STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

ภาคที่ 8 Freight ตอนที่ 25 บางครั้ง

ห้องประชุมอันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยบรรยากาศทะมึนตึงเครียด ตลอดเวลาที่หายใจจะมีสายตาเคร่งขรึมมองมาไม่หยุดราวกับมองพวกฆาตกรโรคจิต

“มองกันแบบนี้ผมก็เขินเป็นนะ” ซึฮากิยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายใจต่างกับฟรานที่นั่งหลังตรงเกร็งอย่างกับนั่งในห้องปกครอง

“ก็เขินไปสิ ฉันจะจ้องมองนายไว้ไม่ให้ทำอะไรตุกติกทั้งนั้น ถึงแกจะพิสูจน์เรื่องกบฏแล้วแต่ก็ยังเป็นคนนอกอยู่ดี…ว่าแต่แขนท่านผู้กล้าเป็นอะไรหรือครับ?” เขาตะเบ็งใส่ใส่ซึฮากิแต่กลับยิ้มอย่างเป็นมิตรเมื่อคุยกับฟราน

“อา...นิดหน่อยค่ะแต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” ยิ่งฟรานกล่าวเช่นนั้นมันก็ทำให้โกโด้สงสัยซึฮากิเข้าไปใหญ่

“ท่านผู้กล้าเป็นเสมือนสมบัติของอาณาจักรที่ไม่อาจมีอะไรเทียบได้ ที่ทางเราอนุญาตเพราะท่านผู้กล้าสำเร็จวิชาพื้นฐานทั้งหมดแล้วเลยให้ไปหาประสบการณ์ได้ แต่การที่ท่านผู้กล้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้แสดงว่าพวกแกดูแลไม่ดีพอ”

“พูดมากน่ารำคาญจริง ๆ พวกคุณก็ดูแลไม่ดีเหมือนกันนี่ เหตุการณ์ฉุกเฉินในโรงเรียนเมื่อตอนนั้นทำให้มีนักเรียนบาดเจ็บจำนวนมากและยังเกือบสูญเสียทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างท่านผู้กล้าที่พวกคุณบอกว่าดูแลดีนักดีหนา”

โกโด้กัดฟันข่มใจไว้ไม่ให้พุ่งเข้าใส่ซึฮากิ

“สวัสดีครับคุณโกโด้” ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนแปลกหน้าเข้ามาเพิ่ม

“ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาแล้วกัน แต่ดันมีพวกไร้มารยาทบุกมาที่แอสต้าและอยากได้ตัวทหารของเรา” ทหารหนุ่มทั้งสามคนนั่งลงข้าง ๆ โกโด้เสมือนสมุนมือซ้ายมือขวา

“ตอนแรกผมก็ตกใจเหมือนกันที่มีคนมาขอทหารกันดื้อ ๆ แบบนี้ ถ้างั้นเริ่มแนะนำตัวที่ผมเลยแล้วกัน ผมชื่อ ครุส เอเดน” ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเบิกบานยิ้มแย้มกล่าวแนะนำตัวก่อนใครเหมือนพยายามเปลี่ยนบรรยากาศให้สงบลง

“ผม นิโค มาร์ติน” ชายวัยกลางคนกล่าวสั้น ๆ แล้วมองไปยังชายหนุ่มอีกคน

“ดุ๊ก” คำแนะนำตัวที่สั้นลงเรื่อย ๆ เหมือนไม่อยากเสวนาด้วยทำให้ฟรานเหงื่อตกกลัวซึฮากิจะไม่พอใจ

“หนูชื่อ ฟราน เลสเทีย วันนี้เราจะมาเจรจาเพื่อขอย้ายทีมของนัตโตะไปยังเอลโฟเรีย...”

“ผมต้องการผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่พวกคุณกลับแนะนำตัวแค่ชื่อเนี่ยนะ?” ซึฮากิพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนแถมยังจ้องหน้าพวกเขาเหล่านั้นไม่หยุด

เสียงถอนหายใจดังขึ้นมาทันที “นิโค มาร์ติน ประธานกรรมการผู้บริหารกรมทหาร”

“ก็ได้ ๆ ผมชื่อ ครุส เอเดน เป็นหัวหน้าครูฝึกของกรมทหารมีหน้าที่ควบคุมดูแลการฝึกซ้อมทั้งหมด”

“ดุ๊ก ผมเป็นเสนาธิการกองทัพ” เขาจ้องหน้าซึฮากิตาไม่กะพริบและยังใช้เวทมนตร์ตรวจสอบ ตรวจจับ วิเคราะห์ ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดูและหาจุดอ่อนในการต่อรอง

“ในเมื่อฝั่งเราแนะนำตัวกันครบแล้วก็เหลือแค่คุณคนเดียวนะครับ” ระหว่างที่ครุสกำลังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการเจรจาเขาก็เหลือบไปเห็นดุ๊กหน้าซีดนั่งเกร็ง

“เป็นอะไรไป? ปวดท้องเหรอ?” ครุสยื่นหน้าเพื่อมองดูแววตาและท่าทางแปลก ๆ เหล่านั้นแต่สิ่งเดียวที่ได้ก็คือคำตอบว่าไม่เป็นอะไร

“ผมชื่อ ซึฮากิ ฮลาฟกาด เป็นตัวแทนจากเอลโฟเรียเพื่อมาขอดึงตัวทีมของนัตโตะมาอยู่ภายใต้การปกครองของเรา”

“อืม...ก่อนอื่นทางเราขอทราบเหตุผลก่อนได้ไหมครับ?” ครุสถาม

“เหตุผลเหรอครับ...จริง ๆ ก็ไม่มีซับซ้อนเลย เพราะพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนคนสำคัญของเรา” วินาทีที่คำนั้นเอ่ยออกมาจากปากซึฮากิมันก็ทำให้ฟรานหันมองคอแทบเคล็ด

“หมายความว่ายังไงครับ?”

“ก่อนมาที่โลกนี้เราทุกคนล้วนเป็นเพื่อนสนิทกัน ปกติเราจะต้องไปกินข้าวเย็นกันทุกวันแต่เพราะการอัญเชิญจึงโดนแยกออกจากกัน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกต่อไปเพราะพวกเรามีฐานที่มั่น มีความเป็นอยู่ที่ดีและผมก็อยากกินข้าวกับเพื่อน ๆ กันอย่างพร้อมหน้าอีกครั้ง ทุก ๆ วันหยุดเราจะออกไปปิกนิกกินข้าวชมนกชมไม้ วันเกิดเราก็จะได้เป่าเทียนและกินเค้ก วันไหนที่ไม่สบายเราก็จะคอยช่วยเหลือกันและกัน”

ซึฮากิสาธยายความสัมพันธ์ปลอม ๆ ยาวเหยียดจนครุสน้ำตาซึม

“เข้าใจแล้ว ๆ พาพวกเขาไปได้เลย”

“เฮ้ย ! พวกนายจะคล้อยตามทำไมวะ” โกโด้หยิกหูเรียกสติจึงกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้งได้

“เอาเป็นว่าผมต้องการย้ายพวกเขามาอยู่ที่เอลโฟเรีย และพวกคุณมีข้อเสนออะไรที่อยากแลกเปลี่ยนไหมครับ?” ซึฮากิก็กลับมาอยู่ในมาดภูมิฐานเหมือนเดิม

“พูดเหมือนเราต้องยอมส่งตัวทหารอันมีค่าไปให้พวกนายเลยนะ พวกนายต้องเป็นคนเสนอให้เราพอใจสิเพราะฝั่งเราสามารถปฏิเสธได้ทุกเมื่อ” โกโด้เอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายเหมือนตั้งใจกวนประสาทอีกฝ่าย

“นั่นสินะ งั้นผมขอเสนอผลประโยชน์อันล้นหลามอย่างการจ่ายภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นห้าเปอร์เซ็นต์โดยมีระยะเวลาสองปี ทุก ๆ สินค้าที่เราขายให้กับอาณาจักรเซียจะสามารถเก็บภาษีนำเข้าได้มากขึ้นซึ่งเม็ดเงินที่เราคาดการณ์ไว้อาจจะมากกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองในหนึ่งปี” ซึฮากิยื่นเอกสารสรุปให้ซึ่งเนื้อหามีรายละเอียดตั้งแต่ปริมาณการส่งออกไปจนถึงความต้องการของผู้บริโภค

“น่าสนใจ...แต่สินค้าส่วนใหญ่เป็นของที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไม่สามารถวัดจากปริมาณการสั่งซื้อในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ถึงปีได้ และมันจะทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลลดลงเพราะนี่ยังไม่ใช่สินค้าติดตลาด สินค้าที่ออกใหม่เป็นเรื่องปกติที่คนจะอยากซื้ออยากลองแต่ในระยะยาวมากกว่าหนึ่งปีอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้” ครุสตอบโต้กลับหลังจากอ่านเอกสารของซึฮากิ

“แน่นอนว่าสินค้าออกใหม่มักจะเป็นที่น่าสงสัยและน่าลองใช้ดูสักครั้ง แต่ทุก ๆ เดือนเราจะออกสินค้าตัวใหม่เป็นอีกรุ่นที่มีความทันสมัยและความสามารถในการทำงานที่มากกว่ารุ่นก่อน ผู้คนจะตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นของแปลกตาแม้มันจะคล้ายกับของที่เคยใช้ก็ตาม”

“ถ้าทำแบบนั้นก็อาจจะแก้ไขเรื่องความต้องการของผู้บริโภคได้แต่ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองของชนชั้นกลางไปจนถึงชนชั้นล่าง ถ้าทำเช่นนั้นกลุ่มเป้าหมายก็จะเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางเอนเอียงไปทางสูงไปจนถึงเหล่าขุนนางและราชวงศ์แทน”

ทั้งห้องมีเพียงพวกเขาสองคนที่นั่งคุยกันโดยที่บนโต๊ะตรงกลางเต็มไปด้วยกองเอกสารเสมือนสำรับไพ่ การเจรจาของทั้งสองก็เหมือนการเล่นเกมจับคู่ไพ่ที่ผลัดกันเปิดทีละใบ

“ผิดแล้วครับ กลุ่มเป้าหมายยังคงเป็นชนชั้นกลางไปจนถึงขุนนางและราชวงศ์ ถ้าได้เห็นแผนการปล่อยสินค้าคุณก็คงจะรู้ได้ทันทีว่าเราไม่ได้เพิ่มราคามากนัก ทุก ๆ รุ่นราคาจะเพิ่มจากรุ่นก่อนไม่เกินยี่สิบเปอร์เซ็นต์เพราะทางเราเน้นผลิตครั้งละจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนการผลิต”

“ต่อให้เป็นชนชั้นกลางแต่สินค้าที่สามารถใช้ได้นานคงไม่อยากเปลี่ยนทุก ๆ เดือน แล้วถ้าดูจากอายุการใช้งานที่บางอย่างก็ใช้ได้นานถึงสี่ปีทำให้อุปสงค์ลดลงไปอีก เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าชนชั้นกลางเอนเอียงไปทางสูงขึ้นไปถึงจะมีกำลังทรัพย์ในการเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ทุก ๆ เดือนได้”

ต่างฝ่ายต่างเปิดไพ่ไม่หยุด ถ้าหากอีกฝ่ายพลาดก็จะจดจำไพ่ใบนั้นไว้และรอจังหวะเก็บมันขึ้นมา

“แน่นอนว่าสินค้าประเภทเครื่องใช้เป็นสินค้าที่มีอายุการใช้งานได้นาน แต่สินค้าที่จะทำกำไรมากที่สุดไม่ใช่หมวดเครื่องใช้หรอกนะครับ”

ครุสเงยหน้ามองก่อนจะก้มลงไปเปิดเอกสารอีกครั้งและทันใดนั้นดุ๊กก็เข้ามาช่วยเปิดหาอีกแรง

“สินค้าประเภทของบริโภคและหมวดเสริมความงาม รายได้และกำไรมากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์มาจากสองหมวดนี้” ครุสกล่าว

“ถูกต้องครับ ในช่วงสองถึงสามปีนี้อาจจะทำได้แค่กลุ่มเป้าหมายชนชั้นกลางขึ้นไปแต่ในภายภาคหน้าผมจะเริ่มตั้งโรงงานเพิ่มเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า เมื่อเป็นเช่นนั้นสินค้าก็จะสามารถขายได้ถูกลงทำให้กลุ่มเป้าหมายเป็นชนชั้นล่างเอนเอียงไปกลางขึ้นไปและสิ่งที่เรียกว่าแบรนด์ก็จะสัมฤทธิผล”

“สามปีเหรอ? แล้วทำไมถึงยื่นข้อเสนอระยะสัญญาแค่สองปีล่ะ ถ้าหากนายเพิ่มระยะเวลาสัญญาเป็นห้าปีเราก็อาจจะยอมรับข้อเสนอก็ได้”

“ก็ได้ ๆ ถ้างั้นเรามาเริ่มเซ็นสัญญากันดีกว่า” สุดท้ายทั้งสองฝั่งก็หยุดเปิดไพ่และมาเริ่มนับคะแนนที่เก็บได้ แต่ทันใดนั้นดุ๊กก็ดึงมือของครุสออกมาก่อนจะเซ็น

