เมืองหลวงเยว่จวน
วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งมีเมฆก้อนกลมสีขาวล่องลอยไปตามสายลม บรรดาบ่าวรับใช้ช่วยกันเตรียมของขึ้นรถม้าตั้งแต่เช้าตรู่เพราะมู่หรงเซียว หยางเสวี่ยฮวาและเสิ่นอวี้หลานนัดกันไปไหว้พระบนเขาสวีซวน
ก่อนจะออกจากจวน ดวงตาสีทับทิมเหลือบมองกล่องใส่ศรธนูอาบยาพิษที่หยางเสวี่ยเฟยให้เป็นของขวัญด้วยความรู้สึกตงิดใจเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าทำไมจึงอยากพกไปด้วยอย่างไม่มีเหตุผลจึงเป็นคนนำกล่องนี้ไปใส่ในรถม้าด้วยตัวเอง แล้วกำชับเมิ่งเซียงกับคนที่เหลือว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาดเพราะนางหวงของที่ผู้เป็นสามีให้ไว้
หลังจากที่เสิ่นอวี้หลานมาถึงจึงพากันขึ้นรถม้าคันใหญ่ออกเดินทางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม โดยมีเสิ่นจื้อเหลียงและทหารประจำจวนคอยติดตามไปไม่ห่าง
รถม้าเคลื่อนไปบนถนนอย่างช้า ๆ ปล่อยให้หญิงสาวได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศระหว่างทาง ต้นไม้ตามทางขึ้นเขาผลัดใบเหลือแต่ดอกสีขาวโพลนปกคลุมทั่วทั้งต้นราวกับหิมะโปรยปรายลงมา นับเป็นทัศนียภาพที่ทำให้นึกถึงสรวงสวรรค์ไม่น้อย
เสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับ กุบกับสลับกับเสียงนกน้อยขับขาน หญิงสาวในรถม้าต่างพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามประสาจึงทำให้การเดินทางในแต่ละครั้งดูเต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ
ครั้นมาถึงยอดเขาแล้วมองลงไปเบื้องล่างก็เห็นเพียงแค่หลังคาบ้านเรือนเล็ก ๆ อยู่ไกลโพ้น ต่อให้เพ่งสายตามองหาคนก็เห็นเป็นจุด ๆ เคลื่อนที่ไปมาราวกับมดตัวน้อย
สายลมเย็นพัดผ่านพลันในใจนึกถึงคนไกลแต่ทำได้แค่เพียงมองไปทิศทางข้างหน้า สถานที่อันไกลโพ้นซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองชางแล้วยิ้มกว้างส่งความคิดถึงฝากไปกับสายลม
“พี่สะใภ้… ท่านพี่อวี้หลาน… อธิษฐานสิ่งใดกันอยู่หรือเจ้าคะ” น้องสาวคนเล็กเอ่ยถามด้วยความอยากรู้แม้จะพอคาดเดาได้แล้วก็ตาม พอได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มก็ส่ายหน้ารู้ทัน “เหมือนเดิมหรือเจ้าคะ”
มู่หรงเซียวกับเสิ่นอวี้หลานพยักหน้าพร้อมกันก่อนที่ทั้งสามคนจะใช้เวลาอยู่บนเขาแห่งนี้ด้วยความเงียบสงบ ชื่นชมความงามของธรรมชาติจนกระทั่งใกล้พลบค่ำจึงเดินทางกลับจวน
ทว่า เส้นทางสัญจรที่ใช้เดินทางนั้นกลับดูเปลี่ยวไร้ผู้คนจนผิดสังเกต ความวังเวงส่งกลิ่นอายต้องสัญชาตญาณเสิ่นจื้อเหลียง เวลานั้นสัมผัสได้ว่ามีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลจึงมาแจ้งข่าวแก่มู่หรงเซียวให้ระมัดระวังเอาไว้ก่อน
เขาอาจระแวงจนเกินเหตุแต่ไม่ประมาทเพราะมีหน้าที่ดูแลคนในจวนสกุลหยางให้ปลอดภัยจึงเตรียมตัวรับมือหากเกิดสิ่งไม่คาดฝัน
“รถม้าที่ตามมาเป็นของผู้ใดหรือ” ฮูหยินเอ่ยถามเด็กหนุ่ม
