธแค้นอย่างสุดที่จะประมาณ


    "กายาราชสีห์! วันนี้ข้าฟงหยานจะอาบเลือดของพวกเจ้าต่างน้ำ! "


    ว่าแล้วฟงหยานก็ซัดหมัดไปยังหัวของหนึ่งในคนของสำนักบัวหิมะ


    ปัง!!!


    โลกนี้ล้วนมิได้ง่ายดาย และยิ่งไม่อาจคาดเดา ใครจะคาดคิดว่าเพียงผู้ฝึกลมปราณขอบเขตก่อกายาขั้นที่สอง กลับสามารถสังหารผู้ฝึกลมปราณก่อกายาขั้นที่เก้า เรื่องไม่ว่าอย่างไรล้วนแล้วแต่เหลือเชื่อเกินจริง หากแต่ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เยี่ยซุนและฟงหยาน ต่างใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก ทุกวันวานหากไม่ตามล่าคนอื่นก็เป็นถูกคนอื่นตามสังหาร ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งความตายมาหลายขวบปี สิ่งเหล่าย่อมไม่มีวันที่เหล่าบุปผาในสวนกระจกแก้วแสนบอบบางผู้หนึ่งจะเข้าใจ


    ทันใดนั้นเองเมื่อหัวของมันกระทบเข้ากับหมัดของฟงหยาน หัวของมันพลันแหลกเหลวจนมิอาจจดจำได้อีกต่อไป


    หากแต่คนที่ดูน่ากลัวที่สุดในตอนนี้กลับเป็นทิวรั่วซาน ที่บัดนี้ได้กวัดแกว่งเคียวยักษ์ในมือด้วยความบ้าคลั่ง


    ครั้งหนึ่งเขาถูกแทงเข้าที่ด้านหลังและด้านข้างของลำตัวแต่คล้ายว่าเขาไม่ได้สนใจความเจ็บปวดเหล่านั้น ทิวรั่วซานกลับระดมฟาดฟันคมเคียวเข้าไปใส่คนจากสำนักบัวหิมะอีกคนหนึ่ง


    เหล่าคนจากสำนักบัวหิมะเมื่อเห็นเหตุการณ์ต่อสู้ของทั้งสามคนแล้ว ในใจได้แต่หวาดกลัวไม่กล้าที่จะลงมืออีกต่อไป คราแรกพวกมันต่างมั่นใจว่าได้ฟาดฟันคมกระบี่เข้าใส่ร่างของศัตรูอยู่หลายครั้งหลายคราแต่กลับคล้ายว่ามันไม่เป็นผลอันใด อีกทั้งเมื่อคมกระบี่ในมือต้องร่างของศัตรูเบื้องหน้า ทุกครั้งล้วนต้องถูกฟาดฟันสวนกลับมา


    การถูกสังหารโดยคมเคียวหรือหมัดนั้นยังดูว่าโชคดีกว่าคนที่ถูกกระบี่ของเยี่ยซุนมากนัก เนื่องจากคนที่ถูกกระบี่ของเยี่ยซุนนั้นดูน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า เพราะนอกจากจะไม่ตายแล้วพวกมันต่างร้องโหยหวนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นไม่ต่างจากสุกรโดนเชือด ร่างของพวกมันแต่ละคนค่อยๆ เหี่ยวแห้งไปทีละน้อย


    "พวกเจ้าถอยออกมา! ...พวกเราสมควรกลับกันได้แล้ว ขืนสู้กับตัวประหลาดเช่นนี้ต่อไป ย่อมต้องมีแต่ตกตายตามมันไปเท่านั้น"


    จิงหูบอกกับศิษย์คนอื่นๆ มันเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้เข้าไปต่อสู้หากแต่ยืนมองอยู่ข้างนอก เดิมทีมันคิดจะรอจังหวะที่กลุ่มของทิวรั่วซานเพลี่ยงพล้ำแต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่เด็กคนหนึ่งถูกฟันแล้ว พวกมันจะบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนี้ อีกอย่างในตอนนี้พวกมันก็ล้วนได้ของที่มันต้องการแล้ว


    เมื่อบอกกับคนอื่นเสร็จแล้ว พวกมันแต่ละคนที่เหลือตามพุ่งกายกลับออกไปอย่างรวดเร็ว พวกมันเดิมทีล้วนเดินทางมาด้วยกันทั้งหมดนับสิบคน ไม่คาดคิดว่าจะเหลือรอดกลับมาตอนนี้เพียงหกคนเท่านั้น


    ฝ่ายทิวรั่วซานที่ถูกทิ้งไว้ต่างล้มลงคุกเข่าก่อนจะหอบหายใจอย่างหนัก


    "อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ต้องพาท่านประมุขน้อยกลับไปพักรักษาตัวก่อน"


    ฟงหยานเข้ามาแบกร่างของเทียนฟางไว้บนหลัง เนื่องจากตอนนี้มันนับเป็นคนที่มีพละกำลังหลงเหลือมากที่สุด พวกมันแต่ละคนล้วนมีใบหน้าซีดเซียวไม่ต่างจากกระดาษ การต่อสู้ครั้งนี้บั่นทอนพลังชีวิตของพวกมันอย่างสาหัส


    ระหว่างเดินทางกลับพวกมันล้วนแล้วแต่สลับกันกระอักเลือดออกมา หากแต่ไม่มีพวกมันคนใดคิดที่จะหยุดพักแม้เพียงเสี้ยวครึ่งลมหายใจ มันช่วยกันแบบหอบร่างของเทียนฟางต่อไปอย่างไม่หยุดพักใดๆ


    วันเวลาผ่านพ้นไปถึงสองวันสองคืนแล้ว ปรากฏภาพของคนกลุ่มหนึ่งแบกหอบร่างของเด็กน้อยผู้บาดเจ็บไว้บนหลัง นับตั้งแต่เดินทางออกมา พวกมันยังไม่เคยหยุดพักแม้เพียงสักครั้ง ความตั้งใจและดันทุรังในครั้งนี้นับว่าหน้ายกย่องอย่างถึงที่สุด


    ในที่สุดอีกอีกค่ำคืนก็ได้ผ่านพ้นไป เทียนฟางยังไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นขึ้นมา รอยเท้าที่พวกมันเดินผ่านล้วนปะปนไปด้วยเลือดและหยาดน้ำตายังปรากฏให้เห็นบนใบหน้า


    ในความคิดของพวกมันเทียนฟางนอกจากจะเป็นดั่งความหวังสุดท้ายของพวกมัน ที่จะได้ฟื้นคืนสถานะในพรรคดินแดนมารฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อวันคืนผ่านพ้นไป เมื่อพวกมันได้พูดคุยกัน ต่อสู้ด้วยกันฝึกฝนมาด้วยกัน ในหัวใจของพวกมันล้วนบอกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของมันนี้ไม่ใช่ประมุขน้อยเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นเพื่อนคนสำคัญที่มันจะไม่มีวันยอมสูญเสียไปเป็นอันขาด


    ลำคอของพวกมันบัดนี้แห้งผาก ริมฝีปากนั้นแตกระแหง เสียงพึมพำแว่วออกมาให้ได้ยินอยู่ไม่ขาด ประโยคเดิมๆ ถูกเปล่งออกมาซ้ำๆ ให้ได้ยินมาตลอดสามวันที่ผ่านมา


    "...สำนัก..บัวหิมะ......ต้องตาย...ต้องชดใช้!! .."


    เสียงที่ดังออกมานั้นคล้ายดั่งเสียงเพรียกหาจากขุมนรกอเวจีก็มิปาน

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารมารฟ้า ที่คุณอ่าน