ตอนที่ 4 หยั่งรู้เวทมนตร์แห่งจิต
ในตอนนั้น เอเลน่ากับราแอสกําลังเดินกลับบ้าน เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้อย่างสิ้นหวังของลิธ พวกเขาก็รีบวิ่งเข้ามาดูทันที
เมื่อพวกเขาพบว่าออพาวกําลังนอนอาเจียนอยู่บนพื้น พวกเขาก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที มันน่าสงสัยั้แ่แรกแล้วว่า ทุกครั้งที่ออพาวเป็คนป้อนอาหารให้ลิธ เด็กน้อยมักจะหิวกว่าปกติ
แต่ตอนนี้พวกเขามีหลักฐานชัดเจน เพราะในกองอ้วกพวกนั้นครีมของซุปที่ยังไม่ย่อยยังนองอยู่เต็มพื้นอยู่เลย
ใบหน้าของราแอสแดงเพราะความโกรธ “ไอ้เด็ก***!” แต่เขาต้องหยุดคำด่าที่กำลังจะตามมาเป็ชุดกลางคันเพราะลูกๆคนอื่นๆกลับมาจากการทำงานในฟาร์มพอดี
“แม่ *ผิดหวัง* ในตัวลูกมากออพาว” เอเลน่าตํานิแทน เมื่อเห็นว่าสามีของเธอโกรธจนพูดไม่ออก
*“จากนี้ไป เอเลน่าจะเป็คนป้อนข้าวลิธแทน ส่วนเ้าไปช่วยงานคอกสัตว์แทนแม่ของเ้าซะ ข้าคิดว่าเ้าคงไม่ไปแย่งวัวกินเศษฟางอีก”*
“แต่ท่านพ่อ…” ออพาวพยายามจะพูดแก้ตัว เขาเกลียดกลิ่นเหม็นสาบในคอกสัตว์
*“ไม่มีแต่!”* ราแอสะโ *“นี่ยังไม่พอ เอเลน่าต่อไปนี้แบ่งอาหารส่วนหนึ่งของออพาวให้ลิธตามสบายได้เลย เขาต้องเรียนรู้ว่าการกระทำแย่ๆมันมีผลตามมาเสมอ!”*
พวกเขาพูดเร็วไปจนลิธฟังไม่ทันผนวกกับคำศัพท์ที่เขายังไม่รู้ด้วย แต่ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดของออพาว แสดงว่าเป็ข่าวดีแน่ๆ
ออพาวเริ่มร้องไห้และขอโทษ แต่ลิธไม่พลาดที่จะร้องไห้ให้ดังกว่า ทำให้ราแอสและเอเลน่าเลิกสนใจออพาวแล้วส่งเขาไปดูแลสัตว์เลี้ยงในคอกแทน
หลังจากได้รับการดูแลด้วยอาหารและนมเป็อย่างดี เขาถึงมีสติทําความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายวัน เขาเริ่มเข้าใจหลักการพื้นฐานของความสามารถใหม่และเข้าใจเวทมนตร์ลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก
เขาค้นพบว่าการใช้เวทมนตร์มีทั้งหมด 3 ขั้นตอนในกระบวนการทํางาน ขั้นตอนแรกคือปล่อยมานาออกมา ขั้นตอนที่สองคือผสานมานาเข้ากับพลังงานโลกในธาตุที่้า ขั้นตอนสุดท้ายคือการควบคุมผลของมันหรือก็คือเวทมนตร์ ซึ่งเป็ขั้นตอนที่ยากที่สุด
เวทมนตร์เแห่งจิตทำงานด้วยการข้ามขั้นตอนที่สองไป มันใช้เพียงมานาของเขาเองโดยไม่ต้องยืมพลังงานธาตุของโลก นั่นทําให้มันยากและเปลืองมานายิ่งกว่ามนตร์ใดๆที่เขาเคยฝึกมา
มันต้องใช้สมาธิมากขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับเวทมนตร์ปกติ เพราะมันเป็มานาบริสุทธิ์ไม่มีรูปแบบทางกายภาพ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้สายตาในการควบคุมมันได้
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพลังใจที่เด็ดเดี่ยวและจินตนาการ ยิ่งภาพในหัวชัดเจนเท่าไหร่ผลของเวทมนตร์จิตที่ออกมาก็ดีเท่านั้น
แต่ระยะการทำงานของเวทมนตร์จิตยังจํากัดมาก รัศมีแค่ประมาณ 1 เมตรเท่านั้น
แม้ว่าจะข้อจํากัดมากมาย ลิธก็ยังฝึกเพียงแต่เวทมนตร์จิตอย่างเดียว และการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดคือทุกๆความก้าวหน้าในการฝึกมนตราชนิดนี้จะถูกถ่ายทอดไปยังมนตร์ธาตุอื่นๆด้วย
เพราะอย่างนั้นเขาไม่ต้องเสียเวลาแบ่งฝึกเวทมนต์แต่ละธาตุแล้ว ลิธเลยพัฒนาอย่างก้าวะโ
บางครั้งเขาจะลองใช้เวทมนตร์ธาตุแบบสุ่มๆดู เพื่อดูความก้าวหน้าและเพิ่มความเข้าใจธรรมชาติของเวทย์แต่ละธาตุให้มากขึ้นไปอีก
การก้าวหน้าของลิธ ทําให้เขามีเวลามาฝึกวิชาปราณของเขาจนพัฒนาขึ้นเช่นกัน
ด้วยวิชาผสานพลัง ไม่เพียงแต่เขาจะรับรู้ได้ว่าแก่นมานาของเขามีการเปลี่ยนแปลงขนาดที่ใหญ่ขึ้นแค่ไหน แต่ยังสามารถประมาณปริมาณมานาที่มีอยู่ได้อีกด้วย
ด้วยวิชานี้ ลิธดูดซับพลังงานโลกเข้าแก่นมานาอยู่ตลอดมา ทําให้ขนาดของมันเพิ่มขึ้นจากหัวเข็มหมุดเป็ขนาดประมาณลูกแก้ว
ลิธเองก็ไม่รู้ว่าการพัฒนาแก่นมานานั้นทำงานยังไงแล้วเขาก็ไม่รู้วิธีอื่นที่จะแก้ปัญหาขีดจำกัดทางร่างกายด้วย นอกเสียจากการพัฒนาร่างกายไปพร้อมๆกันแบบไม่มีทางลัด
ขีดจำกัดทางร่างกายเกิดขึ้นเมื่อเขาพยายามใช้วิชาผสานพลังเมื่อแก่นมานามีขนาดใหญ่สุดแล้ว แก่นมานาของเขาเองจะต่อต้านพลังงานโลกที่ไหลเข้ามา จนพลังงานพวกนั้นเสียการควบคุมและสร้างความเสียหายให้ร่างกายของเขา
หลังจากผ่านการขยายตัวและบีบอัดด้วยพลังงานโลกอย่างสม่ำเสมอ ความบริสุทธิ์ของแก่นมานาเพิ่มขึ้นมากจนเทียบกับตอนเขาเป็ทารกแรกเกิดไม่ติด
หลังจากค้นพบและฝึกฝนเวทมนตร์จิต เขาสามารถควบคุมมานาได้ดีขึ้นมากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
เขาปรับปรุงวิชาฟื้นพลังใหม่ เมื่อหายใจเข้าพลังงานของโลกจะรวมกันในร่างกายจนเกินขีดจํากัด
จากนั้นค่อยปล่อยพลังงานทั้งหมดที่รวมกันไว้ออกไปจากกลางท้อง ผ่านทุกส่วนของร่างกายจนแม้แต่ปลายขนทุกเส้นก็เต็มไปด้วยมานา
ั้แ่เขาคิดค้นวิชาฟื้นพลังและฝึกเรื่อยมา เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ดีขึ้น อากาศที่ร้อนหรือหนาวเย็นมีผลกับเขาน้อยลง และเขาแทบไม่เป็โรคอะไรเลย
เมื่อทุกคนในครอบครัวเป็หวัด เขามักจะหายก่อนที่อาการจะออกด้วยซ้ำหรือไม่ก็หายสนิทภายในไม่กี่วัน
‘ถ้ามันไม่ใช่เื่บังเอิญสุดๆ หมายความว่าวิชาปราณที่ปรับปรุงแล้ว เป็วิธีเดียวในตอนนี้ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นได้ในตอนนี้ แสดงว่าจนกว่าจะโตพอเขาสามารถใช้วิชานี้แทนการออกกําลังกายได้’ ดวงตาของเขาเป็ประกาย
‘หวังว่ามันจะช่วยทำให้ทะลุผ่านขีดจํากัดของร่างกายได้เร็วขึ้นละนะ ยังไงก็ต้องลองเสี่ยงดู มันก็ไม่น่าจะมีผลเสียกับร่างกายมาก อีกอย่างคือ ในฐานะมารกเจ็ดเดือนยังไงก็ทำอะไรมากไม่ได้อยู่ดีทั้งเื่ความอดอยากกับขีดจำกัดทางร่างกาย’
สําหรับชีวิตในครอบครัวของเขามีการเปลี่ยนแปลงบ้างใน่หลายเดือนที่ผ่านมา
หลังจากเหตุการเื่ซุปกับออพาว การแบ่งแยกระหว่างพี่น้องก็ชัดเจนขึ้น ลิธเองก็เป็คนเ้าคิดเ้าแค้นอยู่แล้วแต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือพี่ชายเขาก็เช่นกัน
เมื่อออพาวโกรธเขาจะเรียกลิธว่าปลิง เพราะไหนๆเขาก็คิดว่าน้องชายของตัวเองเป็ปลิงที่คอยเกาะดูดเืดูดเนื้อจากบ้านนี้อยู่แล้ว
เมื่อพ่อแม่ได้ยินออพาวหลุดปากคำนั้นออกมาก เขาจะถูกตําหนิอย่างรุนแรง หรือถ้าเขาพูดคำนี้ออกมาตอนกำลังเถียงพ่อแม่อยู่ เขาอาจถูกตีอย่างหนักด้วย
เขาโทษว่าลิธเป็ต้นเหตุของความโชคร้ายทั้งหมด ลิธเองก็หัวเราะคิกคักทุกครั้งเมื่อเขาถูกพ่อแม่ลงโทษ
แต่ความสัมพันธ์ของลิธกับเอเลน่าและราแอสดีขึ้นเรื่อยๆ
เขาเริ่มพูดได้สั้นๆหลังจากที่ร่างกายเติบโตขึ้น พูดว่า “มาม่า” เมื่อเอเลน่าอุ้ม และ “ปาปา” เมื่อราแอสเข้ามาใกล้ๆ
‘ถ้าโลกนี้เหมือนกับโลกเดิมในยุคกลางสักหน่อยนึงละก็ สนิทกับพ่อไว้จนกว่าจะหาเลี้ยงตัวเองได้จะดีกว่า’
ลิธยังคงมีความกลัวพ่อหลงเหลืออยู่บ้าง เขาไม่ได้สนิทกับราแอสเท่าเอเลน่าด้วย เพราะพ่อของเขามักจะยุ่งกับงานอยู่ตลอดเวลา แล้วปล่อยให้ภรรยากับลูกสาวคนโตดูแลทารกแทน
ในมุมของพ่อเขา ราแอสคงคิดว่าเขายังเด็กเกินไปที่จะจำอะไรได้ และในอนาคตมันยังมีเวลาอีกมากที่จะทําความรู้จักกันระหว่างพ่อลูกเหมือนที่เขาให้เวลากับลูกชายคนอื่นๆ
ราแอสรักลิธจริงๆ และลิธเองก็ทำให้เขาดีใจฉงนใจเสมอ ลูกชายคนเล็กของเขาไม่เคยร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
หากมีใครบังเอิญชนกับเปลของเขาหรือทําเสียงดังขณะที่เขาหลับอยู่ หรือแกล้งหลับอยู่ก็เถอะ สิ่งที่เด็กน้อยทําคือตื่นขึ้นมามองดูรอบๆแล้วนอนต่อ
ลิธเริ่มชอบเรน่ามากขึ้น เธอดูเหมือนป้าที่น่ารักมากกว่าพี่สาวของเขาซะอีก เขามองเธอที่กําลังดูแลเขาเหมือนเห็นภาพของเดเร็คที่กําลังดูแลคาร์ลน้องชายของเขา
เขาชอบความอบอุ่นที่เธอมอบให้ เขายิ้มและหัวเราะเสมอที่เจอเธอ ตอนเจอเธอลิธจะเรียกเธอว่า “ลาล่า” เรน่าเป็คนเดียวนอกจากพ่อแม่ที่ได้ชื่อเล่นจากลิธ
มันไม่มาก แต่มันเหมือนเป็โลกทั้งใบของเธอเลย
แล้วเวลาก็ล่วงเลย ผ่านไป 6 เดือนนับั้แ่ลิธเกิด เขาได้อยู่บนพื้นเป็ครั้งแรก และเริ่มฝึกคลานภายใต้การดูแลที่เข้มงวด เมื่อถึงเดือนที่ 9 เขาสามารถเดินได้ด้วยตัวเอง และตัดสินใจว่าจะเริ่มพูดให้ชัดเจนมากขึ้น
1 ปีผ่านไป เขาพึ่งค้นพบว่าโลกนี้ให้ความสําคัญกับวันเกิดเช่นกัน เขาเริ่มพูดได้เป็ประโยคมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามต่างๆเพื่อให้คลังคำศัพท์ของเขาเพิ่มขึ้นด้วย
การไม่รู้เื่เกี่ยวกับเด็กทารกเลยทําให้มันยากมาก ที่จะหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการแสดงออกพัฒนาการต่างๆ โชคดีที่ลิธพอจะโกงเพื่อหาเวลาที่เหมาะสมได้อยู่บ้าง เพราะตอนนี้เขาฟังภาษาที่นี่รู้เื่เกือบสมบูรณ์แล้ว เขาจึงเปิดรับคำแนะนำจากคนอื่นเสมอ
ถ้าเอเลน่าบอกให้เขาเรียกว่า “แม่” แทนที่จะมา “มาม่า” เขาก็จะรอสักสองสามวันก่อนจะพูดคำนั้นออกไป ถ้าราแอสเชียร์ให้เขาวิ่งเขาก็ค่อยวิ่ง
ปํญหาที่แท้จริงคือ การให้ความสําคัญและใส่ใจทุกคําของราแอส เอเลน่า และเรน่า แต่ต้องพยายามทําเหมือนว่าเขาเป็เด็กน้อยที่ยังฟังไม่รู้ความ
อีกปัญหานึงคือ ครั้งนึงพ่อแม่เขาปล่อยให้เด็กน้อยเดินเล่นทั่วห้องกินข้าว แล้วก็ให้ของเล่นไม้เล็กๆอันนึงกับเขาโดยหวังว่าเขาจะเดินเล่นและสำรวจไปรอบๆห้อง
แต่ลิธดันรู้ทุกซอกทุกมุมของห้องกินข้าวนี่หมดแล้วน่ะสิ และห้องนี้เองก็ไม่มีอะไรให้ดูเยอะแต่แรกอยู่แล้ว แต่ในฐานะทารกเขาก็ต้องทำท่าทางสงสัยอยู่ดี
นั่นเป็สิ่งที่ยากที่สุดที่เขาทำั้แ่ตอนมาเป็ทารก เขากลัวแทบตาย! เพราะเขาไม่รู้ว่าเด็กควรจะสำรวจสภาพรอบตัวที่แสนจะธรรมดาแบบนี้ยังไงผนวกกับที่เขากลัวความแตกด้วย ทำเอาเหงื่อลิธแตกพลัก
เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของทุกคน เขาจึงเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด เตาผิง แต่ตอนนี้เตาผิงไม่ได้จุดไฟอยู่ด้านในเตามีแต่กองขี้เถ้า
เมื่อเขาเดินไปใกล้ ราแอสก็หยุดเขา
“นี่คือเตาผิง ตอนนี้ปลอดภัย แต่ไฟมันไม่ดี ไฟทําให้เจ็บ อย่าไปจับมัน ห้าม”
ลิธมองเขา แล้วทำสีหน้าเด็กน้อยดูสับสนก่อนจะพยายามเอื้อมมือไปจับขี้เถ้า ราแอสหยุดมือของเขาไว้
“ไฟมันไม่ดี อย่าไปจับมัน” พ่อของเขาพูดซ้ำอีกรอบ
ลิธจ้องมองตาพ่อของเขาเหมือนกำลังครุ่นคิดก่อนพูดว่า “ไฟไม่ดี?”
“ใช่ ไฟแย่มาก” ราแอสพยักหน้า
“โอเค” ลิธเดินออกจากเตาผิงและเข้าไปหาโต๊ะ เขาพยายามปีนขึ้นเก้าอี้และเกือบร่วงลงไป เอเลน่ารีบวิ่งมาช่วยเขา
“พระเ้า เ้าตัวน้อยนี้ชอบเื่อันตรายแหะ” เมื่อเห็นสีหน้าที่กังวลมากขึ้นเรื่อยๆของคนรอบตัว ลิธคิดว่าเขาเจอทางออกจากการทัณฑ์ทรมานนี่แล้วละ
เขาก็แค่ทําให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายบ่อยๆ ปืนขึ้นไปบนโต๊ะหรือพยายามหยิบหม้อและมีดในห้องครัว
พวกเขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าการผจญภัยในวันนั้นสุดลง พวกเขาพาเด็กน้อยมานั่งบนผ้าที่ปูบนพื้นไม้ ก่อนให้ของเล่นไม้เขาพร้อมถอนหายใจ
ลิธมีของเล่นเป็ม้าไม้เล็กๆคล้ายรถเข็นและสุนัขรูปร่างแปลกๆที่ทำจากไม้ การเล่นมันง่ายกว่าอย่างอื่นเยอะ ลิธไม่ต้องสร้างเื่หรืออธิบายคนอื่นว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
เขาสามารถใช้เวลาเล่นเพื่อฝึกฝนเวทย์แห่งจิตได้ด้วย ลิธไม่เคยใช้มือจริงๆทำให้ของเล่นขยับเลย เขาแค่ทำให้มันลอยด้วยเวทมนต์ใกล้ๆนิ้วของเขาจนเหมือนเขาจับมันเล่นจริงๆ
ลิธมีความสุขกับ่เวลาเหล่านี้จริงๆที่เขาได้ฝึกเต็มที่ จนเขาสามารถมีแสดงออกมาถึง ความสนุก ความสุข ตื่นเต้น ะโ หัวเราะได้อย่างจริงใจกับทุกๆการค้นพบใหม่ในศาสตร์แห่งมนตรานี้ ซึ่งนั่นทำให้พ่อแม่ของเด็กน้อยมีความสุขด้วยเช่นกัน
“ใครจะคิดว่าเ้าเด็กตัวน้อยเงียบๆคนนี้จะมีจินตนาการขนาดนี้” ราแอสพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ
“ดูสิ สิ่งที่เขามีก็แค่ของเล่นเก่าๆ แต่มันดูเหมือนกับว่าเขามีโลกทั้งใบอยู่ในมือ”
________________________________________________________________________
ท้ายบท
ผู้แต่ง: คำพูดของราแอสเป็ลางบอกเหตุรึป่าว?? ใครจะรู้ละเนอะ ผมแหละคนนึงที่ไม่รู้ >.<
ผู้แปล: เสริมเื่ยุคกลางหน่อย ยุคกลางหรือยุคมืด (Middle Age/Dark Age) เป็ยุคประมาณ คศ 480-1000 เป็่เวลาของความเสื่อมโทรมทั้งทางวัฒนธรรมและทางสังคมในยุโรปหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน มาจนถึงในสมัยที่มีการฟื้นฟูการศึกษากันขึ้นอีกครั้ง
(ค่อนข้างดาคครับ การปกครองเละทะ สังคมเละเทะเพราะไม่มีจักรวรรดิใหญ่ๆอย่างโรมันปกครองแล้ว เมืองแตกเป็เมืองเล็กเมืองน้อย กษัตริย์ยุคนั้นคือปกครองกันได้ไม่นานโดนปฏิวัติ โดนรุกราน ฆ่า เปลี่ยนราชวงศ์กันเป็ว่าเล่น ใครสนใจลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับ)
อันนี้อยากได้คอมเมนต์ คือ ตอนนี้กำลังลังเลว่าจะใช้สรรพนามยังไงดี แบบ 1. ฉัน นาย เธอ หรือ 2.ข้า เ้า ดีกว่ากัน (ที่แปลมามันเป็ You&I เลยแบบลังเล ชอบแบบไหนแนะนำกันได้นะครับ)