"ข้ามาเข้าร่วมกลุ่มตามที่ป้ายประกาศได้บอกไว้!"เทียนฉินเอ่ยออกมาเสียงเรียบหลังจากที่เห็นว่าชายคนนั้นกำลังจ้องเขาอยู่อย่างไม่ละสายตา
"ขอทราบระดับพลังของเจ้าด้วย!"ชายคนนั้นยังกล่าวออกมาโดยไม่ขยับเขยื้อนตัวเลย
เทียนฉินขมวดคิ้วขึ้นมาทันที พลันรู้สึกว่ามันออกจะดูลึกลับไปหรือเปล่า แม้กระทั่งการพูดจายังไม่มีการแสดงอารมณ์อะไรออกมาให้เห็นเลย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเอ่ยตอบกลับไปอย่างเรียบง่าย
"ระดับผันแปรขั้นสูง!"
ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะลุกขึ้นยืนขึ้นอย่างเกียจคร้าน
"เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน!"ชายคนนั้นเอ่ยบอกกับเทียนฉินก่อนจะเดินลับหายเข้าไปด้านใน
เทียนฉินมองหาที่นั่งก่อนจะสำรวจไปทั่วบริเวณ อันที่จริงจะบอกว่าที่นี่คือร้านค้าก็ไม่ถูกสักทีเดียว เพราะภายในห้องแห่งนี้มีเพียงอาวุธระดับหนึ่งอยู่สองสามชิ้น กับเม็ดยาที่ไม่รู้ว่าถูกกลั่นมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ววางอยู่อีกเม็ดนึง
ในใจของเขาก็ยิ่งสงสัยเพิ่มมากขึ้นว่าคนพวกนี้เป็นแบบไหนกันแน่ เพราะร้านที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้ล้วนต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับทางเจ้าเมืองทุกเดือน หากไม่คิดจะขายสินค้าอะไรแล้วจะมาทนแบกรับกับค่าใช้จ่ายนี้ไปเพื่ออะไรกัน
แต่ในขณะที่เทียนฉินกำลังครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆนาๆอยู่นั้นเอง ชายคนเดิมก็ได้เดินออกมาพร้อมกับกล่าวบอกกับเขาเสียงเรียบเช่นเคย
"ตามข้ามาด้านใน!"
เทียนฉินพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินตามชายคนนั้นเข้าไปอย่างไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเท่าไหร่นัก เพราะหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมาจริง เขาก็ยังมีความมั่นใจอยู่บ้างว่าจะหลบหนีออกจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน
จากการใช้สายตากวาดมองไปทั่วเมื่อเข้ามาด้านใน ก็พบว่าเป็นห้องโล่งๆห้องหนึ่งซึ่งมีเพียงโต๊ะไม้ยาวตัวหนึ่งกับเก้าอีกที่วางอยู่ล้อมรอบ พลันเทียนฉินก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เพราะห้องที่ชายคนนั้นพาเขาเข้ามากลับมีเพียงชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วอย่างนี้จะเรียกว่ารวมกลุ่มกันได้อย่างไรกัน?
"เจ้าคงมีข้อสงสัยหลายอย่างเป็นแน่แท้ แต่ข้าขอให้เจ้านั่งรออยู่ที่นี่สักครู่ก่อน ไว้เมื่อสมาชิกที่เหลือมากันครบแล้วข้าจะอธิบายให้ทุกคนได้ทราบอย่างพร้อมเพรียงกัน!"ชายคนนั้นเอ่ยปากบอกกับเทียนฉิน พร้อมกับโบกมือเชื้อเชิญให้เลือกที่นั่งได้ตามสบาย
เทียนฉินพยักหน้าบ่งบอกว่าเขาเข้าใจ ก่อนจะหาเลือกที่นั่งใกล้ๆเพื่อรอเวลา เพียงผ่านไปไม่นานก็ได้มีชายอีกคนเดินเข้ามา แต่ก่อนที่มันจะไปนั่งที่โต๊ะ ก็ได้หันมามองทางเทียนฉินอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนั่งลงกอดอกไม่ได้พูดจาอะไรอีก ถัดจากนั้นผู้คนก็เริ่มปรากฏตัวขึ้นเรื่อย ซึ่งเทียนฉินนับดูแล้วก็มีทั้งหมดเจ็ดคน แต่ถ้าหากรวมเขากับชายคนที่อยู่ในห้องนี้ตั้งแต่แรก ก็จะมีทั้งหมดเก้าคนด้วยกัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกคนล้วนใส่ชุดสีดำและสวมหน้ากากเหมือนกันหมด
เมื่อสัมผัสกับกลิ่นอายของแต่ละคนแล้ว เทียนฉินกลับตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะในจำนวนเก้าคนนี้มีถึงสี่คนด้วยกันที่มีพลังถึงระดับผันแปรขั้นสูงสุด ส่วนอีกสี่คนที่เหลือล้วนมีระดับพลังไม่ต่างไปจากเขา ซึ่งก็คือระดับผันแปรขั้นสูงนั่นเอง
"เอาล่ะ! ในเมื่อมากันครบแล้วข้าขอให้ทักคนแนะนำตัวกันอีกรอบหนึ่ง แต่บอกเพียงชื่อที่พวกเจ้าตั้งขึ้นมาเองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อจริงในการติดต่อกัน!"
