ตอน 15
กำลังใจ
(ส่วนตอนต้น)
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อแปดโมง สุรีย์รัตน์ละสายตาเฝ้าดูลอริสรับประทานมื้อเช้าชั่วครู่ เดินมารับสายด้วยใจท้อแท้
“บ้านสุขสรวงสวรรค์ค่ะ...” สาววัยสิบเก้าเอ่ยเอื่อยแล้วชะงักวาจา ปลายสายที่ได้ยินกลับเป็นเสียงของพ่อ
“เป็นไงบ้างลูก... ลอริสมีอาการหอบไหม...” เกริกไกรห่วงใยถามไถ่เดิม ๆ เป็นคำถามที่ลูกสาวได้ยินตลอดทุกวัน และแทบจะเป็นสามเวลาเช้าบ่ายเย็นทุกครั้งที่ออกไปทำงาน
“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ เหมือนยาที่เปลี่ยนใหม่ดีขึ้นนะคะ...” สุรีย์รัตน์ผินมองตุ๊กตารัสเซียที่ก้มตักสลัดทูน่าเข้าปากแสนเรียบร้อย “วานซืนที่พบหมอแล้วเปลี่ยนยา น้องหอบเหนื่อยน้อยลง แต่หนูก็ประคองลงบันไดกับพาส่งเข้าห้องน้ำตลอด ทำเหมือนตอนยังไม่เปลี่ยนยา แต่ว่า... น้องไม่ค่อยทานอาหารเลยพักนี้ กลัวน้องไม่แข็งแรง”
“เช้านี้น้องทานน้อยหรอ...” เกริกไกรอุทานผ่านน้ำเสียงกังวล
“ไม่ค่อยเจริญอาหารค่ะ... หลายวันแล้ว...” ลูกสาวก้มหน้าซึมเซาตอบเสียงเอื่อย เพิ่งเห็นลอริสรวบช้อนส้อมข้างจานเมื่อไม่กี่อึดใจ “แต่ก่อนเคยกินค่อนจานตอนนี้แค่ครึ่งจาน บางทีก็ไม่ถึงครึ่งค่ะ”
พ่อรำพันอย่างจนใจ “แย่จังเลย... จะทำอย่างไรดี...”
“ให้กำลังใจค่ะ หนูคงทำได้แค่ให้กำลังใจ...” สุรีย์รัตน์เหลือเพียงคำตอบง่าย ๆ ให้พ่อรับรู้
“พรุ่งนี้วันศุกร์สุดท้ายมิถุนา พ่อได้โบนัสรอบครึ่งปี ว่าจะหยุดงานนะ...” เกริกไกรพยายามจะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกสาว “เห็นว่าลูกจะไปทำวิชาทำข่าวกับเพื่อน...”
“อ๋อ ยกเลิกแล้วค่ะ...” สุรีย์รัตน์รีบปฏิเสธ “ที่จะนัดฝึกทำข่าวรายงานซากโรงงานตุ๊กตาที่ไฟไหม้เดือนก่อน เขาห้ามเข้าแล้ว ก็เลยจะหาข่าวใหม่กันทำกันวันอื่นค่ะ วันศุกร์หนูไม่ได้เรียนเพราะดรอปวิชาสังคมพอดี ก็คงอยู่บ้านค่ะ”
“เมื่อวานตอนลูกยังไม่กลับ พ่อก็ติดงาน น้าไหวก็อยู่ดูแลลอริสสองสามชั่วโมง น้าเค้าเริ่มใช้โทรศัพท์เป็น ก่อนหน้าพ่อสอนให้โทร.เข้าเครื่องของวนัส ให้เพจหาพ่อคงยากไป อืม... ถ้าลูกมีอะไรฉุกเฉิน เพจมาบอกพ่อนะ...” เกริกไกรทิ้งท้ายด้วยคำลาเดิม ๆ “อดทนไว้นะลูก...”
“ค่ะพ่อ...” ลูกสาวรับคำเสียงแผ่วอ่อน วางสายเมื่อหลงเหลือเพียงสัญญาณตู๊ดดังถี่ ๆ
ทอดมองยังเก้าอี้นวมสีไข่ตัวเดิม รำพันระคนท้อแท้ใจ “ฉันจะช่วยเธอยังไงดี ลอริส... บอกฉันที...”
เห็นตุ๊กตารัสเซียเลิกรับประทานมื้อเช้า ก้มลงถักนิตติ้งที่ยังค้างคานับเดือน ผ้าพันคอสีครีมลุล่วงได้ค่อนผืนใหญ่แล้ว ม้วนไหมพรมที่โยงสายไปหามือนวลกำลังถักร้อยเหลือเพียงหนึ่งในสาม
“ลอริส... พลีส อีต มอร์...” พี่เลี้ยงรำพันส่งสายตาวิงวอน แต่หญิงสาวผมน้ำตาลได้แต่ส่ายหน้าแผ่วเบา เอื้อนเสียงระคนเศร้าสร้อย
“ไอ... โดนต์... ฮังกรี...”
แววตาสีครามไม่ผ่องใสเหมือนเคยเป็น แม้ละมุนงามแต่แฝงซึมเซาชอบกล มองพี่เลี้ยงครั้งใดก็กลายเป็นแววละห้อยเงื่องหงอยทุกที
เกือบหนึ่งเดือนมาแล้วที่ลอริสหอบเหนื่อยบ่อยครั้ง แม้แต่ครั้งนี้เช้านี้ที่ไม่แสดงอาการก็ใช่ว่าจะวางใจ พี่เลี้ยงยังได้ยินเสียงหายใจหนัก ๆ ในบางที ตั้งแต่อาบน้ำแต่งตัวก็ไม่เคยทิ้งห่าง เดินเคียงประคองร่างเอวบางนุ่มนิ่มลงบันไดทุกครั้ง แม้แต่จะเข้าห้องน้ำก็ยังโอบประคองพาส่งถึงประตู
อยู่ร่วมชายคามาเก้าเดือน แม้ชินวิถีชีวิตในประเทศไทยแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืออาการ 'ทรุดลง'
ยาบำรุงหัวใจเปลี่ยนตัวใหม่ไปหลายรุ่นแล้ว รุ่นก่อนแทบไม่ช่วยให้ดีขึ้นกลับฉุดแย่ลง นอกจากหอบแล้วยังมีอาการอื่นแทรก แต่ลอริสไม่เคยบอกให้สองพ่อลูกรู้เลย หลายครั้งมักเห็นท่าทีน่าวิตก เช่นยกมือกุมอกซ้ายเพียงไม่กี่วินาทีแล้วลดมือลงวางบนตัก
พอเห็นแบบนี้ก็ถามไถ่ทุกที เจ็บปวดบ้างไหมรู้สึกอย่างไร คำถามบ่อย ๆ ว่า “อาร์ ยู เฮิร์ต” จึงได้ยินเป็นประจำ แต่ทุกครั้งคำตอบกลับมีเพียงคำว่า “เนี้ยต” เสมอ
ไม่ได้ยินเสียงร้องโอดครวญสักครั้ง ไม่ได้หมายความว่าให้วางใจ แพทย์หญิงที่วินิจฉัยก็คอยย้ำเตือนบ่อย ๆ แต่เกริกไกรและสุรีย์รัตน์กลับไม่เคยได้ยินเลย
ค่ากราฟคลื่นหัวใจแย่ลงทุกครั้งที่เข้าตรวจ นี่คือข้อเท็จจริงที่สาววัยสิบเก้ารับรู้เรื่อยมา
“ลอริส... เธอ... พยายามปิดบังฉันไหมนะ...” พี่เลี้ยงใจดีได้แต่หวั่นวิตก สีหน้าหม่นเฉาไม่ร่าเริงเหมือนเคย
นับเดือนแล้ว สุรีย์รัตน์ที่นิสัยวัยรุ่นสาวบ้า ๆ บ๊อง ๆ ต้องหายไปในบัดดล จนบางทีเพื่อนสนิทอย่าง ปู มิ้นท์ และฝ้าย ก็สังเกตสังกาออก
มุกสนุกที่หยอกเย้าเล่นกับพ่อก็ห่างหาย ไม่เหลือรอยยิ้มใดเติมใจให้กันเหมือนก่อน ความสุขอย่างคริสต์มาสและวาเลนไทน์กลับกลายเป็นเพียงภาพอดีต
ยิ้มไม่ออกแย้มไม่ได้ ไม่มีกะจิตกะใจใด ๆ จะสนุกเฮฮาแล้ว ยามนี้มีแต่ห่วงใยลอริสเท่านั้น ไม่อยากให้อาการทรุดลงกว่านี้เลย อยากให้กลับมาแข็งแรงดูอิ่มเอิบเหมือนช่วงปีใหม่
แม้รู้ว่ายาเริ่มไม่ช่วย แต่กำลังใจยังไม่เหือดแห้งเสียทีเดียว ทุกเช้าตื่นนอนและทุกคืนก่อนนิทราจะเติมกำลังใจด้วยอ้อมกอด
เพียงแต่... หลายครั้งเมื่อกอดลอริสกลับต้องร้องไห้ ลอริสน้ำตาไหลง่ายดายแล้วอีกคนจะเหลืออะไร น้ำตาเอ่อคลอตามอย่างช่วยไม่ได้
พี่เลี้ยงไม่ได้เก็บจานชามสลัดผักที่ยังเหลืออีกครึ่ง กลับช่วยกินต่อจนหมดเกลี้ยง ทำเหมือนร่วมใช้ชีวิตลำบากด้วยกันสุขทุกข์ด้วยกัน โชคดีที่หญิงสาวตุ๊กตาเข้าใจง่ายแม้จะฝืนกินอีกไม่ได้ พอพี่เลี้ยงช่วยกินจนหมดจึงก้มผงกอ่อนโยน
“สปาซิบะ... มาย ซิสเตอร์...”
เป็นอาการตอบขอบคุณที่สุรีย์รัตน์เริ่มคุ้นเคยแล้ว
ไม่รู้จะทำเช่นใดต่อไป ไม่รู้จะหาวิธีใดให้ลอริสมีอาการดีขึ้น หรืออย่างน้อยให้มีความสุขมากขึ้น
คิดอยู่ว่าเสียงเพลงคงพอช่วยได้ จึงเปิดเล่นแผ่นเสียงดนตรีไวโอลินเพื่อขับกล่อม แล้วก็คล้ายได้ผล ลอริสเงยหน้ามองพี่เลี้ยงตาแป๋ว แววตาสุกใสอ่อนโยนเหมือนไข่มุก แต่กลับแฝงรู้สึกละห้อยสร้อยเศร้าจาง ๆ
เสียงหายใจหนัก ๆ ยังได้ยินในบางครั้ง แต่เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ไม่กี่อึดใจ พี่เลี้ยงอดไม่ได้อยากถามไถ่เหลือเกิน
“อาร์ ยู... เฮิร์ต... ลอริส...”
เช่นเดียวกับครั้งก่อน ตุ๊กตารัสเซียได้แต่เอื้อนคำเดิม ๆ “เนี้ยต...”
จะตัดห่วงจะวางใจได้อย่างไร ลอริสเหมือนคล้ายปกปิดอะไรอยู่...
เมื่อพี่เลี้ยงไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่เฝ้าดูหญิงสาวผมน้ำตาลถักนิตติ้ง ชุดเดรสขาวคลุมเท้ายังงดงามไม่เปลี่ยน ช่วยเพิ่มความน่ารักน่าเอ็นดูให้หญิงสาว แม้ยามนี้ไม่ได้ติดกิ๊บโบก็ยังนุ่มนิ่มน่ากอดเหมือนเดิม...
“ฟอร์ ยู...” สุรีย์รัตน์ยื่นกิ๊บโบผ้าขาวให้ ลอริสเงยหน้าสบสายตาละมุนพลางรับไว้ ก้มผงกอ่อนโยนแล้วเอื้อนเสียงหวาน “สปาซิบะ...”
มือนวลขาวยกกิ๊บโบแล้วกลัดผมสวย ผมถักเปียงดงามยาวเกือบจรดสะโพก กลับยิ่งเพิ่มความใฝ่ฝันในใจพี่เลี้ยง อยากจะเห็นลอริสตอนผมยาวเหมือนราพันเซลเหลือเกิน
ลอริสก้มถักนิตติ้งอย่างเชื่องช้า เสียงหายใจหนัก ๆ ยังได้ยินบางจังหวะ สุรีย์รัตน์ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บตามที่แพทย์เคยบอก เพราะไม่รู้ว่าตุ๊กตามีชีวิตจะเจ็บปวดบ้างไหม คิดแต่ว่าให้ยาไว้ก่อนเพื่อไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเมื่อถึงคราวเจ็บปวดจริง ๆ
อาหารมื้อกลางวันผ่านล่วงอีกครา ลอริสรับประทานสลัดปลานึ่งที่พ่อแวะซื้อมาฝาก แต่ก็เหมือนมื้อเช้าที่อาหารเหลือเพียงครึ่งจาน พี่เลี้ยงจึงรับหน้าที่รับประทานต่อจนหมด
“ขนาดปลานึ่งที่ลอริสชอบ... เฮ้อ...” เกริกไกรถอนใจแผ่ว
“น้องยังไม่ค่อยเจริญอาหารเลยค่ะ เศร้าใจจัง” ลูกสาวรำพันท้อแท้อีกครั้ง พ่อตบบ่าเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
“ทำดีที่สุดแล้วลูก... ให้กำลังใจน้องต่อไปนะ...”
“ลำบากพ่อเลยค่ะ แวะเที่ยงมาดูน้อง...”
ลูกสาวยังตัดห่วงใยไม่ลง แต่เกริกไกรยังจิตใจเข้มแข็ง โบกมือเบาให้ลูกรักคลายวิตก “ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก...”
ตุ๊กตารัสเซียเฝ้ามองสองพ่อลูกผ่านแววตาละห้อย ประกายตาหม่นเฉาแฝงเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าเพราะกำลังเจ็บปวดจากโรคร้ายหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่เคยขาดตกกลับเป็นคำขอบคุณ
“สปาซิบะ...” หญิงสาวผมน้ำตาลก้มผงกให้เหมือนทุกครั้ง
สองพ่อลูกหันไปดูทีวีที่กำลังเปิดระหว่างมื้ออาหาร ข่าวสารรายงานผ่านหูกลับพาใจไหวหวั่นสั่นระทึก
ข่าวต่างประเทศรายงานเรื่องเครื่องบินตก แล้วก็คล้ายเที่ยวบินที่พ่อแม่ของลอริสต้องสาบสูญ ภาษาปะปนในข่าวทั้งตุรกีทั้งรัสเซีย ทั้งภาพรายชื่อผู้คนที่เป็นภาษารัสเซียเสียส่วนใหญ่ แม้ว่าทำภาพเบลอเพื่ออำพรางข้อเท็จจริงแล้วก็ตาม ฟังภาษาไทยรายงานข่าวว่าจะรื้อฟื้นสอบสวนสาเหตุ
“ใช่ไหมคะ... เที่ยวบิน...” สุรีย์รัตน์หันมามองพ่อที่อ้าปากค้าง
“ไม่รู้... ไม่รู้อ่าลูก... แต่... ในข่าวบอกเครื่องตกช่วงวันนั้น บริเวณนั้นด้วย ออกจากอิสตันบูลไปนิวเดลีแต่ไปไม่ถึง... พ่อว่า...”
