เช้าวันจันทร์ไตรภพมาเรียนที่มหาวิทยาลัยพื้นฐานประจำจังหวัดเช่นเดิมการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับไตรภพหลังจากที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษจนแตกฉานแล้ว ในการเรียนการสอนในห้องของอาจารย์กนกพรไตรภพกลับเข้าใจทุกคำที่เธอสอน
หลังเลิกเรียนไตรภพยังคงมาเรียนพิเศษกับกนกพรเช่นเดิมในวันนี้ชายหนุ่มสังเกตว่าใบหน้าของอาจารย์สาวดูอิดโรย ไม่สดชื่นเหมือนที่เคยเจอ
“อาจารย์เป็นอะไรรึเปล่าครับเห็นสีหน้าไม่ค่อยดี”
“หืม”
กนกพรรีบส่องกระจกดูใบหน้าของเธอขอบตาคล้ำเหมือนอดหลับอดนอน ทั้งยังมีสิวขึ้นหนึ่งเม็ดที่บ่งบอกถึงความเครียด
“แน่นอนสิฉันพึ่งขับรถมาจากเชียงใหม่ตอนตีสามครึ่ง มาถึงจังหวัดน่านเจ็ดโมงกว่าแล้วเตรียมตัวสอนเลย”
“อาจารย์ไปทำอะไรเชียงใหม่? เที่ยวกับแฟนหรอครับ”
ไตรภพหยอกล้ออาจารย์สาวไถ่ถามด้วยความสงสัย กนกพรแยกเขี้ยวหันมาค้อนให้กับลูกศิษย์ตัวดี
“ฉันยังไม่เคยมีแฟนย่ะ”
“เอ๋ ไม่มีแฟนหรือ ไม่เคยมีแฟนนะครับ ได้ยินไม่ถนัด”
“ไม่ต้องมาลามปามฉันเลยเรียนหนังสือได้แล้ว วันนี้เรียนวิชาคณิตนะ ฉันจะสอนเธอตั้งแต่พื้นฐานเหมือนเดิม”
ทั้งสัปดาห์ไตรภพได้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์จนแตกฉานเช่นเดียวกับวิชาภาษาอังกฤษจนกนกพรค่อนข้างภาคภูมิใจในการสอนของเธอ
“หนึ่งร้อยคะแนนเต็มอีกแล้วฉันอยากให้ถึงตอนสอบตรงมหาวิทยาลัยเฉพาะทางเร็ว ๆ จังเลย”
“เพราะอาจารย์สอนดีนั่นหละครับ”
“ไม่ต้องมาชมฉันเลยเดี๋ยวเถอะ”
กนกพรหันมาค้อนใส่ไตรภพชายหนุ่มหัวเราะ ยิ้มให้กับหญิงสาว อันที่จริงการเจอกันทุกวันสองอาทิตย์ติดก็ค่อยๆ สร้างความผูกพันให้กับทั้งคู่อย่างไม่รู้ตัว
ไตรภพลับไปที่หอพักชั้น9เห็นเพื่อนรักทั้งสองคนกำลังเล่นเกมส์ ROV อยู่เช่นเดิม ทั้งคู่เมื่อเห็นไตรภพจึงทักทายชายหนุ่ม
“ไง ภพเรียนกับอาจารย์สุดสวยอีกแล้วใช่ไหม เป็นไงบ้าง ?”
“เป็นไง ? ก็ดีนะฉันชวนพวกนายสองคนมาเรียนด้วย ทำไมไม่มา”
“ให้พวกฉันไปเรียนนายฝันไปเถอะ”
วัศพลส่ายหัวตอบปฏิเสธเพื่อนทันทีเขาและทัดดนัยเกลียดการเรียนหนังสือเป็นอย่างมาก แม้ว่าอาจารย์จะสวยแค่ไหนก็ตามแต่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องเรียน มันไม่คุ้มที่จะแลกกัน
“แล้วพวกนายอยากจะเรียนคณะอะไรกันรัฐศาสตร์ ? หรือ บริหารธุรกิจ ?”
ไตรภพเอ่ยถามเพื่อนทั้งสองคนคาดเดาคณะที่ทั้งคู่จะเรียน เนื่องจากทั้งสองคนล้วนเป็นลูกของรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งยังมีธุรกิจส่วนตัว
“ยังไม่ได้คิดเหมือนกัน”
“ใช่ฉันก็ยังไม่ได้คิด”
วัศพลและทัดดนัยเอ่ยตอบมาเป็นเสียงเดียวกันเพราะพวกเขาเองยังไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร เป็นไปในทิศทางไหนเลยมันเป็นแค่วัยที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่มหาวิทยาลัยเฉพาะทางเท่านั้น
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะวันนี้ฉันอยากไปกินข้าวบ้านนาย”
“บ้านฉัน ?”
“ใช่ฉันอยากไปกินเหมือนไอวัศพลนั่นหละ ได้ข่าวว่าที่บ้านนายเปิดร้านอาหาร”
“ก็ได้งั้นพวกนายไปส่งฉันแล้วกัน ฉันกำลังจะกลับพอดี”
ไตรภพเก็บของในห้องขนไปขึ้นรถBMW ของวัศพลทั้งสามคนขับรถออกมาจากมหาวิทยาลัย เพียงสิบนาทีก็มาถึงหน้าลานจอดรถข้างร้านครัวช่อผกา
“นี่บ้านนายหรอ?”
“ใช่ ทำไมหรอ”
“มันหรูหราไปรึเปล่าวะเนี่ยมีลานจอดรถด้วย”
รถ BMW เลี้ยวเข้ามาในลานจอดรถ ซึ่งมีที่กั้นและพนักงานยืนขวางอยู่วัศพลลดกระจกลง หันไปมองพนักงานคนนั้น
“ร้านใกล้ปิดแล้วนะครับวันนี้ไม่น่าจะทัน”
“นี่ฉันเอง”
“บะ บอส!”
ไตรภพยื่นหน้าจากเบาะหลังออกไปพลางพูดให้พนักงานได้ยิน เขาจึงรีบเปิดที่กั้นโบกรถให้ไตรภพด้วยความเคารพ
‘ห้ามจอด’
‘ห้ามจอด’
‘ห้ามจอด’
ในลานจอดรถมีพื้นที่กว้างขวางมีที่บังแดดบังฝนอย่างดี ตีเส้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถรองรับการจอดรถได้ประมาณยี่สิบคันติดทางเข้าของประตูมีช่องจอดรถที่ขึ้นป้ายว่า ‘ห้ามจอด’ อยู่สามที่ สองคันนั้นเป็นรถ Toyota Vios และ Benz E Coupe ป้ายแดง ส่วนอีกที่หนึ่งยังเว้นว่างไว้
“นายจอดช่องนี้หละ”
ไตรภพชี้ให้วัศพลจอดในช่องที่ว่างอยู่ปกติจะเว้นเอาไว้ในกรณีญาติพี่น้อง หรือ คนสนิท ในกรณีที่จอดรถเต็มนี่เป็นแนวคิดการจัดระเบียบของกานติมา
“เข้ามาสิ”
ไตรภพเดินนำหน้าเพื่อนทั้งสองคนเข้ามาในร้านอาหารทันทีที่ทั้งสองเข้าเข้ามาต่างอุทานด้วยความชื่นชม บรรยากาศการตกแต่งของร้านทั้งยังกลิ่นหอมของอาหารที่โชยออกมาจากโต๊ะข้าง ๆ และในครัว
“พี่ชาย!!!”
มะลิวิ่งออกมาจากในครัวกอดไตรภพด้วยความคิดถึงลูกค้าในร้านเริ่มจะน้อยลงเพราะร้านกำลังจะปิด ทำให้มะลิมีเวลาว่างจากครัว
“ไตรภพกลับมาแล้วหรอแล้วนั่นใครหละลูก ?”
ช่อผกาเดินตามมะลิออกมาเช่นกันมองผู้เป็นลูกชายด้วยความดีใจ พลางเห็นชายหนุ่มวัยเดียวกับไตรภพยืนข้าง ๆจึงเอ่ยทักทาย
“นี่เพื่อนของผมครับชื่อวัศพล และ ทัดดนัย ส่วนนี่แม่ของฉันเอง”
“สวัสดีครับคุณแม่”
“สวัสดีครับ”
วัศพลและทัดดนัยยกมือไหว้ช่อผกาหลังจากแนะนำตัวกันเสร็จช่อผการีบไปเตรียมอาหารให้กับทุกคนเพียงระยะวเลาแค่สิบนาที อาหารก็วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
“โอ้โหน่ากินทั้งนั้นเลย”
“ไม่เกรงใจแล้วนะครับ”
หลังจากได้กลิ่นอาหารทั้งสองคนรีบตักใส่จานกินอย่างไม่เกรงใจ คงเป็นเพราะไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่กลางวันไตรภพตักกินช้า ๆ หันมองรอบร้านเหมือนจะหาใครบางคนอยู่
“แล้วพี่กานไปไหนครับไม่เห็นเลย”
“อ่อกานออกไปซื้อของด้านนอกหนะ เดี๋ยวก็คงกลับมา”
ขณะที่ช่อผกากำลังพูดกานติมาได้เดินเข้ามาในร้านพอดีมะลิรีบวิ่งเข้าไปหาพี่สาวช่วยถือของที่กานติมาถือมา
“ฉันคิดว่านายจะไม่กลับบ้านกลับช่องแล้วซะอีก”
กานติมาเมื่อเจอหน้าไตรภพอดแซวขึ้นมาไม่ได้สองหนุ่มเพื่อนซี้รีบหันขวับไปหากานติมา ทิ้งช้อนส้อมลงในจานข้าว
“เฮ้ยใครวะเพื่อนโครตสวยเลย”
“นั่นดิสวยไม่แพ้อาจารย์กนกพรเลย”
วัศพลและทัดดนัยเหม่อมองใบหน้าคมเข้มของกานติมาด้วยความหลงใหลจนลืมที่จะกินอาหารตรงหน้า
“นี่ พี่กานเป็นพี่สาวของมะลิ ลูกบุญธรรมแม่ของฉันเอง”
หลังจากแนะนำตัวเสร็จทั้งสองคนรีบเข้ามาจอแจกานติมา จนไตรภพต้องลากทั้งคู่ออกมานอกบ้านสร้างความหัวเราะให้กับสมาชิกในบ้าน
“กลับไปได้แล้วพวกนายนี่มายุ่งวุ่นวายเรื่องผู้หญิงอยู่ได้”
“แกมีสาวสวยขนาดนี้อยู่ในบ้านทำไมไม่บอกวะรู้งี้ฉันมาตั้งแต่วันแรกแล้ว”
“นั่นดิแกจะกินรวบหมดเลยหรอวะ ทั้งอาจารย์กนกพร และพี่กาน”
วัศพลและทัดนัยอดแซวไตรภพไม่ได้ชายหนุ่มยิ้มอย่างเหลืออดกับปากของเพื่อนสนิท ไล่ให้ทั้งสองคนกลับไปทันที
“ไว้เจอกันวันจันทร์“
“เครบายเพื่อน”
หลังจากทั้งสองคนออกจากบ้านไตรภพแล้วชายหนุ่มได้เข้าไปที่บ้านเพื่ออยู่กับครอบครัวและพักผ่อนหลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน
เช้าวันรุ่งขึ้นไตรภพออกจากบ้านแต่เช้าเพราะวันนี้เป็นวันที่สัญญากับพลตรีมนูญเอาไว้เรื่องที่จะฝึกฝนกองร้อยพิเศษในหัวสมองของไตรภพคิดเรื่องการฝึกต่าง ๆ ในหัวมากมาย
“อืมถ้าอยากจะสร้างกองกำลังให้แข็งแกร่ง ต้องให้ทุกคนกินยาทลายชีพจรหลังจากนั้นต้องฝึกเพลงหมัดมังกร 4 ทิศ”
เพลงหมัดมังกร 4 ทิศเป็นเพลงหมัดขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับคนธรรมดาที่ไม่สามารถฝึกการบ่มเพาะได้ในโลกก่อนแม้กระบวนท่าจะพลิกแพลงได้แค่สี่ท่าแต่กลับใช้อวัยวะภายนอกทุกส่วนในร่างกายขยับเขยื้อนเพื่อพิชิตศัตรู
หากนำเอาเพลงหมัดมังกร4 ทิศมาใช้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปรับร่างกายทั่วไปย่อมทำให้ผู้ฝึกโดดเด่นด้วยการโจมตีโดยไม่ใช้อาวุธ เพราะการเคลื่อนไหวต่าง ๆจากร่างกายภายนอกสามารถทำร้ายคู่ต่อสู้ได้อย่างเด็ดขาดและรุนแรง
“เอาเพลงหมัดมังกร4ทิศนี่หละที่ไปสอน คงจะพอเสริมความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดีหากไม่ใช่กองกำลังของเราเอง คงไม่กล้าที่จะสอนวิทยายุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่านี้หรอก”
เป้าหมายของไตรภพคือการบรรลุลมปราณชนชั้นสีเหลืองอันเป็นพลังลมปราณที่โลกใบนี้สามารถรองรับได้จะทำให้เขาสามารถเดินทางข้ามดวงดารากลับไปยังห้วงสุริยะอีกครั้งถึงตอนนั้นเขาจะกลับไปแก้แค้นราชันย์แห่งดวงดาราทั้งเจ็ดที่ทำร้ายเขา
“คนที่น่าตายที่สุดคือเจ้า”
ไตรภพเอ่ยอย่างเครียดแค้นเมื่อนึกถึงภรรยาในอดีตผู้ซึ่งบอกเบาะแสของเขาให้กับราชันย์แห่งดวงดาราต่าง ๆมาสังหารเขาในวันที่เขากำลังจะบรรลุพลังลมปราณเหนือชนชั้นสีรุ้ง
“ก่อนอื่นเราต้องสร้างกองกำลังขึ้นมาเพื่อครองโลกใบนี้หาทรัพยากรการบ่มเพาะ นำพากองทัพไปแก้แค้น!!!”
ไตรภพพึมพำเป้าหมายด้วยความมุ่งมั่นอีกสองอาทิตย์จะถึงงานประมูล เขาจะต้องนำเอาโสมหิมะอายุพันปีมาเพื่อบ่มเพาะให้ได้จะเป็นเวลาเดียวกับภัตตาคารจักรพรรดิเสร็จพอดี กองกำลังของเขากำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว