Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 38 เป้าหมายเริ่มชัดเจน

    เช้าวันจันทร์ไตรภพมาเรียนที่มหาวิทยาลัยพื้นฐานประจำจังหวัดเช่นเดิมการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับไตรภพหลังจากที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษจนแตกฉานแล้ว ในการเรียนการสอนในห้องของอาจารย์กนกพรไตรภพกลับเข้าใจทุกคำที่เธอสอน

     

    หลังเลิกเรียนไตรภพยังคงมาเรียนพิเศษกับกนกพรเช่นเดิมในวันนี้ชายหนุ่มสังเกตว่าใบหน้าของอาจารย์สาวดูอิดโรย ไม่สดชื่นเหมือนที่เคยเจอ

     

    “อาจารย์เป็นอะไรรึเปล่าครับเห็นสีหน้าไม่ค่อยดี”

     

    “หืม”

     

    กนกพรรีบส่องกระจกดูใบหน้าของเธอขอบตาคล้ำเหมือนอดหลับอดนอน ทั้งยังมีสิวขึ้นหนึ่งเม็ดที่บ่งบอกถึงความเครียด

     

    “แน่นอนสิฉันพึ่งขับรถมาจากเชียงใหม่ตอนตีสามครึ่ง มาถึงจังหวัดน่านเจ็ดโมงกว่าแล้วเตรียมตัวสอนเลย”

     

    “อาจารย์ไปทำอะไรเชียงใหม่? เที่ยวกับแฟนหรอครับ”

     

    ไตรภพหยอกล้ออาจารย์สาวไถ่ถามด้วยความสงสัย กนกพรแยกเขี้ยวหันมาค้อนให้กับลูกศิษย์ตัวดี

     

    “ฉันยังไม่เคยมีแฟนย่ะ”

     

    “เอ๋ ไม่มีแฟนหรือ ไม่เคยมีแฟนนะครับ ได้ยินไม่ถนัด”

     

    “ไม่ต้องมาลามปามฉันเลยเรียนหนังสือได้แล้ว วันนี้เรียนวิชาคณิตนะ ฉันจะสอนเธอตั้งแต่พื้นฐานเหมือนเดิม”

     

    ทั้งสัปดาห์ไตรภพได้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์จนแตกฉานเช่นเดียวกับวิชาภาษาอังกฤษจนกนกพรค่อนข้างภาคภูมิใจในการสอนของเธอ

     

    “หนึ่งร้อยคะแนนเต็มอีกแล้วฉันอยากให้ถึงตอนสอบตรงมหาวิทยาลัยเฉพาะทางเร็ว ๆ จังเลย”

     

    “เพราะอาจารย์สอนดีนั่นหละครับ”

     

    “ไม่ต้องมาชมฉันเลยเดี๋ยวเถอะ”

     

    กนกพรหันมาค้อนใส่ไตรภพชายหนุ่มหัวเราะ ยิ้มให้กับหญิงสาว อันที่จริงการเจอกันทุกวันสองอาทิตย์ติดก็ค่อยๆ สร้างความผูกพันให้กับทั้งคู่อย่างไม่รู้ตัว

     

    ไตรภพลับไปที่หอพักชั้น9เห็นเพื่อนรักทั้งสองคนกำลังเล่นเกมส์ ROV อยู่เช่นเดิม ทั้งคู่เมื่อเห็นไตรภพจึงทักทายชายหนุ่ม

     

    “ไง ภพเรียนกับอาจารย์สุดสวยอีกแล้วใช่ไหม เป็นไงบ้าง ?”

     

    “เป็นไง ? ก็ดีนะฉันชวนพวกนายสองคนมาเรียนด้วย ทำไมไม่มา”

     

    “ให้พวกฉันไปเรียนนายฝันไปเถอะ”

     

    วัศพลส่ายหัวตอบปฏิเสธเพื่อนทันทีเขาและทัดดนัยเกลียดการเรียนหนังสือเป็นอย่างมาก แม้ว่าอาจารย์จะสวยแค่ไหนก็ตามแต่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องเรียน มันไม่คุ้มที่จะแลกกัน

     

    “แล้วพวกนายอยากจะเรียนคณะอะไรกันรัฐศาสตร์ ? หรือ บริหารธุรกิจ ?”

     

    ไตรภพเอ่ยถามเพื่อนทั้งสองคนคาดเดาคณะที่ทั้งคู่จะเรียน เนื่องจากทั้งสองคนล้วนเป็นลูกของรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งยังมีธุรกิจส่วนตัว

     

    “ยังไม่ได้คิดเหมือนกัน”

     

    “ใช่ฉันก็ยังไม่ได้คิด”

     

    วัศพลและทัดดนัยเอ่ยตอบมาเป็นเสียงเดียวกันเพราะพวกเขาเองยังไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร เป็นไปในทิศทางไหนเลยมันเป็นแค่วัยที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่มหาวิทยาลัยเฉพาะทางเท่านั้น

     

    “เรื่องนั้นช่างมันเถอะวันนี้ฉันอยากไปกินข้าวบ้านนาย”

     

    “บ้านฉัน ?”

     

    “ใช่ฉันอยากไปกินเหมือนไอวัศพลนั่นหละ ได้ข่าวว่าที่บ้านนายเปิดร้านอาหาร”

     

    “ก็ได้งั้นพวกนายไปส่งฉันแล้วกัน ฉันกำลังจะกลับพอดี”

     

    ไตรภพเก็บของในห้องขนไปขึ้นรถBMW ของวัศพลทั้งสามคนขับรถออกมาจากมหาวิทยาลัย เพียงสิบนาทีก็มาถึงหน้าลานจอดรถข้างร้านครัวช่อผกา

     

    “นี่บ้านนายหรอ?”

     

    “ใช่ ทำไมหรอ”

     

    “มันหรูหราไปรึเปล่าวะเนี่ยมีลานจอดรถด้วย”

     

    รถ BMW เลี้ยวเข้ามาในลานจอดรถ ซึ่งมีที่กั้นและพนักงานยืนขวางอยู่วัศพลลดกระจกลง หันไปมองพนักงานคนนั้น

     

    “ร้านใกล้ปิดแล้วนะครับวันนี้ไม่น่าจะทัน”

     

    “นี่ฉันเอง”

     

    “บะ บอส!”

     

    ไตรภพยื่นหน้าจากเบาะหลังออกไปพลางพูดให้พนักงานได้ยิน เขาจึงรีบเปิดที่กั้นโบกรถให้ไตรภพด้วยความเคารพ

     

    ‘ห้ามจอด’

     

    ‘ห้ามจอด’

     

    ‘ห้ามจอด’

     

    ในลานจอดรถมีพื้นที่กว้างขวางมีที่บังแดดบังฝนอย่างดี ตีเส้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถรองรับการจอดรถได้ประมาณยี่สิบคันติดทางเข้าของประตูมีช่องจอดรถที่ขึ้นป้ายว่า ‘ห้ามจอด’ อยู่สามที่ สองคันนั้นเป็นรถ Toyota Vios และ Benz E Coupe ป้ายแดง ส่วนอีกที่หนึ่งยังเว้นว่างไว้

     

    “นายจอดช่องนี้หละ”

     

    ไตรภพชี้ให้วัศพลจอดในช่องที่ว่างอยู่ปกติจะเว้นเอาไว้ในกรณีญาติพี่น้อง หรือ คนสนิท ในกรณีที่จอดรถเต็มนี่เป็นแนวคิดการจัดระเบียบของกานติมา

     

    “เข้ามาสิ”

     

    ไตรภพเดินนำหน้าเพื่อนทั้งสองคนเข้ามาในร้านอาหารทันทีที่ทั้งสองเข้าเข้ามาต่างอุทานด้วยความชื่นชม บรรยากาศการตกแต่งของร้านทั้งยังกลิ่นหอมของอาหารที่โชยออกมาจากโต๊ะข้าง ๆ และในครัว

     

    “พี่ชาย!!!”

     

    มะลิวิ่งออกมาจากในครัวกอดไตรภพด้วยความคิดถึงลูกค้าในร้านเริ่มจะน้อยลงเพราะร้านกำลังจะปิด ทำให้มะลิมีเวลาว่างจากครัว

     

    “ไตรภพกลับมาแล้วหรอแล้วนั่นใครหละลูก ?”

     

    ช่อผกาเดินตามมะลิออกมาเช่นกันมองผู้เป็นลูกชายด้วยความดีใจ พลางเห็นชายหนุ่มวัยเดียวกับไตรภพยืนข้าง ๆจึงเอ่ยทักทาย

     

    “นี่เพื่อนของผมครับชื่อวัศพล และ ทัดดนัย ส่วนนี่แม่ของฉันเอง”

     

     

    “สวัสดีครับคุณแม่”

     

    “สวัสดีครับ”

     

    วัศพลและทัดดนัยยกมือไหว้ช่อผกาหลังจากแนะนำตัวกันเสร็จช่อผการีบไปเตรียมอาหารให้กับทุกคนเพียงระยะวเลาแค่สิบนาที อาหารก็วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ

     

    “โอ้โหน่ากินทั้งนั้นเลย”

     

    “ไม่เกรงใจแล้วนะครับ”

     

    หลังจากได้กลิ่นอาหารทั้งสองคนรีบตักใส่จานกินอย่างไม่เกรงใจ คงเป็นเพราะไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่กลางวันไตรภพตักกินช้า ๆ หันมองรอบร้านเหมือนจะหาใครบางคนอยู่

     

    “แล้วพี่กานไปไหนครับไม่เห็นเลย”

     

    “อ่อกานออกไปซื้อของด้านนอกหนะ เดี๋ยวก็คงกลับมา”

     

    ขณะที่ช่อผกากำลังพูดกานติมาได้เดินเข้ามาในร้านพอดีมะลิรีบวิ่งเข้าไปหาพี่สาวช่วยถือของที่กานติมาถือมา

     

    “ฉันคิดว่านายจะไม่กลับบ้านกลับช่องแล้วซะอีก”

     

    กานติมาเมื่อเจอหน้าไตรภพอดแซวขึ้นมาไม่ได้สองหนุ่มเพื่อนซี้รีบหันขวับไปหากานติมา ทิ้งช้อนส้อมลงในจานข้าว

     

    “เฮ้ยใครวะเพื่อนโครตสวยเลย”

     

    “นั่นดิสวยไม่แพ้อาจารย์กนกพรเลย”

     

    วัศพลและทัดดนัยเหม่อมองใบหน้าคมเข้มของกานติมาด้วยความหลงใหลจนลืมที่จะกินอาหารตรงหน้า

     

    “นี่ พี่กานเป็นพี่สาวของมะลิ ลูกบุญธรรมแม่ของฉันเอง”

     

    หลังจากแนะนำตัวเสร็จทั้งสองคนรีบเข้ามาจอแจกานติมา จนไตรภพต้องลากทั้งคู่ออกมานอกบ้านสร้างความหัวเราะให้กับสมาชิกในบ้าน

     

    “กลับไปได้แล้วพวกนายนี่มายุ่งวุ่นวายเรื่องผู้หญิงอยู่ได้”

     

    “แกมีสาวสวยขนาดนี้อยู่ในบ้านทำไมไม่บอกวะรู้งี้ฉันมาตั้งแต่วันแรกแล้ว”

     

    “นั่นดิแกจะกินรวบหมดเลยหรอวะ ทั้งอาจารย์กนกพร และพี่กาน”

     

    วัศพลและทัดนัยอดแซวไตรภพไม่ได้ชายหนุ่มยิ้มอย่างเหลืออดกับปากของเพื่อนสนิท ไล่ให้ทั้งสองคนกลับไปทันที

     

    “ไว้เจอกันวันจันทร์“

     

    “เครบายเพื่อน”

     

    หลังจากทั้งสองคนออกจากบ้านไตรภพแล้วชายหนุ่มได้เข้าไปที่บ้านเพื่ออยู่กับครอบครัวและพักผ่อนหลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน

     

    เช้าวันรุ่งขึ้นไตรภพออกจากบ้านแต่เช้าเพราะวันนี้เป็นวันที่สัญญากับพลตรีมนูญเอาไว้เรื่องที่จะฝึกฝนกองร้อยพิเศษในหัวสมองของไตรภพคิดเรื่องการฝึกต่าง ๆ ในหัวมากมาย

     

    “อืมถ้าอยากจะสร้างกองกำลังให้แข็งแกร่ง ต้องให้ทุกคนกินยาทลายชีพจรหลังจากนั้นต้องฝึกเพลงหมัดมังกร 4 ทิศ”

     

    เพลงหมัดมังกร 4 ทิศเป็นเพลงหมัดขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับคนธรรมดาที่ไม่สามารถฝึกการบ่มเพาะได้ในโลกก่อนแม้กระบวนท่าจะพลิกแพลงได้แค่สี่ท่าแต่กลับใช้อวัยวะภายนอกทุกส่วนในร่างกายขยับเขยื้อนเพื่อพิชิตศัตรู

     

    หากนำเอาเพลงหมัดมังกร4 ทิศมาใช้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปรับร่างกายทั่วไปย่อมทำให้ผู้ฝึกโดดเด่นด้วยการโจมตีโดยไม่ใช้อาวุธ เพราะการเคลื่อนไหวต่าง ๆจากร่างกายภายนอกสามารถทำร้ายคู่ต่อสู้ได้อย่างเด็ดขาดและรุนแรง

     

    “เอาเพลงหมัดมังกร4ทิศนี่หละที่ไปสอน คงจะพอเสริมความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดีหากไม่ใช่กองกำลังของเราเอง คงไม่กล้าที่จะสอนวิทยายุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่านี้หรอก”

     

    เป้าหมายของไตรภพคือการบรรลุลมปราณชนชั้นสีเหลืองอันเป็นพลังลมปราณที่โลกใบนี้สามารถรองรับได้จะทำให้เขาสามารถเดินทางข้ามดวงดารากลับไปยังห้วงสุริยะอีกครั้งถึงตอนนั้นเขาจะกลับไปแก้แค้นราชันย์แห่งดวงดาราทั้งเจ็ดที่ทำร้ายเขา

     

    “คนที่น่าตายที่สุดคือเจ้า”

     

    ไตรภพเอ่ยอย่างเครียดแค้นเมื่อนึกถึงภรรยาในอดีตผู้ซึ่งบอกเบาะแสของเขาให้กับราชันย์แห่งดวงดาราต่าง ๆมาสังหารเขาในวันที่เขากำลังจะบรรลุพลังลมปราณเหนือชนชั้นสีรุ้ง

     

    “ก่อนอื่นเราต้องสร้างกองกำลังขึ้นมาเพื่อครองโลกใบนี้หาทรัพยากรการบ่มเพาะ นำพากองทัพไปแก้แค้น!!!”

     

    ไตรภพพึมพำเป้าหมายด้วยความมุ่งมั่นอีกสองอาทิตย์จะถึงงานประมูล เขาจะต้องนำเอาโสมหิมะอายุพันปีมาเพื่อบ่มเพาะให้ได้จะเป็นเวลาเดียวกับภัตตาคารจักรพรรดิเสร็จพอดี กองกำลังของเขากำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องEmperor of the Immortal God ที่คุณอ่าน