“ลอริส...” สุรีย์รัตน์อุทานระคนใจหวาดพรั่น เกริกไกรหันหลังมองตามลูกรัก
หญิงสาวที่นั่งบนเก้าอี้นวมพลันน้ำตาคลอ...
ลอริสเริ่มผินมองรูปถ่ายครอบครัวที่จัตุรัสแดง น้ำตาอาบไหลแต่ไร้เสียงสะอื้น ภาพข่าวที่เผอิญเห็นในทีวีแม้เป็นเสียงบรรยายไทย แต่ภาษารัสเซียที่ปรากฏย่อมอำพรางความจริงไม่ได้
ข่าวจบลงไปแล้ว แต่หยาดน้ำใสยังหลั่งคลอต่อเนื่อง พี่เลี้ยงซับน้ำตาด้วยกระดาษนุ่มสุดอ่อนโยน เกริกไกรก้มหน้าซึมเฝ้าดูไม่ห่าง
“ลอริส...” พี่เลี้ยงไม่อาจเอ่ยคำปลอบใด ได้แต่เอื้อนเป็นชื่อหญิงสาวที่ไพเราะที่สุด...
“สปา... ซิบะ...” ตุ๊กตารัสเซียเอื้อนเสียงสั่นพร่า เจียนสะอึกสะอื้นรอมร่อ แต่เมื่อเวลาผ่านเลยจึงคลายโศกสลดลง
“ตะกี้นี้หายใจแรงนิดหน่อย แต่เงียบลงกลับมาเหมือนเดิมแล้ว...” สุรีย์รัตน์อุทานเสียงสั่น “น้องคงสะเทือนใจ...”
“ฝากปลอบโยนต่อนะลูก... พ่อต้องไปแล้ว...” ชายวัยสี่สิบเอ็ดส่งแววตาห่วงใยลูกรัก ส่งแววตาอ่อนโยนต่อตุ๊กตามีชีวิต รำพันแผ่วหวังขอเป็นกำลังใจ
“คราซิวา... พลีส บี วิท อัส...” เกริกไกรสบตามองส่งท้าย ไร้แย้มใดฝากให้ มีแต่ห่วงใยและจริงใจเท่านั้น
“แล้วเจอกันนะคะพ่อ...” ลูกสาวส่งเสียงเอื่อยเคล้าเศร้าสร้อย...
รถคันขาวจากลา ห้องกระจกจึงเหลือเพียงสองหญิงสาว
บรรยากาศหม่นเทาเศร้าจาง ๆ ระคนปนไปกับคำปลอบโยนซ้ำ ๆ
“ลอริส... อิต วิล บี เบ็ตเทอร์...” สุรีย์รัตน์รำพันประโยคนี้หลายครั้งหลายครา หวังเพียงเติมเต็มกำลังใจสู้กับโรคร้าย
ตุ๊กตามีชีวิตได้แต่ก้มผงกละมุนเพื่อขอบคุณ งานถักนิตติ้งยังสานต่อค่อยเป็นค่อยไป
เสียงหายใจแรงยังได้ยินสั้น ๆ แล้วจางหายหลายครั้ง พอถามไถ่ว่าเจ็บบ้างไหมกลับได้คำตอบเดิม ๆ คำว่า 'เนี้ยต' ดูจะเป็นคำพูดที่ลอริสเอ่ยออกมาบ่อยที่สุด
หลายต่อหลายครั้งที่ไม่ได้เฝ้าดู เช่นต้องเข้าห้องน้ำหรือจัดอาหารและน้ำดื่มจากครัว ไม่รู้ว่าลอริสปิดบังความเจ็บปวดหรือไม่ ทุกข์ทรมานจนต้องมือกุมหน้าอกหรือไม่ ไม่รู้แม้แต่เสียงโอดครวญที่อาจได้ยินแต่ไม่ได้ยิน
ปลายบ่ายใกล้เย็นย่ำ รอเพียงบุรุษหนึ่งเดียวในบ้านกลับมาพร้อมอาหารโปรด
สุรีย์รัตน์ไม่รู้จะทำอย่างไร เห็นลอริสหลับปุ๋ยน่ารักแต่ก็สงสารเช่นกัน ยามนี้ถึงแม้ดูงดงามแต่อาจเจ็บปวดรวดร้าว คนเฝ้าก็เผลอหลั่งน้ำตารันทดไม่รู้ตัว
รอจนตื่นจากหลับใหลพักกายพักใจ จึงนั่งพื้นข้าง ๆ แล้วยกอัลบั้มภาพถ่ายที่บันทึกไว้นับร้อยรูป อยากให้หญิงสาวรัสเซียได้เห็นอีกสักครั้ง
ภาพถ่ายอดีตยามเคยมีความสุขร่วมกัน ทั้งฉากเก้าอี้นวมโรแมนติก ฉากซาบซึ้งในห้องนอนสีหวาน ยังมีภาพวันเกิดย้อนหลัง ฉากเล่นดนตรีและคืนคริสต์มาสอันแสนสุข ไม่ลืมที่จะมีภาพสองสาวสวมชุดขาวเคียงคู่ในสวนดอกไม้ แล้วยังน่าประทับใจด้วยฉากที่ผู้อุปการะหอมแก้มก่อนนอนครั้งหนึ่ง
ลอริสได้มองแต่ละภาพสุดสวยงาม คงอยากซึมซับภาพอดีตวันเก่าแสนสุขให้มากที่สุด พลางก้มผงกทุกครั้งที่หญิงเฝ้าดูแลพลิกเปิดหน้าถัดไป
ดูเหมือนตุ๊กตาสาวสวยมีกำลังใจมากขึ้น แม้บางจังหวะยังได้ยินเสียงหายใจแรง พี่เลี้ยงถามไถ่ครั้งใดก็ได้แต่คำตอบเดิม ๆ ว่าไม่รู้สึกเจ็บปวด
ลอริสได้ดูภาพถ่ายทั้งหมดแล้ว สุรีย์รัตน์วางอัลบั้มภาพลงแล้วเลื่อนโต๊ะที่เสิร์ฟอาหารเข้าหา หยิบกระดาษโน้ตสีเหลืองคู่กับดินสอ เขียนเป็นภาษาไทยด้วยชื่อหญิงสาวคนหนึ่ง
'สุธาวัลย์'
สาววัยสิบเก้าบรรจงวาจาหวาน “อิต อิส ยัวร์ ไท เนม... ไอ กีฟ ไท เนม ฟอร์ ยู...”
ลอริสก้มผงกแผ่วละมุน แม้ไร้วาจาแต่เหมือนยินดีรับไว้ ได้ยินพี่เลี้ยงอ่านคำไทยให้ฟัง
“สุ ทา วัน... เล็ตส์ ไรต์ แอนด์ รีด อาฟเตอร์ มี...” สุรีย์รัตน์หยิบกระดาษโน้ตอีกแผ่นแล้วสาธิตวิธีเขียน หยิบอีกแผ่นให้ลอริสฝึกเขียนตาม แต่ละตัวอักษรไทย สาธิตตั้งแต่ ส. เสือ สระอุ ธ. ธง สระอา ว. แหวน ไม้หันอากาศ ล. ลิง ย. ยักษ์ การันต์
พี่เลี้ยงเขียนแต่ละอักษรลอริสก็เขียนตามจนครบ ลายมือคัดบรรจงสวยงามสมกับเป็นตุ๊กตาชีวิต
สุรีย์รัตน์นึกถึงวัยเด็กที่เพิ่งหัดเขียน ครั้งนั้นภาษาไทยยังไม่เข้าใจมากนัก แต่สิ่งที่เขียนเป็นลำดับต้น ๆ คือชื่อของตนเอง ลอริสก็คงเช่นกัน เมื่อคิดจะให้เรียนภาษาไทย แล้วให้ชื่อไทยสักชื่อที่ไพเราะ ก็คงเริ่มจากชื่อที่มอบให้แล้วหัดอ่านหัดเขียนไปก่อน
“รีด อาฟเตอร์ มี... สุ ทา วัน...”
“สุ... ทา... วัน...” ลอริสอ่านตามเสียงละมุนจากพี่เลี้ยง
สาววัยสิบเก้าผลิยิ้มเล็กน้อย ปรบมือเบาส่งกำลังใจแสนอบอุ่น เห็นลอริสตั้งใจคัดชื่อไทยของตนเองครั้งหนึ่งก็เป็นปลื้มแล้ว
“สปาซิบะ... มินยา ซาวู้ท สุ... ทา... วัน... มาย เนม อิส... สุ... ทา... วัน...”
ลอริสทั้งขอบคุณทั้งพูดแนะนำชื่อตนเอง แต่ฟังแล้วน่าชื่นใจที่มีชื่อไทยในประโยคอีกสองภาษา พี่เลี้ยงก็เริ่มมีกำลังใจคอยลูบศีรษะไล้ผมเปียสวยปลอบโยน
รถคันขาวคุ้นตาเข้าจอดประจำที่ เกริกไกรแวะหน้าห้องกระจกเพียงเพื่อดูสองสาวที่ห่วงใย ที่มือยังถือสารพัดถุงอาหารไทยฝรั่งสำหรับมื้อค่ำและมื้อถัดไป
“พ่อซื้อไก่อบมานะ และก็สลัด... มักกะโรนีอบชีสก็มี ลอริสเป็นไงบ้าง...”
เมื่อได้เห็นลูกสาวนั่งข้างเก้าอี้นวม คนเฝ้าดูแลยกมือไหว้แต่ยังไม่ได้ตอบทันที ส่วนตุ๊กตารัสเซียก้มผงกงดงามดุจทายทัก หากแต่สีหน้าช่างซีดเซียวไม่อิ่มเอิบสักเท่าใด
พี่เลี้ยงเหลียวหลังสบสายตาลอริสชั่วขณะ แล้วหันมาตอบพ่อที่ก้มมองกระดาษโน้ตไม่คุ้นตา
“ก็ยังทรง ๆ เหมือนเมื่อเช้าค่ะ...” ลูกสาวตอบเสียงเรียบ “ตะกี๊หนู... ให้ลอริสลองเขียนไทยน่ะค่ะ...”
“ลูกตั้งชื่อเองหรอ... 'สุธาวัลย์' ชื่อเพราะมากเลย...” เกริกไกรพลันแปลกใจถามไถ่
สุรีย์รัตน์ก้มหน้าสารภาพ “หนูอยากให้ลอริสมีชื่อไทย อยากให้ได้สัญชาติไทยน่ะค่ะ เผื่ออนาคต ก็เลยให้น้องลองคัดไทยจากชื่อ...”
“สุรีย์รัตน์ สุธาวัลย์ ชื่อเข้ากันมากเลย พี่สาวน้องสาว ฟังแล้วน่ารักน่าเอ็นดูจริง ๆ”
ชายวัยสี่สิบเอ็ดแย้มบางเบา รับรู้ถึงสิ่งน่าประทับใจเล็ก ๆ ผ่านกระทบ พอช่วยกลบเกลื่อนรู้สึกหม่นเฉาที่มีตลอดวันได้บ้าง
มื้อเย็นผ่านไปเช่นวันเก่าก่อน ลอริสยังคงรับประทานได้น้อยกว่าที่ควร อาหารที่เหลือจึงแบ่งกันระหว่างสองพ่อลูก
เกริกไกรพยายามอ่านใจหญิงสาวตุ๊กตา ยามไร้บ่งบอกอาการแฝงใดกลับยิ่งพะวง ลูกสาวก็ถามไถ่แทบทั้งวันว่าเจ็บบ้างไหม แต่คำตอบกลับมีเพียงคำปฏิเสธและส่ายหน้าแผ่วเบา
“จะทำอย่างไรดี...” ชายวัยสี่สิบเอ็ดรำพันเลื่อนลอย พลางเสิร์ฟยาเสิร์ฟน้ำหวังให้อาการดีขึ้นกว่านี้
ลอริสตอบรับเพียงก้มผงกอ่อนโยน ส่งผ่านแววตาละห้อยดูเงื่องหงอยเช่นเดิม
เจ้าบ้านผู้เคยยิ้มกริ่มกลับหมองหม่นไม่สดใส จนบางทีก็อยากหาที่พึ่งทางใจ แทบอยากสวดมนต์วิงวอนก่อนเข้านอน
คืนนี้กลับแปลกต่าง ฝ่ายพ่อเป็นผู้ขอเยี่ยมห้องนอนเพื่อส่งลอริส แทนที่จะเป็นลูกสาวเอ่ยชวนเหมือนครั้งก่อน ๆ
สุรีย์รัตน์ไม่เคยปฏิเสธ รู้ว่าพ่อขี้อายแต่ครั้งนี้ขออาสาเอง ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มแม้ยังมีเรื่องหวาดหวั่นใจตลอดเวลา
“หนูดีใจนะคะที่พ่อใจกล้า บางทีคงช่วยให้ลอริสมีกำลังใจบ้างนะคะ แม้ว่าอาจช่วยได้ไม่มากนัก...”
เกริกไกรตอบเสียงเอื่อยแผ่ว “พ่ออยากใช้ใจรักษา ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
ยามเห็นลูกสาวโอบเอวประคองตุ๊กตารัสเซียขึ้นบันได หวั่นใจว่าคนป่วยจะหมดแรง แม้เสียงหอบหายใจหนัก หรืออาการใดบ่งบอกว่าเหนื่อยกลับแทบไม่ได้ยิน แรกทียาที่เปลี่ยนเหมือนว่าจะดีขึ้น แต่ไยฉุดให้ตุ๊กตามีชีวิตดูเซื่องซึมถึงเพียงนี้
รอจนเวลาสองสาวอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จ เมื่อเข้ามาภายในห้องนอนสีหวาน บรรยากาศกลับแปลกรู้สึกเหมือนสีเทา หยาดน้ำฝนเกาะพราวข้างกระจกภายนอก เสียงฝนพรำเหมือนเพลงขับกล่อมหม่นเศร้า ยิ่งเพิ่มความหดหู่จนบ่งบอกไม่ถูก
มองสองหญิงสาวประคองมือนั่งเคียงบนเตียง คนหนึ่งชุดนอนลายทาง อีกคนชุดเดรสยาวคุณหนูฝรั่งสีขาวแสนนุ่มฟู ช่างน่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้กัน แต่สีหน้าอาบฉายกลับไร้เอิบอิ่มสดใสสิ้นเชิง
ลูกสาวลุกจากเตียงให้พ่อนั่งข้างลอริส “เชิญค่ะพ่อ...”
สุรีย์รัตน์มีเพียงคำพูดง่าย ๆ ทั้งฝ่ายพ่อก็เต็มใจไม่อิดออด เพราะเอ่ยอาสาเองก่อนจะขอขึ้นมาเยี่ยม
เกริกไกรยังสงบวาจา สบตาตุ๊กตามีชีวิตที่ดูเงื่องหงอยซีดเซียว คอยลูบศีรษะปลอบประโลมใจ
ลอริสก้มค้อมคล้ายอยากขอบคุณ แต่แล้ว... กลับหวั่นไหวใจพลันอ่อนแอ สองมือโอบเอวหนาแล้วก้มซบร้องห่มร้องไห้...
เกริกไกรโอบเอวนุ่มนิ่มตอบรับ แล้วลูบหลังแผ่วเบาเพื่อปลอบขวัญ น้ำตาเอ่อคลอไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดั่งรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากลูกสาวต่างสายเลือด
เมื่อยาแพทย์ไม่ช่วยให้ดีขึ้นก็คงมีแต่ยาทางใจเท่านั้นที่พึ่งได้
น้ำตาผู้ชายไม่อาจกลั้น สุรีย์รัตน์มีหรือจะหักห้ามได้ พลันส่งเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ร่วมสลดหดหู่ไปด้วยกัน
“ก่อนพ่อขึ้นมา หนูกอดลอริส... แล้วก็เป็นเหมือนพ่อ น้องร้องไห้ หนูก็ร้องไปด้วยค่ะ...” สาววัยสิบเก้ารำพันเสียงพร่า
“น้ำ... ลูกพ่อ...” เกริกไกรเงยหน้ายามคลายสวมกอดปลอบโยน ทอดมองลูกสาวต้องจมน้ำตาคลอเบ้า แล้วกลับมามองตุ๊กตารัสเซียที่กลายเป็นตุ๊กตาร้องไห้
มือหนาช่วยเช็ดน้ำตาให้ลอริสเพื่อส่งกำลังใจ พอจะช่วยเช็ดหยาดน้ำอาบแก้มให้ลูกสาวที่ตรอมตรมเหมือน ๆ กัน มือนุ่มคอยจับแขนพ่อพลางบอก “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ... ขอบคุณมาก หนู... พอปลอบเองได้ค่ะ”
เกริกไกรลุกจากเตียงแล้วเริ่มเดินจากลา ส่งคำอบอุ่นไพเราะมอบความหวังเป็นพลังใจ สีหน้าเบิกยิ้มที่กลายเป็นฝืนยิ้มเปื้อนน้ำตาไปแล้ว
“พรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น แล้วเจอกันใหม่นะ สองสาว... ลูกรักของพ่อ...”
ลอริสสบสายตาเศร้าสร้อยส่งลา ไร้วาจาใดกลับมีเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ลูกสาวก็ดูซึมเซาผ่านสีหน้าเช่นกัน
บุรุษผู้รักครอบครัวจากไป เหลือเพียงสองสาวไทยฝรั่งนั่งเคียงคู่
พี่เลี้ยงไล้ผมยาวหยักลอนเงางามปลอบขวัญ มองเห็นน้ำตายังเอ่อคลอไม่เลือนหาย พลางช่วยประคองร่างเหยียดกายล้มตัวลงนอน
ลอริสกอดตุ๊กตากระต่ายขาวแล้วแนบซบ สุรีย์รัตน์โอบเอวนุ่มนิ่มช่วยปลอบประโลม นอนเคียงกันท่ามกลางเสียงสะอื้นเล็ก ๆ คละเคล้าเสียงสายฝนพรำจากภายนอก
“ลอริส...” พี่เลี้ยงใจดีรำพันอ่อนเอื่อย ฟังเสียงหายใจหอบแผ่วระคนสะอื้นบางเบาจากสาวรัสเซีย
เป็นนิทรากลางฝนต่างจมทั้งน้ำตา...
ตราบวันฟ้าใหม่สีหม่น ฝนจากลาไปแต่ฟ้ากลับไม่กระจ่าง
อากาศอึมครึม บรรยากาศหม่นเทา สองสาวประคองเคียงลงจากบันไดเชื่องช้า คนหนึ่งส่งใจห่วงใยสู่อีกคนที่กำลังอ่อนแอ...
ชุดเดรสขาวคลุมเท้าที่เคยเห็นเสมอ วันนี้ช่างสวยงามมิเปลี่ยน แต่ไยขับเน้นเป็นนางฟ้าแสนเศร้าได้เพียงนี้...
ลอริสนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวเดิม รอบข้างที่เคยจัดตกแต่งฉากหวานโรแมนติกยังดุจเดิม ยามหญิงสาวอ่อนโยนนั่งร่วมในฉากช่างงดงามดุจภาพวาดแห่งหอศิลป์
งานอดิเรกถักนิตติ้งแสนเข้ากัน ยิ่งมองยิ่งนุ่มนิ่มน่าทะนุถนอมที่สุด แต่สีหน้าวันนี้กลับซีดเซียวไม่สดใส ไร้อิ่มเอิบผิดจากที่เคยเป็น
เห็นตุ๊กตารัสเซียก้มถักนิตติ้งสุดตั้งใจ แต่ไม่ได้กลัดกิ๊บโบประดับสวยเหมือนเก่า พี่เลี้ยงได้แต่เฝ้าดูไม่กล้ารบกวน อันที่จริงแม้ไม่สวมก็ยังคงน่าเอ็นดูดุจตุ๊กตางดงาม
เกริกไกรนั่งโซฟานวมเฝ้าดูกับลูกสาวไม่ห่าง ได้แต่ถอนใจแผ่วระคนท้อแท้ รอจนได้เวลาจึงหาอาหารมื้อเช้าให้
ลอริสรับประทานได้น้อยคำ อาหารสลัดผักและปลานึ่งที่เคยเป็นของโปรด กลับยังเหลืออีกครึ่งไม่เจริญอาหาร ทั้งแววตาที่สื่อบอกก็ดูเศร้าหมองชอบกล
วันนี้ลอริสแทบไม่พูดคำใดเลย อาการเซื่องซึมผิดถนัดจนน่ากังวล มีเพียงภาษากายง่าย ๆ ตอบรับ เช่นก้มผงกขอบคุณหลังรับมื้อเช้า หรือตอนพี่เลี้ยงประคองเอวพาส่งถึงหน้าห้องน้ำ
เสียงหายใจหนัก ๆ แม้ไม่ค่อยได้ยิน แต่อาการซึมเซาเกินจนไม่อาจวางใจ ไม่อาจตัดกังวลแม้วินาทีเดียว
“ลอริส...” พี่เลี้ยงส่งเสียงเอื่อยแผ่ว เสียงที่ระคนท้อแท้ใจไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อที่ร่วมดูแล
“ลอริส...” เสียงทุ้มนุ่มจากชายหนึ่งเดียวในบ้าน ทอดแววตาห่วงใยจากใจจริง แต่ไม่อาจกลบเกลื่อนรอยหม่นเศร้าบาง ๆ บนใบหน้าได้เลย
หญิงสาวรัสเซียยังก้มถักนิตติ้งแสนเชื่องช้า ไม่รู้ว่าภายในใจคิดสิ่งใดอยู่ อาการเซื่องซึมไม่สดใสปานหมดกำลังใจสู้ชีวิต
เวลาผ่านเลยก่อนจะถึงมื้อเที่ยง ฟ้ายังมัวหม่นคล้ายฝนจะตกทุกเมื่อ บรรยากาศสีเทาจนแย้มยิ้มไม่ออกให้กับเรื่องใด
สองพ่อลูกผลัดกันดูแลอย่างเคยชิน เสิร์ฟน้ำเปล่าน้ำส้มคั้นทั้งคุกกี้ของว่าง บางทีก็หยิบอัลบั้มภาพถ่ายชูให้ดูเผื่อจะมีกำลังใจ หวังเพียงภาพเก่าก่อนยามมีความสุขร่วมกันอาจเป็นยารักษาทางหนึ่ง
แต่ก็คงช่วยได้ไม่มากนัก ตุ๊กตามีชีวิตกลับมีชีวิตเซื่องซึมเช่นเดิม แววตาสีครามงดงามกลับละห้อยเงื่องหงอย ยิ่งชวนให้รู้สึกสงสารจับใจ
ลอริสผินมองรูปถ่ายครอบครัวเนิ่นนาน น้ำตาคลอเบ้าคงถวิลถึงพ่อแม่ผู้จากไกล สองพ่อลูกได้ยินเสียงครางแผ่วแสนสร้อยเศร้า
“ปาปะ... มามา...”
สาวผมน้ำตาลหยิบรูปถ่ายความหลังชั่วครู่แล้ววางลง ก้มหน้างุดน้ำตาคลอชั่วขณะ เงียบวาจารำพันถวิลหาแล้วจะถักนิตติ้งต่อ
แต่แล้ว... กลับเงยหน้าสบตาสองพ่อลูกอีกครั้ง เอื้อนเสียงสั่นพร่าน้ำตาเอ่อ
“ปาปะ... มาย... ซิสเตอร์... สปา... ซิบะ...”
-ยังไม่จบตอน-