“ทะทำไมมัน…” ดุ๊กพยายามจะพูดตอบโต้แต่พอเงยหน้ามองซึฮากิเขาก็ต้องหลบหน้าทันที

“ให้ตายสิ ครุสก็เริ่มเห็นใจเพราะคำพูดหว่านล้อมพวกนั้น ส่วนดุ๊กก็เกรงอกเกรงใจเพราะอะไรก็ไม่รู้ หลังจากนี้ฉันจะเป็นคนตัดสินเอง” นิโคลงสู่สนามแห่งการดวลไพ่กลายเป็นการเจรจาสามต่อหนึ่ง

“ภาษีเพิ่มขึ้นห้าเปอร์เซ็นต์มันก็เยอะอยู่หรอกแต่มันดันเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของภาษีนำเข้า ถ้าหากเสียภาษีนำเข้าหนึ่งร้อยเหรียญทองก็แค่เพิ่มมาอีกห้าเหรียญทอง ถ้ามัวแต่สนใจคำหว่านล้อมนั้นคงไม่ทันสังเกตและคิดว่าเป็นการเพิ่มขึ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้านำเข้า” มาถึงนิโคก็เปิดไพ่และเก็บคะแนนไปอย่างต่อเนื่อง

“ถ้าไม่พอใจทางเรายินดีเพิ่มเงื่อนไขตามที่พวกคุณเรียกร้องได้เลยนะครับ ถ้าผมเห็นว่ามันสมเหตุสมผลนะ”

“แต่เดิมเราเก็บภาษีนำเข้าประมาณยี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ หากพูดถึงตัวเลขที่สมเหตุสมผลผมคิดว่าน่าจะเป็นสี่เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้านำเข้า และเมื่อเอาไปรวมกับภาษีนำเข้าเดิมก็จะได้ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ไม่มากไปไม่น้อยไปผมคิดว่านั่นน่าจะเหมาะ”

“งั้นเอาตามนั้นเลย” ซึฮากิเปลี่ยนรายละเอียดในเอกสารแล้วเตรียมเซ็นสัญญาแต่นิโคกลับนั่งกอดอกมองหน้าซึฮากิแทน

“จริงอยู่ที่เป็นข้อเสนอที่ดีแต่หน่วยของนัตโตะมีบทบาทสำคัญต่ออาณาจักรเป็นอย่างมาก ถึงจะยอมจ่ายด้วยเงินหลายพันเหรียญทองแต่นั่นก็ยังไม่อาจเทียบกับความสูญเสียได้ ดังนั้นทางเราจึงต้องเก็บข้อเสนอนี้ไว้ก่อนและจะต้องมีข้อเสนออื่นเพิ่ม”

แทนที่จะพอใจกับคะแนนที่ชนะแบบฉิวเฉียดแต่เขากลับเล็งเห็นช่องว่างว่าตนเองสามารถเก็บไพ่ได้มากกว่านี้ เอกสารสัญญาถูกเลื่อนกลับมาหาซึฮากิและยังยิ้มมุมปากเหมือนกำลังเป็นฝ่ายถือไพ่มากกว่า

“ถ้างั้นจะห้าปีสิบปีก็คงไร้ความหมายเมื่อเทียบกับหน่วยของนัตโตะ งั้นผมจะถามอีกครั้งว่าข้อเสนอนี้เพียงพอหรือไม่หรือจะให้ผมพับเก็บมันไปเลย”

“ถ้าจะเสนอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เก็บมันไปเถอะ” นิโคตอบกลับทันควัน

“ก็ได้ครับ ถ้างั้นผมคงต้องยื่นสิ่งนี้ให้ดู” เอกสารอีกแผ่นได้วางลงตรงหน้าราวกับไพ่สำรับใหม่ที่วางหมอบเพิ่ม

“ตอนนี้ยังเป็นความลับระหว่างเรานะครับ พวกเราพึ่งจะพิชิตมหาสมุทรได้และได้จ้าวทะเลมาอยู่ใต้อาณัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ทั้งโกโด้และเหล่าชายชาติทหารต่างก็ตกใจตาโต สิ่งนั้นคือเอกสารที่มีรอยประทับเสมือนเป็นลายเซ็นของจ้าวทะเล แม้จะไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะหลักฐานมีน้อยเกินไปแต่ก็ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ได้

“ก็แค่รอยประทับแปลก ๆ เอามายืนยันอะไรไม่ได้หรอก” นิโคตะเบ็งเสียงกล่าวเหมือนโกรธคิดว่าอีกฝ่ายกุเรื่องเพื่อเอาชนะ

“ไม่เชื่อก็ตามใจแต่ผมใจดีมากแล้วนะที่บอกข้อมูลสำคัญขนาดนี้ให้ พวกคุณก็น่าจะรู้คุณค่าของทะเลไม่น้อย”

สุดท้ายซึฮากิก็เริ่มเปิดไพ่ก่อนบ้างและยังดูเชิงว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไรต่อ

“ในอดีตมีการเดินทางค้าขายทางเรือ ซึ่งการเดินทางด้วยเรือจะทำให้ลดระยะเวลาในการเดินทางข้ามอาณาจักรและยังขนสินค้าไปได้ทีละจำนวนมาก” ครุสกล่าวต่อทันทีและช่วยกันใช้หัวคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่

“แต่จ้าวทะเลพวกนั้นกลับยึดครองมหาสมุทรเป็นของตนเองและห้ามไม่ให้พวกเราชาวแผ่นดินใช้ การกระทำอันสุดโต่งที่อ้างว่าพวกเราทำให้มหาสมุทรแปดเปื้อนมันช่างน่าสงสัยจริง ๆ” นิโคกล่าวเสริม

“แต่ก็นั่นแหละ เพราะภูมิศาสตร์ที่ไม่คุ้นชินทำให้พวกเราไม่อาจต่อต้านพลังอำนาจของจ้าวทะเลได้ แม้จะเคยพยายามแล้วแต่ก็ล้มเหลวและเสียกำลังพลไปโดยเปล่าประโยชน์” โกโด้เข้ามาร่วมวงเจรจาด้วยอีกคน

“แล้วพวกคุณเอาชนะจ้าวทะเลได้อย่างไร?” คำถามสั้น ๆ จากดุ๊กที่เป็นตัวจุดประกายความสงสัยให้พรรคพวกของเขา

“คิดจะหลอกให้ผมบอกข้อมูลลับเหรอ? เอาเป็นว่าพวกเราเอาชนะจ้าวทะเลและได้สิทธิ์ในการครอบครองทะเลมาไว้ในมือแล้ว”

“เหอะ คิดจะครอบครองท้องทะเลไว้แต่เพียงผู้เดียวสินะ พวกนายมันเจ้าเล่ห์กว่าที่ฉันคิดไว้อีก” ภาพลักษณ์ความสุขุมค่อย ๆ ถูกอารมณ์เข้าควบคุมจนเผลอขึ้นเสียงในหลาย ๆ ครั้ง นิโคกลับไปนั่งท่ากอดอกอีกครั้งทำเป็นไม่สนใจเอกสารที่วางกองบนโต๊ะ

“สัญญาเช่าในราคาห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของราคาปกติสำหรับการใช้เป็นเส้นทางการเดินเรือนานหนึ่งปี”

“หนึ่งปี? แล้วจะให้เช่าที่ราคาเท่าไร?” ครุสขมวดคิ้วถาม

“ก็ไม่มากเท่าไรแค่เดือนละหนึ่งพันเหรียญทอง และด้วยส่วนลดพวกคุณก็จะจ่ายแค่ห้าร้อยเหรียญทองเท่านั้น”

“ห้าร้อยเหรียญทอง...ถูกเกินไปสำหรับมูลค่าของเส้นทางการเดินเรือ” นิโคเดาะลิ้นคิดหนัก

“ในสัญญาเขียนไว้แค่น่านน้ำระหว่างอาณาจักรอาฟกับอาณาจักรเซียเท่านั้น แสดงว่าถ้าจะใช้เส้นทางอื่นก็ต้องจ่ายเพิ่มใช่ไหมครับ?” ดุ๊กเปิดเอกสารไล่ดูแทนคนอื่น

“โห่ ชอบจริง ๆ กับการทำอะไรสองแง่สองง่ามไม่ชอบพามากล พยายามใช้คำพูดเพื่อเบี่ยงประเด็นและโน้มน้าวให้คล้อยตามจนเกือบไปเซ็นอะไรแบบนั้นแล้ว” นิโคลงมือเขียนสัญญาเพิ่มเงื่อนไขของตนเองเข้าไปแทน

การประชันเปิดไพ่ยังคงดำเนินต่อไปโดยที่ต่างฝ่ายต่างเก็บคะแนนมาได้สูสี การเปิดประเด็นเรื่องสิทธิการเดินเรือก็เหมือนซึฮากิได้หยิบไพ่ไปจนหมดแต่ก็เอาสำรับใหม่มาเพิ่มและให้อีกฝ่ายได้เริ่มก่อน เขาพยายามให้อีกฝั่งเปิดสุ่มเพื่อจดจำว่าไพ่ใบไหนอยู่ตรงไหนและรอรวบเก็บทีเดียว

“เดือนละหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญทองแลกกับการเดินเรือไปยังทุก ๆ อาณาจักร เพิ่มมาสามเท่าแต่กลับอยากใช้หลายเส้นทางขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าไม่ว่าอะไรขอเพิ่มเป็นสองพันห้าร้อยเหรียญทอง” ซึฮากิยื่นเอกสารใบใหม่ให้แทน

“สองพันห้าเลยเหรอ...ถ้าเป็นสองพันก็ได้อยู่หรอก” ครุสลูบคางระหว่างที่คิดเรื่องเงินว่าคุ้มหรือไม่

“สองพันได้เลยครับ” ซึฮากิเริ่มเซ็นในส่วนของตนเองก่อนแต่ขณะที่ฝั่งกรมทหารกำลังจะเซ็นโกโด้ก็ห้ามไว้ก่อน

“นี่มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ? เรากำลังจะเซ็นสัญญากับสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เลยเนี่ยนะ และต่อให้จ่ายมากพอแต่เราก็หาคนที่มีความสามารถแบบนัตโตะไม่ได้อีกแล้ว นั่นเท่ากับว่าเรามีสิ่งที่คนอื่นไม่มีทางมีได้” ชายร่างหนาผู้นั้นได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอยากจะข่มขวัญ

“ก็ถูกของคุณแต่อำนาจการใช้ทะเลก็อยู่ในมือของเรา ถ้าหากเราห้ามไม่ให้อาณาจักรเซียใช้แค่ที่เดียวจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ? อย่าลืมนะครับว่าผมสามารถติดต่อกับอาณาจักรอื่นได้และถ้าเกิดทำสัญญาเช่ากับอาณาจักรอื่นหมดแล้วล่ะ?”

“การไหลของเม็ดเงินจะหมุนไปมารอบนอกอาณาจักรเซียและจะค่อย ๆ ลดคุณค่าของอาณาจักรเซียลง สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นเหมือนเมืองที่ปิดรอบด้านไม่สามารถสานสัมพันธ์กับภายนอกได้” ดุ๊กกลั้นใจปิดกั้นความหวาดกลัวและนั่งหลังตรงอกผายไหล่ผึ่งเพื่อเจรจาอย่างจริงจัง

“ให้ตายสิ คงต้องเรียกระดมสมองแล้ว” โกโด้เดินออกไปพักหนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมกับทูตและคณะกรรมการกรมทหารรวมกว่าแปดคน

เหล่าบุคคลมากความสามารถพากันเปิดเอกสารและช่วยกันคิดวิเคราะห์หาคำตัดสินว่าจะทำอย่างไรต่อไป เวลาผ่านไปนานถึงครึ่งชั่วโมงกว่าพวกเขาจะหาข้อสรุปได้

“เก้าจากสิบสองคนไม่เห็นด้วยกับสัญญานี้ เพราะฉะนั้นการย้ายหน่วยของนัตโตะจะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด...”

“ขอโทษนะครับแต่ผมขอบอกไว้ให้ชัดอีกครั้งนะครับ ผมต้องการหน่วยของนัตโตะมาไว้ในครอบครอง” ซึฮากิพูดแทรกโกโด้ทำให้เขาเดาะลิ้นไม่พอใจ

“ก็บอกไปแล้วไงว่าทางเราจะไม่ทำสัญญา”

“ไม่ครับ พวกคุณยังมีอคติมากเกินไปในการตัดสินใจโดยเพราะเรื่องที่ไม่เชื่อว่าเราสามารถพิชิตมหาสมุทรได้แล้ว”

หลังจากปล่อยให้อีกฝ่ายช่วยกันเปิดไพ่ช่วยกันจำช่วยกันเก็บคะแนน แม้จะยาวนานแต่สุดท้ายซึฮากิก็ได้เปิดไพ่บ้าง และไพ่ที่เปิดก็คือแจ็คที่เป็นเสมือนอัศวินมาปกป้องและช่วยเหลือการเจรจาครั้งนี้

“นี่มันอะไรวะเนี่ย?”