"ส่วนตัวข้าใช้นามว่า ฟง"
ชายหนุ่มหันมองมาที่ทุกคนพร้อมกับแนะนำตัวก่อนเป็นคนแรก
"สุ่ย"
"หวู่"
"โม่"
"......."
ทุกคนที่ได้ยินชายที่ชื่อฟงกล่าวออกมาก็เริ่มทยอยแนะนำตนเองให้ทุกคนได้รู้ ส่วนเทียนฉินเขาใช้ชื่อด้านหลังของเขาเองนั้นก็คือ ฉิน
เมื่อทุกคนแนะนำตัวกันเสร็จแล้ว ชายที่ชื่อฟงก็บอกจุดประสงค์ของการรวมกลุ่มนี้ขึ้นมา เป้าหมายของเขานั้นคือการเข้าสู่สุสานลับแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองอ้านโถนี้นัก
เพียงแต่ว่าที่ต้องให้ทุกคนปิดบังใบหน้ารวมถึงชื่อเสียงเรียงนามนั้น ก็เพราะว่าสุสานที่เขาจะพาไปนั้น เป็นสุสานที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นชิงอยู่ในตอนนี้
ส่วนของที่ได้จากการเข้าสุสานนั้นทุกคนจะแบ่งกันอย่างเท่าเทียม และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วต่างคนก็แยกย้ายกันไปได้เลย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้มีการซัดทอดมาถึงตัวผู้อื่น หากโชคร้ายโดนคนในราชวงศ์จับตัวไป
เทียนฉินสังเกตุปฎิกิริยาของทุกคนอย่างเงียบๆ ก็เห็นเพียงบางคนเท่านั้นที่มีอาการลุกลี้ลุกลนอยู่บ้าง แต่คนที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยทักท้วงอะไรออกมา ทำให้เขาพอเข้าใจได้ว่าบางทีคนพวกนี้อาจจะเคยได้ยินมาก่อน หรือไม่ก็รู้จักกันมาก่อนแน่
แต่ที่สำคัญที่เขาไม่มั่นใจนั้นคือเรื่องของรางวัลมากกว่า เพราะถ้าหากภายในสุสานมีสมบัติอยู่ไม่กี่อย่าง หรือว่าสมบัตินั่นล้ำค่าเป็นอย่างมาก จะต้องเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันอย่างแน่นอน
"พวกเจ้าทั้งหมดมีความเห็นว่าอย่างไรกันบ้าง?"ชายที่ชื่อฟังจ้องมองทุกคนเห็นว่าไม่มีใครปฎิเสธก็เอ่ยถามออกมาอีกครั้ง
"แล้วพวกเราจะเริ่มกันเมื่อไหร่?"ชายที่ชื่อโม่กล่าวถามออกมาทันทีที่ชายชื่อฟงตั้งคำถาม
ส่วนคนอื่นๆรวมทั้งเทียนฉินก็หันมามองชายที่ชื่อฟง เพื่อรอฟังคำตอบด้วยเหมือนกัน
"คืนนี้!"ชายชื่อฟงยังจ้องทุกคนไม่วางตาเอ่ยออกมาเพียงสั้นๆ แต่กลับทำให้คนส่วนใหญ่ต่างตกใจกันเป็นอย่างมาก
"ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนี้กันเล่า?"ชายชื่อสุ่ยโพล่งออกมาอย่างสงสัย
"นั่นสิ! ข้ายังไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรเลย!"ชายอีกคนออกตัวมาเหมือนกัน
เมื่อมีคนนำก็มีคนตาม พวกที่เหลือแต่ละคนต่างออกความคิดกันไปต่างๆนาๆ บ้างก็เห็นด้วยกับชายที่ชื่อสุ่ย บ้างก็ยอมรับว่าตนเองพร้อมจะเข้าสุสานในคืนนี้ ซึ่งยังคงโต้เถียงกันไปมาไม่รู้จบ จนถึงขั้นพูดจาเหยียดหยามกันด้วยซ้ำ
เทียนฉินที่นั่งฟังอยู่เงียบๆพลางคาดเดาไปว่า คงจะมีเรื่องสนุกให้ดูเป็นแน่ เพราะถ้าหากปล่อยพวกคนที่ไม่เห็นด้วยกลับไป ข่าวการปล้นสุสานในครั้งนี้จะต้องรั่วไหลออกไปแน่นอน มิหนำซ้ำคนพวกนั้นอาจพาคนที่มีฝีมือมาดักซุ่มโจมตีเมื่อพวกเขาออกมาก็เป็นได้ และการคาดเดาครั้งนี้ของเขาก็ถูกจริงเสียด้วย
"พอ! หยุดเถียงกันได้แล้ว!!"
"พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่นักหรือไง?"
"หากปล่อยให้พวกเจ้าไปเตรียมตัว ข่าวการเข้าสุสานในครั้งนี้จะต้องรั่วไหลออกไป ใครจะรับผิดชอบได้กัน!"
ชายชื่อฟงลุกขึ้นตบไปที่โต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะกวาดสายตามองทุกคนอย่างขุ่นเคือง หากข่าวครั้งนี้หลุดออกไปสิ่งที่เขาทุ่มเทมาทั้งหมดก็จะพังทลายลงทันที
เพราะการจะหาจุดที่แน่นอนของสุสานลับแต่ละที่นั้นไม่ใช่ว่าจะพบเจอกันได้ง่ายๆ เขาต้องลงทุนลงแรงไปขนาดไหนกว่าจะได้เบาะแสที่สำคัญมาสักอย่างหนึ่ง และที่สำคัญหากทางราชวงศ์ได้รับรู้ เขามิต้องหลบหนีออกจากที่นี่ทั้งที่ยังไม่ได้รับสมบัติอะไรเลยอย่างนั้นหรือ?
"ถ้าเป็นแบบนี้ข้าขอถอนตัวไม่ไปร่วมกับพวกเจ้าแล้ว!"ชายชื่อสุ่ยลุกขึ้นเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเพื่อจะออกไปจากที่นี่ทันที
ฉั้วะ!
แต่ยังไม่ทันได้พ้นออกจากประตูไป ศรีษะของชายที่ชื่อสุ่ยก็หลุดกระเด็นตกลงกลิ้งไปที่พื้นด้วยสายตาที่เบิกค้างอยู่อย่างนั้น เทียนฉินขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างตกใจพลางคิด นี่มันวิชาอะไรกันทำไมมันรวดเร็วเช่นนี้ แม้แต่เขาที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลายังมองไม่เห็นกระบวนท่านั้นเลย
คนอีกสองคนที่กำลังจะเดินตามไปพลันชะงักร่างกระทันหัน จากนั้นจึงหันมามองชายชื่อสุ่ยสลับกับชายที่ชื่อฟงกันอย่างหวั่นเกรง หากพวกเขาก้าวออกไปก่อนชายที่ชื่อสุ่ย ก็อาจจะเป็นพวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องลงไปนอนอยู่ตรงนั้น
"ข้าบอกไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครแพร่งพรายข่าวนี้ไปได้ หากพวกเจ้ายังต้องการที่จะไปอีกล่ะก็ ขอให้คิดดูดีๆว่าจะเดินออกไปได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า!"
ชายชื่อฟงกล่าวออกมาเสียงเย็นเยียบ พลางจ้องทุกคนด้วยแววตาเผยความอำมหิตออกมาอย่างไม่ปิดบัง แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อหันมาทางเทียนฉิน เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือเทียนฉินยังนั่งกอดอกอย่างสบายใจ ทั้งที่คนอื่นต่างลุกขึ้นเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้ากันหมดแล้ว
"แล้วจะเอาอย่างไรกันต่อดี!"
เทียนฉินที่เห็นชายชื่อฟงหยุดพูดแล้วหันมาจ้องมองที่เขาก็เอ่ยถามแก้เขินออกมา ที่เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรจากการตายของชายชื่อสุ่ย ก็เพราะเขาเดาได้ล่วงหน้าแล้
วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จึงนั่งสังเกตุความเคลื่อนไหวของแต่ละคนเสียมากกว่า
จบตอนที่ 103