บทที่ 41 มวยไท่จี๋สำแดงเดช
“พวกท่าน! ทุกคนที่ผ่านไปผ่านมามาดื่มยากันเถอะ”
“ดื่มยาแล้ว นอกจากจะช่วยให้มีแรงทำงาน ยังสามารถป้องกันไข้หวัดลมเย็นได้อีกด้วย”
ขณะที่ทุกคนขนข้าวเก็บเกี่ยวเสร็จแ และกลับบ้านตัวเอง จ้าวผิงก็ได้ตั้งร้านอยู่หน้าประตูบ้าน ส่งเสียงร้องเรียกให้ชาวบ้านมากินยา
คนในหมู่บ้านเมียงมองมาทางเขา
แต่กลับไม่มีใครสนใจ หนำซ้ำยังกระซิบกระซาบกันอีกต่างหาก
“พ่อหนุ่มจ้าวเสียสติไปแล้วรึ คิดอย่างไรมาขายยาอยู่ที่นี่ ตัวเองไม่ใช่หมอเสียหน่อย ไม่กลัวถูกทางการจับขังคุกหรือไร?”
“หมู่บ้านพวกเราตั้งอยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ อีกทั้งอวิ๋นหม่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังเป็นลูกศิษย์เขา ยังจะมีใครแจ้งความจับเขาอีก”
“พวกเจ้าลืมไปแล้วรึ พ่อหนุ่มจ้าวเป็นหมอยาพิษ แม้แต่เสือร้ายยังใช้ยาพิษฆ่าตายได้ ยาที่เขาปรุงคงเป็นยาพิษเหมือนกัน เช่นนี้ ใครจะกล้ากินเล่า”
“นั่นน่ะสิ พวกเราอยู่ให้ห่างเอาไว้เสียดีกว่า จะได้ไม่ถูกพิษ”
“ใช่ ๆ ๆ”
ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ นอกจากจะไม่ไปดื่มยาแล้ว ยังถอยห่างอีกต่างหาก
เดิมทีบ้านของพวกเขาอยู่ห่างจากบ้านจ้าวผิงไม่เท่าไหร่ แต่ปรากฏว่าคนเหล่านั้นยอมเดินอ้อมไกลขึ้นเพื่อไม่ต้องเฉียดผ่านหน้าบ้านจ้าวผิงด้วยซ้ำ
ราวกับว่าเขาเป็นเทพเจ้าโรคระบาดอย่างไรอย่างนั้น
จ้าวผิงเห็นอย่างนั้นก็จนปากอ้าตาค้าง
“อาจารย์ ทำเช่นไรดี? พวกเขาไม่ดื่มยาเช่นนี้ ถ้าเป็นไข้หวัดมาก็ถึงตายได้เลย”
อวิ๋นหม่านร้อนใจ
“ข้ายังจะทำอะไรได้?” จ้าวผิงจนปัญญาเช่นกัน “ส่งยาไปที่หมู่บ้านเซี่ยซุนเถอะ ดูว่าพวกเขาจะยอมดื่มไหม”
จ้าวผิงคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อต้มยาเสร็จแล้วจะไม่มีใครยอมดื่ม
แต่จะเทยาทิ้งเพราะความโมโหก็ไม่ได้
เดิมทีสมุนไพรมีจำกัด จะปล่อยให้เสียไปก็สิ้นเปลืองน่าเสียดาย
จ้าวผิงตระหนักดีว่ายาเป็นสิ่งล้ำค่าหายากเพียงใด
“พ่อหนุ่มจ้าว อย่าเพิ่งไป พวกข้าขอดื่มสักถ้วย”
เวลานั้นเอง หลี่โฉ่วกับอาสะใภ้สี่นั่งเกวียนลาผ่านมาได้ยินเข้าพอดี จึงหัวเราะพลางว่า “ทำงานมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว กำลังกระหายอยู่พอดี”
“อวิ๋นหม่าน ตักให้พวกเขาสองถ้วย”
จ้าวผิงสั่งความ
แล้วคนทั้งสองก็ดื่มยาลงไปรวดเดียว
เมื่อดื่มแล้วก็พลันสดชื่นขึ้นทีเดียว น่าเสียดายที่ขมไปหน่อย
“เท่าไรนี่? ข้าจะกลับไปเอาเงินมาจ่าย”
หลี่โฉ่ววางถ้วยลงพลางถาม
“ข้าไม่คิดเงิน” จ้าวผิงว่า “ยานี่แจกให้โดยไม่คิดเงิน”
“ไม่คิดเงิน?” หลี่โฉ่วอึ้งไป “เจ้าตากฝนไปเก็บสมุนไพร ทั้งยังสิ้นเปลืองฟืนไฟที่บ้านต้มยา แต่กลับไม่คิดเงินรึ แบบนี้ไม่ขาดทุนแย่หรือไร?”
“ถึงขาดทุนก็ต้องทำ”
จ้าวผิงอธิบาย “พวกท่านเร่งเกี่ยวข้าวกลางฝนจนเนื้อตัวเปียกปอน ยังถูกลมภูเขาพัดโกรกแบบนั้น จะถูกลมเย็นเข้าแทรกได้ง่าย”
“ถ้ามีคนติดไข้จำนวนมาก ก็อาจกลายเป็นโรคระบาดได้ ข้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของหมู่บ้านซีผิงย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย”
“แต่ก็ทำได้เพียงต้มยา หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้าง”
“พ่อหนุ่มจ้าว เจ้าช่างเป็นคนดีนัก”
หลี่โฉ่วทอดถอนใจ “หากเจ้าได้เป็นขุนนาง จะต้องเป็นขุนนางน้ำดีเป็นแน่ สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้คนจำนวนมากได้เพียงนี้”
“ข้ามีเพียงความรู้ตื้นเขิน จะเป็นขุนนางได้อย่างไร”
จ้าวผิงถ่อมตัว
คนทั้งสองพูดจาเกรงอกเกรงใจกันอยู่ครู่หนึ่ง หลี่โฉ่วกับอาสะใภ้สี่ก็นั่งรถลากลับบ้าน
จ้าวผิงรออีกพักหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครมาดื่มยาอีก
ทำได้เพียงให้อวิ๋นหม่านนำยาไปส่งที่หมู่บ้านเซี่ยซุน หวังว่าคนที่นั่นจะเห็นแก่หน้าเซี่ยจี้ แล้วยอมดื่มยาบ้าง
อวิ๋นหม่านกลับมาหลังจากนั้นไม่นาน ทั้งยังนำถังยากลับมาด้วย
จ้าวผิงรีบเข้าไปถาม “เป็นอย่างไร พวกเขายอมดื่มกันบ้างไหม?”
“ดื่มแล้ว” อวิ๋นหม่านพูด “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยมีบารมีมาก เพียงเขาบอกให้ทุกคนดื่ม ก็ไม่มีใครกล้าไม่เชื่อฟังแล้ว”
“ไม่เท่าไหร่ชาวบ้านก็ดื่มกันหมด”
“ข้าถึงได้เอาถังยากลับมาด้วย ก่อนกลับ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยยังบอกว่าฝากท่านเตรียมไว้อีกหน่อยสำหรับพรุ่งนี้”
“ได้ ไม่มีปัญหา”
จ้าวผิงถอนหายใจโล่งอก
แค่มีคนยอมดื่มก็พอแล้ว นี่เป็นสัญญาณที่ดี
เพียงรออีกไม่กี่วัน คนที่ไม่ดื่มยาจะเริ่มแสดงอาการไม่สบาย ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ครั่นเนื้อครั่นตัว จึงได้แต่พักผ่อนอยู่ที่บ้าน
ส่วนคนที่ดื่มยาอย่างต่อเนื่องกลับแข็งแรงมีกำลังวังชา สามารถไปเกี่ยวข้าวได้ตามปกติ
เมื่อคุณประโยชน์แสดงออกมาให้เห็น ก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะไม่มาดื่มยาอีก
เมื่อมีคนดื่มยามากขึ้น ก็ย่อมจะไม่เกิดโรคระบาดในวงกว้าง ยาที่จ้าวผิงตระเตรียมเอาไว้มากพอควร คงพอรับมือได้อยู่
บัดนี้ จิตใจที่หนักอึ้งของจ้าวผิงค่อยผ่อนคลายลงได้เสียที
น่าจะนอนหลับอย่างวางใจได้แล้ว
หลังกินข้าวเสร็จ พอจ้าวผิงหัวถึงหมอน เขาก็หลับไปทันที
คืนวานนอนไม่เต็มอิ่ม หนำซ้ำวันนี้ยังทำงานทั้งวัน ล้มตัวนอนไม่นาน จ้าวผิงก็จมลงสู่ห้วงนิทรา ทั้งยังส่งเสียงกรนเบา ๆ ออกมาอย่างเหนื่อยล้าด้วย
ทว่าท่ามกลางห้วงเลอะเลือนนั่นเอง ชายหนุ่มเหมือนจะได้ยินเสียงคนตะโกนเสียงดัง จึงถามออกไป
“นั่นใคร?”
“พี่ผิง! มีคนบุกบ้านพวกเรา รีบตื่นเร็วเข้า!”
นั่นคือเสียงของหลี่หู่
จ้าวผิงจำเสียงได้ เขารีบดีดตัวลุกขึ้นมาทันที
จ้าวผิงไม่สนใจสวมชุดชั้นนอก เขาคว้าท่อนไม้ได้ ก็เดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ ในลานบ้านคนเริ่มตะลุมบอนกันแล้ว
คนสวมชุดดำปิดหน้าปิดตาสามคนนอนแผ่อยู่บนพื้น บนร่างมีลูกศรปักอยู่ เจ็บปวดจนร้องเสียงโอดโอย เห็นได้ชัดว่าไม่อาจต่อสู้ได้อีกแล้ว
แต่ก็ยังเหลือคนชุดดำอีกสามคนที่กำลังต่อสู้อยู่
ขณะนี้เอง ชายชุดดำสองคนก็เข้าประกบอวิ๋นหม่าน
อวิ๋นหม่านใช้หน้าไม้ขงเบ้งทุบตีสะเปะสะปะ เขาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสียแล้ว
ด้านเฉียนลิ่วยิ่งแล้วใหญ่ เขาถูกคนชุดดำคนหนึ่งนั่งคร่อมร่าง ทุบตีราวกับกระสอบทราย
เขากอดขาคนผู้นั้นแน่นไม่ยอมปล่อย คาดว่าคงถ่วงเวลาให้อวิ๋นหม่าน
จ้าวผิงไม่เห็นตัวหลี่หู่
แต่นอกบ้านก็มีเสียงต่อสู้เช่นกัน เจ้าตัวคงพัวพันกับคนข้างนอกอยู่แน่
หมาจิ่วมาแล้วหรือ?!
ความคิดนี้วาบเข้ามาในหัวของจ้าวผิง
ช่างเข้าใจเลือกเวลาเสียจริง!
ทุกคนกำลังเร่งเกี่ยวข้าวกันอยู่ในคืนฝนตก ทุ่งนาห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ต่อให้ส่งเสียงดังแค่ไหนก็คงถูกเสียงฝนกลบ ยากจะมีใครได้ยิน
ต่อให้คนที่อยู่ใกล้หน่อยได้ยินเข้า หากรอจนพวกเขารีบรุดมา เกรงว่าการต่อสู้ก็คงจะสิ้นสุดลงแล้ว
หรือต่อให้มาทันเวลา ครั้นพวกเขาเห็นว่าพวกคนที่มาหาเรื่องเป็นหมาจิ่ว ชาวบ้านก็คงไม่กล้ายื่นมือเข้ามาช่วยอยู่ดี
มีแต่จะหลบหนีไปเพื่อเอาตัวรอดเสียมากกว่า
ทั้งยังไม่มีเวลาไปเรียกพวกเซี่ยเฉวียน
เวลานี้สิ่งที่จ้าวผิงสงสัยมากกว่าคือ ไยเซี่ยจื้อเสวียถึงไม่ส่งข่าวมาเตือน?
คนมากมายขนาดนี้ ความเคลื่อนไหวย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน แต่เซี่ยจื้อเสวียกลับไม่ปรากฏตัว ทหารเก่าคนนี้จะไร้ประโยชน์ไปหน่อยกระมัง
จ้าวผิงไม่ได้คิดไปมากกว่านั้น เขาเดินไปข้างกายเฉียนลิ่วอย่างเงียบเชียบ
อาศัยจังหวะตอนคนที่กำลังสู้กับเฉียนลิ่วไม่ทันระวังตัว ใช้ท่อนไม้ในมือฟาดลงบนท้ายทอย
ปั้ก!
เสียงกระดูกคอหักดังกร๊อบ ศีรษะคนคนนั้นเอียงไปอีกข้างทันที ไม่ทันไรเขาก็ล้มลงบนพื้น …เป็นตายไม่แน่ชัด
เสร็จแล้วจ้าวผิงก็ไปช่วยอวิ๋นหม่าน
เขาถือท่อนไม้เดินเข้าไปหาโดยไร้สุ้มเสียง ลอบโจมตีฝ่ายตรงข้ามจากด้านหลัง
ปั้ก!
เขาจัดการได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวแล้ว จ้าวผิงกับอวิ๋นหม่านร่วมมือกัน และไม่นานก็สามารถล้มฝ่ายตรงข้ามลงได้
จ้าวผิงบอกให้เฉียนลิ่วใช้เชือกมัดคนเหล่านั้นเอาไว้ ส่วนเขาพาอวิ๋นหม่านออกไปข้างนอก
การต่อสู้ข้างนอกดุเดือดเสียยิ่งกว่าข้างในเมื่อครู่อีก
หลี่หู่คนเดียวรับมือกับคนถึงหกคนอย่างไม่ระคาย
ฝ่ายตรงข้ามล้มกองอยู่บนพื้นไปสี่คนแล้ว บ้างพลิกร่างไปมา บ้างร้องครวญคราง สภาพร่อแร่เต็มที
ทว่าข้าง ๆ ก็ยังมีคนยืนอยู่กว่าสิบคน
ทุกคนล้วนสวมชุดสีดำและผ้าคลุมหน้า ทำให้เห็นหน้าตาไม่ชัด โผล่ให้เห็นเพียงดวงตาเท่านั้น
พวกเขาจับจ้องฉากการต่อสู้อย่างไม่ละสายตา
คนที่ยืนนำเบื้องหน้าถือดาบเล่มเขื่อง เมื่อมีเม็ดฝนตกกระทบตัวดาบ ก็บังเกิดเป็นเสียงดังกังวาน
หว่างคิ้วของคนนั้นมีไฝเม็ดหนึ่ง
ราวเชื่อมคิ้วทั้งสองประกบเข้าด้วยกัน ประหนึ่งมีเทือกเขาคู่บารมีประดับอยู่บนใบหน้า
จ้าวผิงพลันนึกที่หลี่โฉ่วเล่าให้ฟังขึ้นมาได้ จึงรู้ว่าคนผู้นั้นก็คือหมาจิ่ว
ตอนนี้หมาจิ่วก็เห็นจ้าวผิงแล้วเช่นกัน
ดวงตาเขาพลันวาววับขึ้น ชี้มาที่จ้าวผิงพลางว่า “มันผู้นั้นคือจ้าวผิง!”
“หากฆ่ามันได้ พวกเราก็จะได้เงินสองร้อยตำลึง”
“แบ่งสามคนไปรับมือเจ้านั่น ที่เหลือตามข้าไปเชือดจ้าวผิง”
สวรรค์!
จ้าวผิงสบถในใจ
ราคาค่าหัวเขาเพียงสองร้อยตำลึงเองรึ? คิดจะด้อยค่ากันเกินไปหน่อยแล้ว
ชายหนุ่มเกิดความคิดขึ้นฉับไว เขาหันไปบอกอวิ๋นหม่าน ให้อวิ๋นหม่านไปเรียกกำลังเสริมจากหมู่บ้านเซี่ยซุนมา
ฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่าเช่นนี้ หนำซ้ำหน้าไม้ขงเบ้งก็มีลูกศรแค่สิบดอกและถูกอวิ๋นหม่านใช้หมดไปตั้งแต่ในลานบ้านแล้ว
ตอนนี้ได้แต่ใช้กำปั้นรับมือล้วน ๆ ทว่าฝั่งหมาจิ่วมีดาบ
ซ้ำฝั่งจ้าวผิงก็มีคนแค่สี่คน และนั่นก็ยังนับรวมเฉียนลิ่วที่กึ่งพิการไปด้วยแล้วอีก
เป็นเช่นนี้ย่อมไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย
ทำได้เพียงยื้อเวลาให้อวิ๋นหม่านพาพวกเซี่ยเฉวียนมาสมทบ
แม้จะมาไม่ทัน ก็ถือเสียว่าหนีรอดไปได้หนึ่งคน
“หมอนั่นจะไปเรียกกำลังเสริม เหล่าซาน เจ้าไปขวางมันไว้!”
หมาจิ่วอ่านเจตนาของจ้าวผิงออก เขาจึงส่งคนไปขัดขวางอวิ๋นหม่าน
“เฮอะ!”
ทันใด หลี่หู่ก็แค่นเสียง โพล่งขึ้นว่า “มีข้าอยู่ ใครก็แตะต้องพี่ผิงไม่ได้ทั้งนั้น!”
“เทพธิดาร้อยกระสวย”
“เทพธิดาบนสวรรค์ร้อยกระสวยทองคำ ทอเส้นไหมกลับไปกลับมา ใครจะคาดว่ากระบวนท่ามวยไท่จี๋ กระต่ายวิ่งนกบินเป็นฉันใด”
พร้อมกับเสียงร้องของหลี่หู่ ร่างของเขาหลบหลีกการโจมตีของคนทั้งหก หนีออกจากวงล้อมได้อย่างง่ายดาย
ถึงกับผ่านไปครู่หนึ่งทีเดียวกว่าคนทั้งหกจะได้สติ และทันใดพวกเขาก็ตั้งท่าจะกระโจนเข้ามาอีกครั้ง
หลี่หู่ตวาดเสียงดัง “ขวางมือปล่อยหมัด!”
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นขวางการโจมตีพลางใช้มืออีกข้างปล่อยหมัดใส่หน้าอกศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุด
อั๊ก!
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังสนั่น แล้วคนผู้นั้นก็ล้มลงไปบนพื้น
“ท่าม้าชะเง้อ!”
หลี่หู่ร้องเสียงดังขึ้นมาอีกครา
เขาใช้ลำตัวเป็นจุดศูนย์กลาง กวาดเท้าออกไป พลางใช้ฝ่ามือขวาฟาดใส่กบาลคนตรงหน้า ไม่ทันไรก็ล้มฝ่ายตรงข้ามได้อีกคน
ทันใดด้านหลังก็มีคนประชิดเข้ามาแล้ว หลี่หู่พลันสับศอกซ้ายใส่ทรวงอกคนผู้นั้น
กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงหักดังก้องหู ร่างของชายคนนั้นโซเซไปมา ก่อนจะล้มลง
พริบตาเดียวล้มไปได้ถึงสามคน ทำให้คนที่เหลืออีกสามคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าแตกตื่นเสียขวัญ
ทันใดหลี่หู่อาศัยจังหวะนั้นปราดเข้าไปหาเหล่าซานที่กำลังไล่กวดอวิ๋นหม่าน
หลี่หู่เคลื่อนไหวเร็วยิ่ง เพียงไม่กี่ก้าวก็ตามทันแล้ว เขารีบกระชากหลังคอเสื้อของอีกฝ่ายให้ล้มลง ตามด้วยเหยียบยอดอกเหล่าซานไว้
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหักดังขึ้นอีกครา
จ้าวผิงมองดูอย่างตกใจ
เขาได้ยินเต็มสองหู…
นั่นคือมวยไท่จี๋*[1]
ทั้งยังเป็นกระบวนท่าที่เขาสอนให้หลี่หู่อีกต่างหาก
ตอนนั้นจ้าวผิงรู้สึกว่าร่างกายทรุดโทรมด้วยฤทธิ์น้ำเมา กอปรกับอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ จ้าวผิงจึงฝึกมวยไท่จี๋อีกฝ่ายหวังให้ร่างกายแข็งแรง
พอหลี่หู่มาติดตามเขาก็เริ่มเรียนรู้ตาม
และวันนี้เขาก็ได้ประจักษ์ถึงความน่าเกรงขามของมัน
ร้ายกาจเสียจริง!
แต่จ้าวผิงก็อดสงสัยไม่ได้ มวยไท่จี๋มีไว้บริหารร่างกายไม่ใช่รึ?
เปลี่ยนมาร้ายกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?
จากนั้น พอพวกหมาจิ่วได้สติคืนมาแล้วก็เริ่มร้องเสียงดัง “เขาร้ายกาจเกินไป! อย่าตะลุมบอนเข้าไปมั่วซั่ว แค่ขัดขวางเอาไว้ก็พอ พวกเรามาเพื่อจัดการจ้าวผิง”
“ขอเพียงจัดการจ้าวผิงได้ พวกเราก็แยกย้ายทันที”
“หึ ๆ จัดการข้างั้นหรือ? ข้าเป็นบิดาของมวยไท่จี๋ในโลกนี้เชียวนะ”
จ้าวผิงรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา ทันใดก็แสดงท่ากระเรียนขาวสยายปีกรอรับมือพวกหมาจิ่ว
*[1] มวยไท่จี๋ คือ มวยไทเก๊ก