เสิ่นจื้อเหลียงหันไปมองรถม้าข้างหลังที่มีสัญลักษณ์และตัวหนังสือของสกุลลั่ว ขุนนางกรมคลังของแคว้นฉินหมิง โดยรอบมีทหารคุ้มกันประมาณสิบนายขนาบข้างรถม้าเพื่อป้องกันภัย
“ฮูหยินสกุลลั่วกับบุตรสาวทั้งสามคนขอรับ”
“อืม… หากเจ้าเห็นพิรุธอันใดรีบส่งข่าวให้คนในหน่วยก็แล้วกัน” นางเอ่ยตามประสาแต่ไม่คิดหรอกว่าจะมีเรื่องราวใดเกิดขึ้นในวันนี้เพราะในนิยายไม่ได้เขียนเหตุการณ์ที่พวกนางทั้งสามคนญาติดีแล้วมาไหว้พระด้วยกัน จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าสัญชาตญาณของเสิ่นจื้อเหลียงกำลังจะบอกเหตุอันใดกันแน่
ฟิ้ว! เสียงลูกศรธนูถูกยิงมาโดยไม่รู้ทิศทางแต่เด็กหนุ่มกลับใช้กระบี่ตวัดมันออกไปได้ ปากตะโกนบอกให้คนคุ้มกันรถม้านับสิบได้รับรู้ว่าอาจมีภัย
มือข้างหนึ่งหยิบพลุไฟส่งสัญญาณขึ้นมาแต่ไม่ทันได้จุดกลับถูกกลุ่มคนในชุดดำทะมึน หน้ากากครึ่งเสี้ยวปิดหน้าจู่โจมจากทุกทิศทางเพราะรู้ว่าเขามีฝีมือไม่น้อยจำต้องกำจัดเป็นคนแรก
“ก้มหัวลงเร็วเข้า ไม่ต้องกลัวนะ” มู่หรงเซียวบอกคนในรถม้าที่กำลังขวัญผวาไม่เคยเจอเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน พลันเหลือบมองเหตุการณ์ภายนอกแล้วประเมินสถานการณ์
เวลานั้นได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากรถม้าของสกุลลั่ว บุตรสาวทั้งสามอายุประมาณหกเจ็ดขวบไล่เรี่ยกันถูกกระชากลงมาข้างล่าง ตัวสั่นเทาร้องไห้จ้า
ทันใดนั้น รถม้าของมู่หรงเซียวถูกขัดล้อจนวิ่งต่อไม่ได้ ทหารที่ตามอารักขาต่อสู้กับคนร้ายอย่างดุเดือด พวกเขาไม่คิดเลยว่าเส้นทางที่ชาวเมืองใช้กันปกติจะมีโจรป่าบุกเข้ามาปล้นชิง
“พี่สะใภ้… ทำอย่างไรดี” หยางเสวี่ยฮวาเสียงสั่น ทำตัวไม่ถูก ได้ยินเสียงดาบกับกลิ่นคาวเลือดก็เกิดอาการคลื่นเหียนแทบอาเจียน เสิ่นอวี้หลานจึงนำยาเม็ดเล็ก ๆ ที่พกมาให้นางกินลดความเครียด สีหน้ากังวล ไม่รู้จะหนีไปทางใดเพราะข้างหน้าข้างหลังโอบล้อมไปด้วยป่าทึบ
ขณะที่บุตรสาวแม่ทัพใหญ่กำคันธนูในมือไว้แน่นแล้วดูลาดเลา ประเมินความสามารถของอีกฝ่ายอยู่เงียบ ๆ ยิ่งเห็นว่าชายนิรนามในชุดดำปะทะฝีมือกับทหารสกุลลั่วไม่ออมมือและท่าทางเหมือนจะเก่งกว่าไม่น้อยจึงได้รู้ว่าวันนี้เกิดเหตุไม่คาดฝันเสียแล้ว
“ช่วยด้วย!” เสียงเด็กน้อยสกุลลั่วร้องลั่น “ท่านแม่!” พวกนางถูกจิกผมลากกระชากไปตามทางดินลูกรัง รอบตัวไม่มีทหารคนใดละจากคู่ต่อสู้ของตัวเองให้ความช่วยเหลือพวกนางได้เลย
เสิ่นจื้อเหลียงกำลังตึงมือเพราะปะทะกับศัตรูหน้าหลัง ไม่นับรวมธนูที่พุ่งมาไม่รู้ทิศทาง พวกนั้นพูดด้วยสำเนียงแปร่งหูเหมือนไม่ใช่คนในท้องที่
“เจ้าเข้าใจสิ่งที่พวกนั้นพูดหรือไม่”
เสิ่นอวี้หลานส่ายหน้าไม่เคยได้ยินภาษานี้มาก่อน พลันเสียงหนึ่งแวบเข้ามาในความทรงจำของมู่หรงเซียว
วันหนึ่ง หยางเสวี่ยฮวาชวนเสิ่นอวี้หลานที่กำลังท้องได้สี่เดือนไปไหว้พระบนเขาสวีซวนเพื่อขอพรให้นางและลูกสุขภาพร่างกายแข็งแรง
เวลานั้น หยางเสวี่ยเฟยออกไปทำภารกิจลับนอกเมืองจึงไม่รู้เลยว่าน้องสาวและฮูหยินสามของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย
รถม้าถูกชายชุดดำมีผ้าปิดหน้ารูปพระจันทร์เสี้ยวสีทองตรงมุมผ้า อาวุธคือดาบโค้งสองมือและธนูสีเงิน โต้ตอบกันด้วยภาษาถิ่น เข้าโจมตีรถม้าสกุลหยางแล้วปะทะกับหน่วยซิงอวี่หนึ่งคนจนบาดเจ็บสาหัส
ในวันนั้น ฮูหยินสามถูกทำร้ายสะบักสะบอมจนแท้งลูก สร้างบาดแผลในใจของนางมานานนับปี
หยางเสวี่ยเฟยได้รู้เช่นนั้นรีบกลับมายังเยว่จวนแต่กลับพบว่าโจรป่าเหล่านั้นถูกฆ่าตัดตอนไม่เหลือแม้แต่คนเดียวจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ
หากแต่ไม่นานนักกลับมีจดหมายลับฉบับหนึ่งส่งถึงมือรองแม่ทัพหยาง เขาเสี่ยงดวงออกไปพบคนที่อ้างว่าเป็นหนึ่งในโจรป่าที่รอดจากการฆ่าล้างมาได้
ความแค้นกัดกินในใจที่ถูกผู้ว่าจ้างหักหลังเพราะอยากปิดปากคนที่รู้เรื่องราวในวันนั้น
ชายหนุ่มคาดคั้นความจริงจากคนตรงหน้า ได้ยินเพียงชื่อหนึ่งที่ทำให้เขาแสยะยิ้มด้วยความเกลียดชัง
“มู่หรงเซียว… นางเป็นคนสั่ง… นาง…” โจรป่าผู้นั้นไม่ทันได้พูดสิ่งใดอีกเพราะพิษในร่างกายเริ่มกระจายทำลายอวัยวะภายใน เขาควานหาจดหมายอีกฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ด้วยความทุลักทุเล
หยางเสวี่ยเฟยเปิดจดหมายนั้นจึงได้เห็นว่าเป็นลายมือของหญิงสาวที่เวลานี้เดินลอยหน้าลอยตาทำตัวใสซื่อ เขารีบกลับจวนสกุลหยาง ตรงดิ่งไปที่เรือนฮูหยินทันใด
เวลานั้น ทั้งคู่ทะเลาะกันใหญ่โต ชายหนุ่มตวาดเสียงดังไม่ไว้หน้าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ในขณะที่นางปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนทำแต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขากลับไม่เชื่อ
นั่นเพราะรู้ว่าพิษที่ใช้สังหารโจรป่าผู้นั้นคือฝีมือของหน่วยหลิ่งเหวินซึ่งเป็นคนในปกครองแม่ทัพใหญ่
กระนั้น เขากลับทำอันใดไม่ได้เพราะถึงอย่างไรหญิงสาวตรงหน้าก็เป็นมารดาของลูกชายเพียงคนเดียว เขาไม่ต้องการให้หยางเสวี่ยอิงกำพร้าแม่และจะให้เด็กน้อยรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่ามารดาคือปีศาจร้ายที่ทำลายชีวิตของผู้อื่น
รองแม่ทัพหยางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้ถึงพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้แล้ว หยางหยางอาจถูกลงโทษเพราะความผิดที่ผู้เป็นมารดาก่อขึ้น นับเป็นบทลงโทษที่ถึงแก่ชีวิตได้เพื่อให้นางรู้ซึ้งถึงการสูญเสียลูก ถือเป็นกฎหมายตาต่อตา ฟันต่อฟันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
เขาจึงทำได้แค่เพียงเก็บเงียบเรื่องนี้เป็นความลับกับตัวไปตลอดชีวิต ทั้งยังรู้สึกผิดกับเสิ่นอวี้หลานที่ไม่สามารถลงโทษคนผิดให้สาสมได้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มู่หรงเซียวจึงได้รับเพียงแววตาเกลียดชังของสามี ความเหินห่างและความสัมพันธ์ที่แตกร้าวไม่มีวันประสานกันได้อีกครั้ง
ความเจ็บปวดที่เขาไม่เชื่อสิ่งที่นางพูดฝังอยู่ในใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจระคนความโกรธจึงไม่คิดเข้าใกล้หยางเสวี่ยเฟยอีกตลอดชีวิต
แต่กระนั้นเสี้ยวหนึ่งของหัวใจยังรอคอยความรักจากเขาราวกับคนโง่งม