นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 342 ข้อมูลของเทวทูตแห่งท้องฟ้า

        ตอนที่ 342 ข้อมูลของเทวทูตแห่งท้องฟ้า

         

         

        “ท่านปู่ช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับเทวทูตแห่งท้องฟ้าให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ เห็นท่านบอกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วหมายความว่าอย่างไรเหรอครับ แล้วยังพอเป็นไปได้ไหมที่จะพบตัวเทวทูตแห่งท้องฟ้าในปัจจุบัน”

         

        เพชฌฆาตเอ่ยคำถามรัวเป็นชุดเมื่อตนได้รับอนุญาต สิ่งที่เขาอยากรู้มากมายถูกเอ่ยออกมาอย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นจะล่าและนำขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าไปให้องค์หญิงไพลินและนิทานนั้นเด่นชัด

         

        การหาวัตถุดิบทั้ง 4ชนิดด้วยตัวเองคนเดียวนั้นสาหัสเกินไป แน่นอนว่าสหายสนิทเช่นเขาย่อมพยายามแบ่งเบาภาระโดยการหาให้ได้สักชิ้นหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องรอองค์หญิงไพลินออกคำสั่งเขาก็ทราบดีว่าเขาต้องทำสิ่งใด

         

        “โฮ่ โฮ่ ใจร้อนยิ่งนัก” อริยะอ่านชะตาหัวเราะอย่างครื้นเครง เพชฌฆาตทำให้ชายชราคิดถึงเหล่านักเรียนผู้ใฝ่รู้ของเขาในอดีต เขาดื่มกาแฟอีกอึกหนึ่งพร้อมกับกระแอมเล็กน้อย ก่อนการสอนที่จำเป็นต้องอธิบายอะไรยาว ๆ เขามักทำเช่นนี้ให้คอชุ่มพร้อมเอ่ยสอน

         

        “เทวทูตแห่งท้องฟ้า หรือที่คนสมัยก่อนเรียกขานกันว่า เผ่าซือบาสผู้ร่วงหล่น สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดขึ้นจากผู้สูงศักดิ์เผ่าซือบาสคนหนึ่งในอดีต เป็นสัตว์อสูรที่เป็นตัวแทนแห่งความต่ำทรามของเผ่าซือบาสเรา”

         

        สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากเผ่าซือบาส? คำถามผุดขึ้นมากมายเต็มหัวของเพชฌฆาต หลังจากที่นิทานออกเดินทางไปแล้วเขาจึงได้รับรู้เรื่องที่องค์หญิงและนิทานพูดคุยกันหลังจากนั้น

         

        เขาจำได้ว่าเทวทูตแห่งท้องฟ้านี้เคยปรากฏในพระคัมภีร์มิใช่หรือ? ตามที่เลโอและไลล่าบอกเล่า เทวทูตแห่งท้องฟ้าลงมาจากแดนเทพเพื่อขัดขวางมิให้บรรพชนซือบาสรับฟังคำสอนจนจบ

         

        ในเมื่อท่านบรรพชนเคยพบเจอกับเทวทูตแห่งท้องฟ้า แล้วเทวทูตแห่งท้องฟ้าที่ถือกำเนิดขึ้นจากเผ่าซือบาสจะคงอยู่ก่อนที่ซือบาสจะสร้างเผ่าพันธุ์ได้อย่างไร?

         

        “เนื้อหาในคัมภีร์ย่อมมีการผิดเพี้ยนไปบ้าง อย่างเช่นการกระทำอย่างการลงมาขัดขวางท่านบรรพชนซือบาสในการรับฟังคำสอนจากเดรฟัสนั้นไม่ปรากฏแหล่งที่มาใด ๆ บางทีตอนท้ายที่ท่านบรรพชนโอบอุ้มพาเทวทูตทั้งหมดกลับสู่แดนเทพก็คงไม่จริงเช่นกัน” อริยะอ่านชะตาตอบโดยที่เพชฌฆาตไม่ต้องถาม

         

        ประสบการณ์ในฐานะอาจารย์ของเขาทำให้เขาสามารถคาดเดาถึงคำถามในใจของนักเรียนได้จากการดูสีหน้า

         

        “แต่เรื่องที่บรรพชนซือบาสได้พบเจอเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะชีวิตที่ยืนยาวของท่าน เทวทูตแห่งท้องฟ้าที่ถือกำเนิดทีหลังจึงมีโอกาสได้รับทัณฑ์ขนนกของท่าน”

         

        เพชฌฆาตถึงบางอ้อ เขาลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท ด้วยอายุขัยอันยาวนานแทบเป็นนิรันดร์ของผู้ที่สลักนามไว้ในกาลเวลาได้สำเร็จ บรรพชนซือบาสสมควรประจักษ์การเกิดตายวนเวียนของลูกหลานตนหลายยุคหลายสมัย

         

        “ผู้สูงศักดิ์เผ่าซือบาสท่านนั้นเพราะเหตุผลบางประการ ได้ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ลึกลงไปใต้มหานทีรากวิญญาณ จมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ชั่วนิรันดร์” อริยะอ่านชะตาถอนหายใจ

         

        “เพราะตัวท่านเป็นถึงผู้ร้อยเรียง และไม่ใช่เพียงผู้ร้อยเรียงระดับทั่วไป เมื่อท่านร่วงหล่นลง วิถีของท่านที่ยังคงตกค้างได้ทำปฏิกิริยากับร่างระดับผู้ร้อยเรียงที่ไร้การควบคุม เกิดเป็นสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ใหม่ที่คงรูปลักษณ์ของท่านไว้ระดับหนึ่งและมีพลังแต่กำเนิดในระดับอริยะ”

         

        “เทวทูตแห่งท้องฟ้าสินะครับ” เพชฌฆาตตอบ เขาอดทนไม่พูดมาจนถึงปัจจุบันเพราะการพูดแทรกระหว่างบทเรียนนั้นเสียมารยาท ชายชราพยักหน้าเป็นคำตอบ

         

        “เพราะการถือกำเนิดของเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นเกิดจากความล้มเหลวของผู้สูงศักดิ์อันทรงเกียรติ ดังนั้นสำหรับเผ่าซือบาส เทวทูตแห่งท้องฟ้าจึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความผิดพลาด สัญลักษณ์ที่บอกกล่าวแก่พวกเขาว่าผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งได้ร่วงหล่น”

         

        “เพราะงั้นพวกเขาก็เลยไล่ล่าจนสูญพันธุ์สินะครับ”

         

        “ถูกต้อง แต่ชีวิตย่อมมีหนทางของมัน เทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นแท้จริงแล้วมิได้สูญพันธุ์จนหมดสิ้น นั่นเป็นเพียงสิ่งที่เผ่าซือบาสบอกกล่าวแก่ชนรุ่นหลังเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติประวัติของพวกเขาเท่านั้น” ชายชราเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเพชฌฆาตนั้นตาเป็นประกาย

         

        “เทวทูตแห่งท้องฟ้าจำนวนน้อยได้หลบหนีออกไปจากขุนเขาและพฤกษานานหลายพันปีแล้ว พวกเขาหลบหนีไปยังพื้นที่ที่เผ่าซือบาสจะไม่สามารถหาพวกมันเจอ”

         

        “ที่ไหนเหรอครับท่านปู่!” เพชฌฆาตตื่นเต้นจนตัวสั่น หากเขารู้ที่อยู่ของอีกฝั่งเขาอาจจะพอมีทางไปเก็บเกี่ยวขนปีกมาได้ “อ๊ะ แต่ว่าเทวทูตแห่งท้องฟ้าเป็นนักสลักไตรเป็นอย่างน้อยนี่นา…”

         

        แม้กระนั้นเขาก็ยังต้องการข้อมูลส่วนนี้อยู่ดี ถึงเขาจะไม่อาจสู้กับพวกมันเองได้แต่องค์หญิงไพลินอาจหาวิธีบางอย่างได้

         

        “แล้วเจ้าคิดว่าเป็นที่ใดล่ะ?”

         

        “ท่านปู่!” เพชฌฆาตร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งใจเว้นช่วงเพื่อแกล้งเขา ชายชราหัวเราะร่วนกับท่าทีของเพชฌฆาต ในสายตาของเขาแล้วเพชฌฆาตก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กที่พึ่งออกจากโรงเรียน

         

        “หากจะเป็นสถานที่จ้าวเวหาเช่นเผ่าซือบาสจะไม่สามารถหาเจอได้ก็มีไม่มากนักหรอก เพียงแต่ทุกสถานที่ย่อมอันตรายอย่างสุดแสน”

         

        “พวกมันอาจจะปรับตัว ละทิ้งท้องฟ้า หลบลี้อยู่ใต้ผืนดิน อาจจะละทิ้งมหาทวีป ไปหาเกาะห่างไกลเพื่ออาศัย หรือไม่ก็อาจจะหลบหนีไปอยู่ร่วมกับเหล่าผู้บิดเบี้ยวแล้วก็ได้” ชายชราส่ายหน้า

         

        เพชฌฆาตได้แต่อ้าปากค้างกับคำตอบที่เขาได้รับ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดโอกาสที่จะไปถึงได้ก็เท่ากับศูนย์ ใต้ผืนดินนั้นกว้างใหญ่ถึงเพียงไหนกัน การเดินทางใต้ผืนดินนั้นจะให้พวกเขาทำเช่นไร ขุดดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอถ้ำสักแห่งที่เทวทูตแห่งท้องฟ้าหลบซ่อนตัวอยู่หรือ?

         

        เกาะห่างไกลในน่านน้ำ? แล้วมันเป็นเกาะใดกัน? เกาะนั้นจะอยู่ในอ่าวใต้บาดาลหรืออยู่น่านน้ำเหนือ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว ที่แห่งนั้นอันตรายยิ่งกว่าทั้งสองที่รวมกันเสียอีก

         

        “ไม่มีพบเจออยู่ใกล้ ๆ แถวนี้บ้างเลยเหรอครับ” เพชฌฆาตถามเสียงจ๋อย

         

        “หากว่ามีอยู่ในมหาทวีป เช่นนั้นเผ่าซือบาสทั้งหลายก็คงไล่ล่าสังหารพวกมันไปจนหมดแล้ว ถ้าจะมีก็คงจะเป็นพวกที่หลบซ่อนตัวมิดชิดนั่นแหละ” อริยะอ่านชะตาตบไหล่ของเพชฌฆาตเบา ๆ นี่เป็นข้อมูลที่เขารับรู้ในฐานะผู้ทรงปัญญาของเผ่าซือบาส

         

        “ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวจริง ๆ เหรอครับ” เพชฌฆาตถอนหายใจยาว คำตอบของอริยะอ่านชะตาคือการส่ายหน้าไปมาน้อย ๆ ดับสิ้นซึ่งความหวังทั้งมวล

         

        “แล้วเจ้าตามหาเทวทูตแห่งท้องฟ้าไปเพื่อสิ่งใดกัน? ต้องการจับไปทำสัตว์คู่หูหรือต้องการโลหิตเพื่อนำไปหล่อหลอมสายเลือดซือบาสล่ะ?” เทวทูตแห่งท้องฟ้าสำหรับชาวซือบาสแล้วมีประโยชน์เช่นนั้น

         

        พวกมันนั้นคือสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์และมีสติปัญญาสูง สามารถเหินบินบนท้องฟ้าและเป็นอริยะแต่กำเนิด ในอดีตถือเป็นหนึ่งในสัตว์คู่หูของผู้ฝึกสัตว์หลายต่อหลายคน สัตว์อสูรที่มีรูปลักษณ์มนุษย์นั้นทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก ไม่เพียงสติปัญญาที่มากกว่าสัตว์อสูรประเภทอื่น พวกมันยังสามารถใช้อาวุธและเกราะได้

         

        แต่สำหรับเผ่าซือบาสแล้วเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นมีคุณประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง

         

        เทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นถือกำเนิดจากผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งที่ร่วงหล่น ดังนั้นสายเลือดของพวกมันจึงมีร่องรอยวิถีของผู้สูงศักดิ์ท่านนั้น วิถีคือตัวตนและโชคชะตาที่ผู้สูงศักดิ์ขีดเขียน หากเป็นวิถีที่เข้ากันได้ผู้ที่แตะสัมผัสอาจได้รับคุณประโยชน์มหาศาล ถึงแม้จะไม่เข้ากันหากก็ยังได้เปิดหูเปิดตาถึงระดับอันสูงส่งและแนวคิดของผู้สูงศักดิ์

         

        โลหิตของเทวทูตแห่งท้องฟ้าจึงมีค่าสำหรับเผ่าซือบาส เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนในเผ่าพันธุ์ที่จะสัมผัสได้ถึงวิถีนั้น ทั้งหมดล้วนอาศัยโชคชะตารวมถึงความสามารถ

         

        ในอดีตหยดโลหิตของเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นถูกขายในราคาสูงแม้แต่ในวงการการรังสรรค์สมบัติ สิ่งที่มีวิถีอยู่ภายในนั้นมีคุณค่าสูงยิ่ง แม้จะเป็นเพียงร่องรอยจากโบราณกาลหลายพันปีมาแล้วก็ตาม

         

        อริยะอ่านชะตาคาดไว้ว่าอีกหนึ่งนภาอาจจะกำลังติดขัดหรือต้องการแรงบันดาลใจบางอย่างในการเลื่อนระดับขั้น โลหิตของเทวทูตแห่งท้องฟ้าที่มีร่องรอยของวิถีสำหรับยอดอัจฉริยะเช่นอีกหนึ่งนภาแล้วอาจส่งผลมหาศาล

         

        “เปล่าครับ ต้องการเพียงแค่ขนปีกเท่านั้นครับ” เพชฌฆาตส่ายหน้าเบ้ปาก ในเมื่อเขาไม่อาจหาร่องรอยอะไรได้อีกเขาจึงเผลอลดความระวังตัวลงไป

         

        อริยะอ่านชะตาหัวเราะอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบของเพชฌฆาต เพชฌฆาตจงใจปิดข้อมูลอย่างแน่นอน จากที่เขาทราบขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นแทบไม่มีค่าอะไรเลย

         

        เขาไม่ได้ไม่พอใจแต่อย่างใด จะอย่างไรตัวเขาเองก็เป็นเผ่าซือบาสที่สนับสนุนไปทางฝั่งองค์ชาย 2 เสียมากกว่า จะโดนปิดบังข้อมูลไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ “หากต้องการเพียงขนปีกเจ้าติดต่อไปยังมหาตระกูลสักตระกูลหนึ่งก็น่าจะมีแล้ว ไม่ต้องลำบากตามหาเทวทูตแห่งท้องฟ้าเป็น ๆ หรอก” ชายชรากล่าวติดตลก 

         

        หากหาเพียงแค่นั้นจริงย่อมง่ายกว่าตามหาตัวเป็น ๆ มาก การที่องค์หญิง 4 ถึงกับส่งมือดีที่สุดมาตามหาเช่นนี้เธอย่อมไม่ได้ต้องการหาเพียงขนปีก

         

        เพชฌฆาตเงยหน้าขึ้นทันควัน มองหน้าอริยะอ่านชะตาด้วยสีหน้าเหลอหลา หนึ่งคือเขาเผลอหลุดปากเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกไป สองคืออีกฝ่ายกลับบอกว่าไม่ว่ามหาตระกูลใดก็มีมัน?

         

        สีหน้าของเพชฌฆาตทำให้อริยะอ่านชะตาเลิกคิ้ว เขากลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง “เจ้าต้องการเพียงขนปีกจริง ๆ?” เพชฌฆาตคิดอยู่ครู่เดียวก็ตัดสินใจพยักหน้ารัวเร็ว เขาคิดว่าอริยะอ่านชะตานั้นไม่ได้ขึ้นตรงกับใครมากเป็นพิเศษ สมควรไว้ใจได้มากพอ

         

        อริยะอ่านชะตาไล่ทบทวนความรู้ทั้งหมดในหัวของตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ไม่ว่าเขาจะคิดเช่นไรก็ไม่อาจหาวิธีใช้งานขนปีกได้จริง ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้านั้นทำขึ้นจากแก้ว ทั้งบอบบางและง่ายต่อการแตกหัก หากมันอยู่บนร่างที่ยังมีชีวิตมันสามารถใช้ตัดเฉือนได้แต่เมื่อขาดพลังจิตวิญญาณจากร่างหล่อเลี้ยงมันก็ไม่ต่างอะไรจากกระจกใสทั่วไป

         

        วิทยาการด้านการรังสรรค์ของเผ่าซือบาสนั้นไม่ได้สูงส่ง อริยะอ่านชะตาย่อมไม่อาจรู้ถึงวิธีใช้งานมันดังเช่นดักลาสผู้เป็นยอดนักรังสรรค์แห่งเผ่ารูเบียส เรื่องนี้ไม่อาจโทษอริยะอ่านชะตาได้ นักรังสรรค์ทั่วไปของเผ่ารูเบียสย่อมไม่รู้ข้อมูลนี้เช่นกัน ตัวดักลาสเองก็รับรู้เพราะศาสตร์รังสรรค์ที่ตกทอดกันมาจากเทพอสูรเหล็กหลอมเหลวเท่านั้น

         

        เมื่อเห็นว่าอริยะอ่านชะตาเงียบไป ความหวังจึงปรากฏขึ้นในดวงตาของเพชฌฆาตอีกครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าที่อริยะอ่านชะตาจะตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “ทุกมหาตระกูลอาจไม่ได้มีขนปีกในครอบครองอย่างที่ข้าเอ่ยไป แต่ข้ามั่นใจว่ามหาตระกูลเอเทลมีมันในครอบครอง”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน