บทที่23 เื่ที่ไม่คาดคิด
เสียงขับขานของเหล่าวิหคที่โบยบินบนท้องนภาเป็สัญญาณบอกว่ารุ่งอรุณแห่งวันใหม่ได้มาเยือนแล้ว รุ่งอรุณของวันใหม่ได้ปลุกให้ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปต่างออกทำมาหากินประกอบสัมมาชีพของตนเองแต่รุ่งอรุณสำหรับเหล่าผู้ฝึกญาณในแคว้นเว่ยกลับเป็วันที่ทุกคนจะได้ทราบว่าใครจะเป็ยอดผู้ฝึกญาณรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นแห่งนี้
ขณะนี้ที่ลานประลองของตำหนักเทพสรรพวุธต่างคึกคักจอแจไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่มาจากค่ายพรรคต่างๆในแคว้น พวกมันบางคนได้รับมอบหมายให้เข้าประลอง แต่ท้ายที่สุดแล้วการประลอง้าเพียงแค่คนสองคนที่ต้องเป็ตัวละครเอกในวันนี้เช่นนั้นพวกมันจึงทำได้เพียงการเป็ตัวประกอบหรือผู้ชมที่ดีเท่านั้น และตัวละครเอกที่ว่าย่อมต้องมีผู้ที่ถูกวางให้เป็ตัวร้ายและตัวดีโดยผู้ที่จะกำหนดและเขียนบทว่าผู้ใดสมควรเป็พระเอกหรือตัวร้ายได้ ย่อมเป็ผู้ชนะในวันนี้เท่านั้นท่ามกลางบรรยากาศที่คึกครื้น แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นลุ้นระทึก พลันมีเสียงอันคุ้นหูที่ทุกผู้คนที่ร่วมงานประลองต่างได้ยินมาเกือบทั้งวันั้แ่เมื่อวานก็ดังขึ้น
“ผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้เป็วันที่ทุกคนจะได้ทราบแล้วว่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นเว่ยเราจะเป็ผู้ใดอดใจเพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่ก่อนอื่นข้าขอให้คู่ต่อสู้ที่จะขึ้น่ชิงความเป็หนึ่งในวันนี้ก้าวขึ้นมาบนเวทีประลองแห่งนี้”
“เฮฮฮฮ”
เสียงเฮพร้อมกับเสียงปรบมือดังขึ้นมาเมื่อพิธีกรในงานกล่าวจบเสียงเฮฮือฮานี้ดังอยู่พักใหญ่ก็ได้เงียบลง กลายเป็เสียงซุบซิบสนทนากันขึ้นมาแทน เสียงสนทนานี้ส่วนใหญ่เป็เสียงกล่าวถามกันอย่างมึนงงสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เห็นคู่ประลองชิงชัยในวันนี้ปรากฏตัวออกมา หรือตำหนักเทพสรรพวุธเล่นลวดลายอันใดก่อนเริ่มการประลองทว่าเหล่าผู้มีอำนาจรวมถึงพิธีกรซึ่งเป็คนในตำหนักเทพสรรพวุธเองก็ต้องขมวดคิ้ว และจ้องไปยังพรรคขอทานเหนือกับป้อมปราการทวนทองเป็เชิงถามไถ่ ประมุขพรรคขอทานเหนือรีบมองไปทางลี่ซาแป๊ะทันทีก่อนเอ่ยถาม
“มันไปไหน”
ลี่ซาแป๊ะยกมือขึ้นเกาศีรษะเบาๆก่อนตอบ
“เมื่อคืนข้านำหัวหน้าสาขาไปพักที่ห้องก่อนออกมาพอตอนเช้าข้าเข้าไปหามันอีกทีก็พบว่ามันไม่ได้อยู่ที่ห้องแล้ว ข้ายังคิดว่ามันตื่นเต้นจนรีบมายังลานประลองก่อนใครเสียอีก”
ประมุขพรรคขอทานเหนือกวาดตามองเหล่าคนในพรรคก่อนกล่าวถามขึ้น
“มีใครพบเจอมันก่อนออกมาหรือไม่”
ทุกคนต่างส่ายหัวไปตามๆ กัน ไม่มีใครรู้ว่ามันไปไหนไม่มีใครรู้ว่ามันมีเหตุผลอื่นใดจึงยังไม่มาที่ลานประลองแห่งนี้ เช่นเดียวกับป้อมปราการทวนทองที่กำลังตามหาไป๋หลงกันจ้าละหวั่นพวกมันหรือแม้แต่ไป๋หู่ที่เป็น้องชายก็ยังไม่ทราบว่าไป๋หลงหายไปไหน เวลาผ่านไปถึงสองชั่วยามทั้งสองก็ยังไม่ปรากฏตัวที่ลานประลองสร้างความมึนงงสงสัยให้ทุกผู้คนอย่างยิ่ง เป็ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธที่กล่าวขึ้นอย่างมีโทสะ
“ส่งคนออกตามหาพวกมัน หากพบเจอแล้วพวกมันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกล่าวแก้ต่างในการกระทำครั้งนี้ก็จงอย่าหาว่าตำหนักเทพสรรพวุธเรา ลงมือไร้ไมตรี”
บรรยากาศครึกครื้นเฮฮาเมื่อครู่พลันพลิกผันกลับกลายเป็บรรยากาศที่น่าอึดอัดตึงเครียดขึ้นมาในทันที ทางพรรคขอทานเหนือและป้อมปราการทวนทองจึงรีบส่งข่าวและสั่งการให้คนออกไปค้นหาตัวเฟยหลงและไป๋หลงอย่างเร่งด่วนด้านตำหนักเทพสรรพวุธเองก็ส่งคนและหน่วยข่าวกรองของตำหนักฯ ให้ค้นหา ปรากฏว่าเวลาล่วงเลยจนถึงพระอาทิตย์สิ้นแสงก็ยังไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของบุคคลทั้งสองได้บัดนี้บรรยากาศรอบลานประลองกลับทวีความตรึงเครียดขึ้นมามากยิ่งขึ้น ทุกผู้คนแม้สงสัยใคร่รู้แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่กล้าเอ่ยปากถามไม่แม้แต่จะหายใจแรงก็ยังมิกล้ากระทำ ด้านเหล่าคนจากพรรคขอทานเหนือและป้อมปราการทวนทองต่างยิ่งพากันก้มหน้าหงุดแม้เกิดความสงสัยอยู่เต็มอกกับการหายตัวไปของคนทั้งสอง แต่ความหวาดกลัวว่าจะตอแยโทสะของประมุขตำหนักเทพสรรพวุธจึงทำให้พวกมันไม่อาจจะกล่าววาจาหาเหตุผลได้เป็ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธที่หน้าเขียวคล้ำก่อนยกมือฟาดลงบนที่พักแขนของเก้าอี้ เสียงทึบคราหนึ่งก่อนคนลุกขึ้นเดินออกจากเก้าอี้ไป ทันทีที่ฟานพั่วเทียน ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธเดินหายลับจากลานประลองไปแล้วนั้นเก้าอี้ที่มันนั่งเมื่อครู่พลันะเิตูมมม!!!! แตกกระจายออกเป็เศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อยแต่เศษซากเหล่านี้กลับลอยค้างอยู่ในบริเวณเดิมไม่กระเด็นใส่ผู้คนรอบข้างแต่อย่างใดด้านฟานลี่หลินนางนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเหม่อลอย ใจหนึ่งนางก็รู้สึกโล่งอกที่ไม่มีการประลองตัดสินในวันนี้เพราะนางไม่มั่นใจว่าเฟยหลงจะเอาชนะไป๋หลงได้หรือไม่ ส่วนอีกใจหนึ่งนางก็อดรู้สึกเป็ห่วงเฟยหลงขึ้นมามิได้นางไม่ทราบว่าที่มันหายตัวไป รวมทั้งไป๋หลงก็หายตัวไปด้วย เหล่านี้มีเหตุผลกลนัยหรือไม่
สุดท้ายแล้วการประลองของตำหนักเทพสรรพวุธในครั้งนี้ก็ได้จบลงด้วยการหาผู้ชนะไม่ได้ทั้งยังเป็ที่โจทย์ขานทั่วแคว้นเว่ยถึงการหายตัวไปของยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งสองอย่างเป็ปริศนาจนเวลาล่วงเลยผ่านมาแล้วหนึ่งปีเวลาของั์ตา์ที่จะปรากฏขึ้นก็ได้มาถึงเมื่อเื่ราวของั์ตา์ปรากฏเื่ราวของยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่หายตัวไปก็ค่อยๆเงียบหายและถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา บัดนี้ทุกแห่งหนต่างเตรียมการ และเตรียมตัวต่อปรากฏการณ์ั์ตา์จนไม่อาจเปลืองสมองคิดถึงเื่ราวอื่นใดอีกแล้ว
..........................................................................................
ย้อนกลับไปในคืนก่อนงานประลองที่ตำหนักเทพสรรพวุธ
“แขกผู้มาเยือนที่อยู่้าเชิญลงมาที่ห้องด้านล่างซักครู่ได้หรือไม่”
เฟยหลงที่อยู่้าของหลังคามันย่อมทราบอยู่ก่อนแล้วว่าไม่อาจหลบรอดจากสายตาของยอดยุทธ์อันดับต้นๆในปฐีได้ เช่นนั้นมันจึงมิได้ตื่นใอะไร ดีเสียอีกที่สามารถเข้าพบเ้าอารามเทพซี่เซี่ยได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงดังนั้นชายหนุ่มจึงะโทิ้งตัวลงมายังระเบียงห้องด้านล่างอย่างแ่เบา และก่อนที่มันจะยื่นมือไม่เปิดประตูทันใดประตูพลันเปิดออกอย่างรวดเร็วด้วยพลังญาณของชายชราที่อยู่ด้านใน ชายผู้ที่อยู่จุดสูงสุดแห่งอารามเทพซีเซี่ยหวังชิ่งหรง
“เชิญเข้ามาด้านใน”
เฟยหลงก้าวเดินเข้าไปยังภายในห้องอย่างไม่ช้าไม่เร็วเ้าอารามเทพซี่เซี่ย เมื่อเห็นผู้มาได้อย่างชัดตาก็เกิดความสงสัย ก่อนเอ่ยปากกล่าวขึ้น
“ที่แท้ก็เป็ผู้เยาว์ที่โดดเด่นแห่งแคว้นเว่ยนั่นเองข้ายังพอจำเ้าได้ เพราะตอนอยู่บนเวทีประลอง เ้าทำให้ข้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย”
เฟยหลงประสานมือขึ้นคาราวะ ก่อนตอบ
“ขอบพระคุณท่านผู้าุโที่ชมเชย”
“อืม… ว่าแต่เ้ามาที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์อันใดหรือ”
“ข้าย่อมมาเพื่อพบท่าน”
“พบข้า?”
เฟยหลงพลันล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อก่อนหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากนั้นยื่นของในมือส่งให้กับเ้าอารามเทพซีเซี่ย พอเ้าอารามเทพซีเซี่ยรับมาแล้วเปิดออกกลับพบว่าเป็กระดาษข้อความฉบับหนึ่งซึ่งเป็ของถังเทียนเจ๋อศิษย์น้องของมันเอง เ้าอารามเทพซีเซี่ยอ่านข้อความในกระดาษจนหมดสิ้นคนก็ขมวดคิ้วก่อนจ้องมองมายังเฟยหลงและกล่าวถามมัน
“เ้าเป็ศิษย์ของถังเทียนเจ๋อรึ”
“มิผิด ข้าถูกอาจารย์ผู้มีพระคุณเลี้ยงดูและฝึกสอนมาั้แ่ครั้งเยาว์วัย”
“แล้วเหตุใดเ้าถึงสามารถใช้เคล็ดวิชาของเฒ่าพยากรณ์”
“บอกกล่าวท่านตามตรง ข้าบังเอิญประสบโชควาสนาจึงได้กราบกรานท่านผู้เฒ่าเป็อาจารย์อีกคน”
“เป็เช่นนี้นี่เอง”
“แล้วเื่ที่อาจารย์ข้าเขียนถึงท่านเล่า?ท่านจะช่วยพวกเราหรือไม่”
“ข้าเห็นแก่อดีตความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนและความดีความชอบที่มันแจ้งข่าวที่พอเป็ประโยชน์กลับมา เช่นนั้นข้าจะส่งคนไปรับตัวมันกลับอารามเทพซีเซี่ยแม้มันไม่อาจจะดำรงอยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรติดังเก่าก่อน แต่ก็พอจะสุขสบายกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า”
“ขอบพระคุณที่ท่านผู้าุโเมตตาอาจารย์ของข้าแล้วเื่ชนเผ่าอุยฮูที่ถูกรุกรานโดยชนเผ่ามารทมิฬและพรรคัฟ้าเล่า”
เ้าอารามเทพซีเซี่ยหันใบหน้าที่โอบอ้อมอารีมาทางเฟยหลงก่อนยิ้มให้มันเล็กน้อยคล้ายผู้าุโมองดูบุตรหลานของตนเองก่อนตอบอย่างเนิบช้า
“พวกมันไม่ได้มีประโยชน์อันใดต่ออารามเทพซีเซี่ยเราจะเป็หรือจะตายก็แล้วแต่์จะกำหนด แต่ก็นะที่แห่งนั้นแม้แต่แสงสว่างยังไม่อยากส่องถึงเช่นนั้นแม้แต่์ก็คงเพิกเฉยต่อพวกมันแล้ว เ้าจะสนใจไปทำไม”
เฟยหลงนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าววาจาอ้อนวอนขึ้น
“ผู้าุโโปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนหากท่านได้เข้าช่วยเหลือชนเผ่าอุยฮูด้วยคุณธรรม สิ่งที่ท่านจะได้รับย่อมเป็การถูกยกย่องเทิดทูนถึงคุณธรรมอันสูงล้นจากผู้คนทั่วทั้งปฐีอีกทั้งที่นั่นผู้คนหลังเขาก็้าความสงบสุขเช่นเดียวกับผู้คนบนแผ่นดินใหญ่ ้าใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวพวกมันต่างมีบิดา มารดา ภรรยา หรือบุตรที่ต้องดูแล ไม่มีใคร้าที่จะจากครอบครัวไปทั้งสิ้น….ผู้าุโ ในบรรดาพรรคใหญ่ทั้งหมดอารามเทพซีเซี่ยถือคุณธรรมมากที่สุดและมีขุมพลังอยู่ในระดับต้นๆของปฐี หากไม่หวังพึ่งพาพวกท่านแล้วคนหลังเขาจะหวังพึ่งใครได้”
“คุณธรรมรึ ยกย่องเทิดทูนจากคนทั้งแผ่นดินรึเหอะของพวกนั้นมันช่วยอะไรได้บ้าง ดูอย่างถังเทียนเจ๋ออาจารย์เ้า ที่มันมีสภาพเยี่ยงนั้นก็เพราะคำว่าคุณธรรม….เด็กน้อยเ้าจงจำไว้ พลังต่างหากจึงเป็คุณธรรม และสิ่งที่ผู้คนยกย่องยำเกรงอย่างแท้จริงอีกทั้งสิ่งที่จะทำให้ข้าไขว่คว้าถึงพลังสูงสุดได้กำลังจะเกิดขึ้น เช่นนั้นจะให้ข้าเปลืองกำลังกับเื่ที่ไร้ประโยชน์ได้อย่างไร”
เฟยหลงหน้าแข็งค้างเมื่อได้ยินคำพูดประโยคดังกล่าวของบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าบุคคลซึ่งมีรอยยิ้มอันโอบอ้อมอารี ผู้ที่มีบุคลิกอันสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม ผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากที่สุดแต่ใครจะรู้ว่าภายใต้บุคลิกและชื่อเสียงเหล่านี้กลับซ่อนไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ผลประโยชน์ทั้งสิ้น
เฟยหลงต้องพึมพรำออกมาอย่างแ่เบา
“อันใจมนุษย์ ลึกล้ำเกินหยั่งถึงจริงๆ”
“แต่เ้าไม่ต้องห่วงเื่อาจารย์เ้าเพียงมันคนเดียวข้าจัดการได้ไม่ยากเย็นเท่าใด”
“นั่นมิจำเป็ อาจารย์ข้าย่อมมิอาจทอดทิ้งผู้คนเ่าั้ได้”
“ข้าถึงได้บอกว่ามันมีสภาพเยี่ยงนั้นก็เพราะคำว่าคุณธรรม”
“ซักวันท่านจะมีสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าอาจารย์ข้าก็เพราะคำว่าพลัง และคำว่า ไร้คุณธรรม”
เฟยหลงกล่าวจบมันก็หันหลังเดินออกจากห้องพอคนเดินผ่านประตูห้องก็ได้ะโลอยตัวขึ้นบนหลังคาก่อนเรียกรังสีกระบี่บินขี่พุ่งทะยานออกจากตึกพำนักของเหล่าคนจากอารามเทพซีเซี่ยไปทิศทางที่รังสีกระบี่มุ่งไปคือเขาเถาิซาน สถานที่ที่มีคนรอคอยความหวังจากมันอยู่ทว่าความหวังเหล่านี้ก็ได้มลายหายไปแล้ว เช่นนั้นย่อมมีเพียงมันเท่านั้นที่จะเป็ความหวังของคนหลังเขาและมันก็จะสู้พลีกายเคียงข้างคนเ่าั้จวบจนจะไม่อาจยืนหยัดได้อีก
“อาจารย์ ศิษย์พี่ ทุกคน รอข้าก่อนนะ........ข้ากำลังกลับไป”
“ลี่หลิน ข้าขอภัยที่มิอาจอยู่สู้เพื่อท่านได้”
“เป็เพราะข้าไร้พลัง ไร้ความสามารถจึงไม่อาจสะสางเื่ราวให้บรรลุผลได้ในทุกเื่”
“ทุกคน….. ข้าทำให้พวกท่านผิดหวังแล้ว”
ในสภาวะที่สับสนของชายหนุ่มเื่ราวมากมายต่างหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงแห่งความนึกคิด ทำให้คนมิอาจรักษาสภาพรังสีกระบี่บินได้รังสีกระบี่ที่ใต้ฝ่าเท้าจึงสลายไป ส่วนร่างของคนก็ได้เหิรลงมาจากท้องนภาสู่พื้นปฐีโชคดีที่ขณะนี้มันได้ออกจากเขตของตำหนักเทพสรรพวุธแล้ว ชายหนุ่มหันหลังกลับไปมองตำหนักเทพสรรพวุธแวบหนึ่งก่อนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่วิ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุดสู่ทิศทางของเขาเถาิซานไปเป้าหมายของมันก็คือ ชนเผ่าอุยฮู
ยามวิกาลอันเงียบสงัดของฤดูเหมันต์นั้นเย็นะเืเสียดแทงไปถึงกระดูกยิ่งประสานเข้ากับสายลมที่พัดโบกไปมายิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดคิดพิเรนทร์ออกมาเดินเล่นที่ด้านนอกทั้งฤดูเหมันต์สภาพท้องฟ้าปิดมองเห็นแต่หิมะขาวโพลนมิอาจมองเห็นดวงดาราได้ เช่นนั้นย่อมไม่มีคนคิดออกมาเป็แน่ทว่าท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเล็กน้อยและลมหนาวที่พัดโบก กลับมีร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินทอดน่องอย่างมิช้ามิเร็วไปตามถนนที่อยู่ห่างออกไปจากตำหนักเทพสรรพวุธประมาณห้าลี้บุรุษหนุ่มผู้นี้ที่ด้านหลังของมันสะพายทวนสีเงินยวงยาววาเศษ ที่มือขวาของมันถือป้านสุราขนาดเล็กที่หนึ่งก่อนเดินล่ำสุราตามถนนอย่างสบายใจ ชั่วขณะที่มันยกป้านสุราขึ้นดื่มหางตาพลันเหลือบไปเห็นรังสีพลังสีทองเจิดจรัสพุ่งวาบผ่านไปทางทิศตะวันตกคนจึงวางป้านสุราลงก่อนเอ่ยปากอย่างแ่เบา
“หรือเ้าก็้าเที่ยวเล่นก่อนการประลอง”
เพียงคืนเดียวก่อนที่การประลองรอบชิงชนะเลิศที่ตำหนักเทพสรรพวุธจะเริ่มขึ้นกลับมีเื่ราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และเื่ราวเหล่านี้ต่างเป็เื่ราวที่ผู้คนไม่คาดคิดว่าจะเกิดทั้งยังไม่มีใครทราบว่าท้ายที่สุดแล้วเื่ราวจะดำเนินไปในแนวทางใด ซึ่งแม้แต่์ก็มิแน่ว่าจะบอกกล่าวได้
………………….
…………………
…………………
…………………
…………………
โปรดติดตามตอนต่อไป