บทที่2
ฉันกลายเป็ใบ้แล้วเหรอ
“...”
พอลืมตาขึ้นมาเห็นเพดานที่ไม่คุ้นเคยความทรงจำก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว
ฉันกำลังกลับบ้าน อยู่ดีๆก็มีแสงปรากฏขึ้นใต้เท้า และฉันหล่นตุ้บทับผู้ชายคนหนึ่งหลังจากนั้น...ก็มาตื่นที่นี่
ฉันปัดผ้าห่มไปด้านข้างก็เห็นว่าตัวเองยังสวมชุดนักเรียน
ห้องที่ฉันอยู่ตอนนี้ดูเหมือนหลุดมาจากบ้านเก่าหรือเซ็ตถ่ายละครมีหน้าต่างฉลุบานใหญ่ พื้นไม้ปูพรมลายสวย โต๊ะเขียนหนังสือตัวเตี้ยฉากกั้นที่มีลายูเาและแม่น้ำ...
พอรวมเื่นี้กับผู้ชายแต่งชุดจีนที่เจอตอนหล่นมาที่นี่...
นี่ฉันหลุดเข้ามาใน...จีนโบราณ?
ถึงอยากพูดแบบนั้นแต่พอเปิดปากก็มีแต่ลมออกมาเหมือนเดิม
ฉันยกมือกุมลำคอไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงได้ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?
ฉันลงจากเตียง พอเหยียบพื้นไม้ก็มีเสียงเอี๊ยดดังขึ้นฉันเดินไปที่หน้าต่างและมองออกไป
...ธรรมดากว่าที่คิดฉันนึกว่าจะเจอสระบัวหรือศาลากลางน้ำ แต่สิ่งที่เห็นคือแปลงผักฉันไม่ได้มีความรู้เื่พืชผักขนาดนั้นแต่พอบอกได้ว่าที่เรียงกันอยู่ด้านหนึ่งคือผักกาดอะไรสักอย่างต้นเตี้ยๆ ตรงนั้นคงเป็ถั่วสักชนิด และด้านข้างยังมีมะเขือเทศ
ตอนนี้น่าจะเป็เวลาบ่ายแสดงว่าฉันนอนมาเกินครึ่งวัน
พอฉันถอยห่างจากหน้าต่างก็เหยียบพื้นจนลั่นเอี๊ยดอีกครั้งพอดีกับมีคนเคาะประตู ฉันกำลังจะบอกให้เข้ามาแต่ลืมไปว่าตัวเองไม่มีเสียงขณะจะเดินไปเปิดประตูดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้เื่ที่ฉันเปล่งเสียงไม่ได้จึงเชิญตัวเองเข้ามาในห้อง
“ขออนุญาตขอรับ”
คนที่เข้ามาเป็เด็กหนุ่มคนละคนกับชายหนุ่มที่ฉันล้มทับก่อนหน้านี้น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน
เขารวบหางม้า ทำหน้าเหมือนโกรธใครอยู่ทั้งที่น้ำเสียงฟังดูสุภาพที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็ดวงตาคมกริบชวนให้นึกถึงเหยี่ยวเด็กหนุ่มสวมเสื้อแขนกุดติดกระดุมหน้าและกางเกงหลวมๆ เดินเท้าเปล่าเข้ามาในห้อง
เขาถือผ้าเข้ามาตั้งหนึ่งและวางมันลงบนเตียงพอฉันส่งสายตาแทนคำถาม เขาก็ยืดตัวขึ้น
“เสื้อผ้าของท่าน”
“...”
“...”
“...”
ความเงียบโรยตัวลงเมื่อเขาไม่ขยายความและฉันพูดไม่ได้เด็กหนุ่ม มองฉันสลับกับกองเสื้อผ้า ในที่สุดก็พูดว่า
“ข้าน้อยจะไปยกน้ำชามา”
ฉันพยักหน้าอีกครั้งและมองเขาออกจากห้องขณะกำลังปิดประตูไม้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดิน
“ถิงถิง!” เด็กหนุ่มขึ้นเสียง ฝีเท้านั้นหยุดอยู่หน้าห้องพอดิบพอดีก่อนที่ใครบางคนจะกระชากประตูเปิดออกโดยไม่สนใจเสียงทักท้วง
“เจเจ้!มาเป็เพื่อนกับถิงถิงนะ!”
“...?!”
ฉันโดนร่างเล็กพุ่งเข้าใส่จนล้มทับตั้งเสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มอุตส่าห์วางไว้ให้อย่างดีเมื่อครู่นี้
คนที่พุ่งชนฉันเป็เด็กหญิงตัวเล็กผมยาวอายุน่าจะสักห้าหกขวบ อยู่ในเสื้อผ้าสีสันสดใส ดวงตาเธอกลมโต แก้มนุ่มๆ เป็สีชมพู
“ซูเหลียงกับหนิงหลงซิงแซไม่ว่างมาเล่นกับถิงถิงเลยเจเจ้! เจเจ้มาเล่นกับถิงถิงนะ!”
“ถิงถิงขอรับ...”
เด็กหนุ่มเข้ามาดึงคอเสื้อ ‘ถิงถิง’ ให้ถอยจากฉันเหมือนกำลังจับสัตว์ตัวเล็กๆกลับเข้ากรง ถิงถิงยืนทำแก้มป่องในขณะที่เด็กหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ
“ถิงถิง...ตื่นเต้นนี่นา...”เธอแก้ตัวเสียงเล็ก
“ขอรับ...แต่จะพุ่งชนคนจนล้มไม่ได้เข้าใจไหม?” เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะเบนสายตาไปทางกองเสื้อผ้าท่าทางจะไม่อยากพับมันอีกรอบ เขาจึงหันกลับไปหาเด็กหญิง“...ฝากสอนเจเจ้ใส่เสื้อผ้าด้วย ถิงถิงเป็พี่สาวแล้ว”
“ถิงถิงเป็พี่สาวแล้วเหรอ?”
“สอนนางเหมือนที่นายท่านเคยสอน” พูดจบก็ผลุบออกจากห้อง
ฉันรู้สึกเหมือนเขาพยายามโยนภาระในการรับมือเด็กคนนี้มาให้ฉันแต่เอาเถอะ... ถ้าเขาไม่สะดวกใจ ฉันรับหน้าที่ดูแลเธอแทนก็ได้ดูแล้วไม่น่าจะเป็เด็กไม่ดี
“เจเจ้...ซูเหลียงบอกว่าเจเจ้พูดไม่ได้” เธอถามฉันตาแป๋ว
ฉันไม่แน่ใจว่าซูเหลียงคือใครระหว่างเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไปก่อนหน้าหรือผู้ชายที่ฉันล้มทับได้แต่พับข้อสงสัยนั้นไว้ก่อนและพยักหน้า
“เจเจ้...เดินทางมาไกลคงเหนื่อยสินะถิงถิงเองก็มาจากที่ไกลมากๆ ไกลมากๆๆ เหมือนกัน” เด็กหญิงะโขึ้นมานั่งบนเตียง“หนิงหลงซิงแซ บอกว่าถิงถิงมาโผล่ที่นี่ด้วยเวทมนตร์เคลื่อนย้ายล่ะ!”
เวทมนตร์...?เดี๋ยวก่อนนะ ที่สำคัญกว่าคือ ถิงถิงมาจากที่ไกลมากๆ เหมือนกันหมายความว่ายังไง?
ถึงไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็เื่หลอกเด็กและส่วนไหนเป็เื่จริงแต่ฉันควรฟังเธอไว้ก่อน
“เจเจ้เหมือนกับถิงถิงเลย มีแสงว้าบ! แล้วก็มาโผล่!” ถิงถิงหัวเราะ “อย่างน้อยหนิงหลงซิงแซก็บอกแบบนั้นถิงถิงนอนกลางวันอยู่เลยไม่เห็นตอนเจเจ้มา”
“...” ฉันพยักหน้าแรงๆแสดงให้เธอเห็นว่าฉันตั้งใจฟังอยู่
“แต่เสื้อผ้าเจเจ้ดูแปลกจัง! เหมือนเสื้อผ้าของคนต่างแคว้นที่ถิงถิงเคยเห็นในหนังสือเลย!”
ยิ่งคุยกับเธอยิ่งได้ข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เดี๋ยวก่อนนะ แล้วทำไมฉันฟังคนพวกนี้รู้เื่ล่ะ?มีคำถามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงตัดสินใจชี้กองเสื้อผ้าให้เธอสอนฉันใส่
ถิงถิงเป็ครูที่ดีกว่าที่คาดเธอยืดอกว่าตัวเองเป็พี่สาวต้องช่วยเหลือฉันที่มาใหม่
พอได้ยินเด็กหญิงกล่าวเช่นนั้นก็เข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่งว่าเธอกับเด็กหนุ่มผมหางม้าคงอยู่ด้วยกันมานานเขาจึงรู้วิธีหลอกล่อเธออย่างมีประสิทธิภาพ
เสื้อผ้าประกอบไปด้วยกางเกงผ้าฝ้ายตัวบางเสื้อชั้นในที่ต้องผูกข้างหลัง และเสื้อนอก
เดี๋ยวก่อนนะ...นี่พวกเขาไม่ใส่กางเกงในกันเหรอ?ถิงถิงที่ถอดชุดออกเพื่อแต่งตัวไปพร้อมฉันเองก็ไม่ได้ใส่อะไรไว้ข้างใต้
เดี๋ยวก่อนๆอย่างนี้ถ้าประจำเดือนมาจะทำยังไงล่ะ...?
ขณะถิงถิงกำลังเล่นอยู่ในกองเสื้อผ้าฉันก็แอบถอดกางเกงในออกและซุกเอาไว้ใต้เตียงพร้อมถุงเท้า เสื้อซับใน และเสื้อใน เดี๋ยวค่อยเอาไปซัก...
เสื้อชั้นในเป็ผ้ารูปสามเหลี่ยม ฉันเอาคล้องคอและผูกเชือกข้างหลังก็ใส่เสร็จเรียบร้อยหลังจากนั้นก็สวมกางเกงฝ้ายและผูกเชือกรอบเอวไม่ให้หลุด
ฉันสวมเสื้อนอกท่อนบนก่อนมันเป็เสื้อแขนยาวหลวมๆ ที่ต้องผูกเชือกข้างหน้าเส้นเดียวจบ ยังเห็นเสื้อชั้นในแต่คิดว่ากระโปรงอีกตัวน่าจะทับได้พอดี
“หลังจากนั้นก็อันนี้!” ถิงถิงพยายามกางกระโปรงให้เห็น มันเป็ผ้ายาวๆ ผืนหนึ่งที่มีเชือกให้รัดเด็กหญิงห่อมันรอบด้านหลังตัวฉันครึ่งทบและบอกให้ฉันผูกเชือกเส้นตรงมุมที่ฉันถืออยู่เข้ากับเส้นตรงกลาง
ฉันพยักหน้าทำตามที่เด็กน้อยสั่งทุกอย่างทำให้เธอชอบใจทีเดียว
ฉันนึกถึงน้องชายตัวเองขึ้นมาเวลาฉันทำตามที่เขาอยากให้ทำ เขาจะอารมณ์ดี แต่ถ้าไม่ เขาจะรำคาญฉันมาก
หลังผูกเสร็จ ถิงถิงพันอีกครึ่งทบมาด้านหน้าและผูกเชือกเส้นที่เหลือได้เป็กระโปรงที่พันรอบเอวตบท้ายด้วยผ้าคาดเอวหนึ่งผืนที่เด็กหญิงช่วยผูกข้างหลังให้โดยรวมแล้วเป็ชุดที่ดูเหมือนสาวราชวงศ์ไหนสักยุค ใส่สบายและอุ่นกว่าที่คิด
พอแต่งตัวเสร็จ ถิงถิงวิ่งไปเปิดประตู
“เสร็จแล้วนะ!” เธอะโไปทางซ้ายของทางเดิน
ฉันรีบใช้มือสางผมเพราะตอนนี้ยังไม่ได้แต่งหน้าหรืออะไรเลยอย่างน้อยถ้าใครจะเข้ามาก็ขอดูดีไว้ก่อน...
“...”
คนที่ก้าวเข้ามาคือ...ผู้ชายคนนั้นที่ฉันล้มทับ
เขาเป็ชายร่างใหญ่ มีั์ตาสีแดง ใบหน้าคมเข้มยิ่งขับให้สีหน้าจริงจังดูน่าเกรงขามอยู่ในชุดตัวยาวแบบที่พระเอกซีรีส์จีนโบราณชอบใส่กัน ท่อนบนมีชายเสื้อยาวปกเสื้อทบมาทางขวา
เขาดูลำบากใจทันทีที่เห็นฉัน...
“เ้าสบายดีไหม?”
คำถามแรกที่เขาถามผิดคาดนิดหน่อยฉันทำหน้าเหลอหลาอยู่สองสามวิก็พยักหน้า
“...ดี” เขาพูดต่อ
“ถิงถิงสอนเก่งไหม หนิงหลงซิงแซ?”เด็กหญิงตรงไปเกาะเสื้อผ้าเขา ชายหนุ่มพยักหน้า
“เ้าทำได้ดี”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็การเป็งานจนไม่เหมือนกำลังพูดกับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน น้ำเสียงแบบนั้นก็สื่อถึงความจริงใจว่าเขาคิดเช่นนั้นจริงๆไม่ได้แค่พูดให้เธอรู้สึกดี
ถิงถิงหัวเราะคิกคักและวิ่งกลับมาหาฉัน
“ถิงถิงกับเจเจ้ จะไปเล่นกัน”
“อย่างนั้นรึ?” ชายหนุ่มพยักหน้า“แต่ก่อนพวกเ้าไป ข้าขอคุยกับนางสักครู่ได้หรือไม่?”
“ได้ เพราะถิงถิงเป็พี่ใหญ่พี่ใหญ่ต้องรู้จักอดทนรอ!” พูดจบเด็กหญิงก็วิ่งออกไปนอกห้องปล่อยฉันอยู่กับเขาในห้องแค่สองคน
ณ จุดนั้น ฉันได้เข้าใจว่า อยู่ภายในใจเป็หมื่นล้านคำบอกให้เธอฟังไม่ได้สักคำเป็ยังไงฉันอยากถามหลายเื่แต่เสียงพูดไม่มี...แล้วฉันก็ทำตาโตเมื่อเห็นว่าเขาหยิบกระดาษกับดินสอมาด้วย
พอเขายื่นให้เงียบๆฉันก็รับไปเขียนทันที
ที่นี่ที่ไหน?
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเป็ปม ฉันฉุกคิดว่าเขาคงอ่านภาษาไทยไม่ออกเลยเขียนอังกฤษกำกับไว้ข้างล่างจากนั้นก็ขุดความรู้ภาษาจีนงูๆ ปลาๆ สมัยประถมกลับมา ฉันพอจะนึกออกแค่ 在哪 ที่แปลว่าที่ไหน
แต่ถึงเขียนไปสามภาษาเขาก็ยังขมวดคิ้ว
“ขออภัย ข้าอ่านไม่ออกเลย”
...ว่าแล้วเชียว
ฉันหลุดมาที่ไหนกันแน่เนี่ย?