โกโด้ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นสิ่งที่เรียกว่ากล้องบันทึกวิดีโอ วิดีโอนั้นกำลังเล่นภาพของจ้าวทะเลเคนและลูกสมุนของกำลังฉลองที่ชนะสงครามและต่อด้วยภาพของรินที่โดนขังไว้และต่อด้วยภาพที่ผู้คนกำลังเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน

“สิ่งนี้คือหนึ่งในสินค้าที่เราจะขาย มันสามารถบันทึกวิดีโอไว้ดูภายหลังได้แต่ก็ยังต้องขายคู่กับฟิล์มด้วย”

“นี่มันเวทมนตร์อะไรเนี่ย? ทำไมฉันถึงเห็นภาพมันขยับได้ราวกับมีชีวิตจริง ๆ เลย จะบอกว่าเป็นคนตัวจิ๋วก็คงเป็นไปไม่ได้แต่จะบอกว่าเป็นภาพวาดก็ไม่น่าขยับได้ ช่วยบอกฉันทีว่ามันคือเวทมนตร์อะไร?”

คำถามมากมายกำลังถาโถมเข้ามาเบี่ยงประเด็นไปจากการทำสัญญา

“แบบนี้ต้องขายดีกับพวกขุนนางที่ชอบศิลปะ ธรรมชาติหรืออะไรพวกนั้นแน่ ๆ เพราะสามารถดูได้โดยไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงชีวิต”

“ไม่ ๆ ของแบบนี้มันต้องใช้ในการดูการสอบสวนสิ ถ้าเราสามารถดูการสอบสวนย้อนหลังได้อาจจะวิเคราะห์และหาจุดผิดแปลกเพิ่มก็ได้”

“ผิดแล้ว ของแบบนี้มันต้องเอาไปดูสาว ๆ สิ เวลาจะดูตัวหรือซื้อทาสก็สามารถเลือกดูจากสิ่งนี้ได้ก่อน”

เสียงถกเถียงที่ดังอย่างต่อเนื่องทำให้โกโด้ถอนหายใจ เพียงสินค้าชิ้นเดียวกลับทำให้ผู้คนเป็นบ้าได้ขนาดนี้

“สัญญาเส้นทางการเดินเรือสามพันเหรียญทองระยะเวลาห้าปี สัญญาภาษีนำเข้าเพิ่มอีกหกเปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลาสองปี คิดว่าเท่านี้จะพอสำหรับการโยกย้ายหน่วยนัตโตะมาที่เอลโฟเรียไหมครับ?”

ขณะที่ทุกคนกำลังหัวหมุนถกเถียงกันไม่หยุด ซึฮากิก็ได้หยิบยื่นข้อเสนอให้ ข้อเสนอที่เหมือนกับไพ่ควีนที่ควรจะเป็นของเขาแต่บัดนี้ซึฮากิกลับยื่นมันให้อีกฝ่ายแทน หากอีกฝ่ายมีคนน้อยกว่านี้ก็คงไม่ทันคิดและรับไพ่ใบนั้นไปโดยไม่คิดอะไรแล้ว

“ถ้างั้นระยะเวลาที่หน่วยของนัตโตะจะย้ายไปคือเท่าไรล่ะ?” นิโคถาม

“อ้อ ถาวรครับ”

“อ้อ ถาวรนี่เอง” นิโคยังคงนั่งกอดอกเพื่อให้ดูสุขุม

ชั่วขณะหนึ่งที่ทุกอย่างเงียบสงบเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด และเสียงเรียกของฟรานก็ทำให้ทุกคนกลับสู่ความเป็นจริง

“อะไรนะ ! นั่นมันเป็นการซื้อตัวเลยไม่ใช่เหรอ?” โกโด้ตะเบ็งเสียงกล่าวโกรธที่เหมือนโดนหลอกให้ฟังเรื่องไร้สาระมาตลอด

“ซื้อตัวไปถาวรเนี่ยนะ? ช่างเป็นคนที่โลภมากเสียจริง”

“ที่เราถกกันก็คิดว่าจะย้ายไปอยู่ไม่กี่ปีแต่นี่นายจะซื้อตัวไปถาวรเลยเนี่ยนะ”

ความวุ่นวายได้เกิดขึ้นอีกครั้ง คำครหา นินทาต่อหน้า ดูถูก ด่าทอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดซึฮากิก็ไม่แสดงท่าทีอะไรให้เห็นเลย

“ไหวแน่นะกิจัง?” ฟรานกระซิบข้างหูมองดูพวกทหารด้วยสายตากังวลใจ

“ฉันยังเหลือไพ่อีกสองใบซึ่งอีกแค่ใบเดียวก็คงพอแล้ว”

ซึฮากินั่งนิ่งรอคอยให้อีกฝั่งเงียบเพื่อเจรจาต่อเสมือนให้อีกฝั่งช่วยกันเปิดไพ่เก็บคะแนนต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อถึงเวลาซึฮากิก็เพียงแค่เปิดไพ่อีกใบซึ่งจะพลิกโต๊ะการเจรจาครั้งนี้

“ไม่ใช่หน่วยของนัตโตะที่หวงแต่เป็นพลังเดอะของนัตโตะสินะ พลังที่สามารถสร้างหินสื่อสารที่สามารถคุยกันได้แม้จะอยู่ห่างกันแค่ไหน”

“รู้เยอะขนาดนั้นก็น่าจะเดาได้ว่าเราไม่มีทางขายพลังที่สำคัญขนาดนั้นให้อยู่แล้ว” โกโด้กล่าว

“อัตราการสร้างหินสื่อสารอยู่ที่สัปดาห์ละหนึ่งก้อนและบางสัปดาห์ก็สร้างไม่ได้ด้วย”

“แล้วนั่นมันมีปัญหาอะไร? แม้จะสร้างได้สัปดาห์ละหนึ่งก้อนแต่ก็มีคุณค่าพอสำหรับการรอ”

“ผมสามารถเร่งกระบวนการสร้างได้ซึ่งอาจจะย่นระยะเวลาลงถึงสองเท่าทำให้สัปดาห์หนึ่งสามารถสร้างได้สองก้อน”

“เป็นไปไม่ได้ พวกเราหาทางแทบตายแต่ก็ยังเร่งกระบวนการสร้างไม่ได้เลย” โกโด้เถียงสุดใจ

“ผมถึงได้บอกไงว่าผมสามารถเร่งกระบวนการสร้างได้ คิดว่าคนที่พิชิตมหาสมุทรได้จะกระจอกเหมือนพวกคุณเลยเหรอ?”

“หน็อย ! กล้ามากนะที่พูดจาแบบนั้นต่อหน้าฉัน” โกโด้งัดเท้าเตะโต๊ะประชุมพัง เอกสารมากมายกระจายไปทั่วราวกับหิมะตกในยามเช้าตรู่ ความโกลาหลเข้ามาควบคุมการเจรจาทำให้เหล่าคณะกรรมการหนีออกไปข้างนอกกันหมดเหลือไว้เพียงแค่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น

“เงื่อนไขสัญญาฉบับใหม่ ผมจะส่งหินสื่อสารให้กองทัพเดือนละแปดก้อนซึ่งมากกว่าที่พวกคุณได้ถึงสองเท่า ยังไงเป้าหมายสูงสุดของพวกคุณก็คือการทำสงครามจอมมารอยู่แล้วนี่ครับ ถ้าหากนี่เป็นวิธีที่ได้ผลกว่าก็ย่อมดีกว่าไม่ใช่เหรอ? ถ้าหากขายหน่วยของนัตโตะให้กับทางเราก็จะลดจำนวนทหารที่ไม่เข้าพวกลงไปได้ซึ่งจะทำให้ลดความแตกแยกในกองทัพ ลดความวุ่นวายที่ต้องคอยดูแลและห้ามปราม ลดทรัพยากรที่ต้องใช้ไปกับหน่วยนัตโตะ”

ไพ่สุดท้ายที่เปิดมาก็คือไพ่คิงที่เปรียบเสมือนการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ราบรื่นไม่ว่าจะได้รับสิ่งสำคัญก็คือหินสื่อสารและสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น

“หนูขอยืนยันอีกเสียงว่าเราสามารถทำแบบนั้นได้ค่ะ” และสุดท้ายฟรานก็จะเป็นคนพูดปิดฉากความเคลือบแคลงใจเพื่อให้อีกฝ่ายใจเย็นและคิดให้มากขึ้น

โกโด้เดาะลิ้นหงุดหงิดอีกครั้ง “ฉันจะเอาเรื่องนี้เป็นวาระการประชุมกับท่านโอบา” พูดจบเขาก็ออกจากห้องไปทันที

คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน