จู่โจมสองทาง!
จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสับสนให้ฝ่ายตรงข้าม
ทว่าพระสงฆ์ทั้งสามรูปยังคงสงบนิ่งถึงเพียงนั้น หน้าตาเรียบเฉย ไม่แม้แต่ขมวดคิ้ว คล้ายกับการจู่โจมที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เกิดกับตนเอง พวกตนเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น
เห็นสงบนิ่งแบบนี้ ยามลงมือกลับประสานเสริมกันดั่งภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ
หลวงพี่โดสะกำดาบพระแน่นแทนที่จะกลับหลังหันฟาดฟันกับศัตรูที่ลอบจู่โจม กลับสืบเท้าขึ้นมายืนเคียงคู่กับหลวงพี่โกโตะ เวลาเดียวกันนั้นเองหลวงพี่โกโตะสองมือประนมกร แสงสีทองเปล่งออกจากมือทั้งสอง ประกายแสงอาบไล้ลูกประคำสี่สิบแปดเม็ดในสายสร้อยที่แขวนอยู่ในร่องนิ้ว หนึ่งชั่วลมหายใจต่อมาท่านผลักมือทั้งสองไปข้างหน้าแล้วแยกออก
สายสร้อยขาดผึง!
ลูกประคำสี่สิบแปดเม็ดแทนที่จะหล่นลงพื้นกลับลอยค้างอยู่ในอากาศ เปล่งแสงเรืองรอง ก่อนที่จะถูกปราณแห่งความเที่ยงธรรมผลักไปเบื้องหน้า ลูกประคำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จนเสียดสีกับอากาศเปลวเพลิงลุกวาบราวกับดาวตก พุ่งเข้าหาเงาร่างสูงใหญ่นั่น
หลังจากนั้นหลวงพี่โกโตะไม่แม้แต่ดูผล ท่านกลับหลังหันอย่างรวดเร็วตรงดิ่งไปยังหีบไม้
หลวงพี่โดมะซึ่งอยู่หลังสุดกำลังนั่งขัดสมาธิ เวลาเดียวกันพลันลืมตา สองมือแตะพื้นข้างตัว หินแม่น้ำก้อนเล็กแตกเป็นผุยผง สองเท้าถีบพื้นยันร่างไปด้านหลัง ใช้ท่าสะพานโค้ง ศีรษะล้านเลี่ยนกระแทกเข้ากับเงาที่ลอบจู่โจมอย่างจัง
โครม!
เงาร่างสีดำถูกกระแทกบริเวณหน้าอกอย่างถนัดถนี่ ร่างกระแทกเข้ากับลำเรือเสียงดังสนั่น ร่างทะลุเข้าไปเฉียดหัวไหล่ชินโนสุเกะอย่างฉิวเฉียด
“หนี”
ชินโนสุเกะตกตะลึงพรึงเพริดกับการต่อสู้ตรงหน้า บัดนี้ยังมาตกใจกับเสียงร้องบอกให้หนีดังออกมาจากหีบไม้อีก ตกใจส่วนตกใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าของเสียงนี้พูดถูก นี่คือจังหวะที่ดีที่สุด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกรีบยันตัวลุกขึ้น โผเข้าหาดงไม้ท้ายหาดน้ำตื้นทันที
“โอมมมม”
“คลิก!”
หลังสิ้นเสียงโอมที่ดังจากในหีบไม้ กุญแจที่ล็อกหีบเอาไว้พลันหลุดออก หลวงพี่โกโตะมาถึงพอดี ท่านยื่นมือยกฝาหีบขึ้นคว้าสิ่งซึ่งอยู่ในนั้น ออกวิ่งไปทางดงไม้ตามหลังชินโนสุเกะไปติด ๆ
แม้ว่าเคยถูกเตือนไม่ให้หันหลังกลับมามอง แต่ชินโนสุเกะไม่อาจหักห้ามใจตัวเองได้คล้ายภูตผีดลใจ อยากรู้ว่าเงาดำพวกนั้นคืออะไร
ขณะใกล้จะถึงราวป่า ชินโนสุเกะพลันเอี้ยวตัวมองด้านหลัง ภาพที่ปรากฏกลับเป็นสัตว์ประหลาด มันพุ่งตัวออกมาจากเรือด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือดมีเศษไม้ทิ่มแทงอยู่ทั่วร่าง แขนขวาตกห้อย แสดงว่าก่อนที่จะถูกศีรษะพุ่งชนมันได้ยกแขนบังหน้าอกเอาไว้ หลีกเลี่ยงจากการถูกทำร้ายหัวใจมาได้
เรื่องยกแขนอะไรพวกนี้ชินโนสุเกะไม่เข้าใจ เขาเพียงรู้ว่าเจ้าตัวนี้คลับคล้ายทานูกิอย่างมาก ขนาดตัวเท่ากับผู้ใหญ่ แขนขายืดยาว ขนฟูฟ่องแลแหลมคมเหมือนตัวเม่น
มันทำทีพุ่งหาหลวงพี่โดมะ แต่กลับบิดตัวบิดขาเปลี่ยนทิศทางกลางคัน ไล่ตามหลังหลวงพี่โกโตะมาติด ๆ โชคร้ายที่ก่อนหน้านี้ชินโนสุเกะเผลอสบตากับมัน ประกายความดุร้ายทำหนาวสะท้าน คล้ายย้อนกลับไปวัยเด็กยามพบเจองูน้ำเลื้อยผ่านหน้า หวาดกลัวจนขาแข็งแทบจมน้ำตาย คราวนี้ก็เช่นเดียวกันขาแข็งทื่อแทบสะดุดหกล้ม เวลาเดียวกันนั่นเอง เสียงเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหู
“สหายน้อย รับ!”
หลวงพี่โกโตะซึ่งสามารถวิ่งแซงได้ทุกเมื่อ ขอเพียงใช้ชายหนุ่มตรงหน้าเป็นเหยื่อรองรับโทสะของปีศาจ ท่านย่อมหนีมันไปได้ แต่ทว่าท่านไม่ทำเช่นนั้น หลังจากร้องตะโกนออกมา ท่านกลับโยนวัตถุในมือให้ชินโนสุเกะรับ ซึ่งเขาก็ยกมือรับตามสัญชาตญาณ
“วิ่ง!”
เสียงดังขึ้นต่อเนื่องตามกัน
ชินโนสุเกะยามรับมาไม่ทันได้ดูว่านี่คืออะไร รู้แต่ความอบอุ่นในอ้อมอก รีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ตะลุยดงไม้ข้างหน้า ฝ่าพุ่มไม้หนามโดยลืมสิ้นความหวาดกลัว ในสมองมีแต่คำว่า “วิ่ง” เท่านั้น
ไม่แน่ใจว่าวิ่งมานานเท่าไร พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู เสียงซึ่งปลอบประโลมจิตใจ คลายความร้อนรุ่มและความกลัว
“ประสก วางอาตมาลงเถอะ”
เสียงอ่อนใสดังขึ้นจากอ้อมอก ชินโนสุกะถึงได้รู้ตัวว่าตนหอบหิ้วสิ่งใดมา
สามเณรรูปหนึ่ง
“อ๊ะ! พระคุณเจ้า”
หลังจากวางร่างเณรลงกับพื้น เขาหันรีหันขวางมองซ้ายมองขวา กลัวปีศาจนั่นจะตามมาทัน ปากพร่ำกล่าววาจาวกวน
“ขออภัยขอรับ พวกเราควรทำอย่างไรดี ซ่อนตัวในป่าดีไหม หรือวิ่งต่อไปดี แล้วจะไปทางไหน เอ๊ะ ซ่อนตัวดีกว่า รอตรงนี้ก็น่าจะได้นะ ไม่ ไม่ หนีเถอะ หนีกันเถอะขอรับ”
พูดไป ๆ ก็เริ่มหอบรู้สึกหายใจไม่ทัน เหมือนขาเป็นตะคริวจึงทิ้งตัวนั่งอย่างหมดแรง
การเป็นชาวประมงทำให้ร่างกายแข็งแรงจริง ร่างกายอาจไม่ได้กำยำ แต่ก็พอมีกล้ามไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย เคยเจอกับพายุลูกใหญ่มาหลายครั้ง ทว่าในชีวิตไม่เคยเจอกับเรื่องสะท้านขวัญแบบนี้มาก่อน ทั้งลูกธนูเกลื่อนฟ้าและปีศาจทานูกิน่าเกลียดน่ากลัว
สามเณรตรงหน้าอายุประมาณสี่ห้าขวบ กลับวาจาฉะฉานเกินตัว
“ประสก พวกเราคงไม่ได้ไปไหนแล้วล่ะ ที่นี่คงเป็นที่ฝังซากสังขารของเราสอง ขออภัยอย่างยิ่งที่ประสกต้องมาพบเจออะไรแบบนี้ เกิดชาติหน้าฉันใดอาตมาค่อยชดเชยให้ประสกแล้วกัน”
ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ ชาติหน้าหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่หนีพ้นแล้วหรอกหรือ… ในห้วงความคิดของชินโนสุเกะมีแต่ความสงสัย
ขณะคิดสอบถามพลันได้ยินเสียงสวบสาบ พร้อมกับเสียงพูดดังมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
“กราบนมัสการสมณะ เฮ้อ น่าเสียดายหากท่านก้าวเข้ามาอีกเพียงเจ็ดก้าว ท่านคงได้ลาโลกนี้ไปโดยไม่รู้ตัว นั่นคงดีที่สุด น่าเสียดาย ๆ หากเป็นเช่นนั้นเราสองคงไม่ต้องมาเสียเวลาสนทนากันเยี่ยงนี้”
ชินโนสุเกะรีบหันหน้าไปตามเสียง พบว่าตอนนี้ตนอยู่บนทางน้อยสายหนึ่ง กิ่งไม้เบื้องบนเปิดเป็นช่องทำให้แสงจันทร์ส่องเข้ามาได้ ตรงหน้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ริมทางน้อยพอดี สิ้นเสียงสนทนา ชายคนหนึ่งในชุดนักดาบก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ความกดดันไร้รูปแผ่ออกมาจากคนผู้นี้ ทำให้ชินโนสุเกะเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว แรงกดดันบางอย่างทำให้เขาไม่อาจลุกยืนได้
รังสีสังหารไร้รูปที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง น่าเกรงขามยิ่งกว่าหัวหน้าโจรสลัดที่เขาเคยเจอเมื่อวัยเด็กเสียอีก ความเย็นเยียบแผ่ออกมาราวกับคนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เป็นสัตว์ร้าย สัตว์ที่ทั่วร่างอาบย้อมไปด้วยเลือดและเนื้อของเหยื่อ
รังสีสังหารที่ว่าก็คือ พลังการฆ่าฟันอันมีได้เฉพาะคนที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาเท่านั้น
"อมิตตาภา อาตมาไม่ขอชีวิตตนเอง เพียงแต่ประสกท่านนี้หลงร่วมเดินทางมาด้วยความผิดพลาด ไม่อาจให้เขาตายอย่างเลอะเลือน ขอบิณฑบาตชีวิตเขาด้วยเถอะ”
“หึ ๆ ท่านคงไม่ทราบว่า ผู้น้อยอย่างเราได้แต่ทำตามคำสั่งผู้อื่นเท่านั้น เมื่อนายเหนือต้องการให้ใครตาย ต่อให้เป็นญาติพี่น้องหรือบุพการี ข้าก็สังหารโดยไม่ลังเล อย่าขอชีวิตให้ยุ่งยากเลยสมณะเอ๋ย เฮ้อ! น่าเศร้ายิ่งนัก ตัวข้าเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่สังหารเด็กและผู้หญิง ไม่คิดเลยว่าวันนี้ต้องผิดคำพูด”
นักดาบตรงหน้าส่ายศีรษะเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ดึงดาบออกมาจากฝักข้างเอว ประกายสีเงินวาบผ่านทำชินโนสุเกะเสียวสันหลัง ขนทั่วตัวลุกชัน ไม่คิดว่าชีวิตเดินมาถึงจุดสิ้นสุดเร็วขนาดนี้
พ่อ แม่ น้องชายหญิง ไม่คิดว่าต้องจากลากันเร็วเช่นนี้
สองขายังคงอ่อนแรง แทบไม่เห็นหนทางต่อสู้
ทันใดนั้นมีก้อนหินก้อนหนึ่งลอยขว้างข้ามศีรษะไป โดยที่ชินโนสุเกะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
“กึง”
ดาบที่ชักออกมาฟันก้อนหินขาดเป็นสองท่อน สะเก็ดไฟแลบปลาบ
“ถุย! ผู้ใหญ่รังแกเด็ก ทำมาพูดเสียดิบดีว่าผิดคำพูด ถุย ๆๆ หากรักษาคำสาบานจริง บอกเจ้านายไปสิ กล้า ๆ หน่อย บอกไปเลยว่าทำไม่ได้ กระผมไม่อาจทำตามคำสั่งของท่านได้ หรือเปลี่ยนเจ้านายไปเลย เป็นโรนิน*ก็ได้ คนชั่วพรรค์นั้นไปนับถือมันทำไม จริงไหมเณร”
เสียงอ่อนใสดังขึ้นทางดงไม้ด้านหลัง
ตรงชายขอบใต้เงาของแมกไม้ ผู้พูดค่อย ๆ เผยตัวออกมา คนผู้นี้ไม่ใช่พระสงฆ์สามรูปนั่น ไม่แม้กระทั่งผู้ใหญ่…
เป็นเด็กชายคนหนึ่ง แต่งตัวมอซอเกินทน
*โรนิน คำนี้ใช้ในสมัยหลัง เมื่อระบอบการปกครองประเทศเปลี่ยนเป็นระบอบขุนนาง (ไดเมียว) ราวปีค.ศ.1185 หรือพ.ศ.1728
กล่าวอีกอย่างคือ นับตั้งแต่เกิดมีตำแหน่งผู้นำทางทหารขึ้นนั่นเอง (โชกุน - สมัยแรกไม่ได้เรียกด้วยคำนี้)